เรื่องเล่าการทำพอดคาสท์ ๑

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓

นึกไปนึกมาอยู่นานว่า จะเขียนเรื่องอะไรอีกดี จะแนะำนำหนังสืออีก ก็ดูจะซ้ำตัวเองมากไปนิด มิหนำซ้ำยังดูชุ่ยๆอย่างไรชอบกล พยายามนึกว่าจะเขียนเรื่องอะไรดีอยู่นาน ก็นึกถึงเรื่องราวประสบการณ์การในการทำพอดคาสท์ที่ทำมาจะสี่ปีอยู่แล้ว น่าจะพอเล่าได้ เพื่อเป็นบทเรียนให้หลายๆคนที่อยากทำ หรือสนใจอยากศึกษาเป็นข้อมูลให้ทีทำงานนะครับ หนังสืออ้างอิงในเชิงนี้ของเมืองไทย ผมเองก็ยังไม่เคยเห็น อย่าว่าแต่เมืองไทยเลย ของภาษาอังกฤษ ก็หายากมาก เพราะเป็นเรื่องใหม่พอสมควรทีเดียว

ลองสรุปมาเป็นเรื่องๆนะครับ ขณะที่เขียนนี้ ผมก็ยังนึกไม่ออกว่า จะเขียนไปได้กี่ตอน น่าจะยาวพอสมควรทีเดียว

รูปแบบรายการ “จะเป็นวิดีโอหรือเสียงดีเอ่ย”

รายการเสียงและรายการวีดีโอต่างก็ข้อดีนะครับ ส่วนข้อเสียนั้น ไม่น่าสนใจเท่าไร ผมเคยตั้งข้อสังเกตุไว้ว่า รายการเสียงอย่างเดียว โดยไม่มีภาพนั้น ทุกวันนี้ เราก็ยังเห็นอยู่ ในรูปแบบของรายการวิทยุ ซึ่งแม้ว่ามันจะมีมาก่อนวิดีโอ (ในรูปแบบของโทรทัศน์และภาพยนตร์)มานานแล้ว แต่เมื่อเทคโนโลยีด้านภาพเข้ามาแล้ว วิทยุก็ยังอยู่ได้ดี แม้รูปแบบจะต่างกันออกไปบ้าง เช่น แทนที่จะออกอากาศทางคลื่นวิทยุและต้องอาศัยอุปกรณ์ที่รองรับสัญญาณวิทยุโดยตรง ก็แปลงร่างออกมาอยู่ในเครื่องสารพัดประโยชน์อย่างคอมพิวเตอร์แทน กลายเป็นการฟังออนไลน์ ไม่จำกัดพื้นที่รับฟัง หรือ แทนที่จะเป็นการออกอากาศครั้งเดียวแล้วหายไปเลย ก็กลายเป็นวางไว้ในเซิร์ฟเวอร์ ให้สามารถโหลดไปฟังเมื่อไรก็ได้ มิหนำซ้ำยังมีอุปกรณ์อย่าง iPod ที่ทำให้เราสามารถเก็บไว้ฟังเมื่อไรก็ได้ด้วย แต่วิธีการฟัง ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ พอดคาสท์ หรือผ่านวิทยุ ก็ยังเป็นการฟังรายการเสียง โดยใช้ “หู”ฟังอยู่ดี และก็ยังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ฟังกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งทีเดียว

แต่ในขณะเดียวกัน รายการวิดีโอที่ไม่มีเสียงเลย อย่างหนังเงียบนั้น แทบไม่เคยได้ยินว่า ยังมีการทำอยู่ และแม้แต่ในยุคสมัยของหนังเงียบ (ปลายทศวรรษ ค.ศ. ๑๘๙๐ จนถึง ๑๙๒๗) ผมก็เข้าใจว่า ยังต้องมีเสียงเป็นองค์ประกอบในภาพยนตร์(แบบที่ไม่รู้สึกตัว)อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรี เสียงบรรยายประกอบ หรือเสียงพากย์ เพราะฉะนั้น เสียงก็ยังเป็นองค์ประกอบใหญ่ของการรับชม ไม่ว่าจะเป็นรายการเสียงอย่างเดียว หรือรายการวีดีโอ

