วิ่ง…(๒)

จากเดิมที่เดิน เดิน และเดิน เมื่อครบเดือน ความรู้สึกต่อมาคือ เมื่อไรมันจะครบ ๑๐,๐๐๐ ก้าวเสียที เดินเป็นชั่วโมงเลยกว่าจะครบ จากแรกเริ่มที่เกลียดการวิ่ง ก็ต้องคิดใหม่ ถ้าจะให้ได้เร็วๆ ก็คงต้องวิ่งแล้วมั้ง จะได้ครบเร็วๆ ประกอบกับว่า เริ่มเห็นวี่แววว่า นอกจากสุขภาพจะดีขึ้นแล้ว น้ำหนักก็ดูเหมือนจะลดลงด้วยแฮะ อย่ากระนั้นเลย ลองวิ่งดูก็ได้ วิ่งที่คอนโดนี่แหละ พอลองๆไป พบว่า ก็ไม่เลวเหมือนกัน ไม่เหนื่อยมากอย่างที่คิด เหตุผลหลักคงเป็นเพราะร่างกายเริ่มฟิตขึ้นแล้ว

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ตอนแรกวิ่งต่อวัน เป็นระยะทางขนาดไหน ใช้เวลาเท่าไร คิดว่า ไม่เกินครึ่งชั่วโมง แต่ทำเกือบทุกวัน ถ้าจำไม่ผิด เริ่มวิ่งวันแรกที่ ๑ พฤษภาคม วันแรงงาน เพราะเป็นวันหยุด ประเมินจากจำนวนก้าวที่นับได้ใน FitBit ก็เลยเดาว่า วิ่งรอบสวนลอยในคอนโดสัก ๔ รอบ ก็น่าจะได้ประมาณ ๑ กม เลยขีดเส้น วิ่ง ๑๒ รอบ น่าจะได้ระยะประมาณ ๓ กม. รองเท้าที่มีอยู่ ก็เริ่มรู้สึกว่า ไม่น่าจะใช่แล้ว แต่ก็ยังทนใช้ไปก่อน ผ่านไปได้สักสัปดาห์ของการวิ่ง ผมก็รู้สึกคันขึ้นมาแล้วว่า เราจะวิ่งได้มากแค่ไหน ผมมีประสบการณ์ไม่ดีเรื่องวิ่งมา ๒ ครั้งใหญ่ในชีวิตที่ผ่านมา ณ จุดนั้น

อันแรกคือ วิ่ง ๖ กม ที่โรงเรียน สมัยเป็นนักเรียน AFS ที่ออสเตรเลีย ลองไปลงวิ่งดู เข้ามาน่าจะเป็นคนสุดท้ายของคนที่ลงทะเบียนแข่งทั้งหมด เกือบตาย พักเดินตั้งเยอะ แถมยังต้องไปวักน้ำข้างถนนมาลูบตัว เพราะร้อนมาก จนแทบไม่ไหว แต่ก็ฮึดสู้ ในจังหวะสุดท้าย เพราะมีเพื่อนนักเรียนวิ่งแซงแล้วแซว ก็เลยฮึดขึ้นมา แต่ก็จำขึ้นใจว่า ๖ กม. คือสุดๆแล้วที่เราทำได้ (แบบทุลักทุเลมากๆ) และแทบจะสาบส่งการวิ่งไปเลย

อีกประสบการณ์หนึ่ง คือ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว บ้านแม่ผมอยู่ซอยหลังสวน สวนลุมพินีเป็นสถานที่ที่ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่า ล่าสุดที่ผมเคยลองวิ่งที่สวนลุม คือ ประมาณ มิถุนายน ปี ๒๕๓๕ ช่วงปิดเทอมมหาวิทยาลัย แล้วว่างมาก จนเช้าวันหนึ่งไปลองวิ่งดู พบว่า เกือบตาย วิ่งเหนื่อยมากๆ  วิ่งจนครบรอบ แต่ก็เหนื่อยจนแทบเป็นลมไปเลย จำได้ว่า ไปนั่งนิ่งๆข้างทางเดินอยู่นานมาก เดินแทบไม่ไหว ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก่อน นึกอยากไปวิ่ง ตอนเช้า ก็ออกไปเลย ที่จำเดือนได้ เพราะจำได้ว่า มีเงินติดกระเป๋าอยู่ ๒๐ บาท ซื้อน้ำ ๑ ขวด และซื้อ The Nation มาอ่านข่าว NBA Final ระหว่าง Chicago Bulls – Portland Trail Blazers อยู่ อ่านข่าวแบบเหนื่อยๆ แล้วก็บอกตัวเองว่า ลิมิตเราจริงๆ ไม่ใช่ ๖ กม. แล้ว แต่เป็น ๑ รอบสวนลุม ซึ่งตอนนั้น จำไม่ได้แล้วว่า กี่กิโลเมตร แต่ไม่มีทางเกิน ๖ กิโลเมตรแน่ๆ

ผ่านมา ๒๐ ปี พอดี (บังเอิญจริงๆ เขียนไปก็อมยิ้มไป เพราะนึกไม่ถึงเหมือนกัน) คราวนี้ เดินมา ๑ เดือนแล้ว วิ่งมาเกือบอาทิตย์

“เราจะวิ่งผ่านจุดที่เราเคยเจอว่าเป็นลิมิตสมัยหนุ่มๆได้หรือเปล่า” เป็นคำถามที่ค้างคาใจจริงๆ อย่ากระนั้นเลย กลับไปลองใหม่ดีกว่า กลับไปสวนลุมนี่แหละ แล้วก็ถือว่า ไปกินข้าวกับแม่ด้วย ถ้าไม่ไหว ก็นอนเล่นบ้านแม่ก่อนได้

๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เป็นวันดีเดย์ ลูกเมีย ตามมา แบบงงๆ คุณพ่อและสามีกำลังทำอะไรอยู่ แต่ก็ไม่ว่าอะไร พอมาถึงสวนลุม ถึงได้ทราบว่า ๑ รอบที่สวนลุม เป็นระยะทาง ๒.๕๔๓ กิโลเมตร ซึ่งน่าจะเป็นระยะที่ผมทำได้ ไม่ต้องจรดจ้องนาน ว่าแล้วก็ลุยเลย

ครบรอบครับ ครบแบบไม่เหนื่อยมากอย่างที่กลัวไว้ ด้วยความดีใจ ครบแล้ว ก็ไม่หยุด ขอวิ่งต่อ ต่อไปได้สักครึ่งรอบ ก็รู้สึกว่า น่าจะพอได้แล้ว สำหรับครั้งแรก ไม่อย่างนั้น อาจจะเจ็บได้ ก็เลยหยุดการวิ่งครั้งแรกที่สวนลุมที่ ๑ รอบครึ่ง ระยะทางประมาณ ๓.๗ กิโลเมตร ไม่น่าเชื่อแฮะ

จะว่าไป ก็ต้องขอบคุณพี่ๆน้องๆ เพื่อนฝูงหลายๆคนที่มาให้กำลังใจผ่านทาง Facebook หลายๆคนเตือนให้ระวังอาการเจ็บ บางคนบอกว่ีา ไม่ต้องห่วง โรงพยาบาลจุฬาฯอยู่ติดกัน ไปได้เลย มีพี่หนูหริ่งมาให้กำลังใจดีมาก บอกว่า ไม่ยากหรอก เธอยังทำได้เลย ฟังแล้วรู้สึกดี เพราะเธอแก่กว่าเรา 😛 น้องบางคนก็บอกเรื่องของเวลาว่า น่าจะอยู่ในช่วงเท่าไร ผมจำไม่ได้จริงๆว่า ใช้เวลาเท่าไร เพราะมัวแต่ดีใจที่วิ่งจนจบ น่าสนุกแล้ว เราทำได้จริงๆ

ภาพประกอบที่เห็น เป็นภาพที่บันทึกจากโทรศัพท์มือถือในวันนั้น ก่อนจะเริ่มวิ่งสัก ๑๐ นาที

จากนั้น ก็แทบจะเรียกได้ว่า ไม่ได้สนใจเรื่องการเดินแล้ว หันมาออกกำลังกาย โดยการวิ่งอย่างเดียวจริงๆ การเดินขึ้นบันไดต่อวัน ก็ค่อยๆลดลงมาตามลำดับ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อก็ค่อยๆเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดเป็นอาการบาดเจ็บ ผ่านไปอีก ๑ สัปดาห์ คราวนี้ กลับมาใหม่ ในที่สุด สองรอบที่สวนลุม ๕ กม. เราทำได้แล้วแฮะ ใช้เวลา ๔๕ นาที (๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕)

และเมื่อคิดว่าจะจริงจัง ผมก็เริ่มมาให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ต่างๆมากขึ้น แล้วก็มาถึงเรื่องเสียเงินแล้วสินะ

