แนะนำ iTunes U

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

เคยได้ยินวลีที่ว่า Standing on the Shoulder of Giant ไหมครับ วลีนี้เป็นคำพังเพยโบราณที่กล่าวถึงการที่เราได้พัฒนาและเรียนรู้ โดยศึกษาจากองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนที่ได้ทิ้งไว้ให้ ครั้งแรกที่ได้อ่านเจอวลีนี้ ผมชอบมาก มันเป็นการเปรียบเปรยที่เห็นภาพมาก ถ้าได้ไปลองค้นดู จะเห็นว่าเป็นวลีโบราณที่เขียนไว้เป็นร้อยๆปีแล้ว และคนที่ทำให้วลีนี้ดัง ก็คือIsaac Newton ใช่ครับ เป็น Newtonเดียวกับที่เราเคยได้ยินมาเรื่องลูกแอปเปิลหล่นใส่หัวนั่นแหละครับ

วลีนี้เขาเปรียบเปรยการที่เราได้เรียนรู้จากคนรุ่นเก่าว่า เป็นเสมือนกับว่า เราได้ไปยืนเหยียบไหล่ยักษ์ตนหนึ่ง และทำให้เราได้เห็นได้ไกลกว่า และมากกว่าเดิม และมากกว่าที่ยักษ์เห็นอีก (ถ้าสนใจ ก็ลองไปหาอ่านดูได้ครับ เสิร์ชไม่นานก็เจอแล้ว) คมคายดีไหมครับ ที่อ้างถึงเรื่องนี้เพราะวันนี้จะมาเขียนถึงยักษ์นี่แหละครับ มากันเป็นทีมใหญ่ครับ ภายใต้ชื่อทีมว่า iTunes U ครับ iTunes U เป็นโครงการทางการศึกษาของ Apple ที่เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยที่สนใจ สามารถนำเทปบันทึกการสอน ซึ่งมีทั้งในรูปแบบเสียงและวิดีโอ มาเผยแพร่ให้โหลดไปรับชมกันฟรีๆ ผ่านทางโปรแกรมที่แจกฟรีของ Apple ที่เรียกว่า iTunes (บอกก่อนเลยนะครับว่า คุณไม่ต้องมี iPod คุณก็สามารถใช้ iTunes ได้)

ที่ iTunes U นี้ คุณจะได้เจอแหล่งความรู้มากมายจากหลายๆมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และหลายๆแห่ง เป็นมหาวิทยาลัยที่เราเคยได้ยินชื่อเสียงกันมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น MIT, Standford, Harvard, Yale, Oxford และอื่นๆอีกมาก หลายๆที่เป็นวิดีโอการสอนของอาจารย์ที่สอนในระดับปริญญาตรีทั้งคอร์ส ซึ่งทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง และถ้าคุณเจ้าiPod ด้วยแล้ว คุณก็สามารถนำไปเปิดรับชมทุกที่ ที่เราต้องการ ผมเองยังลองโหลดบางคอร์สของ MIT มาดูเหมือนกัน เพื่อเปรียบเทียบว่า อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ของเขากับของสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของผม (สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง) จะต่างกันสักแค่ไหน สรุปได้ว่า ผมหลับทั้งคู่ ไม่ว่าจะเรียนที่ไหน

นอกจากจะเป็นแหล่งความรู้ในแง่วิทยาการชั้นดีแล้ว หลายๆที่ยังนำส่วนเสริมอื่นๆมาวางไว้ที่นี่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำทัศนศึกษา โปรแกรมแนะนำมหาวิทยาลัย หรือ วิดีโอสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสพิเศษ เช่นวันรับปริญญา ก็มีหลายๆแห่งนำมาไว้ในที่นี้ด้วย รวมทั้งสุนทรพจน์ของ Steve Jobs ในวันรับปริญญาของ Standford ซึ่งเป็นที่ประทับใจไปทั้งโลก คุณก็สามารถรับชมได้จากที่นี่ ส่วนใหญ่แล้ว ทาง iTunes U จะแบ่งเมนูหลักๆตามมหาวิทยาลัย และในหน้าเมนูของมหาวิทยาลัยนั้น ก็จะแบ่งเป็นคณะต่างให้เลือก และเมื่อเลือกเป็นคณะนั้นๆลงไปแล้ว คุณก็จะเห็นรายวิชาที่มีให้รับชม บางแห่งมีเป็นเสียง บ่งแห่งมีเป็นวิดีโอ และหลายๆแห่งก็ให้เลือกทั้งเสียงและวิดีโอ เลือกโหลดได้ตามความสามารถในการดาวน์โหลดของเรา หลายๆคอร์สดูแล้วน่าสนใจ โดยเฉพาะในสายของงานออกแบบหรือศิลป์ เพราะบางเรื่องเป็นการวิจารณ์ผลงานของศิลปินเป็นรายๆไป ดูตื่นตาตื่นใจดี

ถ้าท่านไม่สามารถเลือกได้ว่า จะลองอะไรดี ผมแนะนำให้ไปลองดู Business School ของทุกๆที่ครับ เพราะเชื่อว่า ผู้อ่านของ Go Training น่าจะเป็นวัยทำงาน ที่สนใจหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น hard skill หรือ soft skill เพราะในส่วนของ business school (ซึ่งเกือบทั้งหมด สอน MBA นี่แหละครับ) เขาจะมีคอร์สหนึ่งที่เชิญผู้นำหลายๆองค์กรมาพูด ขอยกตัวอย่างที่ผมติดตามเป็นประจำก็แล้วกัน คอร์สที่ชื่อว่า Stanford Tecnology Venture Program (หรือที่เขียนว่าเป็น Enterpreneurial Thought Leaders Series) ซึ่งเป็นการเชิญระดับเจ้าของกิจการที่กำลังมาแรง หรือ CEO มืออาชีพมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ที่ผ่านๆมา เช่น

Carly Fiorina ซึ่งเป็น CEO ของ HP ที่โดนปลดออกจากตำแหน่งกลางอากาศ ก็เล่าประสบการณ์ที่โดนมาอย่างนั้นว่า เป็นอย่างไรบ้าง หรือ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งเว็บที่กำลังดังมากๆอย่าง Facebook ก็มาเล่าที่มาที่ไป และทิศทางในอนาคต หรือ Shai Agassi ผู้ลาออกจากองค์กรใหญ่อย่าง SAP เพื่อมาทำธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า เขาคิดอะไรของเขาอยู่

