แนะนำ iTunes U

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

เคยได้ยินวลีที่ว่า Standing on the Shoulder of Giant ไหมครับ วลีนี้เป็นคำพังเพยโบราณที่กล่าวถึงการที่เราได้พัฒนาและเรียนรู้ โดยศึกษาจากองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนที่ได้ทิ้งไว้ให้ ครั้งแรกที่ได้อ่านเจอวลีนี้ ผมชอบมาก มันเป็นการเปรียบเปรยที่เห็นภาพมาก ถ้าได้ไปลองค้นดู จะเห็นว่าเป็นวลีโบราณที่เขียนไว้เป็นร้อยๆปีแล้ว และคนที่ทำให้วลีนี้ดัง ก็คือIsaac Newton ใช่ครับ เป็น Newtonเดียวกับที่เราเคยได้ยินมาเรื่องลูกแอปเปิลหล่นใส่หัวนั่นแหละครับ

วลีนี้เขาเปรียบเปรยการที่เราได้เรียนรู้จากคนรุ่นเก่าว่า เป็นเสมือนกับว่า เราได้ไปยืนเหยียบไหล่ยักษ์ตนหนึ่ง และทำให้เราได้เห็นได้ไกลกว่า และมากกว่าเดิม และมากกว่าที่ยักษ์เห็นอีก (ถ้าสนใจ ก็ลองไปหาอ่านดูได้ครับ เสิร์ชไม่นานก็เจอแล้ว) คมคายดีไหมครับ ที่อ้างถึงเรื่องนี้เพราะวันนี้จะมาเขียนถึงยักษ์นี่แหละครับ มากันเป็นทีมใหญ่ครับ ภายใต้ชื่อทีมว่า iTunes U ครับ iTunes U เป็นโครงการทางการศึกษาของ Apple ที่เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยที่สนใจ สามารถนำเทปบันทึกการสอน ซึ่งมีทั้งในรูปแบบเสียงและวิดีโอ มาเผยแพร่ให้โหลดไปรับชมกันฟรีๆ ผ่านทางโปรแกรมที่แจกฟรีของ Apple ที่เรียกว่า iTunes (บอกก่อนเลยนะครับว่า คุณไม่ต้องมี iPod คุณก็สามารถใช้ iTunes ได้)

ที่ iTunes U นี้ คุณจะได้เจอแหล่งความรู้มากมายจากหลายๆมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และหลายๆแห่ง เป็นมหาวิทยาลัยที่เราเคยได้ยินชื่อเสียงกันมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น MIT, Standford, Harvard, Yale, Oxford และอื่นๆอีกมาก หลายๆที่เป็นวิดีโอการสอนของอาจารย์ที่สอนในระดับปริญญาตรีทั้งคอร์ส ซึ่งทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง และถ้าคุณเจ้าiPod ด้วยแล้ว คุณก็สามารถนำไปเปิดรับชมทุกที่ ที่เราต้องการ ผมเองยังลองโหลดบางคอร์สของ MIT มาดูเหมือนกัน เพื่อเปรียบเทียบว่า อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ของเขากับของสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของผม (สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง) จะต่างกันสักแค่ไหน สรุปได้ว่า ผมหลับทั้งคู่ ไม่ว่าจะเรียนที่ไหน

นอกจากจะเป็นแหล่งความรู้ในแง่วิทยาการชั้นดีแล้ว หลายๆที่ยังนำส่วนเสริมอื่นๆมาวางไว้ที่นี่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำทัศนศึกษา โปรแกรมแนะนำมหาวิทยาลัย หรือ วิดีโอสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสพิเศษ เช่นวันรับปริญญา ก็มีหลายๆแห่งนำมาไว้ในที่นี้ด้วย รวมทั้งสุนทรพจน์ของ Steve Jobs ในวันรับปริญญาของ Standford ซึ่งเป็นที่ประทับใจไปทั้งโลก คุณก็สามารถรับชมได้จากที่นี่ ส่วนใหญ่แล้ว ทาง iTunes U จะแบ่งเมนูหลักๆตามมหาวิทยาลัย และในหน้าเมนูของมหาวิทยาลัยนั้น ก็จะแบ่งเป็นคณะต่างให้เลือก และเมื่อเลือกเป็นคณะนั้นๆลงไปแล้ว คุณก็จะเห็นรายวิชาที่มีให้รับชม บางแห่งมีเป็นเสียง บ่งแห่งมีเป็นวิดีโอ และหลายๆแห่งก็ให้เลือกทั้งเสียงและวิดีโอ เลือกโหลดได้ตามความสามารถในการดาวน์โหลดของเรา หลายๆคอร์สดูแล้วน่าสนใจ โดยเฉพาะในสายของงานออกแบบหรือศิลป์ เพราะบางเรื่องเป็นการวิจารณ์ผลงานของศิลปินเป็นรายๆไป ดูตื่นตาตื่นใจดี

