The Girl Who Kicked the Hornets’ Nests

ในที่สุด ก็อ่านจบ เรื่องนี้ รอเป็น Audiobook ไม่ไหว เพราะกำหนดออก ยาวนานถึงพฤษภาคม ในขณะที่ Asia Book ลดราคา 20% ทำให้ไม่ถึงสามร้อยบาทด้วยซ้ำ ก็เลยขออ่านดีกว่า นานมากแล้วที่ไม่ได้อ่านนิยายเป็นเล่ม แล้ววางไม่ลงขนาดนี้

เรื่องนี้้เป็นตอนคลี่คลายของปมทั้งหลายที่ทิ้งไว้ในเล่มสอง (The Girl Who Played with Fire) ซึ่งจะว่าไปแล้ว เล่มสองและเล่มสามเป็นเรื่องเดียวกันที่ต่อกันสนิท เล่มที่สามนี่ดำเนินเรื่องต่อจากเล่มที่สองทันที ดังนั้นคนที่อ่านเล่มสองแล้ว ต้องแนะนำให้อ่านต่อ ก่อนจะลืมตัวละครไปเสียหมด

ต้องปูพื้นเล็กน้อย แต่ก็ต้องเตือนคนที่อยากอ่าน หรืออยากดูว่า เป็น spoiler alert นะครับ เพราะเล่าแทบไม่ออก ถ้าไม่บอกบางส่วนไปบ้าง เล่มที่สองเป็นปัญหาที่ทางตัวเอกชาย Blomkvist ไปจับมือกับนักเขียนข่าวไฟแรง กำลังจะตีพิมพ์เปิดโปงเรื่องราวในวงการค้าโสเภณีในสวีเดน แต่ให้เกิดเหตุว่า นักเขียนคนดังกล่าวดันโดนฆ่าตาย พร้อมกับแฟน(ที่กำลังตั้งท้อง และกำลังจะจบปริญญาเอก ในวิทยานิพนธ์ที่เขียนบนพื้นฐานเดียวกับที่แฟนเขียน แต่จะกล่าวถึงในอีกแง่มุมหนึ่ง) และหลักฐานที่เกิดเหตุดันมีลายนิ้วมือของตัวเอกหญิง (Lisbeth) อยู่ โดยที่ Lisbeth ก็หายตัวไปด้วย ไม่มีใครติดต่อได้ โดยหลังจากนั้นไม่นาน ก็พบว่า มีฆาตกรรมเกิดขึ้นอีกที่หนึ่ง โดยผู้ตายมีส่วนเกี่ยวข้องกับ Lisbeth ด้วย เรื่องที่ว่าวุ่นนี่ ก็วุ่นมากขึ้นไปอีก เนื่องจากตัวเอกเป็นคนมีปมในตัวเองสูงมาก ไม่สุงสิงกับใคร ก็เลยกลายเป็นผู้ต้องสงสัยไปโดยปริยาย มิหนำซ้ำยังมีการซ้ำเติมจากทางด้านของตำรวจด้วย ทำให้ทุกอย่างดูเลวร้ายลงไปทุกที ที่น่าทึ่งคือ ทั้งเรื่อง Lisbeth ก็ไม่ได้คุยกับตัวเอกชาย (Blomkvist) เลย จนหน้่าสุดท้าย ซึ่งจบลงตรงที่ Lisbeth บาดเจ็บสาหัส ปางตาย แต่ประเด็นการสืบสวนก็สิ้นสุดลง หลังจากที่ตัว Lisbeth เองก็คลายปมที่ตัวเองก็สงสัยมานานได้ และ Blomkvist และทางตำรวจ ก็ต่างคลำๆทางตามหลัง Lisbeth มาได้เหมือนกัน