ที่ได้ลองฟังมาจนจำไม่ได้ว่ามาจากมหาวิทยาลัยไหน ก็มีการพูดของ American Express CEO ที่บอกว่า พ่อสอนเขาว่า คนส่วนใหญ่พูดแต่ไม่ทำ ขอเพียงแค่เราทำอย่างที่เราพูด เราก็ประสบความสำเร็จแล้ว แล้วเขาก็บอกว่า ใช่ เขาก็ทำตามนั้น แค่นั้นเอง (โดนเนอะ)

หรือ อย่าง Daven Geffen เจ้าของค่ายเพลงใหญ่อย่าง Geffen Records และเป็นหนึ่งในสามผู้ก่อตั้งสตูดิโอหนัง Dreamworks ร่วมกับ Steven Speilberg ก็ออกมาเล่าอย่างเฮฮาอย่างไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นเจ้าขององค์กรใหญ่ มิหนำซ้ำ ยังเล่าหน้าตาเฉยว่า เขาเป็นคนปลอมหลักฐานการศึกษาของตัวเองเพื่อให้ได้งาน เพราะเขาไม่ได้จบอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย อาศัยว่าเป็นคนที่เอาตัวรอดเก่งเท่านั้นเอง เป็นการพูดที่สนุกไปอีกแบบ และถ้าคุณได้ไปฟังพนักงานของ Google เล่าเรื่องการทำงานของเขาแล้ว คุณจะต้องทึ่ง หลายๆคนใน Google ได้รับเชิญให้ไปพูดในมหาวิทยาลัยหลายๆแห่ง และพวกเขาก็พร้อมที่แบ่งปันประสบการณ์ให้หลายๆคนได้รับรู้ ฟังแล้ว ก็จะรู้สึกว่า ที่จริงที่เขารู้และทำเนี่ย ก็ไม่ได้ต่างจากเราเท่าไรหรอก แต่โอกาสเขามีมากกว่าเท่านั้นเอง ฟังพวกนี้แล้ว มันโดนมากครับ

หลายๆเรื่องก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่ แต่พอเบอร์หนึ่งขององค์กรออกมาเล่าเองแล้ว มันมีพลังในการเล่าของมันอยู่ สำหรับลูกจ้างอาชีพหลายๆคนที่คิดจะออกมาทำกิจการของตัวเอง การได้รับชมคอร์สเหล่านี้ เป็นการเรียน MBA ในทางอ้อมชั้นดีทีเดียว เพราะคุณได้ฟังจากผู้ที่ประสบเหตุการณ์ตรงจริงๆมาเล่า และเป็นบทเรียนชั้นดีให้เราได้เหยียบขึ้นไปเรียนรู้อีกขั้นหนึ่ง ที่เขียนมานี่ ก็เพราะอยากให้เราได้ไปดูกันนะครับ เพื่อที่เราจะได้วิ่งไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง โดยปล่อยวางเหตุการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายของเราลงบ้าง พอกับอยากเห็นบ้านเราทำอย่างนี้เหมือนกัน ก็เขียนขึ้นมาเผื่อจะมีใครอยากทำอย่างนี้บ้าง ผมเคยลองถามๆมหาวิทยาลัยบ้านเราหลายๆแห่งดูแล้ว เสียงตอบรับส่วนใหญ่ จะออกไปในแนวไ่ม่กล้า ด้วยเหตุผลร้อยแปด ฟังแล้วก็เหนื่อยใจ พอๆกับปลงน่ะครับ มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา มีการแข่งขันเพื่อหาคนเข้าเรียนสูง ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง ซึ่งรับรู้กันทั่วโลก เขายังยอมนำความรู้ออกมาให้ดูกัน แน่นอน ต้องมีหวังผลทางการค้ากันบ้าง ในแง่ประชาสัมพันธ์ แต่โดยรวมแล้ว ทุกคนได้ และองค์ความรู้เพิ่ม แต่เมืองไทยเรา เรามีคนใช้ภาษาของเรากันแค่หกสิบล้านคน แต่ทำไมดูหวงกันจัง ทั้งหมดนี้ ก็ต้องออกตัวก่อนนะครับว่า ผมไม่รับอะไรจาก apple (แต่ถ้าให้ ก็รับนะครับ) ที่เขียนขึ้นมานี้ ก็เพราะเห็นเรื่องดีๆแบบนี้แล้ว อยากเผยแพร่ครับ ผมเองก็เรียนรู้จาก iTunes U เยอะมาก และกลายเป็นสิ่งที่ฟังทดแทนวิทยุไปเลย เวลาเดินทาง หรือนั่งรอ ถ้าสนใจอยากเผยแพร่ข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ก็ลองมาดูตัวอย่างจากเว็บช่างคุย (http://www.changkhui.com) ของเราก็ได้ครับ เผื่อได้แนวทางในการทำแหล่งเผยแพร่ข้อมูลของตัวเอง สงสัยว่า คราวหน้าต้องเขียนเรื่องการพอดคาส์ทเสียแล้วสิ เรื่องราวของสื่อแนวใหม่ที่ทุกองค์กรสามารถนำไปทำเองได้ เอาไว้เจอกันฉบับหน้าครับ

โฆษณา

อายุก็ไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลข

เขียนให้ Go Training ฉบับเดือนกันยายน ๒๕๕๑

เคยเขียนไปครั้งหนึ่งแล้วว่า Peter Drucker ปรมาจารย์ทางด้านการจัดการ (management) เคยเขียนไว้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจ คือ “เวลา” หรือ “Time” มันมาแล้ว มันก็ไป เก็บไม่ได้ แบ่งปันไม่ได้ ขอกลับมาก็ไม่ได้ ถ้านำเรื่องนี้มาประยุกต์ใช้กับชีวิตการทำงาน ผมคิดว่า มันน่าจะนำหมายถึงโอกาส หลายๆคนยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาสนั้นๆ ตำแหน่ง หน้าที่การงานยังไม่สำคัญเท่ากับโอกาส แต่จะมีอยู่สักกี่คนที่เห็นโอกาสที่ว่า และสามารถพลิกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

