มารยาทใหม่

เขียนในนิตยสาร Go Training เดือนเมษายน ๒๕๕๓

๑) เพื่อนสี่คนนั่งเรียงกันดูการแสดงในหอประชุมพร้อมๆกัน เป็นที่น่าสังเกตุว่า ทั้งสี่คนก้มหน้ากดปุ่มโทรศัพท์มือถืออย่างเอาเป็นเอาตาย พร้อมๆกับเงยหน้าขึ้นมาดูการแสดงเป็นระยะ เมื่อเพื่อนคนที่ห้าเดินเข้ามา ก็หัวเราะแล้วก็พูดว่า นี่คุยกันทาง twitter อยู่ใช่ไหม ทั้งสี่คนที่นั่งอยู่ก็หัวเราะอย่างเขินๆ เพราะ timeline ใน twitter ของแต่ละคนเป็นคำตอบอยู่แล้วในตัว

๒) เจ้าขององค์กรเอกชนระดับประเทศเปิดการประชุมด้วยการขอร้องให้ทุกๆคนช่วยๆกันลดการใช้บริการเสริมบนอุปกรณ์มือถือ ในระหว่างที่ยังมีการประชุม หรือมีการพูดคุยกันอยู่บ้าง เพราะนอกจากจะเป็นการเสียมารยาทแล้ว ยังเป็นการรบกวนสมาธิผู้พูดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องพูดออกไปแล้ว มีแต่คนกดโทรศัพท์มือถืออยู่นั่นแหละรอบโต๊ะ ทำให้คนพูดขาดความมั่นใจไปเลยว่า มีคนฟังจริงหรือเปล่า นอกจากนี้ เจ้าขององค์กรดังกล่าวยังเล่าให้ฟังด้วยว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ได้ยินเสียงบ่นจากผู้บริหารระดับสูงในหลายๆองค์กร ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือเทศ เห็นแต่กดยุกยิกๆกันไปหมด ที่สำคัญ แต่ละคนที่ใช้งานก็เป็นระดับใหญ่กันแล้วทั้งนั้น

๓) พักเที่ยง เพื่อนๆขับรถออกไปทานข้าวกัน ปรากฏว่า คนขับมีโทรศัพท์เข้ามา คนนั่งข้างมีธุระต้องโทรออก ส่วนเพื่อนอีกคนกด update ใน Twitter ทำให้อีกคนนั่งเหวอ เพราะไม่รู้จะคุยกับใคร

ทั้งสามเรื่องเป็นเรื่องที่ผมได้ยินมาบ้าง หรือบางเรื่องก็ประสบพบกับตัวเอง และเชื่อว่าหลายๆคนคงจะได้เห็นหรือสัมผัสบ้างนะครับ เทคโนโลยีในปัจจุบันมันเปลี่ยนไปเร็วมากจนเสียจนเราก็ลืมเรื่องพื้นๆที่ต้องใช้สามัญสำนึกด้วย ผมเองก็เคยได้ได้ยินคำต่อว่าต่อขานจากเพื่อนในวงสนทนาบางคนเหมือนกันที่มาบ่นๆว่า อุตส่าห์มาเจอกันต่อหน้า ดันไปโทรศัพท์เสียจน แทบจะไม่ได้คุยกันเลย

