RED โดย Sammy Hagar

ครั้งแรกที่ผมรู้จักและได้ฟังเพลงของวง Van Halen น่าจะเป็นเพลง Panama ในชุด 1984 ในรายการเที่ยงวันอาทิตย์ของคุณมาโนช พุฒตาล ฟังแล้วก็สนุกดี แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก มันไม่ใช่ดนตรีในแบบที่ผมฟัง หนักเกินไป อย่าว่าแต่ตอนนั้น ผมยังไม่ได้สนใจเพลงภาษาอังกฤษเท่าไรเลย ต่อมาในปี 1986 ขณะนั้น ผมฟังเพลงต่างประเทศแล้ว Van Halen ก็ิิิออกอัลบั้ม 5150 มาให้ฟังกัน พร้อมกับนักร้องนำคนใหม่ ชื่อ Sammy Hagar (อ่านว่า เฮการ์ นะครับ ผมก็เพิ่งทราบนี่แหละ) คุณ Sammy มาร้องนำทำหน้าที่แทนคุณ David Lee Roth (ที่ออกไปทำงานเดี่ยวของตัวเอง ในชื่อชุดว่า Eat’em and Smile โดยมีเพลงดังชื่อ California Girl)

และ Van Halen ยุค Sammy Hagar นี่แหละที่ผมรู้จักและได้สัมผัส 5150 เป็นชุดแรกด้วย

Hard Rock ไม่ใช่แนวเพลงที่ผมชอบมากนัก ฟังแล้วรกหู ไม่รู้เรื่อง และเหมือนไม่มีจังหวะ แต่ 5150 เป็นอัลบั้มที่ผมชอบ มีพลัง แนวดนตรีสวยงามและแฝงอะไรบางอย่างของยุค 80 อยู่นิดๆ (คงจะเป็นการใช้ Synthesizer) ผ่านมาเป็นสิบปี อัลบั้มนี้ ก็ยังเป็นอัลบั้มที่ยังเปิดฟังอยู่เนืองๆ มีเพลงหวานๆอย่าง Love Walks In เพลงสนุกๆอย่าง Dream, Summer Nights, Why Can’t this be Love? ชอบครับ

เนื่องจากว่า ผมไม่้ได้สัมผัส Van Halen ในยุคก่อนหน้านี้ ผมจึงรับภาพของ Sammy Hagar ที่เป็น Van Halen ได้เต็มที่ ไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอะไร วงดนตรีในแนวนี้ เวลาทำเพลงหวานๆเบาๆทีไร รู้สึกว่า โดนทุกครั้ง และคุณ Sammy Hagar มีส่วนทำให้ผมชอบ Love Walks In และ When It’s Love (ชุด OU812)

ผมฟัง Van Halen อยู่ชุดเดียว ต่อๆมา ไม่ว่าจะเป็น OU812, For Unlawful Carnal Knowledge, Balance หรืออื่นๆ ผมแทบไม่ได้ฟังเลย แต่ก็ทราบข่าวอยู่บ้าง พอมาเห็นคุณ Sammy Hagar ออกหนังสือชีวประวัติของตัวเอง และอยู่ในรูปแบบ audio book ด้วย ก็เลยลองดู เสียดาย แกไม่ได้อ่านเอง แต่ก็ยังสนุกอยู่ดี

สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนของ Sammy หรือ Van Halen หนังสือเล่มนี้อาจจะไม่สนุกเท่าที่ควร เพราะเนื้อหาจะเป็นเรื่องราวของวงการดนตรีที่คุณ Sammy เติบโตมา มีเรื่องราวของการทำธุรกิจอยู่บ้างเล็กน้อย การใช้ภาษาก็เป็นไปตามภาพลักษณ์ของนักดนตรีฮาร์ดร็อค มีการใช้คำสบถสาบาน แต่ก็ไม่ได้มากมายจนเกินไปนัก เล่าเรื่องแบบภาษาพูดพอสมควร แม้จะมีคนช่วยเขียนให้ แต่ก็ให้ความรู้สึกว่า ยังมีความดิบของการเล่าอยู่ในที บรรณาธิการไม่ได้ตัดต่อหรือเกลาจนสวยงาม คิดว่าเป็นความจงใจของของสำนักพิมพ์ เพื่อไม่ให้ดูปรุงแต่งจนเกินไป