เล่มที่สาม มาต่อจากที่ตัวเอกชาย Blomkvist มาเจอ Lisbeth นำส่งโรงพยาบาล และเริ่มเข้าสู่กระบวนการสืบสวนว่า แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมถึงมีการดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการในภาครัฐได้ขนาดนี้ และทำไม Lisbeth ถึงมีปัญหาทางจิตจนโดนส่งเข้าสถานบำบัดตั้งแต่อายุ ๑๒ ขวบ แน่นอนว่า เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการสืบสวนอย่างใหญ่โตขนาดนี้ ทุกฝ่ายก็เริ่มดำเนินการพยายามลบรอยอดีต ก่อนที่โดนสาวมาถึงให้ได้ ถ้าจะมีความเหมือนระหว่างเล่มสองและเล่มสามอยู่บ้าง ก็ตรงที่ทั้ง Lisbeth และ Blomkvist เพิ่งจะได้คุยกัน ก็หน้าสุดท้ายของเล่มสามเช่นกัน

ลงรายละเอียดมากไปกว่านี้ไม่ได้ เพราะคนที่ไม่ได้อ่านจะหมดสนุก แต่บอกได้ว่า เรื่องนี้พัวพันไปถึง (เมื่อเทียบเท่ากับบ้านเรา) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายกฯสวีเดน กระทรวงยุติธรรม หน่วนสืบราชการลับ ไปจนถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ตัวเอกชาย Blomkvist สามารถดั้นด้นหาวิธีสื่อสารกับ Lisbeth ได้ ทั้งๆที่ Lisbeth อยู่โรงพยาบาล และจำกัดพื้นที่ไว้ ไม่มีเครื่องมือสื่อสาร มิหน้ำซ้ำยังสามารถหาทางออกอินเตอร์เน็ท เพื่อให้ข้อมูลบุคคลภายนอกได้

และก็คงเหมือนๆกับนิยายหลายๆเรื่อง จินตนาการและเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้ความ”พอเป็นไปได้”ในทางเทคนิค กลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้คนเราสามารถทำหลายๆอย่างได้ เพื่อให้เรื่องสามารถดำเนินต่อไป โดยไม่น่าเบื่อหรือโดนข้อจำกัดมากเกินไปนัก อย่างหนึ่งที่คนคุ้นเคยกับ Mac น่าจะชอบ คงจะรู้สึกได้ตั้งแต่เล่มแรก เพราะคนเขียนลงรายละเอียดของเครื่อง Mac ที่ตัวละครแต่ละคนใช้เหลือเกิน ทั้งชื่อรุ่น CPU และ RAM spec. อ่านแล้วงงๆนิด แต่เดาๆว่า อยากจะบอกว่าเป็นสเปคขั้นเทพ แต่เนื่องจากผมเองก็ไม่รู้จักเครื่อง Mac หลายๆรุ่นในช่วงเวลาดังกล่าว (ค.ศ. ๒๐๐๐ – ๒๐๐๔) ก็เลยไม่แน่ใจความหมายของคนเขียนนัก แต่ที่แน่ๆ คือเน้นว่าใช้เครื่อง Mac

จากเดิมที่ให้ความรู้สึกในตอนแรกว่า ในเล่มแรก อ่านแล้ว ทำให้นึกถึงงานเขียนของ Thomas Harris (Red Dragon, The Silence of the Lamb) แต่พอมาถึงเล่มสองและสาม โดยเฉพาะเล่มสาม ผมพบว่า งานออกไปในแนวใกล้ๆกับ Tom Clancy มากกว่าแล้ว กึ่ง Techno-thriller แต่ก็มีประเด็นการเมืองแฝงอยู่ ทั้งนี้ เนื่องจากว่า ผู้เขียนเป็นนักข่าวสายนี้อยู่แล้ว ทำให้พอจะเห็นแนวคิด วิจารณ์ระบบการเมืองของสวีเดนอยู่หน่อยๆ ถ้ารู้ประวัติศาสตร์การเมืองยุคทศวรรษที่ ๘๐ ถึง ๙๐ คงจะเห็นภาพที่ใหญ่กว่านี้ แต่เท่าที่อ่าน ถึงไม่ทราบ ก็ไม่ได้ถือว่าเสียอรรถรสแต่ประการใด

