เรื่องเล่าการทำพอดคาสท์ ๒

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๕๓

ต่อเนื่องจากตอนที่แล้วเลยนะครับ ทั้งหมดนี้ ยังเป็นเรื่องการทำ pre-production อยู่เลยนะครับ ไม่ได้ว่ากันถึงเรื่องการทำพอดคาสท์กัน

ความสำคัญของเว็บไซด์ ต่อการทำพอดคาสท์

เท่าที่ได้ลอง ผมได้ลองติดตามรายการพอดคาสท์มาเป็นเวลา ๔ ปีแล้ว โดยรวมๆแล้ว ผมน่าจะฟังประจำอยู่ประมาณ ๕ ถึง ๘ รายการต่อสัปดาห์ ผมพบว่า มีจำนวนน้อยครั้งมากๆที่ผมจะไปเข้าเว็บไซด์ของรายการนั้นๆ ทั้งนี้เนื่องจากว่า เราติดตามผ่าน RSS Feed บนโปรแกรม iTunes ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องไปที่หน้าเว็บเพื่อโหลดรายการตอนล่าสุด เมื่อมีตอนใหม่มา เจ้า iTunes ก็จะทำหน้าที่โหลดรายการตอนใหม่ให้เราเอง แต่การมีเว็บไซด์ประจำรายการ ยังคงมีความจำเป็นอยู่นะครับ

โดยทั่วๆไป ถ้าผู้ฟังจะรู้จักเราอยู่ ๓ ทางนะครับ คือ

  1. จากการแนะนำเว็บของเราโดยตรงจากคนรู้จัก หรือสื่ออื่นๆ ถ้าเป็นคนดังอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ยากเลย ที่จะสร้างกระแสปากต่อปากออกไป
  2. ผ่าน iTunes ผมเองได้เจอผู้ฟังไม่น้อยเลย ที่บอกผมว่า “ใช้ iPod/iPhone ฟังเพลงจนเบื่อแล้ว เลยลองหาอย่างอื่นฟังบ้าง แล้วก็มาเจอพอดคาสท์ของคนไทย”
  3. ผ่านเจ้า Search Engine (หลักๆ ก็ Google / Yahoo / Bing)  ทุกวันนี้ ก็ยังเห็นอยู่เรื่อยๆนะครับ คนค้นคำว่า “Thai Podcasts” “พอดคาสท์ไทย” “ช่างคุย” ฯลฯ แล้วก็มาที่เว็บช่างคุยที่แหละ

ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีตัวตนทั้งใน iTunes และเว็บไซด์ (ทั้งนี้ เราสามารถใช้รูปแบบของ Blog แทนการทำเว็บไซด์โดยตรงก็ได้ แต่การให้บริการ Blog ทั่วๆไป มักจะไม่ได้ให้พื่นที่มากเพียงพอที่เราจะสามารถใส่ไฟล์วิดีโอ หรือเสียงเท่านั้นเอง) ดังนั้น การทำเว็บให้เป็นที่รู้จัก หรือรองรับการทำงานของ search engine  ยังเป็นเรื่องจำเป็นอยู่ และที่สำคัญ มันยังเป็นการบอกตัวตน (identity) ที่ดีทีเดียว

เมื่อรู้จักเว็บแล้ว หลายๆคนจะเริ่มเรียนรู้การใช้งาน RSS (ไม่ว่าจะผ่าน iTunes หรือโปรแกรมอื่น) แล้วก็จะไม่เข้ามาหน้าเว็บมากนัก จากสัดส่วนที่ผมพอจะเห็นได้ พบว่า ๑ ใน ๔ ของคนที่โหลดโปรแกรมทั้งหมดจะผ่านจากหน้าเว็บ ที่เหลือก็เป็นการโหลดผ่าน iTunes หรือ RSS อย่างไรก็ดี เมื่อมีเว็บแล้ว คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเว็บบอร์ด Blog Facebook และ Twitter เพื่อติดต่อสื่อสารกับผู้ฟัง อันนี้สุดแล้วแต่ผู้จัดรายการว่าจะถนัดการสื่อสารประเภทไหน แต่ต้องทำใจไว้บ้างนะครับ อย่าคาดหวังว่าจะมีเสียงตอบรับล้นหลาม เพราะเท่าที่สังเกตุดูจากหลายๆที่ ไม่ว่าจะเป็นของไทยหรือของต่างประเทศ มีคนติดต่อไม่ถึง ๑๐% ของคนรับชมทั้งหมดนะครับ ลองนึกถึงรายการโทรทัศน์ที่เราติดตามดูก็ได้ครับ มีสักกี่ครั้งที่เราติดต่อเข้าไปในรายการ ไม่ว่าจะเป็น SMS  อีเมล เว็บบอร์ด หรือกระทั่งจดหมาย และเมื่อลองทอนลงมาในสัดส่วนคนฟังพอดคาสท์ ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม จำนวนจะน้อยลงไปอีก แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เรื่องนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัวของคนจัดรายการจริงๆ บางคนก็มีบุคลิกที่น่าติดต่อหรือเล่นด้วย ในขณะที่บางคนก็เหมาะที่จะติดตาม แต่ไม่จำเป็นต้องเสวนา รวมไปถึงกลุ่มอายุ Life Style ของผู้ฟังรายการนั้นๆด้วย ผมเคยเจอรายการพอดคาสท์สำหรับคนท้อง โปรดิวเซอร์บอกว่า ต้องเปลี่ยนผู้ดำเนินรายการตลอดเวลา เพราะเน้นให้คนท้องมาจัดรายการ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จริง โอ้ ฟังแล้วเหนื่อยแทน ถ้าอย่างนี้ คนตามก็คงเปลี่ยนไปเรื่อยๆพอๆกับคนจัดเหมือนกัน เพราะคงจะฟังเฉพาะตอนท้องเหมือนคนจัด ในกรณีนี้ โอกาสจะสานความสัมพันธ์ระยะยาว ก็ดูจะยากไม่น้อย

