เปิดเผยแค่ไหน

ผมเพิ่งจะมีนัดเลี้ยงรุ่นมหาวิทยาลัย เมื่อไม่นานมานี้เอง หลังจากที่ไม่ได้นัดพบกันเลย ประมาณ ๑๗ ปี แน่นอนว่า หลายๆคนเปลี่ยนไปจนเราแทบจำไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ก็ยังมีเค้าเดิมๆอยู่เยอะ งานนี้ พวกเราหลายๆคน ต้องขอบคุณ Facebook เป็นอย่างมาก เพราะเจ้าเว็บนี้กลายเป็นที่ที่ทำให้พวกเรากลับมาเจอกันได้ เริ่มจากเพีื่อนคนหนึ่งทำหน้า Fan Page ของรุ่นขึ้นมา จากนั้น ก็ค่อยขยายตัวขึ้นไปเรื่อยๆ จนมีการนัดมาสังสรรค์ในที่สุด

ด้วยความที่เป็นคนที่มีเว็บไซด์ที่ต้องดูแลเอง ทำให้ผมกลายเป็นคนที่ดูจะค่อนข้างทันเทคโนโลยีพอสมควรในกลุ่มเพื่อนๆ หนึ่งในหัวข้อที่เพื่อนๆหรือคนรู้จัก ชอบชวนคุยด้วยคือเรื่องของการเปิดเผยตัวตนบนอินเตอร์เน็ท แม้ว่าจะได้เจอกันบนเพราะไปเปิดตัวใน Facebook แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงกันว่า เราควรจะเปิดเผยข้อมูลมากขนาดไหน ส่วนใหญที่นิยมทำกัน ก็ให้ดูภาพบางส่วน สถานะส่วนตัวเล็กน้อย แต่มักไม่เปิดเผยหน้าที่การงานกัน (หรืออาจจะไม่ได้ใส่ไว้เลยก็ได้) ไม่ต้องไปพูดถึงที่อยู่ หรือ โทรศัพท์มือถือเลย โดยมากมักจะไม่ใส่ไว้

แต่หมู่นี้ กลายเป็นว่า เรื่องนี้กลายเป็นหัวข้อในทุกวงสนทนา เพื่อนๆหลายๆคนก็มาคุยๆแกมปรึกษา เพราะเริ่มจะหาจุดลงตัวของสังคมออนไลน์ไม่ได้ ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ เป็นทั้งในลักษณะของทาง Physical และ Logical (ผมนิยามเองนะครับ อย่ายึดถือเป็นจริงเป็นจัง)

ในแง่ Physical ก็คือ เมื่อเราสามารถเข้าถึงเจ้า social media นี้ได้ หลายๆทาง ไม่ว่าจะเป็นผ่านทางคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์พกพา เช่น iPad ประกอบกับ applications ในยุคปัจจุบัน ก็เอื้อให้เราสามารถแสดงความคิดเห็น ภาพถ่ายคนหรือสถานที่ หรือพิกัดของสถานที่ที่เราอยู่ ในเวลาที่เราต้องการได้  (on demand) ในกรณีนี้ เราควรเปิดเผยขนาดไหน

ผมเคยอ่านข้อความ Twitter ของคนดังๆ ในแวดวงผู้ใช้อินเตอร์เน็ทในเมืองไทยเรา อย่างคุณพัชร เกิดศิริ (Twitter.com/iPattt) แห่งวง iHear ที่นอกจากจะบอกว่า ณ เวลานี้ ตัวเองอยู่ที่ไหน กับใครแล้ว ยังเปิดเผยตารางชีวิตของตัวเอง โดยแปะกำหนดการที่เขียนบน Google Calendar ไว้บน Blog ของตัวเอง (http://www.iPattt.com) ด้วย เวลาติดต่องานกับใครผ่าน Twitter เท่าที่ผมเห็น พัชรก็ให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ไปๆมาๆ ติดต่อพัชรทาง Twitter ง่ายกว่าโทรเข้าโทรศัพท์มือถืออีก