เชื่อว่า ผู้อ่านหลายๆคนคงรู้สึกเหมือนๆกันว่า พอจะเห็นแล้ว แนวทางจะออกไปในมุมไหน เมื่อผ่านครึ่งเรื่องไปแล้ว เพียงแต่ว่ารายละเอียดตอนจบเท่านั้นเองว่า จะลงอย่างไร เรื่องนี้ มีผู้ช่วยตัวเอกหน้าใหม่ เป็นสาวสวย หุ่นดี เล่นกล้าม มาช่วย Blomkvist ด้วย แต่คนเขียนคงเขียนเรื่องแบบอยากให้ตัวเองเป็นอย่างนี้บ้าง (เพราะทั้งคนเขียนและ Blomkvist ทำอาชีพเดียวกัน คือเป็นนักข่าว) ก็เลยเขียนรวบรัด ไม่ว่าจะเป็นสาวไหน ก็ให้ท่าอีตา Blomkvist ก่อนทุกที ไม่เห็นต้องออกแรงจีบอะไรมากมายเลย อิจฉานะ พูดตรงๆ

ตอนท้ายๆของเรื่องนั้น ผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่า ๕๐ หน้าสุดท้าย จะกล่าวถึงอะไรอีก ในเมื่อทุกอย่างมันจบไปหมดแล้ว แต่พออ่านแล้ว ก็งงเหมือนกัน เพราะผมทึกทักว่า ปมสุดท้ายนั้น ตั้งใจจะเฉลยในเล่มหน้า แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเล่าหมดเลย

คุณ Stieg ตั้งใจจะเขียนนิยายในซีรียส์นี้ ถึง ๑๐ เล่ม โดยที่เขียนสามเล่มแรก เสร็จหมดแล้ว จากนั้น ก็ร่างโครงของเล่มสี่และห้าเอาไว้ แล้วก็เสียชีวิตกระทันหัน อย่างที่บอกครับ เมื่อสามเล่มแรกนั้น ฮิตระเบิดเถิดเทิงในยุโรป เมื่อแปลแล้ว ก็ขายดีในโลกวรรณกรรมสืบสวนอีก ก็เลยมีการสร้างหนังทั้งสามภาค และกลายเป็นหนังทำเงินขึ้นมา ตอนนี้ก็รอว่า  Hollywood จะมายำเละเอง หรือเปล่า แต่เห็นตัวอย่างหนังของฝั่งยุโรปแล้ว อยากให้ทำ sub-title แล้วฉายดีกว่า เร็วทันใจดี

แน่นอน หลายๆต้องถามต่อว่า แล้วเล่มสี่และห้าที่ว่า มีโครงเรื่องอยู่นี่ จะมีโอกาสได้เห็นไหม ผมลองไปตามอ่านจากในเว็บของคุณ Stieg Larsson ที่มีคนทำไว้ ปรากฏว่า คู่ชีวิตของแก ก็มีส่วนร่วมในการแต่งสามเล่มแรกอยู่พอสมควร ดังนั้น เธอพอจะทำให้เล่มสี่จบได้ เพราะ Stieg คุยกับเพื่อนไว้ก่อนเสียชีวิตว่า ตอนต้นและตอนจบของเล่มสี่นั้น เสร็จแล้ว เหลือแต่ว่าจะร้อยตอนกลางเรื่องออกมาเป็นอย่างไร น่าเสียดายที่เธอดันไปมีเรื่องกับทางครอบครัวพ่อแม่พี่น้องของคุณ Stieg ทำให้มีปัญหาลิขสิทธิ์ทางกฏหมาย เลยทำให้ไม่มีใครทราบอนาคตของเล่มสี่ได้ว่าจะออกมาให้เห็นหรือเปล่า