โฆษณา

วิ่ง… (๑)

อุปกรณ์ FitBitแว่บแรกที่เห็นใน recommended list ใน Amazon.com ผมก็นึกสงสัยว่า เจ้า FitBit มันคืออะไร แต่ก็ไม่ได้สนใจมากนัก แต่จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า มีเพื่อนคนหนึ่งน่าจะใช้งานอยู่ เพราะเห็นใน Facebook แต่ผมก็จำไม่ได้ว่า เพื่อนคนไหนกันแน่ จากนั้น ผ่านมาหลายเดือน ผมก็เห็นเพื่อนคนที่ว่า คือ อุลิต มีสถิติรายวันลงใน Facebook ก็เลยเมล์ไปถาม ได้ว่าความว่า ใช้งานอยู่ แล้วก็ชวนให้ผมใช้ ผมสองจิตสองใจอยู่นาน ตัดใจไม่เอา แต่อุลิตก็เสริมว่า น่าสนใจนะ ผมไปลองดูวิดีโอของ FitBit ดู คิดไปคิดว่า ก็ลองแล้วกัน

Image

ภาพจาก endgadget

ก่อนจะไปถึงว่า ผมมาวิ่งได้อย่างไร ก็คงต้องแนะนำเจ้า FitBit นี่เสียก่อน เจ้า FitBit ที่ว่านี่ มันทำหน้าที่เป็น Pedometer ครับ มันทำหน้าที่นับการเดินของเรา อุปกรณ์แบบนี้ มีหลายยี่ห้อ หลายรุ่น แต่ที่ทำให้เจ้า FitBit แตกต่างจากคนอื่น คือ มันสามารถบันทึกข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ท ทำให้เราได้เห็นสถิติว่า แต่ละวัน เราเดินไปกี่ก้าว หรือประมาณกี่กิโลเมตร (ในชุดที่ให้มา จะมีแท่นชาร์จที่ทำหน้าที่ชาร์จต่อผ่าน USB  และส่งข้อมูลขึ้น http://www.FitBit.com ) เราสามารถเลือกที่จะเปิดให้คนอื่นมาดูได้แค่ไหน หรือปิด และเลือกได้ว่า จะแชร์ข้อมูลผ่าน social network (ตามสมัยนิยม) ทั้งทาง Facebook หรือ Twitter ก็ได้ ดูจากรูป ก็จะเห็นได้ว่า มันมีขนาดเล็กครับ พกพาง่าย ไม่ต้องชาร์จทุกวัน เก็บข้อมูลได้ประมาณ ๑ สัปดาห์ (ถ้าเราเดินทางและไม่สามารถเข้าอินเตอร์เน็ทได้) นอกจากนี้แล้ว ในรุ่นปัจจุบัน มันยังมีฟังก์ชัน altimeter วัดระดับความสูงได้ ประเมินได้ว่า เราเดินขึ้นบันไดไปแล้วกี่ชั้น หน้าจอของมัน สามารถกดดูข้อมูลได้ตลอดเวลา เราสามารถดูได้ว่า วันนี้ เราเดินไปแล้วกี่ก้าว ขึ้นสูงไปแล้วเท่าไร นอกจากนี้ เราสามารถตั้งให้มันวัดคุณภาพการนอนของเราด้วย โดยใส่เจ้า FitBit เข้าไปในสายรัดข้อมือ และกดให้มันจับเวลาก่อนนอน เมื่อตื่นขึ้นมา ก็กดหยุดเวลา มันจะประมวลผลของการนอนทั้งหมดว่า ใช้เวลาเท่าไร และขยับตัวมากน้อยขนาดไหน จากเวลาที่เราเข้านอน ๗ ชั่วโมง เราได้นอนนิ่งๆจริงๆ ประมาณเท่าไร (จากการใช้งานเจ้า FitBit มาสี่เดือน ผมเห็นว่า เจ้า FitBit เป็นตัวประเมินที่ดีนะครับ แต่ไม่ได้แม่นยำถึงขนาดว่า เอาไปอ้างอิงได้ แต่เมื่อมีข้อมูลติดต่อกันมาระยะหนึ่ง เราก็พอจะเห็น Pattern ของพฤติกรรมของเราได้อยู่) ข้อเสียอีกอย่างของมัน คือ ถ้าเราอยู่ในสถานะการณ์ที่กระเทือนเยอะ เช่น นั่งรถตู้ทางไกล เจ้า FitBit นับเพี้ยน เกินเลยไปเยอะเลยครับ ทั้งจำนวนก้าวและจำนวนชั้น

หลังจากที่ได้รับ FitBit มาใช้งานแล้ว (ผมฝากน้องสาวผมที่อยู่อเมริกาหิ้วกลับมาให้) ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ปีนี้เอง ผมคิดว่า สิ่งที่ผู้คิดค้น FitBit ตีโจทย์แตกละเอียดเลย คือการบันทึกลงในอินเตอร์เน็ทนี่แหละครับ ผมอ่านหนังสือเรื่อง The Power of Habit แล้ว ทำให้นึกถึงเจ้า FitBit เลย มนุษย์เรามักจะโดนกระตุ้นให้ทำอะไรสำเร็จได้ เมื่อเห็นตัววัดที่ชัดเจน จนนำไปก่อให้เกิดพฤติกรรมที่นำไปสู่การกระทำเป็นกิจวัตร พอเดินไปสักสัปดาห์หนึ่ง ผมก็พบว่า ตัวเองค่อนข้างติดการดูสถิติของมันอย่างจริงจัง เพราะมันเป็นสถิติของเราเองเลย คนทำ FitBit เขามีจิตวิทยาครับ เขาไม่ได้ตั้งตัววัดของเราเปล่าๆ เขาตั้งค่า Benchmark กลางๆไว้ครับว่า วันหนึ่ง เราน่าจะเดินได้ 10,000 ก้าว และขึ้นบันไดทั้งหมด 10 ชั้น ผมพบว่า ผมเดินอยู่ที่ประมาณ 4,000 ก้าวต่อวัน แต่ขึนบันได้อย่างมาก ก็ 1 ชั้นครับ ซึ่งก็นำมาสู่ข้อสงสัยต่อมาว่า ถ้าจะเดินให้ได้วันละ 10,000 ก้าวอย่างที่เขาตั้งไว้ มันจะยากมากไหม ว่าแล้วก็ใส่รองเท้าผ้าใบ ที่เราไม่ได้ใส่มานาน มาลองเดินดู หลังทานข้าวเย็นเสร็จ

ผมอยู่คอนโดมิเนียมครับ ในคอนโดฯ มีสองตึก ตึกละประมาณ ๓๐ ชั้น ผมเริ่มจากเดินในแนวราบ รอบๆสวนลอยที่เชื่อมสองตึกเข้าด้วยกัน พบว่า หนึ่งรอบ ใช้ประมาณ 400 ก้าว ถ้าจะเดินให้ได้ อีก 6,000 ก้าว ก็อีกหลายรอบอยู่ ก็เลยลองเดินไปตามชั้นต่างๆของตึกด้วย ระหว่างที่เดิน ก็ฟังพอดคาสท์ที่เราฟังประจำอยู่แล้วไปด้วย

จากการลองเล่นๆ ก็เริ่มเป็นกิจวัตร พบว่า เราทำได้ 10,000 ก้าว ไม่ได้ยากอย่างที่คิด จากที่เดินในแนวราบ เห็นทิวทัศน์เดิมๆ ก็กลายเป็นเดินตามลานจอดรถ สะสมชั้นที่เดินขึนด้วย จากจุดนี้ 10 ชั้น ก็ไม่เห็นจะยากตรงไหน อย่ากระนั้นเลย ลองเดินทั้งตึกดูดีไหม เอ๊ะ 30 ชั้น ก็ไม่ยากนี่หว่า แต่ที่สำคัญ อย่าเดินลง เพราะน้ำหนักจะลงเข่าเต็มๆ ทำให้พังง่ายขึ้น เดินขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ทั้งจำนวนก้าว จำนวนชั้น และเห็นว่า คอนโดเรา ก็มีห้องที่มีเลย์เอาท์จากภายนอกที่แปลกตาออกไปเหมือนกันนี่หว่า แถมมีคนลักลอบเลี้ยง สุนัขไว้ด้วยวุ้ย เนืื่องจากคอนโดที่อยู่เป็นคอนโดแรกของเมืองไทย ทางเดินหนีไฟ และทางเดินบันไดธรรมดา มีแยกกัน แถมมีบันไดหนีไฟถึง 2 ด้านต่อตึก ทำให้แต่ละชั้น มีบันไดให้เดินถึง 3 ทาง ผมเดินอย่างมีความสุข จากพอดคาสท์ที่ดองมา ไม่ได้ฟังหลายรายการ ก็ทยอยฟังจนหมด จนต้องมาฟังเพลงทั้งใหม่และเก่า ปนกันไป มารู้ตัวอีกที 1 เดือนผ่านไป ผมเดินเฉลี่ยวันละ 10,000 ก้าว 60 ชั้น สบายๆ ใช้เวลาวันละ 1 ชั่วโมง เมื่อเดินเสร็จ ก็ไปจัดรายการ ช่างคุยรายวัน กับกั้ง อย่างสบายๆ ทั้งหมดนี้ ก็ยังเป็นการเดิน โดยมีเจ้า FitBit และ iPod Touch + หูฟัง เป็นอุปกรณ์พกพา ทั้งลูกและภรรยา เริ่มทำใจรับได้กับพฤติกรรมของคุณพ่อและสามี ที่ต้องออกไปเดินไหนต่อไหน หลังมื้อเย็น สุขภาพไม่ได้ดีขึ้นเท่าไรนัก น้ำหนักก็เท่าเดิม แต่ที่เปลี่ยนไป คือ เหนื่อยน้อยลง แหงล่ะ เดินมาเดือนหนึ่งแล้วนี่ ร่างกายคงปรับตัวได้บ้างน่ะ

