วิ่ง…(๗)

มาจนถึงตอนนี้ จากเดิมที่เริ่มจากแค่ FitBit ผมเริ่มมีอุปกรณ์เพิ่มขึ้นพอสมควร ลองไล่ดู

๑) รองเท้า อันนี้ สำคัญ จากที่วิ่งสัปดาห์ละ ๒๐ กิโลเมตร ตอนนี้ (มกราคม ๒๕๕๖) ก็กลายมาเป็นสัปดาห์ละ ๔๐ กิโลเมตร เท่าที่ผมอ่านดู ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า รองเท้าแต่ละคู่จะมีอายุเฉลี่ยที่ประมาณ ๔๐๐ ไมล์ หรือ ประมาณ ๖๕๐ กิโลเมตร และควรมีสัก ๒ คู่ เพื่อใส่สลับกัน ผมค่อนข้างเห็นด้วย (ถ้าจะวิ่งกันจริงจังขนาดนี้นะ) ส่วนจะเป็นยี่ห้อไหน รุ่นไหน อันนี้ ขึ้นกับลักษณะเท้า การลงเท้า ความชอบ และสถานที่ๆเราสามารถวิ่งได้สะดวกแล้วล่ะครับ แนะนำกันยาก ผมเห็นแต่ละคนที่วิ่งกันที่สวนลุม อย่างมากสุด ก็ซ้ำยี่ห้อกัน แต่หารุ่นที่ซ้ำกันจริงๆ ไม่มากนัก แต่ละคนก็มีแนวทางการเลือกของตัวเองจริงๆ เท่าที่ผมได้ลองเองก็มี K-Swiss, Nike, Brooks, New Balance และ Skechers ชอบทุกคู่ อาจจะมีชอบบางคู่มากกว่าคู่อื่นๆ แต่ก็ไม่มากนัก

๒) เสื้อ เสื้อผ้าฝ้ายธรรมดาก็พอสำหรับเริ่มต้น แต่พอวิ่งๆไป เหงื่อออกเยอะ เสื้ออมน้ำ พอลองไปหาเสื้อวิ่งจริงๆ ก็พอเข้าใจได้ว่า ทำไมมันแพงจัง ตั้งแต่ตัวละเฉียดพันบาท จนถึง สองพันกว่าบาทเลย ข้อดีของเสื้อพวกนี้คือ เบา บาง และระบายเหงื่อได้ดีมาก ผมมีเสื้อแบบที่ว่านี่แค่สามตัวเท่านั้นเอง ยังทำใจซื้อลำบากพอสมควร

๓) กางเกง จากเดิม ก็ใช้กางเกงกีฬาธรรมดา แต่พอเหงื่อออกเยอะๆเข้า มันอมน้ำเหมือนเสื้อเลย พอเป็นผ้าร่ม มันก็ขูดขาผมเป็นรอยเลย (วิ่งเกิน ๕๐ นาทีนะครับ) ก็เลยต้องลองกางเกงวิ่งจริงๆ เหมือนกับเสื้อเลย ของเฉพาะทาง เขาออกแบบมาแก้ปัญหาหมดแล้ว ผมมีกางเกงแบบนี้อยู่สองตัว คงต้องหาเพิ่มเหมือนกันแหละ

๔) นาฬิกา อย่างที่บอกไปหลายครั้ง ผมใช้ Timex Run Trainer เนื่องจากว่า มันเป็นนาฬิกา GPS ที่ถูกที่สุด และกันน้ำได้ดีด้วย เห็นของ Garmin, Polar และ Suunto แล้ว ชอบเหมือนกัน แต่มันแพงกว่าเจ้าตัวนี้เยอะเลย ข้อดีของนาฬิกา GPS ก็คือ เราได้เห็นเส้นทางวิ่งในภายหลังน่ะครับ ไม่มีผลอะไรในการวิ่งหรอก มันเป็นความสุขทางใจจริงๆ แต่ที่สำคัญคือ การจับเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลาตลอดการวิ่ง เวลาในแต่ละรอบ(หรือ Pace (นาทีต่อกิโลเมตร) เพื่อให้รู้ว่า เราทำเวลาได้ดีมากน้อยขนาดไหน และที่สำคัญที่สุดคือ Heart-rate monitor เราจะรู้ตัวและวางแผนการวิ่งต่อได้ว่า ควรผ่อนหรือเร่งขนาดไหนแล้ว ข้อดีของนาฬิกาพวกนี้คือ ทุกครั้งที่เราโหลดข้อมูล มันก็ทำการชาร์จผ่าน USB ไปด้วย ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องของเวลา