ตัวอย่างมีเยอะแยะมากครับ ที่หาอ่านได้ทั่วๆไป ก็อย่างตอนที่เศรษฐกิจตกสะเก็ด จะมีใครเห็นโอกาสในการเปิดบุฟเฟอาหารญี่ปุ่น คนละ ๕๐๐ บาทบ้าง นอกจากคุณตัน ภาสกรนที หรือ จะมีสักกี่คนที่เห็นโอกาสทางธุรกิจ เมื่อได้เจอร้านกาแฟเล็กๆในเมือง Seattle และสามารถแปลงมันมาเป็น Starbucks ได้จนถึงทุกวันนี้ นอกจากคุณ Howard Schultz (แม้ว่า จะประสบปัญหาในปัจจุบัน แต่ก็เป็นคนละประเด็นกัน)

ที่จริงแล้ว พวกเราทุกคนก็ทำหน้าที่สร้างโอกาสให้กับตัวเองตั้งแต่เด็กๆแล้วล่ะครับ เราทำกันโดยไม่รู้ตัว นั่นคือการเรียนหนังสือไงครับ การศึกษาไม่ได้รับประกันอนาคตข้างหน้าว่า จะประสบความสำเร็จ แต่การศึกษาคือการเพิ่มโอกาสให้กับชีวิต เปลี่ยนอัตราต่อรอง หรือเพิ่มความน่าจะเป็นขึ้นมาว่า ถ้าเรามีการศึกษาดี เราน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น การได้เข้าสู่สถานศึกษาที่ดีมีชื่อเสียง ก็เป็นการเพิ่มโอกาสเหล่านี้ไปในตัว เพราะเรามีโอกาสได้พบปะสังสรรค์ผู้คนมากขึ้น เพิ่มโอกาสให้กับตนเองในวันข้างหน้า  แต่ก็นั่นแหละครับ มันเป็นเพียงเพิ่มโอกาสเท่านั้น ไม่ได้เป็นการรับประกันความสำเร็จ ทุกคนคงต้องหาเอาเองว่า โอกาสนั้นมาแล้วหรือยัง บ่อยไปที่มารู้สึกในภายหลังว่า โอกาสที่ดีที่สุดได้ผ่านไปแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน หลายๆคนก็มองเห็นโอกาสนั้น ตั้งแต่ก่อนที่จะจบการศึกษาด้วยซ้ำ ในโลกยุคดิจิตอล ไม่มีตัวอย่างไหนดีเท่า Bill Gates แห่ง Microsoft และ Steve Jobs แห่ง Apple ไม่จบปริญญาตรีทั้งคู่ แต่ก็ยอมกระโดดหาโอกาสนั้น เมื่อเห็นว่า มันมาถึงแล้ว และไม่มีความจำเป็นต้องรออีกต่อไป

แต่โอกาสเหล่านั้น ดูจะจำกัดเหลือเกินในหลายๆอาชีพ เช่น กีฬาอาชีพในหลายๆสาขา เพราะโอกาสเหล่านี้มันดันไปผูกพันกับอายุ นักฟุตบอลอาชีพมีโอกาสหรืออายุในการใช้งานไม่น่าเกิน ๒๐ ปี (๑๗ ถึง ๓๗ ปี) จากนั้น ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ที่จะมีโอกาสได้เล่นอย่างเต็มที่อีก นอกจากกอล์ฟแล้ว กีฬาอาชีพในโลกนี้ แทบจะไม่เหลือที่ให้ผู้สูงอายุได้เล่นเลย แต่ก็นั่นแหละ เมื่อเวลามีให้น้อย ธุรกิจก็ตอบแทนด้วยค่าตอบแทนที่สูงลิบ ถ้าทำได้ดีจริงๆ David Beckham, Michael Jordan, Tiger Woods และ Roger Federer เป็นตัวอย่างของคนที่ไปได้ถึงจุดที่สูงที่สุดจุดนั้นจริงๆ แต่ในวงการนักกีฬาอาชีพ ในช่วงอายุการใช้งานที่ค่อนข้างสั้น เมื่อเทียบกับอาชีพอื่น จะมีอยู่สักกี่คนที่ทำได้ขนาดนั้น เชื่อเหลือเกินว่า คงมีนักกีฬาอาชีพหลายๆท่านที่เลิกเล่นไปแล้ว มีความรู้สึกว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะวางแผนการดำเนินชีวิตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเล่น การดูแลสุขภาพ และการใช้เงิน แต่ก็นั่นแหละครับ หลายๆคนมารู้สึกตัวเมื่อโอกาสนั้นได้ผ่านไปแล้ว

แล้วพวกเราที่เป็นมนุษย์เงินเดือนอาชีพล่ะ จะว่าไปแล้ว วงจรชีวิตการทำงานก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่ช่วงเวลาใช้งานจะยาวกว่า แต่คงต้องยอมรับกระมังครับว่า โอกาสที่เราได้รับกับอายุ มักจะผกผันกัน เมื่อเราอายุมากขึ้น เราจะมีโอกาสในการพิสูจน์ฝีมือน้อยลง ผมขอตั้งข้อสังเกตุของตัวเองเกี่ยวกับอายุไว้ว่า ดังนี้ครับ

  • ช่วงอายุ ๒๐ ปีถึง ๓๐ ปีเป็นช่วงแห่งการเรียนรู้ สร้างความชำนาญเฉพาะทาง มองหาทิศทางของตัวเอง
  • ช่วงอายุ ๓๐ ปีถึง ๔๐ ปีเป็นช่วงสั่งสมประสบการณ์ บารมี และสร้างเนื้อสร้างตัว
  • ช่วงอายุ ๔๐ ปีถึง ๕๐ ปีเป็นช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด
  • ช่วงอายุ ๕๐ ปีถึง ๖๐ ปีเป็นช่วงที่อยู่บนฐานที่ได้สร้างไว้ในช่วงที่แล้ว

เวลาไปที่ทำงาน ไปหาสถานที่ประกอบการอื่นๆ ไปหาลูกค้า ผมมักจะพบคนอายุ ๒๐ กว่าปี จนถึง ๓๐ กว่าปีเป็นส่วนใหญ่ คนที่มีอายุมากกว่านี้ ก็พอเห็นอยู่บ้าง แต่เป็นจำนวนที่น้อยจริงๆ ลองหางานตอนอายุ ๔๐ สิครับ คุณจะพบว่า คุณได้รับโอกาสน้อยกว่าตอนอายุ ๓๐ หลายเท่านัก