บางเรื่องก็แปลก ออกไปในแนวขำไม่ออกเหมือนกันนะครับ ยิ่งในระยะสามสี่เดือนหลังมานี่ หลายๆคนคงเคยได้ยินเพื่อนๆของตัวเองบางคนชอบ”ปลูกผัก” ซึ่งถ้าคนที่ไม่ได้ Facebook เลย คงงงกันเป็นแถบ นึกว่าไปปลูกผักกันจริงๆ แถมปลูกกันดึกๆดื่นๆด้วย มิหนำซ้ำ บางคนก็ไปปลูกที่ทำงานด้วย ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ยังไม่เข้าใจ ก็ต้องอธิบายสั้นๆว่า การปลูกผักนี่เป็นเกมอย่างหนึ่งที่เล่นกันเว็บ Facebook  นะครับ ปลูกแล้ว ก็สามารถแข่งกับเพื่อนที่อยู่ใน Facebook ด้วยกันได้ด้วยว่า ปลูกกันไปถึงขั้นไหนแล้ว ผมเองไม่ได้เล่นครับ เป็นคนที่ไม่ติดเกมสักเท่าไร แต่เห้นจากความเห็นของเพื่อนๆหลายๆคนที่เล่นแล้ว อดขำไม่ได้ ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้ว ยังจะแข่งกัน “ปลูกผัก”อีก ที่ผมเขียนเรื่องนี้ ก็เพราะทราบมาว่า หลายๆคนติดเกมแบบนี้จริงๆ จนถึงขั้นขอให้ที่ทำงานเปิด Facebook เพื่อเล่นเกมดังกล่าวด้วย และในกรณีที่ทางที่ทำงานไม่ยอม ก็ได้ยินว่า ถึงขั้นไปซื้อแอร์การ์ดมาต่อออกอินเตอร์เน็ทจากที่ทำงาน เพียงเพื่อขอให้ได้เล่นเกมนี้หน่อยเถอะ เดี่๋ยวจะช้าไปไม่ทันเพื่อน ไปๆมาๆ มันเกินพอดีไปหรือเปล่าเนี่ย กลายเป็นเล่นเกมกันในที่ทำงานกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันเลย

แม้จะดูเป็นการไม่เหมาะสม แต่ก็ไม่ได้ทำอันตรายเท่าไร แต่ที่ดูจะล่อแหลมกว่า คือการใช้งาน Twitter

ผมอยากจะแบ่งมารยาทในการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ออกมา ๒ เชิง

อันแรกคือ เชิงปริมาณ เกือบทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมา เป็นมารยาทในเชิงปริมาณเกือบทั้งหมด อะไรควรทำ หรือไม่ควรทำในกาละเทศะต่างๆ เมื่อเทคโนโลยีดีขึ้น ช่วงเวลาหรือวาระโอกาสต่างๆที่เราเคยปล่อยผ่านไป ก็กลับกลายมาเป็นโอกาสให้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาในการเดินทาง(นั่งรถไฟฟ้า นั่งแท็กซี) ช่วงเวลาในการรอ (รอประชุม รอหัวข้อที่เกี่ยวกับตัวเรา รอรถไฟ) พักโฆษณา เหล่านี้จากเดิมที่เป็น idle time หรือ dead minute เราก็เริ่มใช้ช่วงเวลาเหล่านี้กับเทคโนโลยีที่ทำหน้าที่เติมเวลาให้เต็มได้ดีเยี่ยม จากเดิมแค่ฟังเพลง อ่านหนังสือ ตอนนี้ เรายังสามารถโทรศัพท์ เข้าอินเตอร์เน็ท เล่นเกม chat (โดยเฉพาะคนที่ใช้เจ้า Blackberry) สามารถบอกทั้งโลกได้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ที่ไหน ผ่านเจ้า Twitter ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องเชิงปริมาณ หลายๆคนคงต้องกลับมาดูแลพฤติกรรมตัวเองกระมังว่า อะไรสมควร หรือไม่สมควรทำในช่วงเวลาใด ก็รู้ๆกันอยู่นี่ว่า เจ้าเทคโนโลยีมันเป็นเพียง tools แต่คนที่ใช้ต่างหาก คือคนที่ต้องคิดว่าควรหรือไม่ควร จะว่าไป ผมเองก็ติดเจ้า Twitter พอสมควร เวลาเครียดๆหรือว่างๆในที่ทำงาน ก็อดอ่านไม่ได้ อ่านแล้วก็เพลิน จนต้องเตือนตัวเองว่า มากไปหรือเปล่า หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง ไม่ได้เป็นเรื่องไฮเทคมากมายอะไรนักหนา การถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอที่กิจกรรมที่ทำในที่ลับตาคน แต่ดันหลุดออกมาให้ได้ ยลกันทั้งโลก ก็น่าจะเป็นอีกเรื่องของการใช้งานเทคโนโลยีที่ต้องกลับไปถามผู้ใช้งานว่า คิดอะไรกันอยู่ การใช้งานเทคโนโลยีในแง่นี้ ดูๆแล้วสร้างความหวาดเสียวให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก เพราะมักจะได้ดูไม่จบ อยากรู้ว่าคุยอะไรกันต่อ (อ้าว)

