ไม่มีใครฟัง (No One Would Listen โดย Harry Markopolos)

เมื่อเดือน ธันวาคม ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘) มีข่าวใหญ่ระดับสะเทือนไปทั่วโลก เรื่องที่ Bernard Madoff (อดีต Non-executive Chairman ของตลาดหุ้น NASDAQ) ออกมายอมรับว่า เขาดำเนินการบริหารกองทุนของเขาในรูปแบบการจัดการแบบแชร์ลูกโซ่ (Ponzi Scheme) และทั้งหมดที่เขาได้ดำเนินการบริหารจัดการกองทุนของเขามาแล้ว ตลอดระยะเวลากว่า ๑๐ ปีนั้น เป็นดำเนินธุรกิจแบบหลอกลวง เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่โตมากๆ เพราะดำเนินการโดยผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียง เคยดำรงตำแหน่งใหญ่โต และที่สำคัญ เงินลงทุนที่ว่านี้ เชื่อกันว่าหมุนเวียนที่ระดับ ๕ ถึง ๖ หมื่นล้านเหรียญ (US$ 50-60 Billions) เลยทีเดียว เรื่องใหญ่ขนาดนี้ รอดหูรอดตาได้อย่างไร แล้วถ้าเจ้าตัวไม่ออกมาสารภาพ (เพราะหมุนเงินไม่ไหวแล้ว) เรื่องนี้จะยังคงดำเนินอยู่ต่อไปใช่ไหม

ผู้เขียนเรื่องนี้ (Harry Markopolos) คือคนที่รวบรวมข้อมูลเรื่องนี้มากว่า ๙ ปี พยายามติดต่อหน่วยงานภาครัฐ (Securities and Exchange Commission) และส่งหลักฐานให้มาหลายครั้ง แต่ก็”ไม่มีใครฟัง”จริงๆ

สาเหตุที่แกมาสืบเรื่องนี้ ก็เพราะตัวคุณ Harry เอง ณ เวลานั้น (ค.ศ. ๑๙๙๙) ทำงานเป็นนักวิเคราะห์ (Quantitative Analysts หรือนิยมเรียกกันสั้นๆว่า Quants)  ให้กับบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง แล้วก็โดนกดดันให้คิดหาสูตรในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนได้เท่าๆกับที่คุณ Bernie Madoff ทำได้ คุณ Harry แกเป็นนักคณิตศาสตร์โดยพื้นฐานครับ แกคำนวณดูไม่นาน ก็สรุปได้ว่า นี่ไม่ใช่การลงทุนอย่างมีหลักการ เพราะไม่สามารถอธิบายได้ ด้วยปัจจัยการเคลื่อนไหวของตลาดได้เลย ในขณะที่ตลาดทั่วโลกติดลบเป็นระยะๆ แต่กองทุนของคุณ Madoff ดันมีผลประกอบการที่สวยหรูอย่างเหลือเชื่อ แล้วแกก็สรุปว่า ถ้าไม่เป็นการลงทุนแบบแชร์ลูกโซ่ (Ponzi Scheme) ก็เป็นการทำ Front-running (อันนี้ ผมไม่ทราบศัพท์ไทย)ครับ แต่แกค่อนข้างมั่นใจว่า เป็น Ponzi Scheme มากกว่า

ประเด็นอยู่ตรง นี้ครับ คุณ Harry แกพิสูจน์ได้ครับ และจากการที่ได้สอบถามผู้คนในวงการหลายๆคน ก็ให้การตรงกันหมดว่า ไม่เคยมีใครเคยได้รับออเดอร์จากคุณ Madoff เลย และนักลงทุนสถาบันหลายๆแห่งที่ลงทุนกับกองทุนของ Madoff ก็มีใครรู้ว่า แกเอาเงินไปลงทุนอย่างไร และดูเหมือนว่าจะไม่มีใคนสนใจ ขอให้ผลตอบแทนออกมาดี ก็พอแล้ว ผลประกอบการของสถาบันที่ออกเงินให้คุณ Madoff นำเงินไปลงทุน ก็ดูดี แต่คุณ Harry แกก็ตั้งข้อสังเกตุแหละครับว่า ดูเหมือนว่า นักลงทุนสถาบันที่ใหญ่จริงๆ อย่าง Citibank หรือ Goldman Sach กลับไม่ลงเงินให้ Madoff และพอแกลองๆไปถามตัวใหญ่จริงๆหลายๆคน ก็ให้ข้อมูลเหมือนๆกันว่า กองทุนนี้น่าสงสัย แต่ก็ไม่ได้คิดจะดำเนินการอะไร ที่คุณ Harry ตกใจมากๆ เมื่อเรื่องนี้แดงขึ้นมา(ในปลายปี ๒๐๐๘)ก็คือว่า ผู้ที่ลงทุนกับ Madoff ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักลงทุนสถาบัน แต่มีนักลงทุนรายย่อย (หรือรายบุคคลอยู่ด้วย) แกบอกว่า ถ้ารู้ว่ามีแบบนี้ จะยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ เพราะการที่แกมาเที่ยวประจานคุณ Madoff แบบนี้ อาจจะโดนเก็บเงียบๆโดยผู้ลงทุนเหล่านี้ได้ง่ายๆเลย