แต่เรามีทางเลือกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโอกาส หาโอกาส หรือ รอโอกาส ทางเลือกเหล่านี้มักจะเปิดเสมอ ขึ้นอยู่กับว่า เราเป็นคนประเภทไหน คนที่เป็นนักประกอบการ ไม่อยู่เฉย มักจะ สร้างโอกาส คนที่มีความสามารถมักจะหาโอกาส และคนส่วนใหญ่มักจะรอโอกาส ผมไม่อยากจะใช้คำที่แรงนักสำหรับนักรอโอกาส เพราะมีหลายๆคนที่ต้องบอกว่า ต้องรอโอกาส หรือต้องให้เวลากับพวกเขาจริงๆ แต่หลายๆคนที่เหลือในกลุ่มนี้น่าจะไม่ใช่

ประเด็นที่เขียนนี่ ก็เพียงอยากบอกว่า โอกาสเนี่ยสร้างได้นะครับ ยิ่งเมื่อมีอายุมากขึ้น ทางเลือกในการเดินของเราอาจจะลดลง แต่ถ้าเราเป็นคนสร้างโอกาสเองเนี่ย อายุอาจจะไม่ใช่อุปสรรค หลายๆคนบ่นเสียดายโอกาสในการเรียนเมื่อสมัยยังเด็ก แต่หลายๆคนก็ใช้ความเสียดายนี้ไปเรียนหนังสือแทนในตอนโต ไม่ว่าจะเป็นการเรียนปริญญาตรีเพิ่มเติม เรียน MBA หรือเรียนเพิ่มเติมความรู้เฉพาะทางอื่นๆ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับตัวเอง ยิ่งหลายๆคนเห็นว่า ด้วยพื้นฐาน หรือความชำนาญที่มีอยู่ น่าจะเป็นอุปสรรคในความก้าวหน้าทางอาชีพ แทนที่จะรอโอกาสที่จะได้รับการหยิบยื่นจากองค์กร ก็ตัดสินใจออกไปดำเนินกิจการของตัวเองเลย เพื่อสร้างโอกาสใหม่ อันนี้สิครับ เก่งจริง ถ้าใครได้มีโอกาสอ่านประวัติของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี (เจ้าของเบียร์ช้าง แม่โขง แสงโสม  และอื่นๆอีกมาก) ก็จะเห็นได้ว่า ท่านเป็นคนที่มองเห็นโอกาสและกล้าที่ก้าวไปคว้ามันมาจริงๆ เชื่อว่า หาอ่านได้ไม่ยากครับ (ผมเอง อ่านจาก “ตำนานชีวิตเจ้าสัว” ๕๕ ตระกูลดัง ภาค ๒ สำนักพิมพ์เนชั่น)

เห็นการใช้ชีวิตของน้องๆหลายๆคน ทั้งที่เป็นรู้จักเป็นการส่วนตัว รู้จักผ่านทางรายการพอดคาสท์ที่ผมจัด หรือในที่ทำงานที่ผมทำประจำอยู่แล้ว ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ หลายๆคนไม่ได้ใช้โอกาสที่ได้รับ ไม่ว่าจะมองไม่เห็น หรือเห็นแต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ เสียดายแทนครับ

อาจจะนอกเรื่องสักนิด แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด นักธุรกิจท่านหนึ่ง ประกอบกิจการอาบอบนวด เป็นธุรกิจด้านมืดของสังคม มีเหตุให้ต้องขึ้นข่าวหน้าหนึ่ง เพราะเชื่อกันว่า มีส่วนในการส่งคนเข้ารื้อถอนสถานที่บนถนนสุขุมวิทอย่างอุกอาจ กลับสามารถพลิกวิกฤติให้กลายมาเป็นโอกาส จนทำให้นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ได้มีตำแหน่งในแวดวงการเมืองได้อย่างไม่น่าเชื่อ และมีทีท่าว่าจะสามารถสร้างสีสันไปอีกนาน แต่ในขณะที่บ้านเมืองเราผ่านวิกฤติการเมืองในรอบ ๓ ปีที่ผ่านมาหลายๆครั้ง ว่ากันว่า เป็นยุคที่การเมืองแย่ที่สุดตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมา แต่พรรคการเมืองที่มีอายุมากที่สุด ก็ยังไม่สามารถพลิกสถานการณ์จากการโอกาสในการเลือกตั้งทั้งสองครั้งได้ ทั้งๆที่มีคนให้กำลังใจอยู่ไม่น้อย โอกาสเนี่ย ดูเหมือนว่ามันจะมาอยู่ตรงหน้า แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้มันไปจริงๆ

ลองวางแผนกันดีๆนะครับ โอกาสกับอายุมันมักจะมาผกผันกัน แต่สำหรับคนที่เลยวัยหนุ่มสาวแล้ว ผมเชื่อว่าโอกาสนั้นยังมีครับ แต่เราคงต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสนั้นครับ และเมื่อไรที่เรามาถึงจุดที่เราพอใจแล้ว เราก็สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้เต็มที่ โดยการให้โอกาสคนอื่นบ้างครับ เจอกันตอนหน้าครับ

เก็บตกเรื่องการทำ research

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนกรกฏาคม ๒๕๕๑

เคยมีประสบการณ์ตรง เรื่องการทำรายงานวิจัย สำรวจ หรือทำโพล บ้างไหมครับ ถ้ายังไม่เคย อยากแนะนำให้หาโอกาสทำจังเลย ผมเองมีประสบการณ์ตรงทั้งเคยว่าจ้างบริษัททำสำรวจความคิดเห็น เป็นที่ปรึกษานักเรียนปริญญาโทในการออกแบบบทสำรวจ เป็นคนให้ข้อมูลในการทำ survey และที่แน่ๆ ได้ฟังผลการทำ survey มาหลายครั้ง ยิ่งได้ฟัง ได้อ่าน หรือต้องมีเหตุให้นำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่า เรื่องนี้เป็นดาบสองคม คนที่จะนำผลมาใช้งาน ต้องตรวจสอบที่มาที่ไปของผลให้ดี และพิจารณาผลจากปัจจัยหลายๆอย่าง
ผมเคยมีโอกาสได้่คุยกับผู้จัดการธนาคารแห่งหนึ่งในกทม. ท่านเล่าให้ฟัง ปัจจุบัน ทางธนาคารให้ความสนใจกับผลสำรวจความพึงพอใจของลูกค้ามาก แต่ละคนในสาขาต้องช่วยกันออกมาต้อนรับลูกค้าทุกราย แต่ก็มีข้อสังเกตุบางอย่างที่อดเรียกรอยยิ้มคนฟังอย่างผมไม่ได้ ท่านบอกว่า ระดับความพึงพอใจของลูกค้าที่มีตั้งแต่ ๑ (ไม่พอใจมาก) จนถึง ๕ (พอใจมาก)นั้น