เล่มสี่ เล่มห้า ช่างมันเถอะ ว่าแต่ หนังสามภาคนี้มี sub-title ออกมาหรือยัง อยากดูแล้วนะ

โฆษณา

The Girl Who Played with Fire โดย Stieg Larsson

เรื่องนี้เป็นตอนที่สอง เป็นภาคต่อจาก The Girl with the Dragon Tattoo ครับ ดำเนินเรื่องห่างจากเรื่องแรกประมาณ ๑ ปีให้หลัง โดยตัวละครหลักๆ ยังคงอยู่ครบ ความโหดโดยรวมไม่ด้อยไปกว่าเล่มแรก แต่ความโป๊ของเนื้อเรื่องมีมากกว่า แต่ก็มีเฉพาะครึ่งเรื่องแรก หลังจากจุดนั้น ก็เป็นการผูกปม และคลายปม ตามประสานิยายสืบสวน เชิง thriller ที่ดี เป็นผลงานของคุณ Stieg Larsson ในไตรภาค Millenium

เนื้อเรื่องคร่าวๆ จะเป็นว่า หลังจากเหตุการณ์เล่มแรกจบไปแล้ว ตัวเอกทั้งชายและหญิงก็แยกย้ายกันไป แต่มีเหตุให้ต้องมาโยงกัน เพราะคดีฆาตกรรมสยองขวัญที่เกิดขึ้นในคืนเดียวกัน ๒ คดี ๓ ศพ โดยทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเอกหญิง และเจ้าตัวก็ดันหายตัวไปด้วย เลยทำให้ฝ่ายชายต้องมาตามสืบสวนว่า เกิดอะไรขึ้น เพราะมั่นในในตัวเอกหญิง แล้วปมที่เคยผูกไว้ในภาคแรก ในส่วนของความหลังของตัวเอก ที่มาที่ไป ก็ค่อยๆคลายออกมา ทีละนิดจนจบ

ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้สนุกไปอีกแบบ มีตัวละครมากขึ้น มี subplot หลายๆตอน แต่ก็ไม่ได้คลี่คลายไปเสียทั้งหมด เหมือนจะจงใจให้ไปตามอ่านต่อในเล่มสาม (The Girl Who Kicked the Hornets’ Nest) โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนจบ จบแบบตั้งใจให้ไปหาอ่านเล่มต่อไปเอามากๆ ไม่เฉลยนะครับ เพราะจะทำให้คนที่อยากอ่าน จะอ่านไม่สนุกไปเปล่าๆ

ตัวเอกหญิง ชื่อว่า Lisbeth Salander เป็นตัวละครที่ดูน่าสนใจที่สุดมาตั้งแต่เล่มแรกแล้ว เพราะคาแรคเตอร์เป็นพวก Outcast มากๆ และไม่แคร์ใครด้วย มาเล่มนี้ เพิ่มมิติเรื่องการเป็น Bisexual เข้ามาด้วย เล่มที่แล้ว (The Girl with the Dragon Tattoo) เป็นเรื่องของตัวเอกฝ่ายชาย (Mikael Blomkvist)เป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่เล่มนี้ เป็นเรื่องของ  Lisbeth เกือบทั้งหมด จะว่าไปก็น่าสนุกตรงที่คนเขียนผูกปมให้ทั้งสองคนนี้เพิ่งจะมาคุยกันหน้าสุดท้ายนี่แหละ ที่สำคัญคือ อาการของ Lisbeth ในตอนจบนั้นแทบจะบอกได้ว่า เป็นหรือตายเท่ากัน ดูไม่ออกว่า จะเป็นอย่างไร