สิ่งหนึ่งที่ผมตั้งใจไว้และเป็นความคิดที่มีมานานมากแล้วคือ ผมจะทำแค่เดินเท่านั้น เพราะผมเกลียดการวิ่งมาก มันน่าเบื่อและเสียเวลา คิดแบบนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เจอเพื่อนๆ ผมก็ชวนให้ลองใช้ FitBit แต่ก็บอกไปว่า ที่จะไม่ทำต่อไป คือวิ่ง เพราะ “กูไม่ชอบ”

หาหนังให้ลูกดู

ตอนนี้ ลูกๆอายุ ๙ และ ๑๑ ขวบแล้ว ดูหนังเป็นเรื่องๆมา ก็หลายเรื่องแล้ว วัยเกินที่จะดูแต่ animation ไปหลายปีแล้ว ผมลองหาหนังที่เด็กๆน่าสนุกในแนวคิด มาให้พวกเขาดูหลายเรื่อง พบว่า เด็กๆค่อนข้างติดใจทีเดียว บางเรื่องก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ไปหาหนังสืออ่านต่อ ก็เลยอยากมาเขียนเก็บไว้ในนี้ เผื่อหลายๆท่านอาจจะไปลองหามาให้เด็กๆดูบ้าง

Bill & Ted’s Excellent Adventure – เรื่องนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 1989 โดยมีคุณ Keanu Reeves แสดงเป็นหนึ่งในตัวเอก ยังเป็นวัยรุ่นอยู่เลย เรื่องนี้พูดถึงนักเรียนมัธยมปลายสองคน ที่มีพฤติกรรมไม่ตั้งใจเรียน และมีแนวโน้มว่าจะสอบตก ก็เลยโดนคุณครูสอนประวัติศาสตร์ ให้การบ้าน ไปหาประวัติบุคคลสำคัญของโลก และสมมติดูว่า ถ้าคนเหล่านี้ มาอยู่ในโลกปัจจุบัน พวกเขาจะรู้สึกอย่างไรบ้าง ก็เลยมีเหตุการณ์ให้มีบุุคคลในอนาคต หา Time Machine ให้ทั้งสองหนุ่ม กลับไปหาบุคคลเหล่านั้น มาจริงๆ ไม่ได้มาคนเดียว มากันหลายคนเลย นโปเลียน โซเครตีส บิลลี่ เดอะคิดส์ ซิคมัน ฟรอยด์ ญอณ ออฟอาร์ค อับราฮัม ลินคอนท์ และ บีโทเฟน ทั้งสองหนุ่มก็เลยจับบุคคลเหล่านี้ กลับมาที่โรงเรียน และให้ช่วย present การบ้าน บนเวที สร้างความเฮฮา ทั้งในห้องเรียน และผู้ชมหนังเป็นอย่างดี หนังดูเบาๆ ไม่จริงจัง แต่ที่ทำให้คุณพ่อปวดหัว ก็ตอนที่ต้องมาเล่าว่า บุคคลสำคัญเหล่านี้ มีความเป็นมาอย่างไรบ้าง แต่ก็ทำให้เด็กรู้สึกสนุก และได้ความรู้ดี ไปอีกแบบ

Groundhog Day เรื่องนี้ ผู้ใหญ่ชอบและเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่า เด็กๆจะสนุกและเข้าใจไหม ปรากฏว่า เด็กชอบมาก ฮากันไม่หยุดไม่หย่อน เมื่อพบว่า ทำอย่างไร ก็กลับมาที่เดิม ผมไม่แน่ใจนักว่า ลูกๆจะเข้าใจความหมายในการปรับตัวของตัวเอกในเรื่องหรือเปล่า แต่พล็อตเรื่อง ก็ทำให้เด็กเพลินไปได้ และเชื่อว่า เมื่อพวกเขามาดู ตอนโตขึ้น คงจะเข้าใจความหมายที่ซ่อนไว้ในเรื่องมากขึ้นไปอีก

Bruce Almighty หลังจากที่ลูกๆชอบบ่น อยากทำโน่นได้ อยากทำนี่ได้ ก็เลยลองให้ดูหนังที่ตัวเอกได้เป็นพระเจ้าสักพักดูบ้าง จะได้รู้ว่า การเป็นพระเจ้าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การแสดงของ Jim Carrey มุขตลกที่สามารถเสกอะไรก็ได้ ตามใจชอบ ทำให้เฮฮามาก

Liar Liar อีกเรื่องของ Jim Carrey ที่ลูกๆชอบมาก การที่พ่อไม่สามารถโกหกหนึ่งวัน กลายเป็นความขำขันเฮฮา แม้เด็กๆจะยังไม่เข้าใจนักว่า การเป็นทนายความกับการพูดความจริงให้ครบ เป็นเรื่องที่ไม่เข้ากันอย่างไร แต่การที่ทำอะไรออกไป แล้วต้องออกมายอมรับความจริงตลอดเวลา ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ยาก และก็สามารถทำให้เป็นเรื่องตลกได้ เขียนบทกันเก่งจริงๆ

Truman Show คิดอยู่นานว่า ลูกๆจะเข้าใจเรื่องนี้ไหม ปรากฏว่า นอกจากจะเข้าใจแล้ว ยังสามารถเรียกน้ำตาในตอนจบจากเด็กทั้งสองคนได้ ทั้งสนุกสนาน เฮฮา และซาบซึ้ง ปนๆกันไป

Back to the Future ผมเคยลองเรื่องนี้ให้ลูกๆดูเมื่อสองปีที่แล้ว เด็กๆดูจะไม่สนใจนัก ดูก็ไม่จบ เพิ่งนำมาให้ดูใหม่ เมื่อไม่กี่วันก่อน คราวนี้ ติดใจและดูทั้งสามภาคในเวลาสองสามวันเท่านั้นเอง ต้องมีบางตอนเหมือนกัน ที่ผมต้องหยุดเรื่องอธิบายให้เด็กๆเข้าใจ แต่โดยรวมๆแล้ว เด็กเข้าใจเนื้อหาหลัก และแน่นอนว่า ตอนจบ ต้องหันมาถามพ่อว่า Time Machine นี่สร้างยังไง

Gremlins 1-2 ความสนุกแบบน่ารักปนโหดนิดๆ

Stand by Me เนื้อหาไม่เด็กนัก แต่ก็พอจะทำให้้เด็กสนใจได้ จะว่าไป ก็เป็นหนังผู้ใหญ่ทีเดียว เพลงเพราะ แต่เรื่องนี้ ต้องคอยอธิบายเป็นระยะว่า เกิดอะไรขึ้น หนัง coming-of-age จริงๆ

Home Alone ความทรงจำดีๆในวัยเด็กของคุณพ่อ ที่พบว่า เด็กๆเองก็ชอบมากๆด้วย ให้ลูกดูเมื่อประมาณสองสามปีที่แล้ว ลองให้ดูภาคแรกไปได้สักครึ่งเรื่อง แล้วหยุด เด็กๆบอกว่า อย่าหยุดครับพ่อ เรื่องนี้ เขาสร้างให้พวกเราดูโดยเฉพาะเลยนะครับ ตามมาถึงภาคสอง เด็กๆก็ยังดูสนุกอยู่

Amadeus เนื้อเรื่องไม่ยาก เพลงเพราะ เสียงหัวเราะของตัวเอกมีเอกลักษณ์จนเด็กติดใจ แต่เรื่องนี้ต้องคอยอธิบายเป็นระยะๆ แต่ก็ทำให้เด็กรู้จัก Wolfgang Amadeus Mozart มากขึ้น