ถ้าเป็นลูกค้าที่เป็นชาวบ้าน พ่อค้า แม่ค้าในตลาดตลาดธรรมดานั้น ทางสาขาจะมีโอกาสได้คะแนนเต็ม ๕ สูงมาก แต่ถ้าเป็นพนักงานบริษัท ผู้บริหาร หรือพวกที่เป็น White-collar workers นั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ทางสาขาจะได้คะแนนเต็ม ทั้งนี้เนื่องจากว่า ทุกคนจะมีมาตรฐานการวัดในใจสูงมาก และต้องมักจะคิดอยู่ในใจว่า “แค่นี้ยังไม่น่าจะได้เต็ม” โดยที่คนกลุ่มแรกนั้น มักจะไม่ติดใจเรื่องเหล่านี้มาก ได้รับบริการขนาดนี้ก็ดีมากแล้ว ทั้งนี้ท่านก็เล่าไป หัวเราะไปนะครับ เพราะท่านก็บอกว่า ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ที่จะทำให้คนกลุ่มที่สองนี้พอใจ จนให้คะแนนเต็ม เรื่องนี้ ผมฟังแล้วอดยิ้มไม่ได้ เพราะหลายๆครั้ง ผมก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ที่ไม่ได้ให้คะแนนเต็ม ด้วยเหตุผลเดียวกันนั่นแหละว่า น่าทำได้ดีกว่านี้ โดยทั้งๆที่ เมื่อพิจารณาจากทั้งตลาด เทียบกับคู่แข่งแล้ว รายนี้ ก็ต้องถืือว่า ทำดีที่สุดแล้ว

ผมฟังแล้ว ก็อดนึกถึงไปถึงผลสำรวจไม่ได้ว่า แล้วหน้าตามันจะออกมาเป็นอย่างไร ความพึงพอใจเฉลี่ยของลูกค้าในเมืองใหญ่ น่าจะมีน้อยกว่า ความพึงพอใจของสาขาเล็กๆในต่างจังหวัดไกลๆหรือเปล่า ไม่มากก็น้อย ถ้าเราให้น้ำหนักกับข้อสังเกตุข้อนี้ เราก็ต้องนำผลมา crosstab กับลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง (demographic) ที่เราถาม จริงหรือไม่ เราคงตอบไม่ได้ แต่ก็น่าสนุกที่จะดูต่อ

มีอีกเรื่องที่เกี่ยวกับบทสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าเพื่อนำมาเป็นตัววัดผลของบริษัท ผลจากการทำ survey เบื้องต้น ฝ่ายการตลาดบอกมาว่า ลูกค้าไม่พอใจระดับการให้บริการหลายๆอย่าง แล้วก็ไล่มาได้เป็นฉากๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็รับเรื่องไปแก้ไข แต่ก็มีคำถามจากหลายฝ่ายเกิดขึ้นทันที เพราะเมื่อมีการไล่กระบวนการกัน ก็พบว่า การทำ survey งวดนี้เป็นการทำกันเอง จากหน่วยงานภายใน และบอกกลุ่มตัวอย่างให้ทราบว่า ผู้ถามเป็นหน่วยงานภายในของทางบริษัท หลายๆคนตั้งคำถามขึ้นมาทันทีว่า การถามแบบนี้ เหมือนเป็นการเปิดช่องให้โดนยิงมากไปหรือเปล่า เพราะทันทีที่ทราบว่า ผู้ถามมาจากไหน โอกาสที่ผู้ตอบจะขอบ่น คงต้องมีบ้างไม่มาก ก็น่้อย แต่ก็น่าจะมากกว่าการที่จะบอกว่า เป็นการทำ survey จากบริษัทกลางที่ไม่เกี่ยวข้อง ผมฟังแล้วก็อดจะคล้อยตามไม่ได้ ไม่ใช่แค่เรื่อง survey หรอกครับ แค่เวลาเราไปเจอคนที่มาจากองค์กรไหนๆ เราเองก็มักจะระมัดระวังคำพูดทีเกี่ยวข้องกับที่นั่นเอง โดยไม่รู้ตัว หรืออาจจะขอฝากบ่นไปเลยก็ได้ ถ้่าสนิทกัน  แล้วกับการทำ survey เรื่องนี้ตรงๆ คนโดนถามน่าจะขอเอาคืนบ้างน่า ผลการสำรวจน่าแย่ หรืออย่างดี ก็แค่เสมอตัว

เรื่องนี้ผมลองไปสอบถามคนที่มีประสบการณ์การทำบทสำรวจเยอะๆ ท่านก็หัวเราะ แล้วก็บอกว่า เรื่องพวกนี้ขึ้นอยู่กับว่า เอาไปทำอะไร ถ้านำไปใช้ภายในกันเองแบบนี้ ไม่น่าจะซีเรียสมาก แต่ถ้าต้องนำไปเผยแพร่ภายนอก ไปขอเงินเจ้าหนี้ ไปคุยกับใครต่อใครภายนอก เรื่องนี้ต้องยอมจ้างบริษัทภายนอก เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ แต่ในกรณีนี้ ขึ้นอยู่กับคำถามและวิธีการถามแล้วล่ะ ฟังแล้วก็จำไว้น่ะครับ เรื่องพวกนี้เป็นประสบการณ์จริงๆ อ่านผลสำรวจอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคิดตาม พอๆกับต้องอ่านให้หมดด้วย