ตัวเอกชาย Blomkvist ยังคงคาแรคเตอร์แบนๆไว้เหมือนเดิม จะดูโลดโผนอยู่บ้าง ก็ในส่วนของความเป็นคนมีเสน่ห์และเจ้าชู้ มาเล่มนี้ ก็มีโอกาสอย่างนี้อีก ทั้งๆที่บทบาทในตอนนี้มีไม่มากนัก นอกนั้นก็เหมือนตัวเอกในเรื่อง The Da Vinci Code มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและวิชาชีพ น่าเบื่อ

เล่มนี้มีผู้ช่วยพระเอกด้วย เป็นอดีตนักมวย ชื่อ Paolo Roberto อยู่ๆก็โดนจับยัดเข้ามาเลย มาเป็นตัวช่วยในส่วนบู๊ เพราะเล่มนี้บู๊กว่าเล่มแรกเยอะ แต่ที่ฮากว่าก็คือว่า ตัวละครนี้มีตัวตนอยู่จริง ใช้ชื่อนี้ และเป็นอดีตนักมวยจริงๆด้วย คุณ Steig คงติดใจตัวจริงมาก เลยนำลงมาใส่ในหนังสือเลย และจะบอกว่า ที่ฮาหนักเข้าไปอีกก็คือว่า เมื่อนำหนังสือเล่มนี้มาสร้างเป็นหนัง คุณ Paolo ก็มาแสดงเป็นตัวเองด้วยนะ เจ๋งมากๆๆๆๆ

อย่างที่บอก เล่มนี้ดันจบแบบน่าโมโหขนาดนี้ ขอไปโหลดเล่มที่สามมาฟังต่อก่อนก็แล้วกัน เพราะลองไปแง้มๆดูหนังสือแล้ว คุณ Stieg ก็เข้าใจแต่งจริงๆ เพราะเล่มสามต่อจากเล่มที่สองทันที ดังนั้นควรจะอ่านต่อกันไปเลยจะดีที่สุด

อยากดูหนังแล้วสิ

The Girl with the Dragon Tattoo โดย Stieg Larsson

หลังจากที่ไม่ได้อ่าน(หรือฟัง)นิยายมาหลายเดือน ผมก็เลือกเล่มหนึ่งมาอ่านจาก Audible.com ใช้เวลาเลือกอยู่นาน เพราะอยากจะฉีกไปจากนักเขียนเดิมๆที่ตัวเองชอบ เช่น ใน Series “Alex Delaware” ของ Jonathan Kellerman เพราะเริ่มจะเหลือให้อ่านไม่มากแล้ว จะกลับไปอ่าน Series “Alex Cross” ของ James Patterson ก็น่าจะต้องฟื้นเรื่องกันอีกนาน เพราะเล่มล่าสุดของ Alex Cross ที่ได้อ่าน ก็เกิน ๑๐ ปีไปแล้ว ก็เลยลองๆหาแถว Recommended Read หรือ Top 10 ของ 2009 มาอ่านดู เลือกๆที่น่าจะเป็น series ใหม่ๆบ้าง เสียดาย Harlan Coben เหลือเกิน เล่มที่สามในตระกูลของ Mylon Bolitar นั้น ผมพบว่า ตัวเอกมีตัวช่วยที่เก่งเกินเหตุ นางเอกก็สวยเกินบรรยาย จนผมเริ่มเดาๆทางได้ เลยไม่ได้อ่านอีก แต่ต้องบอกว่าหนังสือสืบสวนของ Coben ที่ไม่ได้ เป็น series นั้น ทำได้ดีทีเดียว เดายากมาก

เลือกไปเลือกมา ผมก็ตัดสินใจเลือก The Girl with the Dragon Tattoo ครับ ดูๆจากเรื่องย่อแล้ว น่าจะสนุก พอเริ่มอ่านคำวิจารณ์จาก Amazon.com และจาก Audible.com เอง ก็ดูท่าทางน่าสนใจ น่าจะใช้ได้ สรุปว่า สนุกครับ

