ไม่มีใครฟัง (No One Would Listen โดย Harry Markopolos)

เมื่อเดือน ธันวาคม ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘) มีข่าวใหญ่ระดับสะเทือนไปทั่วโลก เรื่องที่ Bernard Madoff (อดีต Non-executive Chairman ของตลาดหุ้น NASDAQ) ออกมายอมรับว่า เขาดำเนินการบริหารกองทุนของเขาในรูปแบบการจัดการแบบแชร์ลูกโซ่ (Ponzi Scheme) และทั้งหมดที่เขาได้ดำเนินการบริหารจัดการกองทุนของเขามาแล้ว ตลอดระยะเวลากว่า ๑๐ ปีนั้น เป็นดำเนินธุรกิจแบบหลอกลวง เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่โตมากๆ เพราะดำเนินการโดยผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียง เคยดำรงตำแหน่งใหญ่โต และที่สำคัญ เงินลงทุนที่ว่านี้ เชื่อกันว่าหมุนเวียนที่ระดับ ๕ ถึง ๖ หมื่นล้านเหรียญ (US$ 50-60 Billions) เลยทีเดียว เรื่องใหญ่ขนาดนี้ รอดหูรอดตาได้อย่างไร แล้วถ้าเจ้าตัวไม่ออกมาสารภาพ (เพราะหมุนเงินไม่ไหวแล้ว) เรื่องนี้จะยังคงดำเนินอยู่ต่อไปใช่ไหม

ผู้เขียนเรื่องนี้ (Harry Markopolos) คือคนที่รวบรวมข้อมูลเรื่องนี้มากว่า ๙ ปี พยายามติดต่อหน่วยงานภาครัฐ (Securities and Exchange Commission) และส่งหลักฐานให้มาหลายครั้ง แต่ก็”ไม่มีใครฟัง”จริงๆ

สาเหตุที่แกมาสืบเรื่องนี้ ก็เพราะตัวคุณ Harry เอง ณ เวลานั้น (ค.ศ. ๑๙๙๙) ทำงานเป็นนักวิเคราะห์ (Quantitative Analysts หรือนิยมเรียกกันสั้นๆว่า Quants)  ให้กับบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง แล้วก็โดนกดดันให้คิดหาสูตรในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนได้เท่าๆกับที่คุณ Bernie Madoff ทำได้ คุณ Harry แกเป็นนักคณิตศาสตร์โดยพื้นฐานครับ แกคำนวณดูไม่นาน ก็สรุปได้ว่า นี่ไม่ใช่การลงทุนอย่างมีหลักการ เพราะไม่สามารถอธิบายได้ ด้วยปัจจัยการเคลื่อนไหวของตลาดได้เลย ในขณะที่ตลาดทั่วโลกติดลบเป็นระยะๆ แต่กองทุนของคุณ Madoff ดันมีผลประกอบการที่สวยหรูอย่างเหลือเชื่อ แล้วแกก็สรุปว่า ถ้าไม่เป็นการลงทุนแบบแชร์ลูกโซ่ (Ponzi Scheme) ก็เป็นการทำ Front-running (อันนี้ ผมไม่ทราบศัพท์ไทย)ครับ แต่แกค่อนข้างมั่นใจว่า เป็น Ponzi Scheme มากกว่า

ประเด็นอยู่ตรง นี้ครับ คุณ Harry แกพิสูจน์ได้ครับ และจากการที่ได้สอบถามผู้คนในวงการหลายๆคน ก็ให้การตรงกันหมดว่า ไม่เคยมีใครเคยได้รับออเดอร์จากคุณ Madoff เลย และนักลงทุนสถาบันหลายๆแห่งที่ลงทุนกับกองทุนของ Madoff ก็มีใครรู้ว่า แกเอาเงินไปลงทุนอย่างไร และดูเหมือนว่าจะไม่มีใคนสนใจ ขอให้ผลตอบแทนออกมาดี ก็พอแล้ว ผลประกอบการของสถาบันที่ออกเงินให้คุณ Madoff นำเงินไปลงทุน ก็ดูดี แต่คุณ Harry แกก็ตั้งข้อสังเกตุแหละครับว่า ดูเหมือนว่า นักลงทุนสถาบันที่ใหญ่จริงๆ อย่าง Citibank หรือ Goldman Sach กลับไม่ลงเงินให้ Madoff และพอแกลองๆไปถามตัวใหญ่จริงๆหลายๆคน ก็ให้ข้อมูลเหมือนๆกันว่า กองทุนนี้น่าสงสัย แต่ก็ไม่ได้คิดจะดำเนินการอะไร ที่คุณ Harry ตกใจมากๆ เมื่อเรื่องนี้แดงขึ้นมา(ในปลายปี ๒๐๐๘)ก็คือว่า ผู้ที่ลงทุนกับ Madoff ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักลงทุนสถาบัน แต่มีนักลงทุนรายย่อย (หรือรายบุคคลอยู่ด้วย) แกบอกว่า ถ้ารู้ว่ามีแบบนี้ จะยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ เพราะการที่แกมาเที่ยวประจานคุณ Madoff แบบนี้ อาจจะโดนเก็บเงียบๆโดยผู้ลงทุนเหล่านี้ได้ง่ายๆเลย