บทนำของหนังสือก็ทำให้หนังสือดูน่าสนใจขึ้นมาทันที เพราะเขียนโดย Michael Anthony มือเบสดั้งเดิมของวง Van Halen ผู้ที่มีบทบาทหรือสีสันน้อยที่สุดของวง และโดนไล่ออกจากวงโดยทราบข่าวจากทางสื่อ เหมือนแฟนเพลงคนอื่นๆ เขาเปิดเรื่องด้วยการเล่าความรู้สึกประสบการณ์ระหว่างที่อยู่ร่วมวงกับ Sammy Hagar และความรู้สึกไม่พอใจที่ได้รับการปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสองของวง ตรงและดุดัน

คุณ Sammy เล่าเรื่องตั้งแต่ประวัติของครอบครัวตอนเด็ก ความลำบากของที่บ้านที่มีพ่อเป็นทหารผ่านศึกขี้เมา แม่ต้องเลี้ยงลูกสี่คนอย่างยากลำบาก และโดนพ่อทำร้ายจนสุดท้ายก็ต้องพาลูกๆหนีไปอยู่ข้างนอก และปล่อยให้พ่ออยู่คนเดียว(จนถึงวันตาย และตายอย่างอนาถพอสมควร) คุณ Sammy เองก็ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาตั้งแต่ยังไม่จบมัธยม มีครอบครับตั้งแต่อายุยังน้อย แต่พยายามกลับตัว มาเอาดีทางดนตรี จนพอมีชื่อเสียง อยู่ในวงดนตรี ออกไปทัวร์ยุโรป ออกมาเป็นนักร้องเดี่ยว ที่น่าสนใจคือ แกบอกว่า ยอดขายของแกถึงจะดี แม้จะไม่ได้สุดยอดมากนัก แต่ที่ทำให้แกเด่นคือ การแสดงสดมากกว่า แกเรียกบางเมืองว่าเป็น MyTown เลย คือ ถ้ามาเมืองนี้ รับรองได้ว่า ตั๋วคอนเสิร์ตหมดแน่ๆ จนมาถึงจุดที่แกคิดว่า น่าจะเลิกเล่น (แม้อายุตอนนั้น จะยังไม่ถึง ๔๐ ปี ก็ตาม) ก็ให้มาเจอกับ Eddie Van Halen ซึ่งประสบปัญหาในการหานักร้องนำ มาสานต่อวง Van Halen หลังจากที่โด่งดังอย่างมากจากชุด 1984 โดยมีเพลง Jump เป็นเพลงฮิต

คนรุ่นหลังๆอาจจะไม่ทราบ ในยุครุ่งเรืองของ Van Halen (กลางทศวรรษที่ ๗๐ จนถึงทศวรรษที่ ๘๐) Eddie Van Halen ได้รับการยกย่องอย่างมากในด้านฝีมือการเล่นกีตาร์ มีแนวทางการเล่นเป็นของตัวเอง ทำให้การเล่นกีตาร์แบบ Tapping เป็นลายเซ็นท์ประจำตัวของแกไป (แม้เขาจะไม่ใช่คนแรกที่เล่นแบบนี้ก็ตาม) ผมเข้าใจว่า การโซโลในเพลง Eruption ของเขา นับได้ว่าเป็นท่อนที่ดีที่สุดท่อนหนึ่งของโลกกันเลยทีเดียว และแน่นอน สำหรับขาเพลงป๊อป ก็คงทราบดีว่า ท่อนโซโล่กีตาร์ในเพลง Beat It ของ Michael Jackson ในชุด Thriller ก็การเล่นของแกเอง มาในแบบรับเชิญ ไม่คิดเงิน

สำหรับคนที่ติดตามข่าวในช่วงสองสามปีหลัง ก็น่าจะทราบถึงอาการเจ็บป่วยของ Eddie Van Halen ที่เป็นมะเร็งที่ลิ้น และสารรูปที่ดูแล้ว แก่เกินไวไปมาก แม้จะไม่ถึง ๖๐ ปี แต่ดูแล้ว ใจหาย Sammy ให้ภาพของ Eddie Van Halen ในแบบที่ผมเคยสงสัย ตามที่คุณ Sammy เล่าในหนังสือนี่ คุณ Eddie แกเป็นอัจฉริยะทางกีตาร์ก็จริง แต่แกก็เล่นสุรา ไวน์และอื่นๆไม่น้อยเลย อัลบั้ม 5150 เป็นชื่อของสตูดิโอที่บ้านของ Eddie เอง โดยล้อเลียนรหัส 5150 ของตำรวจในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีไว้เรียกคนบ้า Sammy เล่าที่มาของหลายๆเพลงในอัลบั้มนี้ เสียดายที่ audio book ไม่มีเสียงเพลงประกอบอยู่ด้านหลัง เพราะน่าจะทำให้คนอยากซื้อเพลงอยู่ไม่น้อย