Babe พอเห็นหมูพูดได้ เด็กก็หยุดทุกอย่าง แล้วก็มาช่วยกันเชียร์เจ้าลูกหมูที่แสนน่ารักนี้ในตอนจบ

Honey, I Shurnk the Kids (1, 2 & 3) เนื้อหาเข้าใจง่าย หนังสำหรับเด็กจริงๆ

Top Secret และ Airplane ให้ลูกๆดู เพื่อให้รู้ว่้า ตลกแบบนี้ ก็มีในโลก ฉากที่คนในรถไฟโบกมือบายบาย กับคนที่สถานี เพื่อที่จะพบว่า เป็นสถานีรถไฟขยับไปทั้งสถานี โดยที่รถไฟอยู่กับที่ ทำเอาเด็กๆเหวอ และฮาลั่น

Be Kind, Rewind เด็กรุ่นนี้ ไม่รู้จักเครื่องเ่ล่นวิดีโอแบบ VHS แล้ว แต่การที่ตัวเอกของเรื่อง ต้องออกมาถ่ายทำ Ghostbuster และแสดงเอง โดยใช้เครื่องบันทึกวิดีโอแบบโง่ๆ เพราะว่า ตัววิดีโอที่มีให้เช่า พังไปแ้ล้ว และไม่รู้จะหาหนังที่ไหนมาให้เช่าดี ก็ทำให้เด็กเหวอได้ไม่ยาก เสียดายที่ตอนท้ายของหนัง ออกไปในแนวดรามา มากกว่าที่จะเป็นแนวตลก เด็กๆเลยดูจะหมดความสนใจไปนิดในตอนท้าย

มีอีกหลายๆเรื่องที่อยากให้ลูกๆดู แต่ดูเหมือนเด็กจะยังไม่สนใจนัก เช่น Big แต่ก็ไม่เป็นไร ค่อยๆเปิดให้ดู พวกเขาคงจะสนุกและชอบไปเอง

๒๔. ช่างคุย ตอน Japanese AV 1 และ 2

JAV 1 และ 2 (ธันวาคม ๒๕๕๓)

ผมจำไม่ได้จริงๆว่า เรานัดกันได้อย่างไร จำได้แต่ว่า ชวนกันเล่นๆ ไปๆมาๆ หลายๆคน มีรัฐ สุภาพ (http://www.Twitter.com/rudsooparb) ด้วยแน่ๆ แต่ผมจำไม่ได้ว่า ผมชวนภาวุธ (http://www.Twitter.com/pawoot) และศุภเดช (http://www.twitter.com/ripmilla) มาได้อย่างไร (น่าจะเป็นการชวนหลังจากบันทึก Entrepreneur)  แต่คิดว่า ตอนแรกที่เราชวนกันมา มีรัฐ ภาวุธ และศุภเดช  เท่านั้นเอง โดยกำหนดสถานที่ว่า ขอใช้ Tarad.com โดยที่ผมเองก็ไม่เคยไปมาก่อน แต่คิดว่า น่าจะมีห้องประชุมให้ใช้ได้ โดยไม่คิดว่าจะเป็นห้องสัมมนาด้วย ซึ่งเหมาะมาก

พอถึงวันบันทึก ปรากฏว่า ทั้ง ป้อม (ภาวุธ)และโก๋ (ศุภเดช) ติดงานของสมาคมเว็บฯ ทำให้ต้องเลื่อนการบันทึกออกมาเป็นตอนเย็นๆ กว่าจะได้บันทึกวันนั้น ก็น่าจะประมาณ หกโมงเย็น โดยก่้อนที่จะบันทึกไม่กี่ชั่วโมง เจ้าโก๋็ก็โทรเข้ามา ขออนุญาติพาเพื่อนมาอีกคน บอกว่า “คนนี้ ผมรับรองครับพี่ ตัวจริงหนังญี่ปุ่น” เมื่อถึงเวลา โก๋ก็แนะนำเพื่อนให้รู้จัก บอกว่าชื่อ แมว (กนล หรือ http://www.twitter.com/porpeangseller ต่อมาเปลี่ยนเป็น http://www.twitter.com/MrMaew) ถ้าผมจำไม่ผิด เจ้าแมวไม่รู็จักช่างคุยเลย แต่ด้วยความที่เป็นคนรู้เรื่องนี้จริงๆ ก็เลยมีข้อมูลออกมาแน่นๆจริงๆ รัฐกับป้อม ก็เพิ่งจะรู้จักกันวันนั้นเอง โดยที่รัฐไม่รู้จัก Tarad.com มาก่อนด้วยซ้ำ

เนื่องจากว่า ในวันนั้น ภรรยาผมมีธุระเรื่องงาน ทำให้ผมต้องพาลูกทั้งสองคน มาบันทึกรายการด้วย นึกแล้วก็ตลก ที่ต้องมาบันทึกเรื่องแบบนี้ โดยมีลูก ๒ คนวิ่งเล่นอยู่หลังห้องประชุม โชคดีที่วันนั้น ได้อุ้มมาช่วยงาน โดยมีผม ไท ทัน และอุ้ม มาถึงที่ตึก Tarad.com ก่อน ให้โชคดีว่า เจอแม่บ้านของตึก ที่กำลังจะปิดตึกพอดี ทำให้เราสามารถเข้าไปจัดสถานที่ก่อนที่ ป้อมจะมาได้ (โดยผมโทรไปให้ป้อมช่วยคุยกับแม่้บ้่าน)

การเตรียมการ ไม่ยากมากนัก เพราะเป็นห้องสัมมนา มีระบบเสียงอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ห้องใหญ่และมีแอร์เปิด (สำคัญมาก สำหรับรัฐ) ผมกับรัฐช่วยกันออกค่าพิซซา เพื่อรองท้องให้ผู้ร่วมรายการได้กินกันก่อน

สรุปว่า เรามีคนร่วมรายการทั้งหมด ๕ คน คือ รัฐ ป้อม โก๋ แมว และ ผม โดยมีอุ้มและวิทย์ มาช่วยบันทึกรายการเหมือนเดิม ผมออกจะไม่พอใจลักษณะของห้องอยู่นิดที่เป็นห้องพื้นปูน เสียงก้อง และเรามีไมค์ไม่ครบคน แต่ก็ถือว่า ไม่แย่เกินไปนัก

เราบันทึกรายการแบบมีหัวข้อเล็กน้อย เพราะผมนึกไม่ออกจริงๆว่า เราจะคุยเรื่องอะไรกัน มันดูแล้ว ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่คุยกันเป็นชั่วโมงๆได้ และไม่ใช่เรื่องที่จะมีคนที่ไหน จะยอม(หน้าด้าน)เปิดเผยหน้าตา ตัวตน เล่าเรื่องแบบนี้ออกอากาศ ผมก็เลยใส่หัวข้อเข้ามานิดหน่อย ส่วนรัฐเอง ก็ทำการบ้านมาบ้่าง โดยมีรูปภาพประกอบ ในแบบที่ผมไม่กล้านำออกอากาศได้ โชคดีที่คุณภาพของภาพลดลงไปมาก เมื่อนำขึ้นโปรเจ็คเตอร์เป็นฉากหลัง และบันทึกผ่านวิดีโอด้่านหน้าอีกที

ใครจะไปนึกว่า เจ้าสี่คนนี้ สามารถหาเรื่องมาคุยได้ เกือบๆ ๒ ชั่วโมง โดยที่อยู่ๆ ก็มีผู้ร่วมรายการคนที่หก เดินเข้ามาร่วมรายการ ระหว่างบันทึกด้วย ซึ่งก็คือ เจ้าโบ๊ต (http://www.Twitter.com/Jetboat26) นั่นเอง ตามคำเชิญของป้อม และโบ๊ต ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สามารถให้ข้อมูลลื่นไหลไปในรายการได้เป็นอย่างดี ดูเหมือนว่า การทำหัวข้อต้องห้ามแบบนี้ กลายเป็นแหล่งปลดปล่อยของผู้ร่วมรายการ หลายๆครั้ง ดูเป็นการแย่งกันพูดด้วยซ้ำ ฟังแล้วเฮฮาไปอีกแบบ

แล้วก็ไม่น่าเชื่อว่้า เราคุยกันไปเกือบ ๑ ชั่วโมง ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดเรื่องคุย เราเลยต้องพักกันนิดหน่อย แน่นอนว่า ลีลาการพูดไป Tweet ไปของป้อม ทำให้ #Changkhui กลายเป็น talk of the town ในหมู่ผู้ใช้ทวิตเตอร์ในเมืองไทยขึ้นมาทันที ระหว่างนั้น ภรรยาผม ก็ตามมา แล้วก็รับลูกกลับไปก่อน เพราะเด็กๆไม่ค่อยมีอะไรให้ทำมากนัก (อีก ๑๐ ปีข้างหน้า ไทกับทันอาจจะนึกเสียใจก็ได้)