ประมาณอย่างน้อยๆ ก็ ๑ ใน ๓ ของหนังสือเล่มนี้ เป็นการประจานการทำงานของ SEC ว่าล้มเหลวขนาดไหนครับ แกบ่นเยอะพอสมควร และระบุชื่อและตำแหน่งจริงๆของผู้เกี่ยวข้องหลายๆคน เพราะเรื่องราวเหล่านี้ออกมาปรากฏสู่สาธารณะชนแล้วในกระบวนการสืบวนของสภา (ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนของศาล อีกกระบวนการหนึ่ง) เพราะทาง Congress ดูจะติดใจว่า เรื่องแบบนี้หลุดออกมาได้อย่างไร กลไกภาครัฐบกพร่องขนาดนี้เชียวหรือ

สิ่งที่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ อธิบาย และผู้เขียนเองก็ระบุเหมือนกันว่า จงใจที่จะไม่อธิบายไว้ คือกลไกการบริหารเงินของ Madoff ว่าทำงานอย่างไร แบ่งสัดส่วนการหมุนเงินเท่าไร ทั้งนี้เนื่องจากผู้เขียนพบว่า เมื่อพิสูจน์ว่า การลงทุนแบบนี้ไม่ได้เป็นการดำเนินงานอย่างมีรูปแบบที่สามารถอธิบายได้ ทางการเงินแล้ว เรื่องนี้ก็จบ ที่เหลือเป็นเรื่องของ Madoff จริงๆว่า เขาหมุนเงินอย่างไร แม้ว่าจะน่าสนใจในแง่ที่ว่า ทำไมถึงอยู่ได้สิบกว่าปี แต่ก็ดูจะเป็นความบกพร่องในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ภาครัฐมากกว่าที่จะเป็น ความฉลาดของ Madoff ก็ขนาด Madoff เองก็พูด (อ้างอิงไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วย)ว่า ตอนที่ทาง SEC มาตรวจงานของเขา ยังถามถึงเบอร์บัญชีที่ใช้ในการ trade หุ้นของเขาเลย ซึ่งทาง Madoff ก็บอกไป ซึ่งถ้าทางเจ้าหน้าที่ไปตรวจจริงๆ ก็จะพบว่า ไม่ได้มีการซื้อขายหุ้นหรือกองทุนใดในบัญชีที่ว่านี้เลย และทาง Madoff เองก็ทำใจไว้ว่า วันรุ่งขึ้นคงโดนจับแน่ๆ แต่เรื่องนี้ ก็ผ่านไป โดยที่ทาง SEC ไม่ได้ใส่ใจตรวจสอบรายละเอียดที่ตัวเองได้มา

ผมขอสรุปไว้เล่นๆ ๓ ข้อสำหรับเนื้อหากลางเรื่อง เพื่อให้กระชับขึ้น

๑) SEC ไฉนดูเหมือนว่า จะทำหน้าที่ปกป้องสถาบันการเงิน มากกว่าปกป้องความเสี่ยงของนักลงทุน (เรื่องนี้พูดยาก เพราะโดยธรรมชาติของการทำงาน SEC มีหน้าที่ติดต่อประสานงานกับนักลงทุนสถาบันมากกว่าที่จะติดต่อนักลงทุนราย ย่อย ดังนั้นจะมีความสนิทสนมกับองค์กรเหล่านี้อยู่แล้ว เมื่อคุณ Harry ซึ่งดำเนินการโดยส่วนตัว (กับเพื่อนๆอีกสามสี่คน) มาเที่ยวร้องเรียนเรื่องนี้ น้ำหนักในการชี้แจงของคุณ Haryy ก็เลยดูจะเบาไปนิด เพราะมีคนร้องเรียนต่างๆนานามากมายอยู่แล้ว และคุณ Madoff เองก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีคนรู้จักมากมาย เทียบน้ำหนักแล้ว คุณ Madoff ดูน่าเชื่อกว่าเยอะเลย)