สำหรับมือสมัครเล่นที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงเทคนิค การทำเว็บไซด์ดูจะเป็นยาขมก้อนหนึ่ง แถมยังมีค่าใช้จ่ายเสียด้วย ก็ได้แต่บอกว่าในตอนต้น ถ้าเราเริ่มจากรายการเสียงก่อน จะช่วยผ่อนยากให้เป็นง่ายได้บ้าง เพราะขนาดไฟล์จะเล็ก หรือจะทำเป็นรายการวิดีโอ แล้วไปฝาก YouTube ทั้งหมดเลยก็ได้ครับ แล้วก็ทำลิงค์กลับมาที่ Blog ของเราก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ยากมากนัก เรื่องนี้ไม่มีสูตรสำเร็จ หลายๆคนที่ผมรู้จัก จะเป็นนักไอทีมาก่อน ทำให้รู้จักพอดคาสท์ก่อนคนอื่นๆ ก็เลยได้ทำพอดคาสท์กับเว็บไซด์ด้วยตัวเองได้ แต่ก็มักจะพลาดในส่วนของเนื้อหา เพราะเลี่ยงไม่พ้นที่จะนำข่าวจากหลายๆที่มาอ่านเล่าสู่กันฟัง คนฟังที่อยู่ในวงการอยู่แล้ว ก็จะพบว่า นำเสนอเรื่องที่เคยอ่านแล้ว ก็เลยลดความน่าสนใจไปโดยปริยาย

ส่วนตัวผมเองนั้น ใช้วิธีเขียนเว็บไซด์ ที่ไม่แนะนำให้ทำครับ เพราะใช้เวลานานและยากไป นั่นคือ ผมไปหาซื้อหนังสือสอนเขียนเว็บมาอ่าน แล้วก็ทำเองเลยครับ ช่วงสามเดือนแรก ต้องบอกว่า หน้าตาเว็บแย่มากๆ แต่อาศัยว่า เนื้อหาของรายการเป็นที่น่าสนใจอยู่บ้าง และเรามี iTunes Link อยู่ ทำให้คนไปโหลดผ่าน iTunes ไม่น้อย เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะต้องมาผ่านหน้าเว็บของเรา หลังจากนั้น เมื่อทำไปนานๆเข้า ไอ้ที่ว่ายาก ก็เริ่มจะชินแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ มีทางออกที่ดีกว่าทีผมทำเมื่อ ๔ ปีที่แล้วมากมายนัก ลองไปปรึกษาเพื่อนฝูงเพื่อหาตัวช่วยดีกว่าครับ ไม่อยากให้เสียเวลาทำเว็บมากจนหมดกำลังใจจริงๆ ส่วนที่ผมยังทำเองอยู่นั้น ไม่มีเหตุผมอื่นนอกไปจากว่า ผมเริ่มชอบเขียนเว็บไซด์แล้วเท่านั้นเอง ให้ใครทำ ก็ไม่ถูกใจ แม้มันจะดูเชยๆก็เถอะ

การที่เว็บช่างคุยเขียนหน้าเว็บไว้ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษนั้น เริ่มต้นจากการที่ผมต้องการอยากโชว์ภาษา แต่ก็ได้รับผลดีในแง่ของ Search Engine Optimization เพราะทำให้เจ้า Google, Yahoo และ Bing เข้าใจเว็บเรามากขึ้นด้วย