๔) Heart-rate strap สายคาดหน้าอก เพื่อวัดส่งสัญญาณการเต้นของหัวใจไปที่นาฬิกาครับ สำคัญ แต่มันไม่สามารถแสดงผลอะไรได้ด้วยตัวมันเอง ต้องใช้คู่กับนาฬิกา ผมใช้ของ Timex นะครับ แต่คิดว่า สำหรับสินค้าตระกูลนี้ ยี่ห้อไหนก็ไม่ต่างกัน เคยอ่านเจอว่า ส่วนใหญ่จะ OEM ของ Garmin มาซะด้วยซ้ำ

๕)​ iPod Touch มีไว้ฟังเพลงหรือพอดคาสท์ และใช้ Nike+ Running app แม้มันจะไม่แม่นเท่ากับเจ้า Timex แต่ก็ทำ User Interface ที่หน้าเว็บ ได้น่าดูกว่าของ TrainingPeaks.com มากนัก

๖) หูฟัง ผ่านมาเกือบพันกิโลเมตร ผมใช้หูฟังไปแล้วประมาณสี่ชิ้น ตัวปัจจุบันคือ YurBuds ทำหน้าที่ได้ดี ผ่านมาสองเดือนแล้ว มันยังใช้งานได้ดีอยู่ สองตัวแรกนั้น ไม่ขอพูดถึง มันไปไม่รอด แต่สำหรับเจ้า SHURE SE535 ผมต้องเก็บไว้ฟังทั่วไป เพราะพบว่า เหงื่อเข้าไปกินสาย ทำให้ต้องหาสายมาเปลี่ยนเร็วก่อนเวลาอันควรไปมาก ผมพบว่า ทุกครั้งที่ไปวิ่งที่สถานที่ใหม่ๆ แม้ผมจะใส่หูฟังไว้ แต่ก็ไม่ค่อยเปิดเพลงนัก เพราะต้องคอยดูทางข้างหน้าว่าจะวิ่งไปไหนต่อดี ยิ่งตอนวิ่งจากเอกมัยไปสยามสแควร์นี่ ผมถอดหูฟังออกตั้งแต่ครบกิโลเมตรแรก เพราะพบว่า ไม่สามารถฟังได้เลย ใจพะวงเส้นทางมากว่า จะมีรถไหม หรือมีหมาไหม แต่โดยทั่วไปแล้ว หูฟังสำคัญมากสำหรับผม เพราะเป็นช่วงเวลารับฟังข่าวสาร ส่วนใหญ่จะเป็นพอดคาสท์ต่างๆที่ฟังเพื่อเป็นข้อมูลในการจัดรายการช่างคุยรายวัน ที่อยากลองมากๆคือ หูฟังไร้สาย สนใจเจ้า Jaybird แต่ก็ไม่ได้สำคัญอะไรนัก นอกจากว่าเจ้า Yurbuds จะพังไปก่อนเวลาอันควร

๗) แว่นกันแดด ผมชักติดเจ้านี่ไปซะแล้ว วิ่งที่สวนลุมตอนสายๆ (หลัง ๘ โมงเช้า) หรือ ตอนเย็น ผมพบว่า มันช่วยผมได้มากกว่าที่คิด ตอนแรก ก็ใช้เจ้า Rayban Wayfarer แต่มันไม่เหมาะกับการวิ่งเอาเสียเลย ก็เลยเปิดเว็บ RunnersWorld หาคำแนะนำ สั่งซื้อแล้วให้คนรู้จักช่วยหิ้วมาให้จากอเมริกา ใช้มาหลายเดือนแล้ว ชอบจัง จะว่าไป ผมเคยลองวิ่งโดยใช้แว่นกันแดน Uniqlo ราคา ๔๐๐ บาท มาลองวิ่งแล้วนะครับ ดีเหมือนกัน แต่มันไม่มีรูระบายอากาศด้านข้าง อาจจะเกิดฝ้าภายในได้ ถ้าเราวิ่งไปนานเกินชั่วโมง