แน่นอนว่า ข้อดีของการทำรายการวิดีโอนั้นมีมากมาย การทำรายการวิดีโอสามารถสื่อได้ง่ายกว่า อธิบายให้ผู้สนับสนุน(สปอนเซอร์)ฟังก็ง่าย สามารถรับชมได้ง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะในระยะเวลา ๓ ปีหลัง ตั้งแต่ตลาด Smartphone กลับมาเป็นที่นิยม โดยมี iPhone เป็นตัวชูธงนำมาก่อนเลย และนั่นทำให้คนรับชมก็สามารถรับชมได้ค่อนข้างง่ายด้วยเช่นกัน เช่น อาจจะกดดูจากหน้าเว็บของรายการนั้นๆ หรือรับชมผ่าน YouTube ได้เลย แต่ในแง่ผู้ผลิตรายการแล้ว การทำรายการวิดีโอใช้เวลาในการทำ (ทั้ง pre-production, production และ post-production)นานกว่ารายการเสียงหลายเท่านัก มิหนำซ้ำ ยังมีต้นทุนในการผลิตสูงกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ในการถ่ายทำ และซอฟท์แวร์ในการตัดต่อและแปลงไฟล์ ยังไม่รวมถึงการจัดเก็บข้อมูล และ Bandwidth ในการจัดวางบนเซิร์ฟเวอร์ ทั้งนี้ แม้ว่าจะเราจะยังเห็นรูปแบบของรายการที่ยังลักษณะการทำแบบ home-made อยู่พอสมควร แต่ลองมองดูความสามารถในการทำ production แล้ว ผู้ผลิตรายการรายใหม่ๆน่าจะเริ่มลองทำรายการเสียงก่อนจะง่ายกว่า และไม่ทำให้กังวลเรื่องการทำ production จนเกินไปนัก ไม่เช่นนั้นแล้ว คนทำรายการใหม่จะตื่นเต้นในการโชว์ของ จนลืมเรื่องที่สำคัญที่สุด คือเนื้อหา (content)ไปเสียก่อนนะครับ

ผมเองก็ยังทำรายการเสียง (audio)เกือบล้วนๆมาตลอด ๓ ปี ด้วยเหตุผลในเรื่องของเวลา และอุปกรณ์เป็นหลัก เวลาทั้งหมดที่ใช้ทำรายการวิดีโอนั้น เท่าๆกับเวลาที่ใช้ทำรายการเสียงถึง ๓ ตอน (โดยประมาณ)เลยทีเดียว นอกจากนี้แล้ว ผมยังพบว่า เมื่อเราทำรายการเสียงอย่างเดียว เราก็จะได้คนฟังที่เป็นผู้รับชมจริงๆ เพราะพวกเขาเหล่านั้นจะไม่มีโอกาสโฉบๆหน้าเว็บ กดปุ่มเพื่อดูภาพเพียง ๕ ถึง ๑๐ วินาที แล้วก็จากไป หรือโหลดไปเก็บไว้ แต่ไม่ได้รับชมจริงๆ การรับชมรายการเสียงมักจะวัดใจคนฟังจริงๆว่า จะฟังหรือเปล่า จะตั้งใจฟังหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่แน่ๆคือ แทบจะไม่สามารถ Fast Forward เหมือนตอนดูภาพได้เลย ต้องเปิดฟังไปเรื่อยๆ

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็ต้องยอมรับล่ะครับว่า หลีกเลี่ยงวิดีโอไม่ได้จริงๆ แม้จะเป็นการพูดคุยธรรมดา ไม่ได้มีอุปกรณ์ประกอบการสนทนาแต่อย่างไร แต่เมื่อเห็นสองรายการที่ผมติดตามมาเกือบๆ ๔ ปีแล้วอย่าง Buzz Out Loud และ This Week in Tech ยังทำวิดีโอเวอร์ชันแล้ว ผมก็ต้องเปลี่ยนใจเหมือนกัน เพราะผมเองก็พบว่า การรับชมทางวิดีโอดูสนุกกว่ามาก และที่สำคัญ infrastucture ในเมืองไทยเรา เริ่มดีขึ้น การอัพโหลดและดาวน์โหลดไฟล์ใหญ่ๆ ทำได้ง่ายขึ้นมาก ทำให้ผมเองก็ต้องลองทำดูเหมือนกัน อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้วิธีการทำอีกเรื่องหนึ่ง

แล้วก็เป็นเรื่องแปลกแต่จริงเหมือนกัน ในขณะที่ไฟล์เสียงมีขนาดเล็กกว่าไฟล์วิดีโอเป็นสิบเท่า (ไฟล์เสียง MP3 ๑ ชั่วโมงมีขนาดประมาณ 30 MB ในขณะที่ไฟล์วิดีโอ M4V (ภาพกว้าง 480px) จากตอนเดียวกัน มีขนาดกว่า 300 MB) เมื่อมาวางให้โหลดไปรับชมกัน ก็ยังมีคนนิยมโหลดไฟล์วิดีโอมากกว่าเป็นเท่าตัว ทั้งๆที่สามารถรับชมจากหน้าเว็บได้ โดยไม่ต้องโหลด พอเห็นสถิติแบบนี้ ก็อดใจทำวิดีโอไม่ได้เหมือนกัน อย่าว่าแต่ มีโอกาสได้ “เสนอหน้า”ด้วย

คงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีนะครับ เนื้อหาน่ะมาก่อน แล้วที่เหลือคือ อุปกรณ์ – เวลา – ค่าใช้จ่าย เราคงต้องหาจุดที่เหมาะกับเราน่ะครับ แล้วทำเลย อย่าเสียเวลา เคยมีคนบอกผมว่า เคยเห็นรายการวิดีโอพอดคาสท์ของต่างประเทศ ที่ใช้ webcam ธรรมดาๆ ก็สามารถทำรายการให้ออกมาน่าดูได้แล้ว เพียงแต่คนที่ทำนี้ เป็นคอลัมน์นิสต์ชื่อดังอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่มากก็น้อย การเป็นคนดังก็มีส่วนช่วยอยู่บ้างในกรณีนี้

แต่แน่นอนนะครับ ระหว่าง ๒ รายการที่ไม่มีคนรู้จักเลย รายการหนึ่งเป็นรายการเสียงอย่างเดียว และอีกรายการเป็นวิดีโอ ความน่าจะเป็นที่คนจะเลือกลองรับชมรายการวิดีโอน่าจะมีมากกว่า แต่ก็คงต้องชั่งน้ำหนักเหมือนกันระหว่างโหลดไฟล์วิดีโอ 100MB กับ ไฟล์เสียง 10MB ถ้าจะให้แนะนำ ผมเสนอให้ทำทั้งสองรูปแบบเลยครับ ให้คนฟังไปเลือกเอาเอง เรื่องการทำนี่ ต้องหัดทำอย่างเดียวครับ ไม่มีทางลัด

แหล่งรวบรวมรายการพอดคาสท์ของไทย

มีคนมาุถามผมเรื่องนี้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นจากหลายๆคนที่อยากฟังรายการอื่นๆของไทยบ้าง หรือ จากองค์กร บุคคลทั่วไปที่อยากทำรายการเป็นของตัวเอง เลยอยากทราบว่า มีเรื่องราวแบบนี้ที่ไหนบ้าง เท่าที่ผมทราบ ก็ไม่เคยเห็นเว็บไหนที่รวบรวมอย่างเป็นเรื่องเป็นราวนะครับ เท่าที่ผมรวบรวมไว้ที่เว็บช่างคุย ก็เป็นการรวบรวมจากคนรู้จัก และจากหนังสือสอนทำพอดคาสท์ของน้องดิงค์ ซึ่งก็มีบางรายการล้มหายตายจากไปบ้างแล้ว

จะมีที่ได้ยินจากหลายๆคน คือ รู้จักจากการค้นหาจากโปรแกรม iTunes ของ Apple ซึ่งเกิดจากการที่อยากลองหาอะไรฟังบ้าง นอกจากเพลงที่มีอยู่ใน iPod/iPhone ลองค้นหารายการไทยๆ ฟังดู ผมเองก็ใช้วิธีนี้ ค้นรายการบน iTunes เป็นระยะๆเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะเจอรายการที่มุ่งเป้าไปที่ผู้ฟังที่เป็นต่างชาติมากกว่า เช่น รายการสอนมวยไทย สอนทำอาหารไทย สอนภาษาไทย ไม่ได้เป็นรายการที่ทำให้ทั่วๆไปรับชมกัน

ส่วนเว็บไซด์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บท่า (Portal)ใหญ่ในบ้านเรานั้น ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นว่ามีใครทำหน้านี้นะครับ

เมื่อประมาณ ๔ ปีที่แล้ว เคยมีพวกทางฝั่งอเมริกาพยายามทำเว็บไซด์ที่เป็นเว็บรวบรวมข้อมูลพอดคาสท์โดยเฉพาะ รวมทั้งพยายามทำหน้าที่ Hosting (เก็บไฟล์เสียงและวิดีโอ)ให้ด้วย แต่เมื่อ Apple บรรจุหน้า Podcast เข้าไปในโปรแกรม iTunes ก็เลยทำให้โครงการดังกล่าวล้มหายตายจาก หรือไม่ก็ลดขนาดลงไปมาก เพราะ iTunes ทำหน้าที่นั้นแทนแล้ว

เว็บไซด์ของรายการพอดคาสท์

เป็นอีกเรื่องที่มีคนชอบถาม จะว่าไปแล้ว เว็บไซด์ของรายการพอดคาสท์ ต่างจากเว็บไซด์ทั่วๆไป อยู่ ๒ อย่าง คือ ต้องมีพื้นที่ในการเก็บเยอะ และต้องมี RSS Feed ให้