อย่างไรก็ดี การทำสำรวจเรื่องความพึงพอใจของลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ จากทั้งสองตัวอย่าง ผมว่า เป็นเรื่องของประสบการณ์จริงๆว่า จะทำอย่างไรให้การสำรวจนั้นน่าเชื่อถือ  แต่เรื่องที่ผมพบว่า ทำ survey ยากมาก คือเรื่องที่จะหาว่าลูกค้าอยากได้สินค้าและบริการอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นเรื่องใหม่ๆที่ฉีกแนวออกไปเลย เป็นเรื่องของนวัตกรรมจริงๆ เท่าที่ประสบด้วยตัวเอง และได้อ่านความเห็นจากผู้รู้หลายๆท่าน ก็ต้องบอกว่า นอกจากจะทำ survey ยากแล้ว เรายังอาจจะเชื่อผลไม่ได้ด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากว่า
๑) ผู้ตอบมักจะจินตนาการไม่ได้ตามที่เราหวังไว้จากคำถาม
๒) หลายๆครั้ง คนถามเองก็ไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่จะถามอย่างถ่องแท้ แล้วก็ไปตีความเอง เลยพลอยทำให้ถามผิดๆถูกไปเฉยเลย
ถ้ามีคนมาถามผมเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ว่าบริการเสริมอย่างการส่ง SMS นี่น่าสนใจไหม ผมคงตอบว่า ไม่มีทาง ก็เจ้าเพจเจอร์เพิ่งจะตายไปหมาด คนเขาจะคุยกันแล้ว ไม่มีใครบ้ามาส่งข้อความกันหรอก แล้วเป็นไงครับ ทุกวันนี้ บริการนี้ เป็นบริการเสริมที่ผมใช้ทุกวัน หรือ อุปกรณ์อีกชิ้นที่ผมใช้ทุกวันอย่าง iPod เนี่ย เมื่อตอนที่มันออกมาใหม่ๆ ก็ไม่มีใครจะคิดว่า มันจะเป็นสินค้าที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการฟังเพลงของคนไปได้ขนาดนี้ เรื่องพวกนี้ การทำ survey แบบทั่วไปไม่น่าจะช่วยได้

ผมเคยได้ยินอาจารย์เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัย Sony Walkman ออกมาใหม่ ทาง Sony เองก็ต้องออกแบบวิธีการ survey โดยการให้คนนำไปใช้งานจริงตามจุดต่างที่เป็นแหล่งชุมชน โดย walkman รุ่นแรกมีจุดเด่นคือ หูฟังหุ้มด้วยฟองน้ำสีส้ม เป็นจุดสังเกตง่าย หลายๆคนผ่านไปผ่านมาก็อดถามไม่ได้ว่า มันคืออะไร จากนั้น ก็ค่อยวัดเสียงตอบรับเอา ผมไม่เคยมีโอกาสไปหาว่า เรื่องนี้มีรายละเอียดว่าอย่างไร แต่เท่าที่ฟังมา ก็ต้องยอมรับว่า คนออกแบบ survey เก่งมาก เพราะเป็นการสาธิตการใช้งานไปในตัว ไม่ต้องอธิบายมาก มีให้จับกันเลย

ผมเองทำงานในสายงานพัฒนาผลิตภัณท์มาหลายปี ผมก็พบว่า มันเป็นการยากจริงๆที่จะทำ survey อย่างน้อยก็มีหนังสือสองเล่มที่เห็นเหมือนๆกัน นั่นคือ The Art of Innovation ของ Tom Kelly แห่ง IDEO และ หนังสือของคุณธนา เทียนอัจฉริยะ แห่ง DTAC ที่ก็ยืนยันกับสิ่งที่เรารู้สึกเหมือนกัน นั่นคือ เรื่องแบบนี้ ต้องใช้วิธีการสังเกตเอาเองจากผู้ใช้งาน แล้วค่อยหาทางแก้โจทย์จากจุดนั้น การทำ Survey หรือ Focus Group อาจจะไม่ได้ผลตรงเท่าไรนัก แต่ที่จะเพิ่มความยากเข้าไปอีก ก็คือการทำสินค้าและบริการที่เป็นแบบ B2B (หรือ Business-to-Business) เพราะตัวแปรที่เพิ่มขึ้นมาทันทีคือ มีการตัดสินใจหลายคน และคนใช้งานจริง อาจจะไม่ใช่คนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ

อ้าว ถ้่าอย่างนั้น การทำ research หรือ survey ยังจำเป็นอยู่หรือเปล่าล่ะ ผมว่า เรื่องอย่างนี้คงไม่สูตรตายตัว ถ้ามีโอาสได้ทำ ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรวจเรื่องความพึงพอใจของลูกค้า แต่การจะนำผลมาใช้งานอย่างไรนั้น เรื่องนี้เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ครับ แต่ละองค์กรคงต้องไปหาสูตรผสมกันเอง  ผมเองก็ชอบอ่านผลสำรวจพวกนี้นะครับ สนุกดี แล้วถ้าได้คนที่มีความรู้ในเรื่องนั้น มาวิจารณ์ให้ฟังล่ะก็ ชอบมาก แต่ที่แน่ๆ ถ้าให้ไปทำเองล่ะก็ ทางใครทางมันครับ เพราะอย่างที่บอกน่ะครับ มันยากครับ มันยาก เจอกันตอนหน้่านะครับ

เล่าเรื่องแบบมืออาชีพ ตอน ๒

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑

มาว่ากันต่อจากคราวก่อน ในหัวข้อการเล่าเรื่องนี่แหละครับ โดยขอเร่ิมจากหนังสือดีๆที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ผมได้อ่านเอง สี่เล่ม โดยขอเล่าเนื้อหาของหนังสือทั้งสี่เล่มก่อนว่า เขาว่ากันด้วยเรื่องอะไรบ้าง จากนั้น เรามาลองสรุปเนื้อหาของทั้งสี่เล่ม เพื่อที่เราจะได้นำไปประยุกต์เล่าเรื่องในรูปแบบมืออาชีพของเราบ้าง

เล่มแรกนั้น ผมเขียนไปแล้วในตอนที่แล้ว คือ The Presentation Zen โดย Garr Reynolds ว่าด้วยเรื่องทำอย่างไรถึงจะทำให้งาน presentation ดูน่าสนใจ โดยเน้นที่หลักการง่ายๆว่า ต้องมีคุณลักษณะเด่น คือ Simplcity, Creativity และ Brevity เล่มนี้เน้นเรื่องเทคนิคการนำเสนอให้ดูน่าสนใจ โดดเด่นแตกต่างไปจากที่หลายๆคนเคยเห็นมา แต่ก็ไม่ได้ให้ใช้เทคนิคอย่างฟุ่มเฟือย ให้ดูเรียบๆ แต่เท่ห์แบบ Apple เพราะจะว่าไป ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ก็เคยทำงานที่ Apple มาก่อน เนื่องจากคราวที่แล้ว ได้อ้างอิงเล่มนี้ไปมากแล้ว ผมจะไม่ขอเล่าเรื่องจากเล่มนี้อีกมากนัก หลักๆแล้วเป็นการใช้งาน Microsoft PowerPoint และ Apple Keynote