๒) คนที่มีอยู่ ไม่มีความสามารถในการทำงาน แถมหลายๆคนที่ถูกส่งให้ไปสอบสวน Madoff ก็ดันไปขอในสมัครงานที่นั่นไปเสียนี่ (อันนี้เป็นเรื่องที่ดูออกจะตรงกันทั้งฝั่ง Harry และ Madoff โดยคุณ Harry ให้ความเห็นว่า หลายๆคนที่อยู่ใน SEC เข้ามาทำงานเพื่อให้ได้ประสบการณ์ในภาครัฐเท่านั้นเอง เมื่อสั่งสมประสบการณ์ได้ที่แล้ว ก็จะลาออกไปอยู่กับสำนักงานทนายความเอกชนรายใหญ่ ยิ่งเมื่อมาเจอการสืบสวนตลาด Derivatives ซึ่งไม่ใช่เป็นตลาดการลงทุนธรรมดา มีการใช้คณิตศาสตร์ขั้นสูงมาเกี่ยวข้อง ยิ่งทำให้คนของ SEC ดูจะอ่อนหัดไปเลย)
๓) คนในวงการหลายๆคนก็รู้ แต่ทำเป็นมองไม่เห็น หรือวางเฉย (จะว่าไป ก็ในเมื่อเขาเองก็ไม่ได้ลงทุน องค์กรทีทำงานอยู่ก็ไม่ได้ลงทุน ก็ไม่รู้จะโวยวายไปทำไม กรณีนี้ คุณ Harry ก็ชี้ว่า เมื่อไม่มี incentive ให้คนที่เปิดโปงกรณีเหล่านี้ ก็ยิ่งไม่ทำให้คนอยากทำเท่าไร เรื่องนี้ ดูเหมือนว่า จะมีความพยายามในการขยายผลต่อ)

สิ่งที่น่ากลัวไม่น้อยสำหรับคนอ่าน คือความจริงที่ว่า เรื่องนี้จบลงเพราะเจ้าตัวออกมาสารภาพเอง เนื่องจากว่าไม่สามารถหมุนเงินได้ต่อแล้ว ไม่ได้จบลงเพราะกลไกของภาครัฐ หรือคณะกรรมการอิสระใดๆทั้งสิ้น

ตอนท้ายๆของ Audiobook เล่มนี้ เป็นบทพูดของผู้ลงทุนกับ Madoff ที่ประสบปัญหาชีวิตต่างๆนานาหลังจากที่กองทุนลูกโซ่นี้ล้มลง หลายๆคนที่ได้รับเลือกมาสัมภาษณ์มีอายุกว่า ๖๐ ปีแล้ว เลยจุดเกษียณอายุมาก็หลายๆคน ที่สำคัญ การที่เงินมาลงทุนกับ Madoff ได้ แสดงว่าต้องมีเงินอยู่ไม่น้อยทีเดียว แต่ก็มาประสบความหายนะทางการเงินในช่วงชีวิตที่ควรจะได้พักแล้ว เข้าใจว่า หลายๆคนที่ออกมาพูดใน audiobook เป็นเสียงจริงของคนๆนั้น ฟังแล้วใจหายแทน พอๆกับเป็นบทเรียนที่ดีทีเดียว่า การลงทุนมีความเสี่ยงจริงๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาก่อนลงทุน ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ การโยนเงินในผู้บริหารเงินมืออาชีพ โดยคาดหวังว่า มืออาชีพน่าจะทำได้ดีกว่าเรา คงต้องคิดแล้วคิดอีกจริงๆว่า เชื่อถือได้แน่นะ