๘) กระเป๋าคาดเอว ใส่กุญแจรถ นาฬิกา เศษเงิน เราไม่สามารถใส่กางเกงได้ เพราะกางเกงวิ่งมักไม่มีกระเป๋าที่ใหญ่นัก อย่างมาก ก็ใส่กุญแจกับ FitBit ได้ แต่ใส่มือถือไม่ได้หรอก ใส่ไป ก็แกว่งด้วย ผมไปได้กระเป๋าใบนี้ที่สิงคโปร์ มันเป็นยางยืดครับ คาดแล้ว ไม่แกว่งเลย

๙) Armband สำหรับใส่ iPod Touch ตอนนี้ ผมใช้ของ Belkin อยู่

๑๐) หมวก ชิ้นนี้มาพบว่า มีประโยชน์ตอนวิ่งเจอแดด (หลัง ๗ โมงเช้า) ช่วยได้มาก ผมไปเจอของ Halo เข้า มีสายคาดหน้าผากด้วย เพื่อซับเหงื่อไม่ให้ลงมาเข้าตา เข้าท่าทีเดียว ลองไปดู Nike, Adidas หรือ Columbia ดูก็ได้ครับ หมวกวิ่งโดยเฉพาะ จะแพงกว่าหมวกเทนนิสหรือทั่วไปนะครับ เน้นความเบาและการซับเหงื่อ

๑๑) ถุงเท้า ชิ้นนี้ ไม่พิถีพิถันอะไร ใช้พวก ๓ คู่ ๑๐๐ บาท เท่าที่ใช้มา ไม่เคยสร้างปัญหานะครับ

๑๒) FitBit ครับ ยังไงก็ต้องมีเจ้านี่ไว้เก็บสถิติ 🙂

โฆษณา

วิ่ง…(๖)

เริ่มจากการเดินในเดือนเมษายน ๒๕๕๕ เดินไปเรื่อยๆ จากเดินรอบคอนโด ก็ไล่ไปเดินขึ้นชั้นต่างๆในคอนโด จากไม่กี่ชั้น กลายเป็น ๖๐ ถึง ๗๐ ชั้นต่อวัน และกลายเป็นมาวิ่งในที่สุด ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็น ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ จนมาถึงวันที่เขียนนี้ (๕ มกราคม ๒๕๕๖) ผมวิ่งมาแล้วประมาณ ๙๙๐ กม. จากการวิ่งประมาณ ๑๕๐ ครั้ง อยากบันทึกไว้ว่า วิ่งที่น่าประทับใจ ที่ไหนบ้าง

ภาพที่เห็นทั้งหมด เป็นการพลอตจากข้อมูลการวิ่งจริงๆ ที่จับสัญญาณ GPS จากนาฬิกา TIMEX Run Trainer ที่อยู่บนข้อมือผม

๑) ครบ ๑๐ กม. ครั้งแรก ที่สวนลุม ๑ ชั่วโมง ๑๘ นาที ๒๖ วินาที (๒๙ กรกฏาคม ๒๕๕๕)

Running at Lumpini Park

เป็นการวิ่งที่ภูมิใจมาก ไม่เคยคิดเลยว่า เราจะสามารถวิ่งถึง ๑๐ กิโลเมตรได้ หลังจากที่มีกำแพง ๖ กิโลเมตรในใจมาเป็นสิบๆปี จำความรู้สึกได้ดี จากนั้น ก็รู้สึกว่า ไกลเท่าไรก็ทำได้แล้ว(มั้ง)

๒) วิ่งที่มุกดาหาร ๑๐.๓๕ กม. ๑ ชั่วโมง ๑๙ นาที ๗ วินาที (๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕)

TrainingPeaks v3.0.20121212 2013-01-05 15-03-18

ไปทำงาน แต่สำรวจล่วงหน้าแล้วว่า แถวๆโรงแรมที่นอน มีสนามกีฬาและสวนสาธารณะ งานเลิกเร็วกว่าที่คิดมาก ก็เลยขอกลับโรงแรม และแวบออกมาวิ่งก่อน สนามกีฬาไม่อยู่ในสภาพน่าวิ่งเท่าไรนัก แต่สวนสาธารณะกลางเมือง บรรยากาศใช้ได้เลย ก็เลยเลือกที่นี่ ตอนเริ่มวิ่ง ยังไม่สี่โมงเย็นด้วยซ้ำ คนน้อย ไม่ร้อนมากนัก พบว่า ภาพที่เห็นหลอกตาพอสมควร หนึ่งรอบได้ระยะถึง ๑.๒ กม. เลยทีเดียว ไม่ได้ตั้งใจจะวิ่งนานนัก แต่เพลิน วิ่งไปวิ่งมา ก็เลยต่อไปเรื่อยๆถึง ๑๐ กม. จนได้ ประทับใจสถานที่พอสมควร แต่ถ้าคนเยอะๆตอนเย็น ลู่วิ่งอาจจะเล็กไปนิดหนึ่ง