เล่มที่สองคือ Made to Stick โดย Chip และ Dan Heath (เป็นพี่น้องกัน) เป็นการศึกษาว่า ทำไมเรื่องราว หลายๆเรื่องถึงยังเป็นที่จดจำ เล่าขานต่อๆกันมาได้ โดยที่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเล่าธรรมดาๆ ที่บางครั้งก็หาคนที่เป็นต้นเรื่องไม่เจอแล้ว ตัวอย่างเแรกๆที่หนังสือเล่มนี้ เอ่ยถึง ก็เรื่องของชายคนหนึ่งซึ่งตื่นมาพบว่า เขานอนอยู่ในอ่างน้ำ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำแข็ง และมีป้ายเขียนไว้ว่า อย่าขยับ ให้โทรเรียกรถพยาบาลด่วน เพราะเขาได้ถูกขโมยไตไปแล้ว (หลังจากที่เมื่อคืน ไปกินเลี้ยงกับสาวสวยที่ไม่รู้จักมา และจำไม่ได้ว่า เกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น) ในหนังสือนั้นเล่าไว้ละเอียดกว่านี้ แต่ประเด็นก็คือว่า ผู้เขียนเชื่อว่า หลายๆคนต้องเคยได้อ่านหรือเคยได้ยินเรื่องพวกนี้ ซึ่งเป็นเรื่องแปลก เพราะเป็นเรื่องที่ผ่านมาหลายปี ก็ยังมีคนจำเรื่องนี้ได้อยู่ เล่าต่อๆกันไปโดยไม่ต้องมีการทำ marketing ก็สามารถมีคนนำไปสื่อสารกันต่อไปได้ ผมอ่านแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะผมเองก็เคยได้รับอีเมล์เรื่องทำนองนี้เหมือนกัน โดยมีรายละเอียดต่างๆกันไปบ้าง เช่นในฉบับของเมืองไทย เหตุการณ์นี้จะเกิดที่ห้างสรรพสินค้ากลางเมือง ที่มีทางเข้าห้องน้ำค่อนข้างลึกลับ เมื่อเทียบกัห้างอืื่น ผมเชื่อว่า ผู้อ่านหลายๆท่านก็ต้องเคยได้ยิน หรือเคยอ่านเรื่องทำนองนี้มาแล้ว หนังสือเล่มนี้ เขาไปลองค้นหาหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่า นิยาย หรือแม้แต่โฆษณา ว่าทำไมเรื่องเหล่านี้ถึงสามารถเป็นที่กล่าวขวัญกันนัก เขาได้สรุปออกมาด้วยครับว่า หลักๆแล้ว เรื่องราวที่จะทำให้จำกันได้ (Made to Stick) มักจะมีคุณลักษณะเด่นอยู่ ๖ อย่าง คือ
๑) Simplicity
๒) Unexpectedness
๓) Concreteness
๔) Credibility
๕) Emotions
๖) Stories
จากนั้น ผู้เขียนก็เล่าในรายละเอียดว่า คุณลักษณะที่ว่านี้ มีส่วนดีอย่างไรต่อเรื่องราวทั้งหลายที่อยู่มายาวนาน ทั้งนี้ เขายังยกตัวอย่างคำพังเพย หรือสุภาษิตโบราณของหลายๆชาติมาด้วยว่า หลายๆชาติมีสุภาษิตหลายๆบทที่เหมือนกัน โดยไม่ทราบว่า มาจากที่ไหนก่อน เท่าที่ผมพอจะนึกออก ก็อย่างเช่น กระสุนนัดเดียว ยิงนกได้สองตัว โดยที่ภาษาอังกฤษเองก็มีว่า Kill two Birds with One Stone ซึ่งทั้งสองภาษา ก็สื่อความหมายของสุภาษิตบทนี้ไปในทางเดียวกัน มีอีกหลายตัวอย่างทำนองนี้ในเล่มนี้ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า ส่วนหนึ่งที่สุภาษิตเหล่านี้ มีส่วนคล้ายๆกัน และอยู่่มาได้หลายชั่วคน ก็เพราะมีลักษณะหลายๆอย่างที่ตรงกับคุณสมบัติทั้งหกข้อข้างต้น อ่านแล้วก็น่าสนใจ น่าคิด และน่าจะลองเอาใช้ดู

เล่มที่สาม ชื่อว่า The Story Factor โดย Annette Simmons ซึ่งเห็นบน Amazon.Com มีขายเป็น 2nd Edition แล้ว แสดงว่า ได้รับความนิยมไม่น้อยเลย เล่มนี้สนุกกว่าที่คาดไว้ครับ เขาเล่าว่าเวลาเราต้องเสนอความคิด แสดงผลงาน หรือ พูดในที่สาธารณะชนเนี่ย เราสามารถใช้วิธีเล่าเรื่องได้ เพื่อลดข้อโต้แย้ง เสนอความคิดที่ต่าง โดยที่บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น ทั้งนี้ ผู้เขียนบอกไว้ว่า เรื่องที่เราจะเล่าเนี่ย สามารถแบ่งได้เป็น ๖ ประเภท คือ
๑) เรื่อง Who I am
๒) เรื่อง Why I Am here
๓) เรื่อง The Vision
๔) เรื่อง Teaching
๕) เรื่อง Values-in-Action
๖) เรื่อง I Know What You Are Thinking
ตัวอย่างของหนังสือเล่มนี้ที่ใช้เปิดบทแรก ก็เอ่ยไว้น่าสนใจทีเดียว เพราะเขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อทายาทรุ่นที่สามของบริษัทต้องเข้ามาทำหน้าที่สานต่องาน ที่รุ่นก่อนทิ้งไว้ก่อนกำหนด ด้วยประสบการณ์ที่ยังไม่มากนัก อายุก็ยังน้อยเมื่อเทียบกับบทบาทที่ต้องมารับ ประกอบกับทางองค์กรเองก็มีปัญหา เมื่อถึงวันที่ต้องมารับตำแหน่ง ท่ามกลางสายตาของผู้ถือหุ้นหลายๆท่านที่มีท่าทางเคลือบแคลง และนักข่าวที่จ้องจะคอยดูว่า ซีอีโอมือใหม่จะทำอะไรเชยๆ หรือพูดอะไรผิดพลาดบ้าง ผู้นำท่านนี้จะทำอย่างไรในสถานการณ์นี้
เขาเลือกที่จะเล่าเรื่องครับ เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อตอนที่เขาอายุ ๒๕ ปี จบปริญญาโทมาสองใบ ต้องไปทำงานเป็นวิศวกรในโรงงานประกอบเรือ ซึ่งเขาคิดว่า คุณวุฒิของเขาเหลือเฟือกับงานดังกล่าว โดยจุดสำคัญของงานคือ ห้ามประกอบผิดพลาด เพราะความผิดพลาดของการหล่อโครงเรือไฟเบอร์มีมูลค่ามหาศาล