จะว่าไปแล้ว ตลาดของคนที่อยากมีเว็บไซด์เป็นของตัวเอง เพื่อทำพอดคาสท์ น่าจะมีไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งถ้าเป็นเว็บไซด์ส่วนตัว ก็น่าจะพอพึ่งพา OkNation, Exteen หรือ WordPress ได้บ้าง แต่เมื่อต้องรองรับไฟล์เสียง หรือวิดีโอขนาดใหญ่ๆ ก็เริ่มจะมีข้อจำกัด ซึ่งแม้หลายๆคนอาจจะต้องหันไปใช้บริการ YouTube แล้วก็นำ Embedded Code มาฝากไว้ที่เว็บตัวเอง ซึ่งก็เป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งทีเดียวสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้น

เสียง เสียง และเสียง

แม้จะเอ่ยถึงไปบ้างแล้ว ในเรื่องของรายการเสียงหรือวิดีโอดี แต่ก็ยังอยากแวะกลับมาเน้นเรื่องนี้อีกครั้งครับ หลายๆคนมองข้ามความสำคัญของมันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำรายการวิดีโอ เพราะเสียงคือสิ่งที่มองไม่เห็น และภาพเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ง่ายกว่า การเลือกใช้ไมค์โครโฟน การใช้มิกเซอร์ (เมื่อต้องบันทึกตั้งแต่สองคนขึ้นไป) เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แม้ว่า เมื่อตอนที่ช่างคุยเริ่มทำรายการใหม่ๆ เราจะใช้ไมค์ที่เป็นของแถม ๑ ตัว แล้วก็ใช้วิธียื่นไมค์ให้คนที่ต้องการจะพูด ได้ใช้ไมค์ต่อไป หรือในบางครั้ง เราก็ใช้วิธีวางไมค์ไว้ตรงกลาง แล้วก็ให้พูดรอบๆไมค์ เราพบว่า เรายังต้องกลับมาทำ post-production กันอย่างหนัก เพราะเมื่อลองฟังเองแล้ว พบว่ามันน่ารำคาญมากๆ เรื่องนี้ผมได้รับเสียงตอบรับกลับมาอยู่บ่อยๆ แม้ว่าปัจจุบัน เราจะมีไมค์หลายตัวและมีการใช้งานมิกเซอร์ด้วย แต่เนื่องจากว่า เราไม่ได้มีสตูดิโอ ทำให้ต้องเซ็ทอุปกรณ์ใหม่ทุกครั้ง ซึ่งหลายๆครั้งก็รีบทำเสียจนลืมไปว่า คราวก่อน เจอปัญหาแบบไหน เมื่อต้องเซ็ทแบบนี้ ฟังดูแล้วก็รู้สึกว่า ตัวเองชุ่ยพอสมควร แต่ก็ต้องยอมรับว่า ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ขณะที่ทำการบันทึกน้อย และเสียใจทุกครั้งที่ต้องมาเจอคุณภาพเสียงแย่ๆ ตอนที่ต้องมาทำ Post-production

สำหรับหลายๆคนใน Go Training น่าจะเป็น Trainer อาชีพอยู่แล้ว ดังนั้นเทคนิคการใช้เสียง คงไม่ต้องพูดถึงมากนัก แต่หลายๆคนคงไม่คุ้นเคยกับการบันทึกเสียงผ่านไมค์ ผมเองก็พบว่า เรื่องนี้ละเอียดกว่าที่ผมคิดมาก ยิ่งมาเจอน้องๆในเว็บ อย่างวิทย์ (@SimplyWit) และ Phz (@Phz) แล้ว ทำให้ผมต้องอึ้ง หลายๆคนที่อยากทำรายการวิดีโอ แล้วก็ใช้ไมค์ที่อยู่ในกล้อง Camcorder เหล่านั้น ทำหน้าที่บันทึกเสียงไปด้วย ขอบอกก่อนนะครับว่า วิธีนี้เป็นการทำลายคุณภาพการรับชมโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเสียงรบกวน เสียงก้อง และเสียงเบา ลองทำการบันทึกเสียงแยกดูครับ จะพบว่า น่าติดตามมากกว่ากันเยอะเลย

หลักๆแล้ว เรามักจะเจอสถานะซ้ำๆอยู่ไม่กี่กรณี แต่ว่าแต่ละกรณี ก็มีวิธีการบันทึกเสียงที่ไม่เหมือนกัน