จากที่ Sammy เล่าให้ฟังในหนังสือ การอยู่ร่วมกันเป็นวงตลอดระยะ ๑๑ ปี ๔ อัลบั้ม ที่เขาอยู่ด้วย มีทั้งทุกข์และสุขปนๆกันไป แม้เรื่องที่เล่าออกจะทำให้พี่น้องตระกูล Van Halen ดูเป็นพวกขี้เหล้าอยู่มาก แต่ก็มีบางตอนที่พูดถึงความเป็นมืออาชีพของพวกเขา ความสำเร็จจากการทำงานร่้วมกันในแง่การแบ่งงานอย่างลงตัวระหว่างผู้แต่งคำร้อง และผู้แต่งทำนอง ความบ้างานหรือดนตรีของ Eddie ที่ถึงขนาดปีนหน้าต่างมาเคาะประตูห้องนอนของ Sammy เมื่อเขาแต่งเพลงที่คิดว่า มันเจ๋งมากๆได้ พูดถึงการออกจากวงแบบไม่สวยนักของ Sammy Hagar การกลับเข้ามาร่วมกันใหม่ การออกทัวร์ร่วมกันระหว่าง Sammy Hagar และ David Lee Roth ที่เต็มไปด้วยอีโก้ของทั้งสองคน และการจากวงไปอีกเป็นครั้งที่สองของ Sammy

เนื่องจากว่าเป็นประวัติของ Sammy Hagar แม้ว่าจะอยู่วง Van Halen อยู่ถึง ๑๑ ปี แต่เรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นชีวิตของ Sammy Hagar พูดถึงธุรกิจส่วนตัวหลายๆอย่างที่มีทั้งล้มเหลว และประสบความสำเร็จ โดยในตอนท้ายของหนังสือ ซึ่งก็คือชีวิตในปัจจุบัน คุณ Sammy สามารถอยู่ได้แล้ว โดยไม่ต้องเล่นดนตรีเพื่อหาเลี้ยงชีพอีกต่อไป เขาเป็นเจ้าของกิจการผลิด Tequila ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และมีคนมาขอลงทุนหรือขอซื้อกิจการด้วย ถึงขนาดเสนอขอซื้อที่ ๑๐๐ ล้านเหรียญ แต่ก็ยังไม่ยอมขาย กว่าจะมาถึงตรงนั้นได้ แกก็โดนมาเยอะนะครับ มีทั้งโดนหลอก หรือล้มเหลวจนถึงขนาดคนที่มาลงทุนด้วย อย่างพี่น้อง Van Halen (Alex และ Eddie) ถือเป็นข้อบาดหมางว่า หลอกลวง จนแกออกจากวงไปในที่สุดเมื่อปี ๑๙๙๖ นอกจากนี้ Sammy เองก็พูดถึงผลกระทบต่อธุรกิจเพลงที่เกิดจากการโหลดเพลงแบบ Digital ซึ่งบอกว่า ตัวเขาเองโชคดีมากๆ ที่ทุกวันนี้ สามารถเล่นดนตรีเพียงเพราะอยากเล่น ไม่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพจากการขายอัลบั้มอีกต่อไป เพราะโครงสร้างธุรกิจเดิมนั้น พังไปหมดแล้ว

หนังสือเล่มนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้ชีวิตนักดนตรีของวงดนตรีระดับตำนานวงหนึ่งของโลก ถ้าจะมีที่ผมอยากอ่านบ้าง ก็เป็นการเล่าเรื่องจากฝั่งของ Eddie Van Halen อยากรู้ว่า เขาจะเล่าประสบการณ์และประวัติของเขาอย่างไร เพราะเท่าที่ Sammy เล่ามานี่ คุณ Eddie ก็ออกมาดูไม่ดีเท่าไรเลย เท่าที่ผมทราบ David Lee Roth เคยออกหนังสือมาแล้ว ประมาณ ๗ – ๘ ปีก่อน แต่ผมยังไม่ได้อ่านนะครับ แต่พูดตามตรงว่า เฉยๆ ไม่ได้อยากอ่านเท่าไร

สำหรับผมแล้ว เมื่ออ่้านหนังสือเล่มนี้จบลง ผมพบว่า ผมฟังอัลบั้ม 5150 เพราะขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งซะแล้วสิ

Advertisements