ซึ่งครั้งหนึ่ง มีลูกมือในโรงงานโทรมาหาเขาที่บ้าน เพื่อยืนยันว่าจะทำตามแบบที่เขาเขียนมาจริงๆหรือ ซึ่งเขาก็ยืนยันไปตามนั้น โดยที่เขาเองก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ว่าต่อมาอีกหนึ่งชั่วโมง โฟร์แมนก็โทรมาอีกด้วยคำถามเดียวกัน ซึ่งเริ่มทำให้เขาฉุนมาก อดนึกโมโหไม่ได้ว่า เรื่องแค่นี้ยังต้องมาถามอีก ซึ่งเขาก็ยืนยันไปตามเดิม จากนั้นอีกไม่กี่ชั่วโมง เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากประธานบริษัท มาตามให้ดูเรื่องนี้ที่โรงงาน และนั่นเองทำให้เขาได้เห็นว่า แบบที่เขาทำขึ้นมานั้น มีข้อผิดพลาด (เนื่องจากเขาเป็นคนถนัดซ้าย ทำให้แบบที่ออกมา มีการทำสำเนาผิด กลับซ้ายเป็นขวา) จากเหตุการณ์ในคราวนั้น เขาได้รับของที่ระลึกเป็นรองเท้าพิเศษหนึ่งคู่จากที่บริษัท ข้างหนึ่งเป็นสีแดง และอีกข้างเป็นสีเขียว เพื่อเป็นเครื่องเตือนเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อกล่าวถึงตอนนี้ เขาก็หยิบรองเท้าคู่นี้ออกมาจากกล่องที่เขาถือติดมา เพื่อให้ทุกคนได้เห็น หลายๆคนในห่้องประชุมหัวเราะ และเรื่องนี้ก็เรียกรอยยิ่้้มจากหลายคนที่เดิมฉายแววเคลือบแคลงเขาอยู่ บรรยากาศของการแถลงข่าวก็เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น คงไม่ต้องเล่ากระมังครับว่า เพราะอะไร

ในเล่มนี้ มีตัวอย่างเรื่องหลายๆเรื่อง หลายๆสถานการณ์ ที่เราต้องนำเรื่องเล่ามาลดแรงเสียดทานในการนำเสนองาน อ่านเล่มนี้แล้วชอบ รู้สึกว่าคนเขียนฉลาดดี นำเรื่องพวกนี้มาสรุปเป็นหมวดๆได้ลื่น และกลมกลืนดี

เล่มที่สี่เป็นหนังสือที่เก่ามาก ชื่อว่า You Are the Message โดย Roger Ailes เขียนมาตั้งแต่ปี ๑๙๘๘ ซึ่งคนเขียนท่านนี้(ณ เวลานั้น)เป็นที่ปรึกษาทางด้านสื่อให้กับนักการเมือง นักธุรกิจหลายๆคน โดยที่หนึ่งในลูกค้าของเขาคือ Ronald Reagan ซึ่งเขาเองก็ได้เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ตรง เมื่อ Reagan ต้องประสบปัญหาในการหาเสียงในสมัยที่สอง เนื่องจากตอนนั้น ประธานาธิบดีคนดังกล่าวมีอายุได้ ๗๓ ปีแล้ว และเมื่อเผชิญหน้ากับผู้ท้าชิงที่มีอายุอ่อนกว่า และมีท่าทีที่ทันกับสถาณะการณ์ปัจจุบันได้ดีกว่าท่านประธานาธิบดีที่ดูจะเริ่มสับสนในนโยบายของตัวเองแล้ว และสถานะการณ์ก็มาถึงจุดคับขัน เพราะ Reagan ต้องขึ้นเวทีสด ออกโทรทัศน์ เพื่อโต้วาทีกับผู้ท้าชิง Walter Mondale เป็นครั้งที่สอง โดยที่ครั้งแรกนั้น ดูเหมือนว่า ทั้งสื่อและมหาชนจะลงความเห็นไปในทางที่ว่า Walter Mondale ทำคะแนนได้ดีกว่า และทาง Reagan เองก็ยังไม่สามารถหาข้อโต้แยงใดๆมาลบประเด็นเรื่องอายุได้เลย ผมไม่อยากเล่าว่า เรื่องนี้จบอย่างไร เพราะเล่าไปก็ไม่สนุกเท่าที่ได้อ่าน เพราะคนเขียนขมวดปม และแทรกบริบทต่างๆใยช่วงเวลาดังกล่าวได้ดีมาก จนอยากให้ได้อ่านกัน เพราะผมเองก็มีโอกาสได้เห็นเทปดังกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ ทาง Larry King Podcast ซึ่งถ้าไม่ได้อ่านเรื่องนี้มาก่อน ผมเองก็คงเฉยๆกับช่วงดังกล่าว เพราะไม่ได้เห็นบรรยากาศทางการเมือง ณ ขณะนั้นว่ากำลังพุ่งประเด็นเรื่องอะไรอยู่

นอกจากนี้ ในหนังสือเล่มนี้ยังได้เล่าถึึงวิธีการพูด การใช้สายตา การแต่งตัว อารมณ์ด้วย ควรจะเป็นอย่างไร โดยมีตัวอย่างที่เขาเห็นมา มาเล่าให้ฟัง ที่น่าสนใจมากอย่างหนึ่งคือ เขาบอกว่า หลายๆครั้ง เขาจะดูว่าคนพูด หรือพิธีกรรายการทีวีน่าสนใจหรือไม่ โดยการปิดเสียงทีวีซะ แล้วดูว่า เมื่อไม่มีเสียงแล้ว ภาษากาย สายตา ใบหน้าของคนพูดยังน่าสนใจหรือไม่ สนุกนะครับ แต่ผมกลับรู้สึกตรงข้าม ในแง่ที่ว่า ผมเองมักจะให้ความสำคัญของการใช้เสียงมากกว่าการใช้ท่าทาง แต่ประเด็นที่ท่านเขียนไว้ ก็น่าสนใจมากอยู่

พื้นที่หมดอีกแล้ว เอาไว้ตอนหน้า ค่อยมาสรุปจากทั้งสี่เล่มก็แล้วกันนะครับว่า เราน่าจะนำไปใช้ได้อย่างไร