๓) วิ่งที่ PB Valley เขาใหญ่ ๙ กม. ๑ ชั่วโมง ๘ นาที ๕๘ วินาที (๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๕)

TrainingPeaks v3.0.20121212 2013-01-05 15-05-17

ประทับใจ PB Valley หลายอย่างมาก ทั้งคุณประยุทธ อาหาร และ สถานที่ คืนก่อนหน้านั้น ทานไวน์จนอาเจียน แต่ด้วยความที่อยากลองวิ่งที่นี่ ตอนเช้า ก็ยังออกมาวิ่งจนได้ ที่นี่เป็นสวนไร่องุ่น ต้นไม้ไม่ใหญ่นัก ตอนแรกว่าจะวิ่งเข้าไปในสวนแล้ววิ่งสลับฟันปลา เพื่อภาพที่จับจาก GPS จะได้ดูสนุก แต่พอลองวิ่งดูแล้ว ดินค่อนข้างยุบตัว วิ่งยาก เลยต้องวิ่งบนถนนแทน วิ่งแล้วก็หลงทาง วนไป วนมาหลายที ไปแบบไม่มีรูปแบบการวิ่งเท่าไรนัก เพลินกับสถานที่ แต่แดดแรงไปหน่อย วิ่งได้ชั่วโมงเดียวก็หมดแรงแล้ว แต่ก็ทำเอากลิ่นไวน์ที่ติดจมูกตอนเช้า หายไปหมดเมื่อวิ่งเสร็จ อยากกลับไปวิ่งที่นี่อีก ถ้ามีโอกาส เชื่อเหลือเกินว่า คงเมาไวน์อีกแน่นอน

๔) วิ่งที่ Fort Canning สิงคโปร์ ๗.๐๔ กม. ๕๗ นาที ๔๐ วินาที (๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)

TrainingPeaks v3.0.20121212 2013-01-05 15-06-40

ไปทำงาน นอนในเมือง แถว Orchard Road ผมลอง search ในอินเตอร์เน็ทดู ปรากฏว่า ใน CNNgo มีการแนะนำ running track ที่นี่ไว้ ผมคุ้นเคยกับสิงคโปร์มาก แต่ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า มีสวนสาธารณะบนเขาแห่งนี้ด้วย สำรวจจากแผนที่แล้ว ใกล้โรงแรมมาก ไม่มีโอกาสมาสำรวจก่อน ตอนเช้าเดินมาเรื่อยๆ พอเจอทางเข้า ก็เริ่มวิ่งเลย สถานที่น่าวิ่งจริงๆ เป็นเนินเขาเล็กๆ มีวิ่งขึ้นเขาเล็กน้อย พอให้ได้ออกกำลังบ้าง วิ่งแล้ว หลงทางบ้าง ต้องวิ่งกลับ แต่ก็ทำให้รู้ว่า เขานี้อยู่กลางเมืองสิงคโปร์มากๆจริงๆ จาก Orchard Road สามารถเดินไป Clark Quay และ Funan Center ได้เลย วิ่งรอบแรก ยังเปะปะ ออกแบบการวิ่งไม่ถูกนัก แต่รอบสอง ก็พอออกแบบแนววิ่งได้ จะขึ้นรอบสาม ก็หมดเวลาเสียก่อน น่ามาอีก ถ้ามีโอกาส

๕) วิ่งรอบ Kallang River ๑๐ กม. ๑ ชั่วโมง ๑๐ นาที ๓๗ วินาที (๗ พฤศจิายน ๒๕๕๕)