วันนั้นเป็นอีกวันที่เหนื่อยมาก แม้จะไม่ได้ต้องดู production มากนัก เพราะมีอุ้มและิวิทย์อยู่ แต่ก็เหนื่อยอยู่ดีในฐานะโปรดิวเซอร์ ที่ต้องนึกอยู่ตลอดว่า จะต้องทำอะไรต่อ และดูเหมือนว่า ความคาดหวังของทั้งคนพูดและคนที่ตามข่าวจากทวิตเตอร์ จะอยากให้ปล่อยเทปเร็วๆ ผมก็ยิ่งอยากกลับไปทำ post-production เร็ว เพื่อบันทึกเสร็จแล้ว ผมก็เลยรีบกลับ โดยลืมคิดไปว่า น่าจะไปทานอาหารร่วมกันหน่อย

ผมรีบกลับมา post-production อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อทำเสร็จแล้ว ผมกลัวมากที่จะปล่อยเทปนี้ออกไป เพราะเป็นหัวข้อที่หมิ่นเหม่ จะโดนต่อว่า แต่อารมณ์สนุกมีมากกว่า ประกอบกับการที่เราทำรายการมากว่า ๔ ปีแล้ว (ในเวลานั้น) น่าจะทำให้เราไม่โดนต่อว่ามากนัก ที่ผ่านๆมา เราก็ทำอะไรที่สนุก ไม่น้อย น่าจะมีผู้รับชมหลายๆท่านรับได้ และการที่ผมใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง ใส่เบอร์โทรศัพท์ติดต่อไว้ น่าจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบแล้ว ในระดับหนึ่ง

ผลตอบรับออกมา กลายเป็นดีมากๆ แทบจะไม่มีใครมาต่อว่าในแง่เสียๆหายๆเลย จะมีบ้าง ก็ในแง่ข้อมูลที่ผิดพลาดมากกว่า (ซึ่งเป็นเรื่องที่เราเจออยู่แล้วทุกตอน) ผมนึกไม่ถึงว่า จะมีผู้ฟังบางท่านบอกว่า นำเทปนี้ไปเปิดในรถ ฟังกันทั้งพ่้อ แม่ และลูก หัวเราะกันทั้งคันอย่างสนุกสนาน ทำให้การเดินทางไปต่างจังหวัดในช่วงปีใหม่ ไม่น่าเบื่อเลย จะว่าไป ก็มีผู้ฟังไม่น้อยเลย บอกว่า รู้จัก ช่างคุย ครั้งแรก ก็เทปนี้ เราควรจะดีใจไหมเนี่ย

ไว้ต่อ entry หน้านะครับ

๒๓. ขอบคุณทุกท่านสำหรับน้ำใจ

Thank you

พวกเราขอขอบคุณ

ครบรอบ ๕ ปี เราทำรายการวิดีโอมาได้ปีกว่าๆแล้ว เจ้า MacBook Pro เครื่องเก่า  (ที่ได้รับความช่วยเหลือจากพี่จิ๋ว นายแพทย์พูลศักดิ์ ไวความดี) ก็ถึงเวลาปลดระวางเสียที หลังจากที่แสดงอาการมาพักใหญ่ เมื่อต้อง render วิดีโอไฟล์ใหญ่ที่ต้องตัดต่อกันเยอะหน่อย

หลังจากที่ประกาศขอความช่วยเหลือผ่านทางรายการและหน้าเว็บ หลายๆท่านก็หยิบยื่นความช่วยเหลือให้มา จนในที่สุด เราก็สามารถหาเครื่องใหม่ได้แล้ว ผมก็เลยให้ ไทกับทัน มายกมือไหว้ขอบคุณลุง ป้า น้า อา และพี่ๆทั้งหลายที่มาช่วยคุณพ่อด้วย (ไม่อย่างนั้น คุณพ่อก็คงต้องไปเอาค่าของเล่นของลูก มาซื้อเพื่อการนี้)

เครื่องแรก (เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๐) เป็นน้ำใจที่พี่ (หมอจิ๋ว) มีให้น้อง ส่วนเครื่องที่สองเป็นน้ำใจของเพื่อนๆและผู้ฟัง

ขอขอบคุณ

  • ผู้ไม่ประสงค์ออกนามให้ความช่วยเหลือ ๓๕,๐๐๐ บาท
  • ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ๕,๐๐๐ บาท
  • วง iHear ที่ช่วย ๘๐๐๐ บาท
  • หมอพูลศักดิ์ ไวความดี ๓,๐๐๐​ บาท
  • คุณพิพัฒน์ อังคนานุชาติ ๒,๐๐๐ บาท
  • คุณพร (ออสเตรเลีย) ๑๔๕๐ บาท
  • เบญจน์ คุณพัฒนดิษฐ์ คุณประยุทธ คุณยุทธนา คุณ P_Warawit ท่านละ ๑,๐๐๐ บาท
  • น้องซัน ๕๐๐ บาท
  • ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ๒๐๐ บาท
โดยรวมแล้ว ผมออกเองอีก ๑๐,๐๐๐ บาท และทางกั้ง Siampod.com ยังให้ RAM มาเพิ่มอีก 8GB คาดว่า เครื่องนี้ น่าจะอยู่ได้อีกหลายปีทีเดียว หลายๆท่านที่บริจาคมาใน Paypal นั้น ผนำไปจ่ายเป็น hosting หมดแล้ว (ปีละประมาณ ๑๒๐ เหรียญครับ)
เรายังรับบริจาคอยู่เรื่อยๆนะครับ รายละเอียดอยู่ที่หน้าเว็บ Changkhui.com อยู่แล้ว ขอบคุณทุกท่านมากครับ

๕๐ เรื่องที่อยากเล่าเกี่ยวกับช่างคุย

๑) ผู้ตั้งชื่อเว็บ คือ คุณพัฒนพงศ์ โดยเขียนไว้บนแผ่นดีวีดีเทปแรกที่นำไปทำการแปลงไฟล์จากกล้องวิดีโอมาให้ ผมเห็นแล้วเข้าท่าดี ตรวจสอบแล้วโดเมนยังว่างอยู่ ก็เลยตั้งชื่อนี้ซะเลย

๒) รายการไม่หลับไม่นอนเกิดจากการที่กานและอู๊ด นั่งรอเพื่อนๆบันทึกช่างคุยมาหลายสัปดาห์ ก็เลยทนเสียงรบเร้าของเพื่อนๆไม่ได้ ยอมมาบันทึกเทปแรกกัน

๓) ผมเพิ่งคุยกับรัฐ เมื่อเบ้แนะนำให้รู้จัก เมื่อสี่ปีที่แล้วนี่เอง ส่วนตอนอยู่มัธยมฯนั้น ไม่เคยคุยกันจริงจัง

๔) ทำมา ๕ ปี เว็บนี้ก็ยังเขียนแบบ HTML/CSS เพราะยังหาคนลง CMS เป็นจริงเป็นจังไม่ได้สักที

๕) ช่วงปีแรก เทปที่มีคนโหลดมากที่ของรายการช่างคุย คือ บวช (ตอน ๒๕) แต่หลังจากที่ตอน ๑๙๒ ออกไป สถิติทั้งหลายก็โดนทำลายลงอย่างราบคาบ

๖) รายการที่มีคนสนใจมากที่สุดของเว็บช่างคุยใน ๒ ปีแรก คือ คุยคุ้ยเต่า

๗) เงินบริจาคแรกที่เคยได้รับ คือ USD 50 ผ่านทาง PayPal โดยคนอเมริกันที่หัดภาษาไทย จากวัดไทยในต่างแดน

๘) คนฟังรายการที่ขอนัดเจออย่างเป็นจริงเป็นจังเป็นคนแรก คือ Felix Loesche ที่บินมาจากสมุย เลี้ยงอาหารและให้เงินด้วย

๙) คนฟังคนแรกที่รับเชิญมาออกรายการคือ เบน (@BenTale)

๑๐) เทปแรกทีี่บันทึกกับรัฐ ยาวเกือบๆ ๒ ชั่วโมง แต่ไม่เคยนำมาออกอากาศ เพราะเนื้อหาติดเรทมากๆ ในแง่ความรุนแรงทางเพศและเนื้อหา

๑๑) โลโก้แรกของช่างคุย ที่เป็นลูกบอลกลมๆ มีตัวหนังสือคาด ออกแบบและเขียนโดยภีญทรรศน์ (จ๊อบ)