ถ้าท่านไม่สามารถเลือกได้ว่า จะลองอะไรดี ผมแนะนำให้ไปลองดู Business School ของทุกๆที่ครับ เพราะเชื่อว่า ผู้อ่านของ Go Training น่าจะเป็นวัยทำงาน ที่สนใจหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น hard skill หรือ soft skill เพราะในส่วนของ business school (ซึ่งเกือบทั้งหมด สอน MBA นี่แหละครับ) เขาจะมีคอร์สหนึ่งที่เชิญผู้นำหลายๆองค์กรมาพูด ขอยกตัวอย่างที่ผมติดตามเป็นประจำก็แล้วกัน คอร์สที่ชื่อว่า Stanford Tecnology Venture Program (หรือที่เขียนว่าเป็น Enterpreneurial Thought Leaders Series) ซึ่งเป็นการเชิญระดับเจ้าของกิจการที่กำลังมาแรง หรือ CEO มืออาชีพมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ที่ผ่านๆมา เช่น

Carly Fiorina ซึ่งเป็น CEO ของ HP ที่โดนปลดออกจากตำแหน่งกลางอากาศ ก็เล่าประสบการณ์ที่โดนมาอย่างนั้นว่า เป็นอย่างไรบ้าง หรือ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งเว็บที่กำลังดังมากๆอย่าง Facebook ก็มาเล่าที่มาที่ไป และทิศทางในอนาคต หรือ Shai Agassi ผู้ลาออกจากองค์กรใหญ่อย่าง SAP เพื่อมาทำธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า เขาคิดอะไรของเขาอยู่

ที่ได้ลองฟังมาจนจำไม่ได้ว่ามาจากมหาวิทยาลัยไหน ก็มีการพูดของ American Express CEO ที่บอกว่า พ่อสอนเขาว่า คนส่วนใหญ่พูดแต่ไม่ทำ ขอเพียงแค่เราทำอย่างที่เราพูด เราก็ประสบความสำเร็จแล้ว แล้วเขาก็บอกว่า ใช่ เขาก็ทำตามนั้น แค่นั้นเอง (โดนเนอะ)

หรือ อย่าง Daven Geffen เจ้าของค่ายเพลงใหญ่อย่าง Geffen Records และเป็นหนึ่งในสามผู้ก่อตั้งสตูดิโอหนัง Dreamworks ร่วมกับ Steven Speilberg ก็ออกมาเล่าอย่างเฮฮาอย่างไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นเจ้าขององค์กรใหญ่ มิหนำซ้ำ ยังเล่าหน้าตาเฉยว่า เขาเป็นคนปลอมหลักฐานการศึกษาของตัวเองเพื่อให้ได้งาน เพราะเขาไม่ได้จบอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย อาศัยว่าเป็นคนที่เอาตัวรอดเก่งเท่านั้นเอง เป็นการพูดที่สนุกไปอีกแบบ และถ้าคุณได้ไปฟังพนักงานของ Google เล่าเรื่องการทำงานของเขาแล้ว คุณจะต้องทึ่ง หลายๆคนใน Google ได้รับเชิญให้ไปพูดในมหาวิทยาลัยหลายๆแห่ง และพวกเขาก็พร้อมที่แบ่งปันประสบการณ์ให้หลายๆคนได้รับรู้ ฟังแล้ว ก็จะรู้สึกว่า ที่จริงที่เขารู้และทำเนี่ย ก็ไม่ได้ต่างจากเราเท่าไรหรอก แต่โอกาสเขามีมากกว่าเท่านั้นเอง ฟังพวกนี้แล้ว มันโดนมากครับ