TrainingPeaks v3.0.20121212 2013-01-05 15-07-56

ถัดจากวิ่งที่ Fort Canning อาทิตย์เดียว ผมก็ได้มาทำงานสิงคโปร์อีก คราวนี้ งานเสร็จเร็วมาก สำรวจก่อนมาแล้ว ใกล้ๆโรงแรม พอจะมี running track อยู่ แม้จะไม่ยาวมากนัก แต่พอไปจริงๆ ทางเดินรอบ Kallang River มีทำใหม่ สามารถวิ่งได้ยาวมาก ยาวไปจนถึง Marina Bay Sand เลย ผมวิ่งไปเรื่อยๆแบบเพลินมาก เพราะค่อนข้างคุ้นเคยกับ Landscape แม้จะไม่คุ้นเคยกับเส้นทางการวิ่งมากนัก วิ่งผ่านชิงช้าสวรรค์ประจำเมืองสิงคโปร์ และผ่านสนามแข่ง Formular One แล้วก็วนกลับ เพราะร้อนมากไปนิดหนึ่ง ขากลับดันประมาท วิ่งอีกทางกับทางมา เลยหลง อ้อมไปอีก ๑ กม. ก็ดีเหมือนกัน เป็นการวิ่ง ๑๐ กิโลเมตรแบบไม่ตั้งใจอีกครั้งหนึ่ง

๖) เวียงจันทน์ ๑๐.๐๓ กม. ๑ ชั่วโมง ๗ นาที ๓๘ วินาที (๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)

TrainingPeaks v3.0.20121212 2013-01-05 15-09-44

เช่นกัน ไปทำงาน ตอนกลางคืน ผมออกมาเดินสำรวจดูว่า พอจะมีที่วิ่งไหม โอ้ สวรรค์ มีถนนตัดใหม่ใกล้ๆโรงแรมเลย เลียบแม่น้ำโขง รถน้อยมาก ตอนเช้า ก็เลยออกมาวิ่ง สมความตั้งใจ แต่เสียดาย ทางสั้นไปนิด เลยต้องวิ่งอ้อมเพื่อให้ได้ระยะที่พอจะเหนื่อยหน่อย มีคนวิ่งอยู่พอสมควรเลยทีเดียว วิวรอบโขงไม่ได้สวยงามมากนัก แต่ก็พอเพลินตา เช่นกัน ร้อนไปนิด ต้องออกเช้ามาก ถ้าไม่อยากไหม้ตอน ๒ กิโลเมตรสุดท้าย ประทับใจการวิ่ง แต่อาหารเช้าโรงแรมวันนั้น ทำให้ความประทับใจลดไปนิดหนึ่ง

๗) Unique Running อยุธยา ๒๑.๒๔ กม. ๒ ชั่วโมง ๑๗ นาที ๒๗ วินาที (๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)

TrainingPeaks v3.0.20121212 2013-01-05 15-11-19

เป็นการเข้าวิ่งแข่งขันเป็นครั้งแรก บรรยากาศสนุกดี ลูกเมียโดนลากมาให้เดินด้วย ตื่นตั้งแต่เช้า ตีสี่ พอมาถึงจุดออกตัว คนเยอะมาก ตกใจเหมือนกันที่เห็นคนที่ตั้งใจมาแข่ง ออกมาวิ่งวอร์มแบบจริงจังมาก ก่อนเริ่มงานอีก งานนี้ ขอบคุณทั้งผู้จัด UniqueRunning.Org ที่ช่วยเรื่องที่พัก และการสมัครร่วมวิ่งให้ คืนนั้น ผมนอนไม่เต็มตื่นนัก ตื่นเต้นกว่าที่คิด ตั้งใจแค่ว่า ขอให้วิ่งจบทั้ง ๒๑ กิโลเมตร ก็น่าพอใจแล้ว เพราะเป็นครั้งแรก (และก่อนหน้านี้ ได้ลองวิ่งที่ ๒๐ กิโลเมตรที่สวนลุม พบว่า ไม่รอด ๒ กิโลเมตรสุดท้าย) มองย้อนกลับไป โชคดีมากๆที่มีคุณทวีวุฒิ (หมู) มาเป็นเพื่อนด้วย