ประมาณอย่างน้อยๆ ก็ ๑ ใน ๓ ของหนังสือเล่มนี้ เป็นการประจานการทำงานของ SEC ว่าล้มเหลวขนาดไหนครับ แกบ่นเยอะพอสมควร และระบุชื่อและตำแหน่งจริงๆของผู้เกี่ยวข้องหลายๆคน เพราะเรื่องราวเหล่านี้ออกมาปรากฏสู่สาธารณะชนแล้วในกระบวนการสืบวนของสภา (ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนของศาล อีกกระบวนการหนึ่ง) เพราะทาง Congress ดูจะติดใจว่า เรื่องแบบนี้หลุดออกมาได้อย่างไร กลไกภาครัฐบกพร่องขนาดนี้เชียวหรือ

สิ่งที่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ อธิบาย และผู้เขียนเองก็ระบุเหมือนกันว่า จงใจที่จะไม่อธิบายไว้ คือกลไกการบริหารเงินของ Madoff ว่าทำงานอย่างไร แบ่งสัดส่วนการหมุนเงินเท่าไร ทั้งนี้เนื่องจากผู้เขียนพบว่า เมื่อพิสูจน์ว่า การลงทุนแบบนี้ไม่ได้เป็นการดำเนินงานอย่างมีรูปแบบที่สามารถอธิบายได้ ทางการเงินแล้ว เรื่องนี้ก็จบ ที่เหลือเป็นเรื่องของ Madoff จริงๆว่า เขาหมุนเงินอย่างไร แม้ว่าจะน่าสนใจในแง่ที่ว่า ทำไมถึงอยู่ได้สิบกว่าปี แต่ก็ดูจะเป็นความบกพร่องในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ภาครัฐมากกว่าที่จะเป็น ความฉลาดของ Madoff ก็ขนาด Madoff เองก็พูด (อ้างอิงไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วย)ว่า ตอนที่ทาง SEC มาตรวจงานของเขา ยังถามถึงเบอร์บัญชีที่ใช้ในการ trade หุ้นของเขาเลย ซึ่งทาง Madoff ก็บอกไป ซึ่งถ้าทางเจ้าหน้าที่ไปตรวจจริงๆ ก็จะพบว่า ไม่ได้มีการซื้อขายหุ้นหรือกองทุนใดในบัญชีที่ว่านี้เลย และทาง Madoff เองก็ทำใจไว้ว่า วันรุ่งขึ้นคงโดนจับแน่ๆ แต่เรื่องนี้ ก็ผ่านไป โดยที่ทาง SEC ไม่ได้ใส่ใจตรวจสอบรายละเอียดที่ตัวเองได้มา

ผมขอสรุปไว้เล่นๆ ๓ ข้อสำหรับเนื้อหากลางเรื่อง เพื่อให้กระชับขึ้น

๑) SEC ไฉนดูเหมือนว่า จะทำหน้าที่ปกป้องสถาบันการเงิน มากกว่าปกป้องความเสี่ยงของนักลงทุน (เรื่องนี้พูดยาก เพราะโดยธรรมชาติของการทำงาน SEC มีหน้าที่ติดต่อประสานงานกับนักลงทุนสถาบันมากกว่าที่จะติดต่อนักลงทุนราย ย่อย ดังนั้นจะมีความสนิทสนมกับองค์กรเหล่านี้อยู่แล้ว เมื่อคุณ Harry ซึ่งดำเนินการโดยส่วนตัว (กับเพื่อนๆอีกสามสี่คน) มาเที่ยวร้องเรียนเรื่องนี้ น้ำหนักในการชี้แจงของคุณ Haryy ก็เลยดูจะเบาไปนิด เพราะมีคนร้องเรียนต่างๆนานามากมายอยู่แล้ว และคุณ Madoff เองก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีคนรู้จักมากมาย เทียบน้ำหนักแล้ว คุณ Madoff ดูน่าเชื่อกว่าเยอะเลย)

