The Art of Choosing

ผ่านตาที่แผงหนังสือมาหลายเดือนแล้ว สำหรับ “The Art of Choosing” แต่ก็ยังไม่สะกิดใจให้ไปหาอ่าน แต่เท่าที่พลิกๆอ่านดู ก็เชื่อว่า เป็นแนวหนังสือที่ชอบอ่าน แต่ก็”ไว้ก่อน”ดีกว่า ด้วยข้อจำกัดของเวลา มีหลายเล่มที่รอคิวให้อ่าน หลายเรื่องรอฟังใน iPod และอีกหลายอย่างที่อยากเล่าในพอดคาสท์

ให้มาบังเอิญเจอหัวข้อนี้อีก ใน TED Talk ในรูปแบบของวิดีโอพอดคาสท์ที่โหลดมา เห็นว่า ความยาวของวิดีโอ ไม่นานนัก ก็เลยลองฟังดู ฟังจบ ก็ต้องบอกว่า สะกิดใจหลายอย่างครับ

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ และเล่าเรื่องนี้ใน TED Talk ชื่อ Sheena Iyenga เธอมีเชื้อสายอินเดีย แต่เติบโตในแคนาดาและเรียนที่อเมริกา ปัจจุบัน เธอสอนอยู่ที่ Columbia University ครับ ว่ากันว่า (จากใน Wikipedia) เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับต้นๆของโลกทีเดียวในเรื่องของศาสตร์การเลือกที่ว่านี่แหละ เนื่องจากว่า ยังไม่ได้อ่านหนังสือ แต่เท่าที่มีโอกาสได้ฟังจากใน TED Talk ก็ต้องบอกว่า เธอทำให้หนังสือน่าอ่านขึ้นมาอีกเยอะเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นความน่าสนใจของเนื้อหา วิธีการเล่าเรื่อง และลีลาการตอบคำถามของเธอในตอนท้าย เมื่อผู้จัดรายการขึ้นมาคุยกับเธอ ที่สำคัญ เธอเป็นคนตาบอดครับ เธอมาตาบอดสนิทเมื่ออยู่มัธยมปลายแล้ว ทำให้เธอมีประสบการณ์ในการเห็นมาก่อน รวมทั้งเรื่องสีด้วย

ลองดูตัวอย่างที่เธอเล่าให้ฟังนะครับ เธอบอกว่า ในกรณีที่เด็กประสบอุบัติเหตุ ทำให้อยู่ในอาการโคม่า อยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ มีทางเลือกเพียงแค่ ๒ ทางคือ ปลดเครื่องช่วยออก ซึ่งเด็กต้องเสียชีวิตแน่ๆ กับปล่อยให้ใช้เครื่องช่วยต่อ แต่ก็ต้องเสียชีวิตอยู่ดี ในสถานะการณ์ที่พ่อและแม่ที่ไหนในโลก คงไม่อยากเจอนี้ ถ้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่อเมริกา ผู้ที่ตัดสินใจเลือกว่า จะใช้วิธีไหนนั้น ตกอยู่กับพ่่อและแม่ของเด็ก ในขณะที่ ถ้าเป็นที่ฝรั่งเศส ผู้ที่ตัดสินใจเรื่องนี้ จะเป็นหมอ

พอจะนึกออกไหมครับว่า ศาสตร์ของการเลือกแบบนี้ มีผลอย่างไรบ้าง จากผลของการศึกษาแล้ว พบว่า ในระยะยาวแล้ว พ่อแม่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ จะทนทุกข์ทรมานกับการตัดสินใจนี้ไปตลอดชีวิต เพราะจะมีคำถามตลอดเวลาในใจว่า What If เมื่อเลือกอีกแบบหนึ่ง ในขณะที่เมื่อการตัดสินใจอยู่ที่หมอแล้ว พ่อแม่จะมีแนวโน้มที่จะอยู่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ได้ดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ต้องตัดสินใจเอง (ตัดประเด็นในส่วนการตัดสินใจของหมอ ในแง่ Moral ออกไปก่อนนะครับ ประเด็นอยู่ที่ใครเป็นคนตัดสินใจ) แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็บอกว่า คงแทบจะเป็นไปไม่ได้ ในกรณีที่จะให้พ่อแม่อเมริกันยอมให้การตัดสินใจนี้ ขึ้นกับหมอ เพราะแนวคิด หรือขนบธรรมเนียมทีสั่งสอนกันมา ทำให้พ่อแม่จะเป็นคนขอตัดสินใจเอง ทั้งๆที่ผลการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมแล้ว พ่อและแม่จะทนทุกข์ไปนาน

สำหรับผู้ที่มีโอกาสได้ไปรับชม TED Talk หรืออ่านหนังสือแล้ว พบว่า ผมเขียนตกหล่น ก็ขอน้อมรับนะครับ แต่ผมคิดว่า ประเด็นที่เธอพยายามสื่อนะ ค่อนข้างชัดเจน

ยังมีอีกหลายๆเรื่องที่พอไปลองอ่านจากใน Wikipedia ในส่วนประวัติของเธอ ทำให้พบว่า หลายๆเรื่องที่เธอทำมานั้น กลายเป็นการทดลองที่มีการอ้างอิงในหนังสือหลายๆเล่ม ที่ผมพอจะคุ้นๆ ก็คือ เมื่อมีการทดลอง ในกรณีที่วางขายแยมที่มีถึง ๒๔ รส กับกรณีที่ลองวางขายแค่ ๖ รส พบว่า โดยรวมแล้ว วางขายแค่ ๖ รส ขายได้ดีกว่า วางขายทั้ง ๒๔ รส ทั้งนี้เพราะมีให้เลือกมากเกินไปนั่นเองในกรณีแรก

ฟังแล้วอยากบันทึกไว้สั้น เผื่อจะสะกิดใจให้ไปหาอ่านกันนะครับ

Advertisements

2 thoughts on “The Art of Choosing

  1. ขอบคุณครับ ได้หนังสือดี ๆ จากพี่หงษ์ ไปหลายเล่มแล้วครับ

    ไปค้นเจออีกเล่มหนึ่ง “The Invisible Gorilla” อ่านรีวิวแล้วน่าสนใจดี ไม่ทราบว่าพี่หงษ์อ่านแล้วหรือยังครับ

  2. ยังไม่ได้อ่านครับ เพิ่งจะเห็นจากที่ Zybernav เขียนนี่แหละ
    เห็นใน Amazon แล้ว

    ปีนี้ อ่านหนังสือน้อยมากนะ มีหลายๆอย่างมาแย่งเวลา 😛

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s