ผลปรากฏว่า ผมวิ่งครบ โดยไม่ได้หยุดเดินเลย ปัจจัยสำคัญจริงๆน่าจะเป็นการที่มีน้ำดื่มให้เป็นระยะๆนี่แหละ ทำให้ไม่เหนื่อยมากนัก แต่ผมก็ไม่กล้าลองน้ำดื่มเกลือแร่ที่ผู้จัดเตรียมไว้ให้ตอนครึ่งทาง เพราะไม่เคยลองมาก่อน ตอนมาถึง ๑ กิโลเมตรสุดท้ายนี่ ดีใจมาก แม้จะรู้สึกว่า มันไกลว่าที่คิด แต่ก็รู้สึกดีมากๆที่เราวิ่งได้แล้ว ที่สำคัญ งานนี้ ลูกและภรรยาก็ออกไปเดิน ๓.๕ กิโลเมตรด้วย ดูเป็นกิจกรรมสำหรับครอบครับดี ขอบคุณผู้จัดด้วย

๘) แม่สอด ๗.๖๗ กม. ๔๙ นาที ๓๒ วินาที (๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๕)

TrainingPeaks v3.0.20121212 2013-01-05 15-13-11

เช่นเคย ไปทำงาน แต่คราวนี้ ไม่ได้สำรวจอะไรมาก่อนเลย ตอนเช้าตื่นขึ้นมาแบบยังไม่รู้เลยว่า จะวิ่งไปไหน ถามพนักงานโรงแรม เขาก็พอจะชี้ให้ได้ และบอกระยะทางได้แม่นพอสมควรเลย แต่ที่พลาดไปจริงๆ คือ ถ้าศึกษาแผนที่มาก่อน ผมควรจะวิ่งไปชายแดนไทย-พม่าแทน เพราะไปกลับ น่าจะได้ระยะทางสัก ๑๘ กิโลเมตร ไม่ถึง ๒ ชั่วโมง ถ้าเริ่ม ๖ โมงเช้า ก็พอจะทำได้ทัน อากาศเย็น ๑๙ องศาเซลเซียส ไม่หนาว ที่ไม่ชอบ คือ บางช่วง ต้องวิ่งไหล่ทางของถนนใหญ่ ไม่มีฟุตบาทให้วิ่ง และบางช่วง ก็มีสุนัข แต่ก็ไม่มีอันตรายอะไร

๙) เอกมัย – สยาม – เอกมัย ๑๗.๕๕ กม. ๒ ชั่วโมง ๔ นาที ๒๕ วินาที (๑ มกราคม ๒๕๕๖)

TrainingPeaks v3.0.20121212 2013-01-05 15-14-46

เห็นคนไปเที่ยวต่างจังหวัดกันเยอะเลย ในช่วงปีใหม่ อย่ากระนั้นเลย เรากลับทิศทาง วิ่งเข้าเมืองดีไหม คิดได้ เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ตอนสายๆนี่แหละ ว่าแล้ว ก็ลองพลอตแนววิ่งดู ตอนแรก ผมตั้งใจจะวิ่งไปถึงหน้า Central World วัดระยะได้ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร ซึ่งไม่ยากเลย แต่ก็อดนึกไม่ได้ว่า เราน่าจะวิ่งไปถึงแยกราชเทวีเลยดีกว่า แล้ววิ่งขึ้นสะพานหัวช้าง ผ่านหน้าสยาม น่าสนุกกว่า ภรรยาผมฟังแบบปลงๆ คงนึกในใจว่า จะวิ่งไปถึงไหนเนี่ย ที่ผมกลัวมีเพียงสองอย่างคือ รถในตอนเช้าวันปีใหม่ (ถ้าต้องวิ่งตัดถนน) และสุนัขข้างทาง พอวิ่งเข้าจริงๆ ผมวิ่งตัดถนน น้อยมากๆ เลือกใช้สะพานลอยข้ามถนนเป็นหลักเลย แต่สุนัขนั้น มีเป็นระยะๆในช่วงแรก แต่พอมาถึงประตูน้ำ ก็ไม่เจออีกเลย