หลายๆเรื่องก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่ แต่พอเบอร์หนึ่งขององค์กรออกมาเล่าเองแล้ว มันมีพลังในการเล่าของมันอยู่ สำหรับลูกจ้างอาชีพหลายๆคนที่คิดจะออกมาทำกิจการของตัวเอง การได้รับชมคอร์สเหล่านี้ เป็นการเรียน MBA ในทางอ้อมชั้นดีทีเดียว เพราะคุณได้ฟังจากผู้ที่ประสบเหตุการณ์ตรงจริงๆมาเล่า และเป็นบทเรียนชั้นดีให้เราได้เหยียบขึ้นไปเรียนรู้อีกขั้นหนึ่ง ที่เขียนมานี่ ก็เพราะอยากให้เราได้ไปดูกันนะครับ เพื่อที่เราจะได้วิ่งไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง โดยปล่อยวางเหตุการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายของเราลงบ้าง พอกับอยากเห็นบ้านเราทำอย่างนี้เหมือนกัน ก็เขียนขึ้นมาเผื่อจะมีใครอยากทำอย่างนี้บ้าง ผมเคยลองถามๆมหาวิทยาลัยบ้านเราหลายๆแห่งดูแล้ว เสียงตอบรับส่วนใหญ่ จะออกไปในแนวไ่ม่กล้า ด้วยเหตุผลร้อยแปด ฟังแล้วก็เหนื่อยใจ พอๆกับปลงน่ะครับ มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา มีการแข่งขันเพื่อหาคนเข้าเรียนสูง ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง ซึ่งรับรู้กันทั่วโลก เขายังยอมนำความรู้ออกมาให้ดูกัน แน่นอน ต้องมีหวังผลทางการค้ากันบ้าง ในแง่ประชาสัมพันธ์ แต่โดยรวมแล้ว ทุกคนได้ และองค์ความรู้เพิ่ม แต่เมืองไทยเรา เรามีคนใช้ภาษาของเรากันแค่หกสิบล้านคน แต่ทำไมดูหวงกันจัง ทั้งหมดนี้ ก็ต้องออกตัวก่อนนะครับว่า ผมไม่รับอะไรจาก apple (แต่ถ้าให้ ก็รับนะครับ) ที่เขียนขึ้นมานี้ ก็เพราะเห็นเรื่องดีๆแบบนี้แล้ว อยากเผยแพร่ครับ ผมเองก็เรียนรู้จาก iTunes U เยอะมาก และกลายเป็นสิ่งที่ฟังทดแทนวิทยุไปเลย เวลาเดินทาง หรือนั่งรอ ถ้าสนใจอยากเผยแพร่ข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ก็ลองมาดูตัวอย่างจากเว็บช่างคุย (http://www.changkhui.com) ของเราก็ได้ครับ เผื่อได้แนวทางในการทำแหล่งเผยแพร่ข้อมูลของตัวเอง สงสัยว่า คราวหน้าต้องเขียนเรื่องการพอดคาส์ทเสียแล้วสิ เรื่องราวของสื่อแนวใหม่ที่ทุกองค์กรสามารถนำไปทำเองได้ เอาไว้เจอกันฉบับหน้าครับ

โฆษณา

แนะนำ Ted Talks

เขียนให้นิตยสาร Go Training (เดือนธันวาคม ๕๑)