๑๒) สมัยม.๔ ผมนั่งติดกับหนิง (รายการเรื่องบ้านบ้าน) ม.๕ ติดกับพัฒนพงศ์ (บอย ช่างคุย) ม.๖ ติดกับโกศล (ช่างคุย) ส่วนมหาวิทยาลัย อยู่ห้องเรียนและภาควิชาเดียวกับภีญทรรศน์ (จ๊อบ ช่างคุย)

๑๓) แขกรับเชิญหลายๆคนที่มาบันทึกรายการที่บ้านผม หลังจากที่เราทำเป็นรายการวิดีโอแล้ว มักจะพูดว่า “อ๋อ โต๊ะตัวนี้นี่เอง” เมื่อเดินเข้ามาในบ้านและเห็นโต๊ะบันทึกรายการ ซึ่งเป็นโต๊ะทานข้าวที่บ้านนั่นเอง

๑๔) ช่วงปีแรกที่บันทึกรายการแล้วพบว่า มีคนฟังจริงๆ เพื่อนๆสนุกกันมาก มีอยู่ครั้งหนึ่ง ไปทานข้าวบ้านยุทธ (คุยคุ้ยเต่า) แล้วแยกย้ายกันไปบันทึกรายการคนละห้อง โดยห้องหนึ่งบันทึกคุยคุ้ยเต่า และอีกห้องหนึ่งบันทึกเรื่อง ช่างคุยกับสถาปนิก (ซึ่งต่อมากลายเป็นเรื่องบ้านบ้าน)

๑๕) มีผู้ฟังที่สนใจฟังตอนกำลังภายใน แต่ผิดหวัง เพราะพบว่า รู้หมดแล้ว ก็เลยมาให้ความเห็นในเว็บบอร์ด พอทักกันไปนานๆเข้า เราถึงทราบว่า พี่ก๊องเป็นผู้ชนะรายการแฟนพันธ์แท้ ตอน โกวเล้ง เราก็เลยเชิญมาคุยในรายการไม่หลับไม่นอน

๑๖) ครั้งแรกที่ผมชวนกั้ง(Siampod.com)ทำรายการช่างคุยรายวัน กั้งตอบปฎิเสธทันที เพราะผมชวนบันทึกตอนตีห้า ทุกวัน

๑๗) คนที่แนะนำให้ผมรู้จักสฤณี (ยุ้ย) อาชวานันทกุล คือเบน (ผู้ฟังและแขกรับเชิญคนแรก) เพราะคิดว่า แนวทางน่าจะไปกันได้ดี

๑๘) ผมรู้จักพัชร เกิดศิริ (iHear) ในงาน CC Salon เพราะเม่น (@iMenn)แนะนำ โดยที่ผมก็เพิ่งทราบ ณ เวลานั้นว่า เม่นฟังช่างคุยด้วย

๑๙) หลังจากที่ตกลงเวลาได้ว่า น่าจะบันทึกรายการช่างคุยรายวันก่อนนอน กั้งก็บอกให้บันทึกเทปแรกในคืนนั้นทันที รวมเวลาตั้งแต่ชวนทำ จนเริ่มบันทึก ไม่ถึง ๑ ชั่วโมง

๒๐) MacBook Pro ที่ใ้ช้เขียนเว็บ บันทึกรายการ แปลงไฟล์ ได้รับการสนับสนุนจากหมอพูลศักดิ์ ไวความดี

๒๑) ช่างคุยกับหนุ่มเมืองจันท์ เลิกทำกันไป เพราะผมเดินทางไม่ไหวและไม่สามารถเตรียมสคริปท์ให้ดีได้เท่าที่ควร

๒๒) กว่าจะลงตัวกับไม่หลับไม่นอนได้ ผมเกือบจะเลิกๆทำรายการกับรัฐ เพราะนึกไม่ออกว่า จะให้มนุษย์สารพัดข้อมูลคนนี้จัดรายการอะไร และจะให้ใครสามารถจัดคู่ได้ จนเมื่อรัฐกับอู๊ดมาเจอกัน

๒๓) อู๊ด(ไม่หลับไม่นอน) เกลียดการบันทึกรายการแบบวิดีโอ

๒๔) เท่าที่เคยลองสืบๆดู ผู้ฟังรายการที่อายุน้อยที่สุด น่าจะอยู่ม.๒ ส่วนผู้ฟังรายการที่อายุมากที่สุด ยังประเมินไม่ถูก

๒๕) Blog แรกๆๅ ตั้งใจเขียนบันทึกความจำที่ทำรายการไว้ โดยเล่าประวัติการทำรายการ ตลอดจนวิธีการ กะว่าจะรวมรวมไว้เืพื่อพิมพ์เป็นเล่ม เผื่อดัง ผ่านมา ๕ปี ยังไม่ดัง และคงไม่มีคนขุดมาอ่านแล้ว 🙂

๒๖) เว็บแรกที่ช่างคุยไปประชาสัมพันธ์ คือ Siampod.com เพราะนิตยสาร GM (เดือนสิงหา ปี ๔๙) เขียนแนะนำ Siampod ไว้

๒๗) FordAntitrust ฟังรายการตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือที่พิษณุโลก จนจบมาทำงานในกทม และกลายเป็นผู้ร่วมจัดและทีมงานในที่สุด

๒๘) ช่างคุยยังไม่เคยได้จ้างใครให้ทำงาน อาศัยขอความช่วยเหลือกันตลอด

๒๙) เบน(@BenTale)เป็นผู้ออกแบบโลโก้ทั้งเว็บ นามบัตรและเสื้อช่างคุย (โปโล) โดยเธอออกเงินซื้อเสื้อด้วย โดยไม่เคยรับค่าแบบเลย

๓๐) พี่พิัพัฒน์ เป็นผู้ฟังรายการที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ให้ความช่วยเหลือทั้งซื้อเสื้อ บริจาคเงิน ซื้อของฝาก และอื่นๆอีกมาก

๓๑) เคยมีผู้ฟังเล่าให้ฟังว่า เป็นนักศึกษาอยู่ต่างประเทศ เลยเปิดรายการในบ้านเช่า จนเพื่อนๆที่อาศัยอยู่ด้วยกัน ติดรายการไปทั้งบ้าน

๓๒) ผู้ฟังจำนวนไม่น้อย ฟังรายการขณะออกกำลังกายในยิม หรือวิ่งรอบสนามอยู่ และหลายๆครั้งต้องออกกำลังกายเกิน หรือวิ่งเกินรอบ เพราะต้องการฟังรายการให้จบ

๓๓) รายการไม่หลับไม่นอน ตอนเพลงไทยยุค ๘๐ เป็นผลพวงจากการที่คุยกันระหว่างทานข้าว แล้วเพื่อนๆอยากร้องเพลง ก็เลยชวนกันบันทึกรายการ พร้อมเล่นกีตาร์ไปด้วย เสียดายที่ไม่มีวิดีโอในตอนนั้น เพราะลูกๆ ทั้งน้องไท และน้องทัน ซึ่งยังเล็กมากในตอนนั้น สนุกไปด้วย ขึ้นมาเต้นและหยิบกีตาร์เด็กเล่นมาเล่นด้วย จนเอ๋(คุยคุ้ยเต่า)บอกว่า กูขำลูกมึง

๓๔) เบญจ์ ไทยอาภรณ์ เป็นผู้ฟังอีกท่าน ที่ชอบรายการ จนเมล์และโทรมาคุย จนเกิดเป็นตอนเรียนบ้านนอก (ในรายการเรียนเมืองนอก) และหาของมาแจกหรือช่วยเหลือเสมอ เมื่อมีงาน

๓๕) ผมเคยสอนคนทำพอดคาสท์มา ๓ ครั้ง และพบว่า มันเป็นเรื่องยากพอสมควรที่จะให้คนทำเป็นทั้ง podcast production และ web production ในเวลา ๒ วัน

๓๖) ผมได้รับเชิญให้ไปพูดครั้งแรก เมื่อ ออยแห่ง DuoCore.TV ชวนไปคุยแนะนำเว็บที่ทำ internet tv ร่วมกับหลายๆเว็บ ที่ TK Park เมื่อต้นปี ๒๕๕๑

๓๗) รายการเรียนเมืองนอกเป็นรายการแรกที่ได้รับเสียงต่อว่า ทั้งนี้มีผู้ให้ความเห็นว่า เป็นรายการที่เป็นแนวอวดรวย ทำให้ผู้ฟังหมดหวัง

๓๘) ผมเคยได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากผู้ฟังในต่างประเทศมาสองสามครั้ง เพราะอยากคุยด้วย