เรื่องนี้เขียนโดยชาวสวีเดน และปูเรื่องให้เกิดขึ้นในสวีเดนเกือบทั้งหมด ทั้งชื่อคนและชื่อเมืองก็เลยจำยากพอสมควรในตอนต้น (โดนเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องฟัง แทนที่จะอ่าน) ตัวเอกของเรื่องไม่ได้มีแค่คนเดียว มากันเป็นคู่ แต่มาทีละคน เรื่องนี้ดีหน่อยที่ตัวเอกไม่ได้เป็นหนุ่มหล่อ สาวสวย ฉลาดหลักแหลม ทำอะไรเก่งไปหมด ตัวเอกฝ่ายชายเป็นนักหนังสือพิมพ์ (Journalist นะครับ ไม่ใช่ reporter) อายุก็เกิน ๔๐ ไปหลายปีอยู่ ไม่ได้บอกว่าเท่าไร พ่อม่ายลูกหนึ่ง ส่วนตัวเอกฝ่ายหญิง ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อเรื่องนี่แหละ เป็นพวกนอกคอก มีปัญหาทางบ้าน อยู่โรงเรียนก็ไม่มีใครเอาด้วย เรียนก็ไม่จบ รูปร่างก็ออกไปในแนวแกรน (ผอมบาง เหมือนโตไม่เต็มที่) หน้าตาก็ดูมีแนวโน้มว่าจะดี แต่ดันชอบแต่งตัวและมีบุคคลิกไปในแนวพังค์ ไม่สุงสิงกับใคร ต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองที่ได้รับการแต่งตั้งทางกฏหมายให้มาดูอยู่เป็นระยะๆ

ในส่วนของเนื้อหานั้น เล่ามากไป ก็จะไม่สนุก แต่บอกคร่าวได้ว่า ตัวเอกได้รับการว่าจ้างให้มาสืบคดีหนึ่งซึ่งเป็นปริศนามากว่า ๔๐ ปี มีสาววัยรุ่นหายตัวไปจากตระกูลคหบดีในวันหนึ่งโดยที่ไม่มีใครทราบเลยว่า เธอหายไปไหน แต่ทุกๆปี เมื่อครบวันที่เธอหายตัวไป จะมีดอกไม้ลึกลับส่งมาหาคุณปู่ของเธอ โดยที่ไม่มีใครสามารถสืบหาได้ว่ามาจากที่ไหน ตัวเอกของเราต้องเข้ามาสืบเรื่องนี้ โดยที่ไม่ได้เต็มใจนัก แต่ก็ต้องรับเพราะมีข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ (ต้องไปอ่่านเองครับ) เพื่อที่ว่า เมื่อเขาสิ้นสุดภาระกิจนี้ลง เขาก็สามารถนำสิ่งตอบแทนที่ว่านี้ไปดำเนินเรื่องส่วนตัวของเขาต่อไป

เมื่อเริ่มๆสืบไป เขาก็ต้องเดินทางไปรู้จักตัวละครในครอบครัวนี้ทีละคน แต่ละคนดูไม่น่าต้องสงสัยเท่าไรนัก แถมเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อกว่า ๔๐ ปีก่อน ทำให้สิ่งที่เขาพยายามถาม กลายเป็นเพียงความทรงจำเก่าๆ ภาพเก่าๆ ข้อมูลเก่าๆ ที่ไม่ไปไหน จนกระทั่งเขาต้องพยายามนำแต่ละ”ภาพ”มาต่อเป็น Jigsaw จริงๆ จึงจะทำให้เขาเริ่มเห็นเงื่อนงำบางอย่าง จนนำไปสู่บทคลี่คลายในที่สุด และเขาก็รู้ตัวว่ามาถูกทางแน่ๆ เมื่อเริ่มโดนปองร้าย และในท้ายที่สุด เมื่อเขาสามารถคลี่คลายปริศนาได้ ด้วยความช่วยเหลือของตัวเอกฝ่ายหญิง เขาก็ต้องทำหน้าที่คลายปมของตัวเองต่อจนจบ