๒) คนที่มีอยู่ ไม่มีความสามารถในการทำงาน แถมหลายๆคนที่ถูกส่งให้ไปสอบสวน Madoff ก็ดันไปขอในสมัครงานที่นั่นไปเสียนี่ (อันนี้เป็นเรื่องที่ดูออกจะตรงกันทั้งฝั่ง Harry และ Madoff โดยคุณ Harry ให้ความเห็นว่า หลายๆคนที่อยู่ใน SEC เข้ามาทำงานเพื่อให้ได้ประสบการณ์ในภาครัฐเท่านั้นเอง เมื่อสั่งสมประสบการณ์ได้ที่แล้ว ก็จะลาออกไปอยู่กับสำนักงานทนายความเอกชนรายใหญ่ ยิ่งเมื่อมาเจอการสืบสวนตลาด Derivatives ซึ่งไม่ใช่เป็นตลาดการลงทุนธรรมดา มีการใช้คณิตศาสตร์ขั้นสูงมาเกี่ยวข้อง ยิ่งทำให้คนของ SEC ดูจะอ่อนหัดไปเลย)
๓) คนในวงการหลายๆคนก็รู้ แต่ทำเป็นมองไม่เห็น หรือวางเฉย (จะว่าไป ก็ในเมื่อเขาเองก็ไม่ได้ลงทุน องค์กรทีทำงานอยู่ก็ไม่ได้ลงทุน ก็ไม่รู้จะโวยวายไปทำไม กรณีนี้ คุณ Harry ก็ชี้ว่า เมื่อไม่มี incentive ให้คนที่เปิดโปงกรณีเหล่านี้ ก็ยิ่งไม่ทำให้คนอยากทำเท่าไร เรื่องนี้ ดูเหมือนว่า จะมีความพยายามในการขยายผลต่อ)

สิ่งที่น่ากลัวไม่น้อยสำหรับคนอ่าน คือความจริงที่ว่า เรื่องนี้จบลงเพราะเจ้าตัวออกมาสารภาพเอง เนื่องจากว่าไม่สามารถหมุนเงินได้ต่อแล้ว ไม่ได้จบลงเพราะกลไกของภาครัฐ หรือคณะกรรมการอิสระใดๆทั้งสิ้น

ตอนท้ายๆของ Audiobook เล่มนี้ เป็นบทพูดของผู้ลงทุนกับ Madoff ที่ประสบปัญหาชีวิตต่างๆนานาหลังจากที่กองทุนลูกโซ่นี้ล้มลง หลายๆคนที่ได้รับเลือกมาสัมภาษณ์มีอายุกว่า ๖๐ ปีแล้ว เลยจุดเกษียณอายุมาก็หลายๆคน ที่สำคัญ การที่เงินมาลงทุนกับ Madoff ได้ แสดงว่าต้องมีเงินอยู่ไม่น้อยทีเดียว แต่ก็มาประสบความหายนะทางการเงินในช่วงชีวิตที่ควรจะได้พักแล้ว เข้าใจว่า หลายๆคนที่ออกมาพูดใน audiobook เป็นเสียงจริงของคนๆนั้น ฟังแล้วใจหายแทน พอๆกับเป็นบทเรียนที่ดีทีเดียว่า การลงทุนมีความเสี่ยงจริงๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาก่อนลงทุน ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ การโยนเงินในผู้บริหารเงินมืออาชีพ โดยคาดหวังว่า มืออาชีพน่าจะทำได้ดีกว่าเรา คงต้องคิดแล้วคิดอีกจริงๆว่า เชื่อถือได้แน่นะ