  1. คุยกัน ๑ ถึง ๓ คน ในห้อง กรณีนี้ ง่ายมาก ใช้คอมพิวเตอร์ กับไมค์ถูกๆ ก็พอจะบันทึกได้แล้ว
  2. คุยกัน ๓ คน ขึ้นไป ถ้าเป็นไปได้ ก็ต้องหามิกเซอร์ เพื่อแยกต่อกับไมค์ครับ งบประมาณไม่น่าเกิน ๑ หมื่นบาท
  3. นอกสถานที่ อย่างนี้ ต้องพึ่งอุปกรณ์เฉพาะทางอย่าง Voice Recorder ครับ ผมเองก็ใช้ iPod ต่อกับไมค์สำหรับ iPod ของ Belkin อยู่หลายตอน งบประมาณตั้งแต่สามพันจนถึงห้าพันเลยครับ แต่ผมก็เคยหิ้ว Thinkpad Notebook X31 ไปบันทึกกับไมค์ของแถมเหมือนกันนะครับ อันนี้แล้วแต่ใจรักครับ ที่เห็นว่า เข้าท่าอีกอย่าง คือ iPhone ครับ มันมี app สำหรับบันทึกเสียงด้วย กินแบตน้อย ถ้าต้องการบันทึกสัมมนาต่างๆ ก็วางไว้หน้าลำโพงได้เลยครับ คุณภาพดีมาก แต่เนื่องจากมันเป็นโทรศัพท์น่ะนะ มันก็มีโอกาสที่คนจะโทรเข้า หรือเราเองก็อยากจะโทรออกด้วย อาจจะบันทึกยากในแง่ปฏิบัติ แต่ก็ทางเลือกที่ดีในกรณีที่ไม่ได้พกอะไรไปเลย แต่จำเป็นต้องบันทึกเสียงกระทันหัน บางคนก็ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วไปบันทึกเหมือนกันครับ ไม่ต้องเป็น iPhone แต่ต้องตรวจสอบให้ดีนะครับ อาจจะได้คุณภาพเสียงแบบโทรศัพท์ ไม่ได้เป็นเสียงแบบที่มีคุณภาพเท่าที่ได้ยินจริง หรือที่ได้ยินมาคือ ถ้ามีโทรศัพท์เข้ามาระหว่างบันทึก เสียงทั้งหมดที่บันทึกไว้ หายหมด อันนี้ ทดสอบกันให้ดีๆนะครับ
  4. บันทึกสนทนาทางคอมพิวเตอร์ ผ่าน Skype หรือ MSN หลายๆคนนึกว่าจะใช้โปรแกรมที่อยู่บนคอมพิวเตอร์ทั่วๆไปบันทึก ซึ่งก็จะเหมือนที่ผมคิดในตอนแรก แต่มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับ เราต้องใช้โปรแกรมเฉพาะทางพอสมควร ผมเองใช้ Audio Hijack Pro บน MAC ครับ ส่วนบน Windows นี่ ผมไม่ทราบจริงๆ

ทั้งสี่สถานะการณ์ที่ว่า มาจากประสบการณ์ที่ได้ลองทำนะครับ แต่ก็ต้องย้ำว่า ผมเองก็เริ่มต้นจากแค่ Notebook ๑ เครื่อง (Windows ด้วย) กับไมค์ของแถมอีก ๑ ตัว จากนั้นก็อาศัยใจรัก และศึกษาหาหนังสืออ่าน

พอเราบันทึกเสียงเป็นแล้ว ที่เหลือก็ไม่ยากมากแล้วครับ สำหรับการทำ Post-Production ไม่ว่าจะเป็นการแปลงไฟล์ให้เป็น MP3 หรือการตัดต่อเสียงโดยใช้โปรแกรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของฟรีอย่าง Audacity (ทั้ง MAC และ Windows) หรือใช้ Garage Band บน Windows ขั้นตอนเหล่านี้ เรียนรู้ไม่ยากมากนัก แต่ความพิถีพิถันในการบันทึกนี่แหละ ที่ผมพบว่า มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งเลยทีเดียว

ทุกวันนี้ รายการบนเว็บช่างคุยมีอยู่ ๑ ตอนที่ทุกๆคนที่ได้ฟัง มักจะมาถามเสมอๆว่า มีตอนวิดีโอไหม คือ ตอน The Innocent ในรายการไม่หลับไม่นอน เพราะตอนนั้นเป็นตอนที่เราสนุกมากในการบันทึก เพราะได้คนเล่นกีตาร์ที่ดี คนทำการบ้านในรายละเอียดที่เต็มที่ และคนที่หน้าด้านร้องเพลงทั้งๆที่เสียงเพี้ยนหรือเสียงไม่ถึง แต่อย่างหนึ่งที่ทุกๆคนชม คือ คุณภาพเสียงของตอนนั้น ซึ่งเราได้น้องวิทย์ (@SimplyWit) นี่แหละ เป็นคนมาบันทึกให้ ทำให้เสียงออกมาดีกว่าทั่วๆไปที่เราบันทึก และด้วยบรรยากาศในการฟัง ทำให้หลายๆคนอยากดูวิดีโอตอนนี้ ซึ่งผมบันทึกไว้ แต่ไม่ได้คิดจะนำมาเผยแพร่ อายเป็นน่ะครับ

แล้วเจอกันต่อตอนหน้าครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s