หรืออีกกรณีที่เปิดเผยมาก คือคุณภาวุธแห่งตลาด.คอม (http://www.TARAD.com) รายนี้ บอกทุกอย่าง ทุกที่ (แม้จะดูเป็นการทำการตลาดในบางครั้ง แต่ก็ต้องยอมรับว่า เจ้าตัวเป็นคนสนุกสนานโดยธรรมชาติ อย่างนั้นจริงๆ) ถ้าใครได้ติดตาม Twitter ของเขา (http://www.Twitter.com/pawoot) ก็พอจะเห็นตารางชีวิตคร่าวๆของหนุ่มออนไลน์ เจ้าของกิจการร้อยล้านคนนี้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจ้าตัวเดินทางไปประชุมงานที่ญี่ปุ่น นอกจากจะเขียนใน Twitter ว่า กำลังทำอะไรอยู่แล้ว ยังมีการถามกลับมาที่ follower ว่า วันนี้จะให้ไปไหนดี เพราะมีวันว่างอยู่ ๑ วัน จากนั้น ก็โพสท์ภาพจากสถานที่ที่เจ้าตัวเดินทางไปตามจุดต่างๆ รวมทั้งร้านหนังสือซุกซนตามประสาหนุ่มๆ หรือแม้กระทั่งวันที่ต้องเข้าประชุม พ่อคนนี้ (คุณพ่อลูกสองจริงๆ)ก็ยังอารมณ์ดี โพสท์ภาพระหว่างเบรถหรือรับประทานอาหารกลางวันมาให้ดู) แน่นอนว่าได้ PR แต่ก็ต้องยอมรับว่า สนุกและเพลิดเพลินดีไม่น้อย

ทั้งสองแบบนี้ ดูจะเป็นการเปิดเผยตัวตนบนโลกออนไลน์ หรือ social network ในแบบที่ดูไม่เป็นพิษเป็นภัย และเจ้าตัวก็ดูจะเล่นกับสื่อใหม่นี้ เป็นทั้งคู่ เท่าที่ผ่านมา ก็น่าจะส่งผลในด้านดีไม่น้อย

แน่นอน พวกเราทุกคนก็คงเคยได้อ่านด้านร้ายๆของการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ใน social network เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการโดน hack อีเมล์ เพื่อที่จะปลอมจดหมายว่า เจ้าของอีเมล์นี้ ประสบปัญหาอยู่ต่างแดน ให้ช่วยส่งเงินมาให้ด่วน ซึ่งหลายๆคนก็ส่งไป เพราะคาดไม่ถึงว่าจะเป็นการโดน hack ผมเองก็รู้จักอยู่ท่านหนึ่ง ซึ่งโดน hack แบบนี้เข้าไป ฟังแล้วก็น่าตกใจ เพราะท่านก็เป็นคนที่ค่อนข้างทันเทคโนโลยีทีเดียว ยังไม่ทราบว่าโดนได้อย่างไร หรือกรณีที่มีการใช้งาน application บนโทรศัพท์มือถือ เพื่อบอกว่า ขณะนี้อยู่ที่ไหน เช่น Application ของ FourSquare หรือ GoWalla เพื่อเป็น Guideline ให้เพื่อนๆทราบตำแหน่งร้านอาหารที่น่าสนใจ สถานที่่ท่องเที่ยวที่หลายคนอาจจะไม่ทราบ หรือบอกไว้ เผื่อมีเพื่อนๆอยู่ในบริเวณใกล้ๆกัน จะได้มาเจอกัน ซึ่งเปิดช่องทางให้ผู้ประสงค์ร้ายอาจจะนำข้อมูลนี้ไปใช้ในทางที่ผิด เช่น เมื่อเห็นว่า อยู่ตำแหน่งที่ไกลบ้าน และ twitter บอกไว้ว่า ไปเที่ยวด้วยกันทั้งหมด พวกมิจฉาชีพก็อาจจะลองสืบเสาะดูว่า บ้านช่องอยู่ที่ไหน เผื่อจะได้ไปหยิบยืมสมบัติมาแบ่งกันชมบ้าง