ผมวิ่งจากเอกมัย ไปทางถนนเพชรบุรี ตอนมาถึงแยกอโศก ก็เริ่มรู้สึกว่า มันเร็วกว่าที่คิด ตอนวิ่งมาถึงแยกราชเทวี มีอาการเจ็บที่ข้อเท้าขวา ให้เสียวเล็กน้อย แต่พอชะลอความเร็วลง ไม่กี่วินาที อาการเจ็บ ก็หายไป ไม่กลับมาอีก ตอนวิ่งขึ้นสะพานหัวช้าง รู้สึกเหมือนเข้าเส้นชัยอย่างไรไม่รู้ เพราะรู้สึกว่า เราทำได้แล้ว ขากลับทางถนนเพลินจิตนี่ วิ่งง่ายมาก ฟุตบาทจากแยกอโศกจนถึง Emporium กว้างมาก วิ่งสบายเลย ตอนผ่านสวนชูวิทย์ นึกคึกเลย เข้าไปวนในนั้น ๑ รอบ (๓๐๐ เมตร) สบายมาก พอมาถึงสวนเบญจศิริ ก็เลยเอาเสียหนอย วนอีก ๑ รอบ แล้วก็ผ่านทองหล่อ เข้าเอกมัย เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ ๒๕๕๖ ที่ผมเองคงจำไปอีกนานเลย

หวังว่า คงสนุกที่จะอ่านกันนะครับ ยังมีเรื่องวิ่งมาเล่าให้ฟังอีก ถ้าไม่เบื่อกันไปก่อน

วิ่ง…(๕)

วิ่งไปได้สัก ๑ เดือน มีอุปกรณ์วัดระยะทาง จับเวลา บันทึกไว้ทุกครั้งที่ิออกวิ่ง จนถึงจุดนี้ ผมพกความเป็น Geek มาวิ่งแบบเต็มขั้น มีการบันทึกข้อมูลถึง ๓ จุดคือ

  1. FitBit บันทึกจำนวนก้าว (คร่าวๆ)
  2. Nike+  App บันทึการวิ่งทุกครั้งใน iPod Touch และ
  3. นาฬิกา Timex Run Trainer ที่แสดงรายงานแบบละเอียดจาก TrainingPeak ที่แสดงแผนที่ ระยะทาง และอัตราการเต้นของหัวใจทุกครั้งที่วิ่ง

วิ่งไปในเดือนแรก เห็นความเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวและ % ไขมัน เริ่มรู้สึกดี เห็นเวลาที่วิ่งในระยะทางเดิมๆ ที่ลดลงเรื่อยๆ ยิ่งดีใหญ่ แต่ก็ยังมีรายงานการเต้นของหัวใจนี่แหละ ดูแล้ว ยังไงๆก็ยังไม่เข้าใจ แต่ก็วัดไว้ก่อน เมื่อมีโอกาส ก็นำคู่มือของ Heart-rate Monitor มาอ่าน แล้วก็พบว่า มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย ที่ตัวผมเองไม่เคยทราบมาก่อน

การทำงานของหัวใจคนเรา มีขีดจำกัดการเต้นอยู่ ถ้าออกกำลังกายมากๆ หรือร่างการมีอาการเหนื่อย อัตราการเต้นก็จะสูงขึ้น อันนี้เป็นเรื่องพื้นๆที่เราทราบกันอยู่ แต่ที่ผมไม่เคยทราบมาก่อนคือ อัตราการเต้นของหัวใจ สัมพัทธ์กับการเผาผลาญพลังงานของตัวเราอย่างมีนัยยะ โดยทั่วๆไปแล้ว จากหลายๆตำราแบ่งอัตราการเต้นของหัวใจออกมาเป็น ๔ ถึง ๕ ระดับ ลองไปหาอ่านกันได้อินเตอร์เน็ท ลอง search หาคำว่า Heart-rate monitor

สรุปสั้นๆง่ายๆว่า เมื่อหัวใจของคนเราทำงานในสูงในระดับหนึ่ง (ขณะที่ออกกำลังกาย) ร่างกายจะเผาผลาญไขมันและคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นระยะกำลังดีสำหรับบุคคลทั่วไป เพื่อมีผลต่อการลดน้ำหนักและเสริมสร้างความฟิตของร่างกาย แต่ถ้าหัวใจทำงานเกินระดับนี้ไป (เกินร้อยละ ๘๐ ของการเต้นสูงสุดของหัวใจ) ร่างกายจะเผาผลาญไขมันและคาร์โปไฮเดรตไม่ทัน และจะไปหาพลังงานเสริมจากพลังงานสำรองซึ่งเป็นโปรตีนแทน ซึ่งทำได้ ชั่วครั้งชั่วคราว เช่นในการแข่งขันต่างๆ แต่ไม่ควรทำเป็นกิจวัตร เพราะนอกจากจะทำให้ไม่เกิดการเผาผลาญไขมันแล้ว ยังทำให้ร่างกายใช้พลังงานสำรองเกินปกติ ส่งผลกระทบในทางไม่ดี เช่น อาจจะเกิดหัวใจวายได้ รายละเอียดนี่ ผมแนะนำให้ไปอ่านเพิ่มจริงๆครับ ผมใช้เวลาเขียนย่อหน้านี้นานมาก เพราะกลัวว่าจะให้ข้อมูลผิดๆและทำให้เข้าใจกันผิด นอกจากนี้แล้ว ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมเฉพาะตัวว่า แต่ละคนมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดเท่าไร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ เพศ อายุ และอื่นๆที่ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ก็พอจะประเมิณคร่าวๆในขั้นต้น