๑) ที่ TED Talks
ศัลยแพทย์ Sherwin Nuland เป็นอาจารย์คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัย Yale และเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง มีผลงานการเขียนลงใน New Yok Times, New Yorker และวารสารอื่นๆ มีผลงานการเขียนติดอันดับ New York Times Bestseller มาแล้ว ได้เล่าเรื่องไว้ในปี ๒๐๐๑ ขณะที่มีอายุได้ ๗๑ ปี ถึงการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้า ไม่สุงสิงกับใคร เก็บเนื้อเก็บตัว อาจจะไม่ถึงขั้นบ้านะครับ ว่า ในอดีตนั้น มักจะเชื่อกันถึงเรื่องของการเข้าทรงและวิญญาณเข้าสิง จนมีคนค้นพบการใช้สมุนไพรมารักษา  จากนั้นก็มีการทดลองนำไฟฟ้ามารักษาผู้ป่วย (electroshock therapy) ในกรณีดังกล่าวในช่วงศตวรรษที่แล้วนี่เอง โดยเป็นการทดลองของคณะแพทย์ชาวอิตาลี โดยทดลองกับผู้ป่วยรายหนึ่ง ซึ่งทุกคนจนปัญญา ไม่ทราบว่าจะรักษาด้วยวิธีไหน ก็เลยลองทำการทดลองทางไฟฟ้า หรือพูดง่ายๆว่า ไปช๊อตไฟนั่นแหละครับ ผลปรากฎว่า จากคนที่นั่งเงียบๆ ไม่พูดไม่จา ก็กลายเป็นสะดุ้งสุดตัวแล้วหันมาตะโกนถามแพทย์ที่กำลังทำการทดลองอยู่ว่า  “มึงทำห่าอะไรของมึงวะ” (ขอโทษด้วยนะครับสำหรับภาษา แต่ตอนที่ท่านเล่าเนี่ย ท่านก็เล่าด้วยภาษาทำนองนี้เหมือนกัน เพื่อเน้นถึงปฏิกริยาตอบสนอง) และดูเหมือนว่า ผู้ป่วยรายนี้จะมีอาการที่ดีขึ้น และดีขึ้นเรื่อยๆในการทดลองครั้งถัดไป กรณีนี้เป็นการทดลองแรกๆที่ส่งผลในทางบวก จนนำไปสู่ศาสตร์ใหม่ทางด้านนี้ แม้ว่าในระยะยาวแล้ว ผู้ป่วยคนดังกล่าวจะกลับไปสู่สภาพเดิมอีกครั้ง แต่การทดลองครั้งนั้นก็เป็นใบเบิกทางของศาสตร์นี้ และแม้ว่า ในยุคหลัง การรักษาในแนวนี้จะไม่เป็นที่นิยมนัก แต่ก็ยังมีการทดลองใช้อยู่บ้าง โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษหลัง (ขณะที่ท่านเล่าอยู่น่ะครับ)
พอมาถึงตรงนี้ ท่านก็มาเฉลยว่่า สาเหตุที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ก็เพราะ ท่านเองก็เคยผ่านการรักษาแบบนี้มาแล้ว
เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ในยุคทศวรรษที่ ๖๐ จากนายแพทย์หนุ่มที่มีอนาคตสดใส แต่เนื่องจากปัญหาการหย่าร้างกับภรรยา และปมส่วนตัวจากวัยเด็ก เขาก็กลายเป็นคนที่อยู่ในห้อง ไม่ออกมาสุงสิงใคร ไม่พูดไม่จา ไม่สังคมกับใคร คนไข้เริ่มกลัว ยกเลิกนัด และทางโรงพยาบาลเองก็เริ่มจะเป็นห่วง ไม่กล้าให้ไปรักษาใครที่ไหนนัก สุดท้ายก็เลยถูกส่งตัวเข้าสถานบำบัด เมื่อตอนอายุได้ ๔๓ ปี กลายเป็นกรณีที่ไม่มีใครเชื่อว่า เขาจะหายได้ แต่ก็มีนายแพทย์ท่านหนึ่งอยากจะขอทดลองด้วยวิธีทางไฟฟ้าที่ว่านี้ดู และด้วยความเชื่อและความพยายามของแพทย์ดังกล่าว Sherwin Nuland ต้องเข้ารับการรักษาถึงกว่า ๑๐ ครัั้ง เขาจึงเริ่มมีการตอบสนองในทางบวก และต้องต่ออีก ๑๐ ครั้งจนกระทั่งตัวเขาเองก็เริ่มรู้สึกตัว มีความมั่นใจว่า เขาสามารถเอาชนะอาการซึมเศร้าของตัวเอง และจะกลับมาอยู่ในสภาวะปกติได้