สำหรับมุมมองของการเปิดเผยในแง่กายภาพ หรือ Physical นี้ เมื่อกาลเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง เชื่อว่า หลายๆคนก็จะเริ่มเรียนรู้และปรับปรุง นำมาใช้งานให้เหมาะกับบุคลิก หรือแนวทางของตัวเอง

อีกด้านหนึ่งของการเปิดเผยตัวตนในโลกออนไลน์ ก็เป็นในด้านตรรกะ หรือ Logical ผมพยายามหาคำอื่นๆแล้ว แต่ก็ยังไม่สื่อความหมายได้ดีกว่าคำนี้ ก็ขอใช้คำนี้ก็แล้วกัน

ในวิถีทางดำรงชีวิตแต่ละคน เรามักจะมีสังคมที่เราดำรงอยู่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นโลกของที่ทำงาน โลกของเพื่อนนักเรียน (มัธยม อุดมศึกษา ฯลฯ) โลกของครอบครัว เพื่อนๆจากการพบปะตามงานสังคม ในอดีต เรามักจะแยกกันติดต่อ ด้วยเงื่อนไขของสถานที่และเวลา แต่เมื่อเป็นสังคมออนไลน์ หรือ social network ทุกๆคนจะมากองอยู่รวมกัน ไม่ว่าจะผ่านทาง Facebook Twitter หรือ Hi5 เราจะเริ่มเห็นตัวตนแต่ละคน”กลม” หรือรอบด้านขึ้น การแสดงความคิดเห็นที่เคยทำในกลุ่มคนรู้จักกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องกลายเป็นว่า ต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะหลายๆเรื่อง ถ้าไม่สนิทสนมกันจริงๆ ก็สามารถตีความไปใหญ่โตได้

ผมเองเริ่มจากเข้าสู่ Facebook/Twitter โดยเริ่มจากเพื่อนๆที่สนิทกัน คนรู้จักและผู้ฟังในกลุ่ม”ช่างคุย” ต่อมาก็มีน้องๆ เพื่อนๆจากที่ทำงานเก่า ที่ทำงานปัจจุบัน จนถึงญาติๆ น้องสาว กลายเป็นว่า ทุกคนสามารถรับรู้ความเป็นตัวตนเราได้ เท่าที่เราเลือกจะเปิดเผย แต่ก็อดรู้สึกแปลกๆไม่ได้

มีบางครั้ง ที่ผมมักจะแสดงความเห็นใน Twitter เพื่อเป็นการบรรยาย หรือแสดงความรู้สึก ณ เวลานั้น ต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น แต่ก็นึกได้ว่า ไม่ควรเขียนอะไรออกไป เพราะคนที่เราอ้างอิงถึง เขาก็ follow เราอยู่ใน Twitter ผมเองยังรู้สึกแปลกๆไม่น้อยในช่วงแรกๆ ที่มีเพื่อนๆน้องๆจากที่ทำงาน มาทักทายใน Twitter หรือ Facebook เพราะเนื่องจากว่าผมไม่ชอบเขียน Twitter ในส่วนที่เป็นงานมากนัก เรื่องนี้ ผมเลยไม่ต้องปรับตัวอะไรมากนัก แต่ก็แปลกๆอยู่ดี เหมือนกันเราคุยกับเพื่อนในงานสังสรรค์อย่างสนุกสนาน แต่เหมือนกับว่า มีพ่อแม่เรานั่งฟังอยู่ด้วย แต่นานๆไป ก็เริ่มชินครับ ตัวเราก็เป็นตัวเรานั่นแหละ จะสังคมไหน ก็เหมือนเดิม