ต้องมีพื้นที่ในการเก็บเยอะ อันนี้ เข้าใจง่าย แน่นอนว่า เมื่อต้องเก็บไฟล์เสียงระดับ 10MB+ ต่อตอน หรือไฟล์ VDO ระดับ 100 MB+ ต่อตอนแล้ว เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ในการเก็บต้องมีขนาดความจุของฮาร์ดดิสค์พอสมควรทีเดียว ถ้าใครสนใจจะทำรายการ ก็ลองประเมิณความสามารถในการทำของตัวเองดูนะครับว่า เราจะทำรายการแบบไหน ความถี่เท่าไร เราก็พอจะประเมิณได้ว่า เราจะใช้พื้นที่ประมาณเท่าไรต่อปี เพราะโดยทั่วไป บริการ Web Hosting ในเมืองไทยเรา จะมีข้อจำกัดเรื่องนี้อยู่อีก ๒ จุด คือ

  1. ความจุของไฟล์ทั้งหมด เช่น ในราคา 400 บาทต่อเดือน สามารถเก็บไฟล์ได้ 1,000 MB ถ้าไฟล์เสียง MP3 ๑ ชม. มีขนาด 30MB เราก็สามารถเก็บได้ประมาณ 33 ตอน
  2. ปริมาณการใช้ไฟล์ (Bandwidth) ต่อเดือน เช่น รายการเสียง ๑ ชม. มีขนาด 30MB ถ้ามีคนโหลดไปฟัง 100 คน ก็จะใช้ Bandwidth ทั้งสิ้น 3,000 MB เวลาเช่าใช้บริการ เราต้องถามผู้ให้บริการด้วยว่า มีข้อจำกัด Bandwidth เท่าไร แต่ดูเหมือนว่า จะเริ่มมีคนให้บริการในแบบ unlimited bandwidth ไปแล้ว ลองตรวจสอบดูครับ

เรื่องพื้นที่ในการเก็บนี้ เป็นรายจ่ายตรงเลยนะครับ ที่เราต้องจ่ายออกไป วางแผนกันให้ดีๆ ผมเองใช้บริการของต่างประเทศ เพราะราคาถูกกว่าในเมืองไทยมาก แต่ก็ต้องแลกกับการที่ผู้สนใจจะโหลดรายการช้า เพราะต้องโหลดจากต่างประเทศ

ต้องมี RSS Feed เรื่องนี้ง่าย ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ ไฟล์ RSS เป็นไฟล์ที่บอกว่า เรามีรายการทั้งหมดกี่ตอน แต่ละตอนชื่อว่าอะไร มีขนาดเท่าไร ออกเมื่อวันไหน มีคำอธิบายรายละเอียดของตอนตามแต่เราจะเขียน ทุกครั้งที่เรามีตอนใหม่ เราต้องเขียนข้อมูลลงในไฟล์นี้ต่อท้ายไปเรื่อยๆนะครับ สำหรับผู้ชมรายการ ก็ไม่ต้องมาที่หน้าเว็บของเรา เพียงใช้โปรแกรมที่ทำหน้าที่อ่านเจ้า RSS นี้ ก็จะสามารถโหลดไฟล์ได้โดยอัตโนมัติ โปรแกรมที่ว่านี้ มีหลายตัวให้เลือกครับ แต่ตัวที่สะดวกที่สุดคือเจ้า iTunes นี่แหละ

ประโยชน์ของการใช้งาน RSS ที่เห็นชัดที่สุด คือมันทำให้ผู้ชมลดเวลาในการเข้าเว็บไซด์ครับ ถ้าติดตามรายการสัก ๒๐ รายการ แทนที่จะต้องไป ๒๐ เว็บไซด์ ก็รันโปรแกรมนี้อย่างเดียว (เช่น iTunes) จากนั้น เจ้าโปรแกรมนี้ก็จะไปทำหน้าที่โหลด RSS feed จากทั้ง ๒๐ ไซด์มา เพื่อนำข้อมูลล่าสุดมาแสดงผล

ว่า หมดที่แล้ว ต่อไปก็จะเป็นเรืองของความสำคัญในการมีเว็บไซด์เพื่อทำรายการพอดคาสท์ครับว่า มันสัมพันธ์กันอย่างไร ระหว่างที่รอฉบับถัดไป ลองดูที่หน้า http://www.changkhui.com ไปก่อนก็ได้ครับว่า เว็บไซด์ทำหน้าที่อะไรบ้าง เพื่อเสริมรายการพอดคาสท์ของเรา

Advertisements

2 thoughts on “เรื่องเล่าการทำพอดคาสท์ ๑

  1. audio ก็สามารถ Fast Forward ได้แล้วนะคะ
    แต่ทำได้กับเฉพาะ iPhone / iPod Touch ส่วน iPad ยังไม่แน่ใจค่ะ

    แต่เคยลองกับรายการช่างคุย แล้วไม่คุ้มสุดๆค่ะ เพราะว่าถ้าเร่งๆ ฟังแล้วจะตกหล่นอะไรดีๆ ไปเยอะ
    ต้องจัดเวลาเยอะๆ สำหรับฟังจะดีกว่ากันเยอะเลยค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s