๓๙) แม้รายการจะเป็นพอดคาสท์ แต่ไฟล์ที่มีคนโหลดมากที่สุดกลับเป็นไฟล์ PowerPoint ที่สอนการทำ presentation เพราะเคยรับเชิญไปสอนการทำ presentation ก็เลยนำสไลด์มาแปะหน้าเว็บ แม้ลิงค์นี้จะไม่มีในหน้าเว็บแล้ว แต่เว็บบอร์ดบางที่ ยังทำ link กลับมาที่ไฟล์อยู่ ผ่านมาสองปี ยังมีคนโหลดทุกวัน

๔๐) เคยมีคนโทรมาถามว่า ยังรับสอน presentation ไหม เพราะอ่านไฟล์นี้มา นึกว่าเป็น trainer อาชีพเพราะมีสไลด์สอนหนังสือ ทั้งๆที่ผมเคยสอนครั้งเดียว

๔๑) ผมเคยเขียนคอลัมน์รายเดือนให้ินิตยสาร Go Training เพราะภรรยาเป็นบรรณาธิกาบริหาร โดยไม่ได้รับค่าเขียน ดีใจมาก เมื่อภรรยาลาออกจากงานดังกล่าว เพราะจะได้ไม่ต้องคิดอีกว่า เดือนนี้ เราจะเขียนอะไรดี(วะ)

๔๒) ช่างคุยมีงานเลี้ยงครั้งแรก เมื่อครบ ๒ ปี เพราะในปีแรกนั้น ผมไม่มีเงินจัดเลี้ยง และไม่อยากรบกวนเพื่อนๆ

๔๓) ผมรู้จักอุ้ม (@MisterAum) ผ่านทางเบน (@BenTale) โดยที่ทั้งสองเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่ทำกิจกรรมด้วยกันทางธรรมศาสตร์ และอุ้มก็เป็นผู้ฟังช่างคุยมาก่อนด้วย

๔๔) ผมรู้จักส้ม (@MueNue) เมื่อตอนไปทำถ่ายทอดสดที่วาวี โดยเธอมาคุยด้วยเพื่อเรียนรู้ขั้นตอนในส่วนของการทำ web broadcast ก็เลยชวนเธอมาคุยใน ๕ ชอบ ๕ ไม่ชอบ แล้วก็มาทานหมูกะทะในกลุ่มของน้องๆที่มารู้จักกันในวงช่างคุย ซึ่งมี ฟอร์ด วิทย์ อุ้ม จนกลายเป็นชื่อเรียกกันเล่นๆว่า กลุ่มเด็กหลังห้องไปในที่สุด

๔๕) วิทย์ (@simplywit) เป็นเพื่อนกับ @Phz ซึ่งเป็นผู้ฟังช่างคุยทั้งคู่ ผมเจอปัญหาอาการหนักในเทปที่บันทึก ๕ ชอบ ๕ ไม่ชอบ อยู่เทปหนึ่ง ซึ่งวิทย์หาทางแก้ให้ได้ จนทำให้วิทย์ตกวังวนแห่งการโดนหลอกใช้มาจนถึงปัจจุบัน

๔๖) ถ้าไม่ได้ Twitter ผมคงไม่ได้รู้ัจักคนฟังมากเท่านี้

๔๗) มีคนเคยถามว่า ทำไมไม่ทำรายการเกี่ยวกับสังคม การเมืองๆ ผมคิดว่า ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ก็ทำมามาก ทำได้ดี และมีข้อมูลทางลึกมากพอแล้ว เราน่าจะทำเรื่องที่คนอื่นเขาไม่ทำกันมากกว่า ก็เลยไม่เคยคิดจะทำสักที

๔๘) รายการ Changkhui in English เป็นรายการที่อยากทำมากที่สุด แต่หาคนทำด้วยไม่ได้

๔๙) ยังมีรายการอีกมากที่อยากทำ แต่ก็ไม่รู้จะเอาเวลาและเงินที่ไหนมาทำแล้ว

๕๐) ขอขอบคุณน้องๆทีมงานอย่างไม่เป็นทางการที่มาช่วยงานหลายๆครั้งด้วย ได้แก่ เม่น (@meneeeee) กั้ง (@Kangg) อุ้ม (@MisterAum) ฟอร์ด (@FordAntitrust) ส้ม (@MueNue) วิทย์ (@SimplyWit) เม่น (@iMenn) Phz (@Phz) เบน (@BenTale) น็อต (@NotJiam)

RED โดย Sammy Hagar

ครั้งแรกที่ผมรู้จักและได้ฟังเพลงของวง Van Halen น่าจะเป็นเพลง Panama ในชุด 1984 ในรายการเที่ยงวันอาทิตย์ของคุณมาโนช พุฒตาล ฟังแล้วก็สนุกดี แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก มันไม่ใช่ดนตรีในแบบที่ผมฟัง หนักเกินไป อย่าว่าแต่ตอนนั้น ผมยังไม่ได้สนใจเพลงภาษาอังกฤษเท่าไรเลย ต่อมาในปี 1986 ขณะนั้น ผมฟังเพลงต่างประเทศแล้ว Van Halen ก็ิิิออกอัลบั้ม 5150 มาให้ฟังกัน พร้อมกับนักร้องนำคนใหม่ ชื่อ Sammy Hagar (อ่านว่า เฮการ์ นะครับ ผมก็เพิ่งทราบนี่แหละ) คุณ Sammy มาร้องนำทำหน้าที่แทนคุณ David Lee Roth (ที่ออกไปทำงานเดี่ยวของตัวเอง ในชื่อชุดว่า Eat’em and Smile โดยมีเพลงดังชื่อ California Girl)

และ Van Halen ยุค Sammy Hagar นี่แหละที่ผมรู้จักและได้สัมผัส 5150 เป็นชุดแรกด้วย

Hard Rock ไม่ใช่แนวเพลงที่ผมชอบมากนัก ฟังแล้วรกหู ไม่รู้เรื่อง และเหมือนไม่มีจังหวะ แต่ 5150 เป็นอัลบั้มที่ผมชอบ มีพลัง แนวดนตรีสวยงามและแฝงอะไรบางอย่างของยุค 80 อยู่นิดๆ (คงจะเป็นการใช้ Synthesizer) ผ่านมาเป็นสิบปี อัลบั้มนี้ ก็ยังเป็นอัลบั้มที่ยังเปิดฟังอยู่เนืองๆ มีเพลงหวานๆอย่าง Love Walks In เพลงสนุกๆอย่าง Dream, Summer Nights, Why Can’t this be Love? ชอบครับ

เนื่องจากว่า ผมไม่้ได้สัมผัส Van Halen ในยุคก่อนหน้านี้ ผมจึงรับภาพของ Sammy Hagar ที่เป็น Van Halen ได้เต็มที่ ไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอะไร วงดนตรีในแนวนี้ เวลาทำเพลงหวานๆเบาๆทีไร รู้สึกว่า โดนทุกครั้ง และคุณ Sammy Hagar มีส่วนทำให้ผมชอบ Love Walks In และ When It’s Love (ชุด OU812)

ผมฟัง Van Halen อยู่ชุดเดียว ต่อๆมา ไม่ว่าจะเป็น OU812, For Unlawful Carnal Knowledge, Balance หรืออื่นๆ ผมแทบไม่ได้ฟังเลย แต่ก็ทราบข่าวอยู่บ้าง พอมาเห็นคุณ Sammy Hagar ออกหนังสือชีวประวัติของตัวเอง และอยู่ในรูปแบบ audio book ด้วย ก็เลยลองดู เสียดาย แกไม่ได้อ่านเอง แต่ก็ยังสนุกอยู่ดี

สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนของ Sammy หรือ Van Halen หนังสือเล่มนี้อาจจะไม่สนุกเท่าที่ควร เพราะเนื้อหาจะเป็นเรื่องราวของวงการดนตรีที่คุณ Sammy เติบโตมา มีเรื่องราวของการทำธุรกิจอยู่บ้างเล็กน้อย การใช้ภาษาก็เป็นไปตามภาพลักษณ์ของนักดนตรีฮาร์ดร็อค มีการใช้คำสบถสาบาน แต่ก็ไม่ได้มากมายจนเกินไปนัก เล่าเรื่องแบบภาษาพูดพอสมควร แม้จะมีคนช่วยเขียนให้ แต่ก็ให้ความรู้สึกว่า ยังมีความดิบของการเล่าอยู่ในที บรรณาธิการไม่ได้ตัดต่อหรือเกลาจนสวยงาม คิดว่าเป็นความจงใจของของสำนักพิมพ์ เพื่อไม่ให้ดูปรุงแต่งจนเกินไป