เรื่องการแสดงออกในเชิงตรรกะ หรือในเชิงแนวคิด ความเห็นนนี้ ในต่างประเทศ เป็นเรื่องที่ยังถกเถียง หรือหาจุดสมดุลย์กันไม่ได้เท่าไรนัก เท่าที่ทราบ หลายๆบริษัทในต่างประเทศ ไม่ให้พนักงานเข้าเว็บ social network อย่าง Facebook/Twitter แต่ก็มีกรณีศึกษามาให้อ่านอยู่เนืองๆ ที่พนักงานลาป่วย แต่ดันเขียนพฤติกรรมที่ส่อว่า ไปทำกิจกรรมอื่น หรือมีการเปิดเผยข้อมูลที่ทางบริษัทเห็นว่า ไม่สมควรเผยแพร่ เมื่อเดือนที่แล้ว ก็ยังมีกรณีของสายการบินสิงคโปร์ที่ห้ามพนักงานเขียนข้อความที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ใน social network

ผมเองก็เคยได้ยินเรื่องที่ค่อนข้างส่วนตัว เช่น แฟนเก่ามาขอเป็น friend กับแฟนใหม่ เล่นเอาเจ้าตัวที่อยู่ตรงกลาง กระอักกระอ่วนพิลึก หรือกรณีพฤติกรรมหึงหวง ขอเป็น friend กับทุกคนที่เป็น friend กับแฟนตัวเอง อันนี้จะว่าไปแล้ว คงไม่เกี่ยวกับ social network เท่าไร น่าจะเป็นพฤติกรรมของคนคนนั้นว่า คงมีท่าทางส่อไปในทางที่ไม่น่าไว้วางใจอยู่แล้ว จะทำอะไร ก็เลยไม่เชื่อไปเสียหมด น่าเป็นห่วงแทน

ในกรณีนี้ ก็มีเรื่องดีอยู่เยอะเหมือนกันนะครับ อย่างเช่นในต่างประเทศนั้น มีนักเรียนที่เก่งๆทางด้านเขียนโปรแกรม ก็เลยโชว์ผลงานจากหน้าเว็บ หรือ Blog ของตัวเอง แล้วปรากฏว่า ผู้บริหารของ YouTube เกิดประทับใจ ทักทายกันไปมาผ่าน Twitter และดูเหมือนว่า จะได้งานกันไปเลย ก็มี หรืออย่างในบ้านเรา การเขียน Twitter/Facebook/Blog ที่แสดงความเป็นตัวตนออกมา ก็ทำให้หลายๆคนกลายเป็นนักเขียน นักวิจารณ์กันนักต่อแล้ว

ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างนี้ ผมก็แค่เล่าให้เห็นทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ละคนจะเลือกเปิดเผยตัวตนแบบไหน ก็คงต้องเลือกเอง ผมเชื่อลึกๆว่า ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับบุคลิกของคนๆนั้นจริงๆ เพราะถ้าเสแสร้งออกไป มักจะไปไม่รอด ไม่น่าสนใจ พอๆกับน่ารำคาญเลยทีเดียว ลองหาแนวทางของตัวเองให้เจอก็แล้วกัน

แม้เราจะไม่สนใจใช้ social network แต่ก็น่าจะลองศึกษาไว้ ลองนึกดูว่า เมื่อเราต้องเจรจาธุรกิจกับคน ๒ คน คนหนึ่งเราไม่รู้จักเลย ข้อมูลมีเท่าที่ได้คุยกัน แต่อีกคนหนึ่ง เป็นที่รู้จักในระดับหนึ่ง มีชื่อเสียง หรือมีเว็บไซด์ที่เป็นข้อมูลของเขาอยู่ หรือในนามบัตร มีการลง Twitter Account ไว้ คนที่สองดูน่าสนใจขึ้นมาเยอะเลย ไม่ต้องเป็นคนดัง แต่มี web presence บ้าง ก็ดูเซ็กซี่ขึ้นมาเยอะเลยทีเดียว

เจอกันฉบับหน้าครับ สวัสดี

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s