ท่านเล่าด้วยอารมณ์ขำๆ แต่ก็เศร้าๆในทีว่า ตลอดเวลากว่าสามสิบปีที่ผ่านมา หลังจากที่ได้รับการรักษา ท่านสามารถกลับมามีชีวิตปกติได้ ลูกกลับมาอยู่ด้วย มีชีวิตครอบครัวได้เป็นปกติ มีลูกอีกสองคน และกลายเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง แม้ว่า ทุกวันนี้ บางครั้ง เขาก็ยังมีอาการข้างเคียงที่แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว มีอาการซึมเศร้าอยู่บ้าง
ท่านกล่าวตอนท้ายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า ที่นำเรื่องนี้มาเล่า ทั้งที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา  ก็เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนรุ่นหลัง เป็นการให้กำลังใจให้กับทุกคน ว่าชีวิตมีล้ม ก็มีลุกได้ ตัวเขาเองผ่านจุดที่ต่ำที่สุด ถึงขั้นว่าไม่สามารถสื่อสารกับผู้คนได้ ก็ยังสามารถกลับมาได้ (resurrection) และถ้าเขาเองยังกลับมาได้ เชื่อเถอะว่าทุกคนก็สามารถทำได้
ผมว่าคนดู TED Talks วันนั้น น้ำตาซึมไปตามๆกัน
๒) ที่ TED Talks
ในขณะที่ทุกคนกำลังรอการเสวนาหัวข้อต่อไป ซึ่งผู้เข้าเสวนามีอยู่ห้าหกคน ซึ่งในนี้มีทั้ง Sergey Brin (ผู้ก่อตั้งและเจ้าของร่วม Google), Carl Bernstein (ผู้สื่อข่าวผู้ขุดคุ้ยกรณี Watergate จนทำให้ประธานาธิบดี Richard Nixon ต้องลาออก) และ ราชินีนัวร์จากจอร์แดน (Queen Noor of Jordan)  ปรากฏว่า พิธีกรจาก BBC ต้องออกมาขอโทษทุกๆคนที่ต้องรอต่อไปอีก เนื่องจากทาง BBC มีปัญหาทางเทคนิค ทำให้ไม่สามารถแพร่สัญญญาณสดได้ จึงต้องรอให้ทำการซ่อมแซมเสร็จเสียก่อน จึงจะเข้าสู่หัวข้อการเสวนาได้ ทันใดนั้นเอง ก็ปรากฏเสียงตะโกนจากคนดูด้านหลัง เอ่ยปากแซววาที โดยปล่อยมุขเป็นระยะๆอย่างมืออาชีพ และปรากฏว่า มันตลกเสียด้วย ตลกซะทุกประโยคอย่างน่าทึ่ง จนทุกคนต้องหันหัวกลับไปดูว่าใครเป็นคนแซว พอเห็นหน้าแล้ว ก็อมยิ้มกันเป็นแถบครับ เพราะเป็นคุณ Robin Williams  ดารานักแสดงตลกที่ทุกคนจำกันได้ดี แกคงทนไม่ได้ที่จะเห็นคนนั่งรอกันเงียบ ก็เลยปล่อยมุขฆ่าเวลา แกพูดตลก และติดลม เพราะคนดูเล่นด้วย ก็เลยเดินไปปล่อยมุขบนเวทีเสวนาจริง เป็นการปล่อยมุขสดๆ เป็นเวลากว่า ๑๐ นาที โดยไม่ได้เตรียมกับผู้จัดมาก่อน แกตั้งใจมานั่งฟังเฉยๆเท่านั้นเอง จนกระทั่งช่างซ่อมปัญหาเทคนิคได้ จึงคืนเวทีให้ผู้จัดไป แต่ก่อนลงจากเวที ผู้่จัด TED Talks คือ คุณ Chris Anderson ต้องเดินมาขอร้องให้ช่วยกลับมาขึ้นเวทีอีกครั้ง ในวันเสวนาถัดไป
ได้อ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ สนใจ  TED Talks หรือยังครับ คำว่า TED ย่อมาจาก Technology, Entertainment and Design ครับ เป็นงานรวมตัวกันของคนที่มีความคิดดีๆ นำมาเล่ากัน โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี 1984 หรือ พ.ศ. ๒๕๒๗ คนที่มาร่วมงานที่นี่ มีตั้งแต่นักการเมืองระดับโลก ซึ่งมาหมดแล้วทั้ง Bill Clinton และ Al Gore นักสังคมศาสตร์ที่ทำงานช่วยเหลือผู้ยากไร้ในอาฟริกา นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานใน LAB ต่างๆก็นำผลงานมาโชว์กัน นักออกแบบสินค้า สถาปนิก วิศวกร  หรืออาจารย์ก็นำเรื่องสนุกๆ ที่น่าสนใจของพวกเขามาเล่ากัน น่าทึ่งมากครับ ทั้งหมดอยู่ภายใน theme ว่า Ideas Worth Spreading และต้องเล่าให้จบใน  18 นาที ใครจะเล่าเรื่องอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นตัวจริงมาเล่าเถอะ
ลองนึกถึงคอมพิวเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีแบบสัมผัสแทนคีย์บอร์ดน่ะครับ คล้ายๆกับที่เห็นในหนังเรื่อง Minority Report ที่คุณ Tom Cruise ทำเท่ห์ขยับแขนขึ้นลงหาข้อมูลน่ะครับ ในปี 2006 คุณ Jeff Han ซึ่งเป็นนักวิจัยจาก New York University ก็มาโชว์เทคโนโลยีดังกล่าวให้ดูเป็นครั้งแรกใน TED Talks ซึ่งต่อมาเราก็ได้เห็นใช้กันแพร่หลายใน iPhone น่ะครับ
ในปีนี้ที่ผ่านไปเมื่อต้นปี ก็มีดร. Jill Bolte Taylor ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมอง มาเล่าเรื่องการทำงานของสมอง และประสบการณ์ตรงที่เธอประสบจนต้องเข้ารับการผ่าตัด และรักษามากว่า 9 ปีจึงจะเป็นปกติ ระหว่างที่เธอเล่าไปว่า เธอเจออะไร เธอก็อธิบายการทำงานของสมองพร้อมๆกับนำสมองจริงๆ(จากศพ แต่คัดมาแต่สมอง) พร้อมกับอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง เล่นเอาขนลุกไปทั้งห้องสัมมนา เพราะผู้เล่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จริงๆ เจอด้วยตัวเองจริงๆ แถมยังเอาของจริงมาให้ดูกันอีก งานนี้ ถึงกับทำให้ Oprah Winfrey ต้องเชิญไปออกรายการเลยครับ
นอกจากนี้ ยังมีด้านเบาๆให้้้เห็นบ้าง เช่น การแสดงกล (ปิดตาขับรถบนถนนจริงๆ) แชมป์โลก Juggle คู่ที่มาเล่นให้ดูสดๆ พร้อมบทพูดที่ตลกมากๆ หรือการแสดงดนตรีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ แม้กระทั่งการพับกระดาษที่เป็นศาสตร์หนึ่งของญี่ปุ่น ก็มีคนนำมาเป็นกรณีศึกษาว่า สามารถนำมาประยุกต์เป็นการพับ air bag ให้กับรถได้ ดูแล้วเพลินมาก
บทความนี้เป็นตอนที่ผมยอมรับเป็นเรื่องที่เขียนยากที่สุด เพราะเนื้อหาที่น่าเล่าเยอะมาก และทุกครั้งที่กลับไปดูเพื่อประกอบการเขียน ก็อดดูทุกเทปจนจบไม่ได้ แนะนำให้ไปหาดูกันได้ที่ www.ted.com ครับ หรือถ้ามี iPod อยู่แล้ว ยิ่งง่ายใหญ่ เพราะมีใน iTunes ให้โหลดไปดูฟรีๆ
ปีหน้านี้ มีการย้ายที่จุัดไปที่ใหม่ เพราะปีที่ผ่านมา ห้องประชุมใหญ่มีแค่ 500 ที่นั่ง ไม่สามารถรับผู้เข้าร่วมกว่า 1300 คนได้ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อยๆ 1 ปี เพราะคนสมัครเยอะเหลือเกิน ทั้งที่ต้องจ่ายค่าสมาชิก 6000 เหรียญสหรัฐ เพราะทุกเสวนา เป็นตัวจริงมาเล่าทั้งนั้น
ที่เขียนเรื่องนี้ เพราะได้ยินว่าทาง Go Training จะจัดงานคล้ายๆอย่างนี้น่ะครับ อยากเห็นน่ะครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดังมาเล่าหรอกครับ ขอแค่คนที่รู้จริง มาเล่าเรื่องที่ได้ทำมา หรือไปเจอมา ก็พอแล้ว มาช่วยกันเล่าเรื่อง เพื่อให้เรื่องดีๆได้ขยายออกมาบ้าง หรือจะว่าไป คนดังๆบางคนก็คงอยากจะเล่าเรื่องทีี่เขาหรือเธออยากเล่าบ้างมั้ง เพราะมีแต่คนถามเรื่องเดิมๆซ้ำทั้งนั้นเลย เหมือนเรื่องแรกที่ผมเขียนไว้ข้างต้นน่ะครับ ขอให้แนวคิดไปในทางเดียวกันเถอะ น่าสนุกทั้งนั้น อย่าลืมนะครับ Ideas Worth Spreading เอาใจช่วยครับ