อ่านแล้วอดนึกบ้านเราไม่ได้จริง ผมไม่ทราบจริงๆว่า บ้านเราจะมีการดำเนินการแบบนี้โดยที่เราไม่รู้ตัวหรือเปล่า และกลต.ของเราเข้มแข็งขนาดไหน แต่เท่าที่ผ่านมา ก็ไม่เคยได้ยินกรณีดังๆในแนวนี้สักที แต่ทำไมไม่ทราบ ผมดันไปนึกถึงกรณีของการซุกหุ้นคุณทักษิณแฮะ เรื่องราวเงื่อนงำต่างๆนั้น มีคนเขียนถึงเยอะมากแล้ว ผมไม่ติดตามมากนัก และก็ไม่ได้ให้ความสนใจจนเข้าใจในกลไกของเรื่องเท่าไร แต่ที่สะกิดใจคือ กรณีที่ธนาคารยอมให้นำเช็คที่ระบุว่าให้เข้าบัญชีของคนใช้คุณหญิงพจมาลย์ นำมาเข้าบัญชีของคุณหญิงพจมาลย์ได้โดยตรง เรื่องนี้ไม่ต้องสืบอะไรมากมาย เป็นขั้นตอนของเช็คเข้าบัญชีธรรมดาๆ แต่ทำไมทำได้ และเรื่องนี้จบอย่างไร ในฐานะคนที่เคยรับเช็ค เคยเขียนเช็ค เคยเขียนเช็คเด้งเอง(แต่สามารถเคลียร์ได้นะครับ) และเคยรับเช็คเด้งด้วย ผมค่อนข้างติดใจจริงๆ เพราะถ้าคุณเคยทำธุรกรรมเช็คที่หน้าเคาน์เตอร์ คุณน่าจะนึกสงสัยเหมือนผม เรื่องนี้ทำได้อย่างไร เจ้าหน้าทีหน้าเคาน์เตอร์ไม่มีทางทำได้แน่ๆ รู้เห็นเป็นใจถึงระดับไหน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตระกูลชินวัตรโดยตรง แต่เป็นเรื่องของธนาคารล้วนๆ แล้วที่สำคัญ เมื่อเรื่องนี้ปรากฏออกมาต่อสื่อแล้ว โดยกลไกแล้ว ต้องมีใครทำหน้าที่ดำเนินเรื่อง(take action)ต่อ ถ้ามีใครทราบ ช่วยบอกด้วย

ขอก ลับมาเข้าเรื่องนี้อีกนิดในตอนท้าย หนังสือเล่มนี้เล่าประสบการณ์ของคนที่รวบรวมข้อมูลและเฝ้าบอกหน่วยงานภาครัฐ ถึง ๕ ครั้งในเวลา ๙ ปี ตอนกลางๆเล่มเป็นการบ่นถึงความไร้ประสิทธิภาพของ SEC เป็นหลัก และตอนท้ายเป็นการเล่าปมต่างๆที่คลี่คลายออกมา ผลกระทบของการล่มสลายของกองทุนที่ว่านี้ และข้อเสนอแนะว่าทาง SEC ควรปรับปรุงโครงสร้างการทำงานอย่างไร หลายๆเรื่องฟังแล้ว ออกจะดูเป็นเรื่องทางอุดมคติไปหน่อย เช่น ปรับปรุงค่าตอบแทนของเจ้าหน้่าที่ให้อยู่ในระดับที่สามารถดึงคนเก่งๆไว้ได้ แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ควรส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบเหล่านี้ มีความรู้และอุปกรณ์ในการใช้งานที่สามารถทำงานได้จริง ซึ่งคุณ Harry ยกตัวอย่างว่า อย่างน้อยๆก็ต้องมีจอ Bloomberg ให้ใช้งาน ไม่อย่างนั้นแล้ว จะกลายเป็นว่า ผู้ทำหน้าที่เป็นตำรวจ มีความรู้และอาวุธน้อยกว่าคนร้าย(ในชุดสูท)เสียอีก

ถ้าสนใจว่า Ponzi Scheme ทำงานอย่างไร หนังสือเล่มนี้ไม่ได้อธิบายนะครับ แต่ถ้าจะให้สนุกหน่อย ก็น่าจะลองหาความรู้พื้นฐานของตลาด Derivatives มาอ่าน คำศัพท์พวก Call, Swap, OTC หรือ Arbitrage อาจจะทำให้หลายๆคนงง แต่ลองไปหาอ่านเพิ่มเติม ระหว่างที่อ่านเล่มนี้ก็ได้ครับ สนุกดี หรือ อ่านเรื่อง Ponzi Scheme จาก Wikipedia ก็น่าสนุกไม่น้อย เล่มนี้สนุกนะครับ แต่คงไม่น่าจะเข้าขั้นตำรา classic อย่าง Barbarians at the Gate แต่ก็ไม่ยากเหมือน When Genius Failed