ผมอ่านเล่มนี้จบด้วยความรู้สึกเดียวกับสมัยที่อ่าน Red Dragon ของ Thomas Harris แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่มีความโหดร้ายในระดับนั้นอยู่ แต่สิ่งที่ตัวละครในเรื่องประสบและนำมาเล่าให้ตัวเอกฟัง หรือจากที่เขาค่อยๆเดาได้เองนั้น ทำให้ผมนึกถึงเรื่องนั้นอย่างช่วยไม่ได้ เนื้อเรื่องใช้เวลาเดินทางตั้งแต่ต้นจนจบในส่วนของเนื้อหาหลักอยู่ที่ประมาณครึ่งปี และในหนึ่งในห้าของเรื่อง(ในช่วงสุดท้าย)นั้น กินเวลาอีกประมาณสามเดือน เพื่อคลาย sub-plot แต่เชื่อเหลือเกินว่า ทุกๆคนรู้สึกว่าเรื่องนี้มันจบไปตั้งแต่ Plot หลักจบไปแล้ว และส่วนของ Plot รองนั้น เนื้อเรื่องพอจะคาดเดาได้ ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก

ตัวเอกของเรื่องก็จะคล้ายๆนิยายสืบสวนทั่วไป มีคุณธรรม มีหลักการ คาดเดาได้ว่าจะเป็นอย่างไรจนน่าเบื่อ ดีอยู่หน่อยตรงที่ในหนังสือไม่ได้บอกว่าหน้าตาดีเท่าไรนัก น่าจะธรรมดาๆพอสมควร แถมยังได้นอนกับสาว (ทั้งใหญ่และสาวๆ)อยู่เป็นระยะ โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องทำพยายามอะไรมากนัก (ทำไมเราไม่เจออย่างนี้บ้าง (วะ))

ส่วนตัวเอกฝ่ายหญิงสิที่ดูน่าสนใจ แน่ล่ะ ก็ขนาดว่าคนแต่งยังนำมาเป็นชื่อเรื่องนี่นา หน้าตาออกไปในแนวดูดี รูปร่างไม่ได้เรื่อง หลับนอนกับผู้ชายมาพอสมควร ไม่สุงสิงกับใคร ดูออกจะมีปัญหาด้าน EQ พอสมควร เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ในระดับเซียน IT คนหนึ่ง

จะว่าไปแล้วเรื่องนี้พลอตหลักสนุกนะครับ ผมเองคาดเดาอยู่ว่าตัวร้ายน่าจะเป็นใครได้ โดยไม่มีอาศัยข้อมูลอะไรเลย นอกไปจากว่า นิยายแนวนี้มักจะปล่อยผู้ร้ายเร็ว และปะปนกับตัวละครอื่นๆจนดูไม่น่าสงสัย ก็เลยเดาๆไว้ แต่เนื้อเรื่องก็ยังสนุกอยู่ดี ถ้าจะให้ดี ตัดพลอตหลังตอนท้ายๆออกไปก็ได้ ไม่เห็นจะจำเป็นเท่าไรเลย

พออ่านเรื่องนี้จบ ผมก็เลยลองทำความรู้จักกับ series นี้มากขึ้น ถึงพบว่า เรื่องนี้ดังขึ้นมาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ผู้ประพันธ์เสียชีวิตในวัย ๕๐ ต้นๆ ก่อนที่เรื่องนี้จะได้รับการตีพิมพ์ด้วยซ้ำ ทำนองว่า สำนักพิมพ์รับเรื่องแล้ว รอพิมพ์ออกมาขาย แต่เขาก็ตายเสียก่อน โดยที่เจ้าตัวตั้งใจไว้ว่าจะเขียน ๑๐ เล่ม โดยก่อนตาย เขาเขียนตอนที่หนึ่งถึงสามจบแล้ว และเขียนโครงย่อๆของสี่กับห้าไว้