นอกจากนี้แล้ว ที่ประสบพบเห็นอยู่เป็นประจำ คือการใช้งานโทรศัพท์มือถือในขณะที่ประกอบกิจกรรมอื่นไปด้วย เช่น ขับรถ ข้ามถนน ทานข้าว เห็นแล้วก็หวาดเสียวเป็นอย่างยิ่ง การใช้งานในที่นี้ ไม่ได้เป็นการใช้งานแค่คุยโทรศัพท์เท่านั้น ยังรวมถึงการส่ง SMS อ่านอีเมล์ และส่งข้อความตามเว็บต่างๆ เช่น Facebook Twitter ด้วย เบาๆหน่อยก็ได้นิ มองโลกในจังหวะที่ช้าลง ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งนา

อีกเชิงหนึ่งคือ เชิงคุณภาพ คงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า อันนี้ต้องกลับมาที่ Twitter อีกครั้ง หลายๆครั้งที่ผมอ่านข้อความใน Twitter แล้ว ผมอดขำไม่ได้นะครับ เพราะหลายๆคนเขียนบรรยายสิ่งที่ตนเองกำลังประสบอยู่ ณ เวลานั้นได้น่าติดตามมาก โดยเฉพาะการบรรยายกิจกรรมคนรอบข้างบนรถไฟฟ้า

“บีทีเอส สาวผมสั้นใส่แว่น เยอะมาก”

“บี ทีเอส คนเยอะมาก ทำไมไม่นั่งรถเมล์กันบ้างเนี่ย [บ่นๆๆ]”

“บี ทีเอส สาวตรงข้ามขาวมาก”

อ่านแล้ว อารมณ์ดี อยากจะขอไปดูอยู่เหมือนกัน แน่นอนว่า ในวาระแบบนี้ ใครจะใช้ Twitter เขียนอะไร ก็คงไม่มีใครว่าอะไร สิ่งที่ต้องระมัดระวังในกรณีคือ เราจะเขียนอะไรแล้วล่ะครับ คงไม่ต้องยกตัวอย่างก็คงนึกออกใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต่อว่า ด่าทอ หรือที่เป็นเรื่องใหญ่ในต่างประเทศ เช่นการใช้ Twitter ของผู้แทนราษฎร ในสหรัฐฯ เนื้อหาบางอย่างก็ไม่น่าจะต้องได้รับการเผยแพร่ออกมา หรือการประชุมในระดับสูง ที่ต้องการความปลอดภัย เนื่องจากผู้เข้าร่วมประชุมเป็นผู้นำประเทศ ด้วยความสามารถของอุปกรณ์ในปัจจุบัน นอกจากมันจะสามารถเผยแพร่ข้อความแล้ว ยังบอกตำแหน่งแห่งหนได้ด้วย ดูๆแล้ว พวกที่ดูแลระบบรักษาความปลอดภัยคงปวดหัวพอสมควรที่ต้องรักษาสมดุลย์ระหว่างความปลอดภัยและสิทธิในการแสดงออก นอกจากนี้ บางคนก็ถ่ายรูปและเผยแพร่ด้วย อันนี้ ควรคิดให้ดีๆก่อนทำ เพราะคนโดนถ่าย อาจจะไม่อยากให้เผยแพร่ก็ได้