บทนำของหนังสือก็ทำให้หนังสือดูน่าสนใจขึ้นมาทันที เพราะเขียนโดย Michael Anthony มือเบสดั้งเดิมของวง Van Halen ผู้ที่มีบทบาทหรือสีสันน้อยที่สุดของวง และโดนไล่ออกจากวงโดยทราบข่าวจากทางสื่อ เหมือนแฟนเพลงคนอื่นๆ เขาเปิดเรื่องด้วยการเล่าความรู้สึกประสบการณ์ระหว่างที่อยู่ร่วมวงกับ Sammy Hagar และความรู้สึกไม่พอใจที่ได้รับการปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสองของวง ตรงและดุดัน

คุณ Sammy เล่าเรื่องตั้งแต่ประวัติของครอบครัวตอนเด็ก ความลำบากของที่บ้านที่มีพ่อเป็นทหารผ่านศึกขี้เมา แม่ต้องเลี้ยงลูกสี่คนอย่างยากลำบาก และโดนพ่อทำร้ายจนสุดท้ายก็ต้องพาลูกๆหนีไปอยู่ข้างนอก และปล่อยให้พ่ออยู่คนเดียว(จนถึงวันตาย และตายอย่างอนาถพอสมควร) คุณ Sammy เองก็ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาตั้งแต่ยังไม่จบมัธยม มีครอบครับตั้งแต่อายุยังน้อย แต่พยายามกลับตัว มาเอาดีทางดนตรี จนพอมีชื่อเสียง อยู่ในวงดนตรี ออกไปทัวร์ยุโรป ออกมาเป็นนักร้องเดี่ยว ที่น่าสนใจคือ แกบอกว่า ยอดขายของแกถึงจะดี แม้จะไม่ได้สุดยอดมากนัก แต่ที่ทำให้แกเด่นคือ การแสดงสดมากกว่า แกเรียกบางเมืองว่าเป็น MyTown เลย คือ ถ้ามาเมืองนี้ รับรองได้ว่า ตั๋วคอนเสิร์ตหมดแน่ๆ จนมาถึงจุดที่แกคิดว่า น่าจะเลิกเล่น (แม้อายุตอนนั้น จะยังไม่ถึง ๔๐ ปี ก็ตาม) ก็ให้มาเจอกับ Eddie Van Halen ซึ่งประสบปัญหาในการหานักร้องนำ มาสานต่อวง Van Halen หลังจากที่โด่งดังอย่างมากจากชุด 1984 โดยมีเพลง Jump เป็นเพลงฮิต

คนรุ่นหลังๆอาจจะไม่ทราบ ในยุครุ่งเรืองของ Van Halen (กลางทศวรรษที่ ๗๐ จนถึงทศวรรษที่ ๘๐) Eddie Van Halen ได้รับการยกย่องอย่างมากในด้านฝีมือการเล่นกีตาร์ มีแนวทางการเล่นเป็นของตัวเอง ทำให้การเล่นกีตาร์แบบ Tapping เป็นลายเซ็นท์ประจำตัวของแกไป (แม้เขาจะไม่ใช่คนแรกที่เล่นแบบนี้ก็ตาม) ผมเข้าใจว่า การโซโลในเพลง Eruption ของเขา นับได้ว่าเป็นท่อนที่ดีที่สุดท่อนหนึ่งของโลกกันเลยทีเดียว และแน่นอน สำหรับขาเพลงป๊อป ก็คงทราบดีว่า ท่อนโซโล่กีตาร์ในเพลง Beat It ของ Michael Jackson ในชุด Thriller ก็การเล่นของแกเอง มาในแบบรับเชิญ ไม่คิดเงิน

สำหรับคนที่ติดตามข่าวในช่วงสองสามปีหลัง ก็น่าจะทราบถึงอาการเจ็บป่วยของ Eddie Van Halen ที่เป็นมะเร็งที่ลิ้น และสารรูปที่ดูแล้ว แก่เกินไวไปมาก แม้จะไม่ถึง ๖๐ ปี แต่ดูแล้ว ใจหาย Sammy ให้ภาพของ Eddie Van Halen ในแบบที่ผมเคยสงสัย ตามที่คุณ Sammy เล่าในหนังสือนี่ คุณ Eddie แกเป็นอัจฉริยะทางกีตาร์ก็จริง แต่แกก็เล่นสุรา ไวน์และอื่นๆไม่น้อยเลย อัลบั้ม 5150 เป็นชื่อของสตูดิโอที่บ้านของ Eddie เอง โดยล้อเลียนรหัส 5150 ของตำรวจในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีไว้เรียกคนบ้า Sammy เล่าที่มาของหลายๆเพลงในอัลบั้มนี้ เสียดายที่ audio book ไม่มีเสียงเพลงประกอบอยู่ด้านหลัง เพราะน่าจะทำให้คนอยากซื้อเพลงอยู่ไม่น้อย

จากที่ Sammy เล่าให้ฟังในหนังสือ การอยู่ร่วมกันเป็นวงตลอดระยะ ๑๑ ปี ๔ อัลบั้ม ที่เขาอยู่ด้วย มีทั้งทุกข์และสุขปนๆกันไป แม้เรื่องที่เล่าออกจะทำให้พี่น้องตระกูล Van Halen ดูเป็นพวกขี้เหล้าอยู่มาก แต่ก็มีบางตอนที่พูดถึงความเป็นมืออาชีพของพวกเขา ความสำเร็จจากการทำงานร่้วมกันในแง่การแบ่งงานอย่างลงตัวระหว่างผู้แต่งคำร้อง และผู้แต่งทำนอง ความบ้างานหรือดนตรีของ Eddie ที่ถึงขนาดปีนหน้าต่างมาเคาะประตูห้องนอนของ Sammy เมื่อเขาแต่งเพลงที่คิดว่า มันเจ๋งมากๆได้ พูดถึงการออกจากวงแบบไม่สวยนักของ Sammy Hagar การกลับเข้ามาร่วมกันใหม่ การออกทัวร์ร่วมกันระหว่าง Sammy Hagar และ David Lee Roth ที่เต็มไปด้วยอีโก้ของทั้งสองคน และการจากวงไปอีกเป็นครั้งที่สองของ Sammy

เนื่องจากว่าเป็นประวัติของ Sammy Hagar แม้ว่าจะอยู่วง Van Halen อยู่ถึง ๑๑ ปี แต่เรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นชีวิตของ Sammy Hagar พูดถึงธุรกิจส่วนตัวหลายๆอย่างที่มีทั้งล้มเหลว และประสบความสำเร็จ โดยในตอนท้ายของหนังสือ ซึ่งก็คือชีวิตในปัจจุบัน คุณ Sammy สามารถอยู่ได้แล้ว โดยไม่ต้องเล่นดนตรีเพื่อหาเลี้ยงชีพอีกต่อไป เขาเป็นเจ้าของกิจการผลิด Tequila ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และมีคนมาขอลงทุนหรือขอซื้อกิจการด้วย ถึงขนาดเสนอขอซื้อที่ ๑๐๐ ล้านเหรียญ แต่ก็ยังไม่ยอมขาย กว่าจะมาถึงตรงนั้นได้ แกก็โดนมาเยอะนะครับ มีทั้งโดนหลอก หรือล้มเหลวจนถึงขนาดคนที่มาลงทุนด้วย อย่างพี่น้อง Van Halen (Alex และ Eddie) ถือเป็นข้อบาดหมางว่า หลอกลวง จนแกออกจากวงไปในที่สุดเมื่อปี ๑๙๙๖ นอกจากนี้ Sammy เองก็พูดถึงผลกระทบต่อธุรกิจเพลงที่เกิดจากการโหลดเพลงแบบ Digital ซึ่งบอกว่า ตัวเขาเองโชคดีมากๆ ที่ทุกวันนี้ สามารถเล่นดนตรีเพียงเพราะอยากเล่น ไม่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพจากการขายอัลบั้มอีกต่อไป เพราะโครงสร้างธุรกิจเดิมนั้น พังไปหมดแล้ว

หนังสือเล่มนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้ชีวิตนักดนตรีของวงดนตรีระดับตำนานวงหนึ่งของโลก ถ้าจะมีที่ผมอยากอ่านบ้าง ก็เป็นการเล่าเรื่องจากฝั่งของ Eddie Van Halen อยากรู้ว่า เขาจะเล่าประสบการณ์และประวัติของเขาอย่างไร เพราะเท่าที่ Sammy เล่ามานี่ คุณ Eddie ก็ออกมาดูไม่ดีเท่าไรเลย เท่าที่ผมทราบ David Lee Roth เคยออกหนังสือมาแล้ว ประมาณ ๗ – ๘ ปีก่อน แต่ผมยังไม่ได้อ่านนะครับ แต่พูดตามตรงว่า เฉยๆ ไม่ได้อยากอ่านเท่าไร

สำหรับผมแล้ว เมื่ออ่้านหนังสือเล่มนี้จบลง ผมพบว่า ผมฟังอัลบั้ม 5150 เพราะขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งซะแล้วสิ