คุณ Stieg Larsson (ผู้เขียน)เป็นนักหนังสือพิมพ์ครับ ทำนองว่าออกไปในแนวสวนกระแสหรือถ้าเป็นบ้านเราก็น่าจะแนว “ประชาไท” พอว่างจากงาน ก็เลยมาเขียนหนังสือ แต่เสียดายไม่ได้มาเห็นความสำเร็จของตัวเอง หนังสือเล่มแรกดังมาก (ปี 2005) และเมื่อเล่มสองออกมา (The Girl Who Played with Fire) ก็ดังขึ้นไปอีก จนถึงเล่มสามก็ยังดังไม่เลิก จนในที่สุด ก็มีคนทำเรื่องแรกออกมาเป็นหนัง(ในสวีเดน) เมื่อปี 2008 ก็ปรากฏว่า ทำเงินถล่มทลาย จนต้องทำภาคสองและสาม ออกมาไล่ๆกัน (คล้ายๆกับเรื่อง Lord of the Ring) เมื่อปลายปีที่แล้ว (2009) และต้นปีนี้เอง ไม่ใช่แค่ดังในสวีเดนนะครับ เข้าใจว่าทำเงินทั้งยุโรป จนมีข่าวว่าทาง Hollywood กำลังจะซื้อลิขสิทธิ์ไปทำบ้างแล้ว ผมลองไปหา Movie Trailer ของฉบับสวีเดนดูแล้ว ชอบ casting จังเลย หน้าตาตัวละครแต่ละคนที่เลือกมา ช่างไปกันได้ดีกับตัวหนังสือจัง ผู้ชายก็หน้าตาจืด ประเภทว่า กินข้าวเที่ยงด้วยกันแล้ว เจอกันอีกทีวันรุ่งขึ้น ยังอาจจะจำหน้าไม่ได้เลย ส่วนตัวนำฝ่ายหญิงนั้น ก็ดูเฉี่ยวดี แต่ยังไม่เห็นรูปร่างน่ะ

วันนี้ได้มีโอกาสไปเดินดูหนังสือที่ Kinokuniya และ Asia Book ถึงได้เห็นว่า เล่มที่สาม The Girl Who Kicked the Hornets’ Nest
ติดอันดับหนังสือขายดีในบ้านเราด้วย และพอมองลงมาล่างๆ ถึงได้เห็นว่า เล่มหนึ่งและสองก็ติดอันดับขายดีด้วยเช่นกัน

เสียดายที่คุณ Stieg Larsson ไม่ได้มีโอกาสได้เห็นความสำเร็จนี้ มิหนำซ้ำ จาก Wikipedia ยังมีคนเขียนว่า เนื่องจากคุณ Stieg แกไม่ได้จดทะเบียนกับภรรยา และกฏหมายของสวีเดนเอง ระบุว่า ถ้าไม่ได้จดทะเบียน ก็ให้หาหลักฐานว่า เคยอยู่ด้วยกันมาก็ได้ แต่เนื่องจากแกเป็นสื่อในแนวที่ไม่เป็นมิตรกับสื่อหลักเท่าไรนัก ทำให้แกปกปิดที่อยู่ของแกไว้ ก็เลยไม่มีหลักฐาน เลยทำให้ผลแห่งลิขสิทธิ์การเขียนตกลงไปอยู่กับพ่อแม่พี่น้องของแกเอง ไม่ทราบเหมือนกันว่า เรื่องนี้ลงเอยอย่างไร

ว่าแต่ว่า ตอนนี้ ผมเลือกเล่มสอง The Girl Who Played with Fire มาฟังต่อแล้วล่ะ อยู่ใน iPod ผมแล้ว ตั้ง ๑๘ ชั่วโมงแน่ะ แซงหนังสือและ  Audio book เล่มอื่นๆไปหมดเลย ไว้ฟังจบแล้ว ถ้าสนุกจะกลับมาเล่าใหม่นะครับ