การอ่าน Twitter บางครั้งก็เหมือนเห็นพัฒนาการอยู่เหมือนกันนะครับ ผมสังเกตุเห็น Twitter ของน้องคนหนึ่ง (ที่จำได้เพราะเป็นคนฟังรายการช่างคุยและเข้ามาทักด้วย) เริ่มเห็นจากการเขียนเรื่องเรียน ความเครียดในการเตรียมตัวสอบ ตื่นเต้นที่จะได้จบ ความกังวลในการหางาน ความตื่นเต้นในการสัมภาษณ์งาน ดีใจเมื่อได้งาน ความกลัวในการไปทำงานวันแรก จนหลังๆ ก็เริ่มเข้าวังวนของคนทำงาน ที่เริ่มบ่นเรื่องงาน นินทาเจ้านาย เบื่องาน ด่าเพื่อน และเกลียดวันจันทร์ ถ้าให้เดาเล่นๆ ในอีก ๑ ปีข้างหน้า ต้องได้เห็น Tweet เรื่อง TOEFL และการเลือกเรียนมหา’ลัย

หรือบางคน ก็มาในแนวลุ้นจนนาทีสุดท้าย เช่น บางคนเริ่ม Tweet ตั้งแต่เตรียมตัวเข้าไปสอบปากเปล่า เพื่อจบปริญญาโท เริ่มบ่นตั้งแต่คืนก่อนสอบ ต้องเตรียมโน่น ลืมนี่ ตื่นเต้น นอนไม่หลับ ตื่นสาย รถติด ปวดท้อง ลืมเอกสาร พอเข้าไปสอบ ก็หายไปเลย จนบรรดาคนที่ติดตามใน Twitter เริ่มลุ้น แม้ตอนแรกจะไม่ได้สนใจ แต่อ่านไปอ่านมา เริ่มติด ก็พ่อตัวดีดันบรรยายซะละเอียดขนาดนั้น แต่พอพ่อเข้าห้องสอบไปแล้ว ดันขาดช่วงไปซะนี่ เล่นเอาคนที่ติดตามเป็นห่วง ปรากฏว่า เจ้าตัวผ่านสอบปากเปล่าไปด้วยดี พอออกมา ก็ไปฉลองกับเพื่อนๆจนขาดสติ และหมดสติไปในที่สุด ฟื้นมาอีกทีตอนเช้า ค่อยมา tweet ต่อ เลยโดนกระหน่ำจากบรรดาคนรอลุ้นทั้งหลาย โดยที่เจ้าตัวก็ไม่ได้รู้เลยว่า มีคนรออ่านอยู่

บ้าจริง อ่านจนเสียงานเสียการหมดเหมือนกัน แต่ก็อบอุ่นไปอีกแบบ

แต่ในทางกลับกัน ก็เห็นหลายๆคนเหมือนกันที่ใช้ Twitter แบบลืมตัว บ่นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องในบ้านมากๆ ที่พาดพิงถึงสมาชิกทางบ้าน เช่น พ่อ แม่ หรือภรรยา ซึ่งน่าจะเก็บไว้คุยกันเองดีกว่านะจ๊ะ ยิ่งในยุคสมัยที่อินเตอร์เน็ทเข้าถึงทุกบ้าน และไปถึงห้องนอนแล้ว ผมเองก็ยังรู้สึกแปลกอยุ่เหมือนกันที่คนรอบตัวในคนละวงสังคม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง เพื่อนที่ทำงาน ลูกน้อง คนรู้จัก เริ่มเห็นตัวตนเรามากขึ้น ในทุกแง่มุม เพราะทั้ง Facebook และ Twitter ทำให้เราเปิดเผยตัวเราเองรอบตัวจริงๆ ยิ่งบางคนใช้ Blackberry หรือ iPhone ยิ่งทำให้ถึงตารางชีวิตในแต่ละวันด้วย เรื่องพวกนี้ ใช้ให้เป็นก็สนุกและเป็นประโยชน์มากนะครับ แต่ก็ต้องเรียนรู้วิธีการทำงาน กาลเทศะ และคิดถึงความควรไม่ควรให้มันพอดี

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s