อ่านแล้วอดนึกบ้านเราไม่ได้จริง ผมไม่ทราบจริงๆว่า บ้านเราจะมีการดำเนินการแบบนี้โดยที่เราไม่รู้ตัวหรือเปล่า และกลต.ของเราเข้มแข็งขนาดไหน แต่เท่าที่ผ่านมา ก็ไม่เคยได้ยินกรณีดังๆในแนวนี้สักที แต่ทำไมไม่ทราบ ผมดันไปนึกถึงกรณีของการซุกหุ้นคุณทักษิณแฮะ เรื่องราวเงื่อนงำต่างๆนั้น มีคนเขียนถึงเยอะมากแล้ว ผมไม่ติดตามมากนัก และก็ไม่ได้ให้ความสนใจจนเข้าใจในกลไกของเรื่องเท่าไร แต่ที่สะกิดใจคือ กรณีที่ธนาคารยอมให้นำเช็คที่ระบุว่าให้เข้าบัญชีของคนใช้คุณหญิงพจมาลย์ นำมาเข้าบัญชีของคุณหญิงพจมาลย์ได้โดยตรง เรื่องนี้ไม่ต้องสืบอะไรมากมาย เป็นขั้นตอนของเช็คเข้าบัญชีธรรมดาๆ แต่ทำไมทำได้ และเรื่องนี้จบอย่างไร ในฐานะคนที่เคยรับเช็ค เคยเขียนเช็ค เคยเขียนเช็คเด้งเอง(แต่สามารถเคลียร์ได้นะครับ) และเคยรับเช็คเด้งด้วย ผมค่อนข้างติดใจจริงๆ เพราะถ้าคุณเคยทำธุรกรรมเช็คที่หน้าเคาน์เตอร์ คุณน่าจะนึกสงสัยเหมือนผม เรื่องนี้ทำได้อย่างไร เจ้าหน้าทีหน้าเคาน์เตอร์ไม่มีทางทำได้แน่ๆ รู้เห็นเป็นใจถึงระดับไหน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตระกูลชินวัตรโดยตรง แต่เป็นเรื่องของธนาคารล้วนๆ แล้วที่สำคัญ เมื่อเรื่องนี้ปรากฏออกมาต่อสื่อแล้ว โดยกลไกแล้ว ต้องมีใครทำหน้าที่ดำเนินเรื่อง(take action)ต่อ ถ้ามีใครทราบ ช่วยบอกด้วย

ขอก ลับมาเข้าเรื่องนี้อีกนิดในตอนท้าย หนังสือเล่มนี้เล่าประสบการณ์ของคนที่รวบรวมข้อมูลและเฝ้าบอกหน่วยงานภาครัฐ ถึง ๕ ครั้งในเวลา ๙ ปี ตอนกลางๆเล่มเป็นการบ่นถึงความไร้ประสิทธิภาพของ SEC เป็นหลัก และตอนท้ายเป็นการเล่าปมต่างๆที่คลี่คลายออกมา ผลกระทบของการล่มสลายของกองทุนที่ว่านี้ และข้อเสนอแนะว่าทาง SEC ควรปรับปรุงโครงสร้างการทำงานอย่างไร หลายๆเรื่องฟังแล้ว ออกจะดูเป็นเรื่องทางอุดมคติไปหน่อย เช่น ปรับปรุงค่าตอบแทนของเจ้าหน้่าที่ให้อยู่ในระดับที่สามารถดึงคนเก่งๆไว้ได้ แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ควรส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบเหล่านี้ มีความรู้และอุปกรณ์ในการใช้งานที่สามารถทำงานได้จริง ซึ่งคุณ Harry ยกตัวอย่างว่า อย่างน้อยๆก็ต้องมีจอ Bloomberg ให้ใช้งาน ไม่อย่างนั้นแล้ว จะกลายเป็นว่า ผู้ทำหน้าที่เป็นตำรวจ มีความรู้และอาวุธน้อยกว่าคนร้าย(ในชุดสูท)เสียอีก

ถ้าสนใจว่า Ponzi Scheme ทำงานอย่างไร หนังสือเล่มนี้ไม่ได้อธิบายนะครับ แต่ถ้าจะให้สนุกหน่อย ก็น่าจะลองหาความรู้พื้นฐานของตลาด Derivatives มาอ่าน คำศัพท์พวก Call, Swap, OTC หรือ Arbitrage อาจจะทำให้หลายๆคนงง แต่ลองไปหาอ่านเพิ่มเติม ระหว่างที่อ่านเล่มนี้ก็ได้ครับ สนุกดี หรือ อ่านเรื่อง Ponzi Scheme จาก Wikipedia ก็น่าสนุกไม่น้อย เล่มนี้สนุกนะครับ แต่คงไม่น่าจะเข้าขั้นตำรา classic อย่าง Barbarians at the Gate แต่ก็ไม่ยากเหมือน When Genius Failed

Advertisements

3 thoughts on “ไม่มีใครฟัง (No One Would Listen โดย Harry Markopolos)

  1. ฟังพี่เล่าแล้วน่าสนใจจัง อยากไปซื้อมาฟังบ้าง แต่ว่าศัพท์ยากมากหรือเปล่าครับ กลัวว่าหามาฟังแล้วจะฟังไม่รู้เรื่อง >_<

  2. เล่มนี้ฟังง่ายนะ ไม่ยากมาก
    ใน audible.com เขามีตัวอย่างให้ลองฟังได้นะ ลองดูครับ
    แต่เล่มนี้เห็นมีขาย(ในกทม.)แล้วนะ หาซื้อไม่ยาก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s