พอผมอ่านคู่มือที่ให้มาใน Heart-rate monitor ปุ๊ป ผมก็เลยนำสถิติของตัวเองใน TrainingPeaks.com มาดู ดูแล้วก็ตกใจ เพราะเราวิ่งเร็วเกินไปจริงๆ ทำให้หัวใจทำงานหนักเกินจุดเหมาะสม ระยะที่เหมาะสมของผมจริงๆน่าจะอยู่ที่ระดับ ๑๔๐ ถึง ๑๔๙ ครั้งต่อนาที แต่ผมวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๕๕ ถึง ๑๖๐ ครั้งต่อนาที เพราะความที่ตั้งเป้าหมายที่เวลา วิ่งอย่างไรให้เร็วที่สุด ไม่ทราบเรื่องการดูการเต้นหัวใจมาก่อน อ่านจากหลายๆที่ หนังสือสองสามเล่ม ก็เลยตั้งเป้าการวิ่งไว้ใหม่ เอาเป็นว่า วิ่งที่ความเร็วที่ทำให้การทำงานของหัวใจไม่เกิน ๑๕๐ ครั้งต่อนาที

ความรู้สึกเหมือนกับเริ่มนับหนึ่งใหม่เลยครับ เพื่อให้คงระดับที่เหมาะสม ผมต้องวิ่งลงช้ากว่าเดิมมากพอสมควรเลย เรื่องนี้ ถ้าลงรายละเอียด ก็ยาว เอาเป็นว่า ผมต้องปรับความเร็วในการวิ่งเป็นเดือนเลย ข้อดีที่เห็นได้ชัดๆเลย เหนื่อยน้อยลงมากๆ วิ่งเสร็จแล้ว ไปทำงาน หรือ ทำกิจกรรมอื่นได้สบาย จะว่าไป ช่วงที่เริ่มวิ่งสักสองสามเดือนแรก ผมวิ่งสักสามทุ่ม แล้วก็จัดรายการ ช่างคุยรายวัน ตอนห้าทุ่มได้สบายๆ แต่หลังๆ เมื่อเริ่มวิ่งตอนเช้า ก็เลยปรับเวลามาบันทึกที่สี่ทุ่มแทน ต้องขอบคุณกั้งด้วยที่เข้าใจ

พอมาถึงขั้นนี้ ก็ต้องบอกว่า เสพติดกับการวิ่งแล้วครับ เรื่องลดน้ำหนักนั้นเป็นเรื่องรองไปเลย เพราะหลังจากที่วิ่งไปได้สักสามสี่เดือน น้ำหนักก็คงที่ ไม่ได้ลดมากนัก จนถึงวันที่เขียนอยู่นี่ ผมวิ่งมาได้ ๘ เดือน น้ำหนักลดลงมาทั้งหมด ๖ กิโลกรัม และคงที่มาได้สี่เดือนแล้ว

ขอกลับมาที่ The Power of Habit อีกที อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ผมยังไม่บรรลุ ถึงขนาดว่า วิ่งเพราะอยากวิ่งล้วนๆ ยังเสพติดสถิติอยู่พอสมควรเลย พอทำสำเร็จแล้ว บันทึกไว้ กลับมาดูสถิติแล้ว ทำให้อยากทำเพิ่มมากขึ้นอีก สนุกดี เข้าสู่กระบวนการของ Habit พอสมควรเลย

เบื่ออ่านกันหรือยังครับ ต่อๆไป คงเป็นเรื่องประสบการณ์การวิ่งแล้วล่ะ