โฆษณา

มารยาทใหม่

เขียนในนิตยสาร Go Training เดือนเมษายน ๒๕๕๓

๑) เพื่อนสี่คนนั่งเรียงกันดูการแสดงในหอประชุมพร้อมๆกัน เป็นที่น่าสังเกตุว่า ทั้งสี่คนก้มหน้ากดปุ่มโทรศัพท์มือถืออย่างเอาเป็นเอาตาย พร้อมๆกับเงยหน้าขึ้นมาดูการแสดงเป็นระยะ เมื่อเพื่อนคนที่ห้าเดินเข้ามา ก็หัวเราะแล้วก็พูดว่า นี่คุยกันทาง twitter อยู่ใช่ไหม ทั้งสี่คนที่นั่งอยู่ก็หัวเราะอย่างเขินๆ เพราะ timeline ใน twitter ของแต่ละคนเป็นคำตอบอยู่แล้วในตัว

๒) เจ้าขององค์กรเอกชนระดับประเทศเปิดการประชุมด้วยการขอร้องให้ทุกๆคนช่วยๆกันลดการใช้บริการเสริมบนอุปกรณ์มือถือ ในระหว่างที่ยังมีการประชุม หรือมีการพูดคุยกันอยู่บ้าง เพราะนอกจากจะเป็นการเสียมารยาทแล้ว ยังเป็นการรบกวนสมาธิผู้พูดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องพูดออกไปแล้ว มีแต่คนกดโทรศัพท์มือถืออยู่นั่นแหละรอบโต๊ะ ทำให้คนพูดขาดความมั่นใจไปเลยว่า มีคนฟังจริงหรือเปล่า นอกจากนี้ เจ้าขององค์กรดังกล่าวยังเล่าให้ฟังด้วยว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ได้ยินเสียงบ่นจากผู้บริหารระดับสูงในหลายๆองค์กร ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือเทศ เห็นแต่กดยุกยิกๆกันไปหมด ที่สำคัญ แต่ละคนที่ใช้งานก็เป็นระดับใหญ่กันแล้วทั้งนั้น

๓) พักเที่ยง เพื่อนๆขับรถออกไปทานข้าวกัน ปรากฏว่า คนขับมีโทรศัพท์เข้ามา คนนั่งข้างมีธุระต้องโทรออก ส่วนเพื่อนอีกคนกด update ใน Twitter ทำให้อีกคนนั่งเหวอ เพราะไม่รู้จะคุยกับใคร

ทั้งสามเรื่องเป็นเรื่องที่ผมได้ยินมาบ้าง หรือบางเรื่องก็ประสบพบกับตัวเอง และเชื่อว่าหลายๆคนคงจะได้เห็นหรือสัมผัสบ้างนะครับ เทคโนโลยีในปัจจุบันมันเปลี่ยนไปเร็วมากจนเสียจนเราก็ลืมเรื่องพื้นๆที่ต้องใช้สามัญสำนึกด้วย ผมเองก็เคยได้ได้ยินคำต่อว่าต่อขานจากเพื่อนในวงสนทนาบางคนเหมือนกันที่มาบ่นๆว่า อุตส่าห์มาเจอกันต่อหน้า ดันไปโทรศัพท์เสียจน แทบจะไม่ได้คุยกันเลย

บางเรื่องก็แปลก ออกไปในแนวขำไม่ออกเหมือนกันนะครับ ยิ่งในระยะสามสี่เดือนหลังมานี่ หลายๆคนคงเคยได้ยินเพื่อนๆของตัวเองบางคนชอบ”ปลูกผัก” ซึ่งถ้าคนที่ไม่ได้ Facebook เลย คงงงกันเป็นแถบ นึกว่าไปปลูกผักกันจริงๆ แถมปลูกกันดึกๆดื่นๆด้วย มิหนำซ้ำ บางคนก็ไปปลูกที่ทำงานด้วย ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ยังไม่เข้าใจ ก็ต้องอธิบายสั้นๆว่า การปลูกผักนี่เป็นเกมอย่างหนึ่งที่เล่นกันเว็บ Facebook  นะครับ ปลูกแล้ว ก็สามารถแข่งกับเพื่อนที่อยู่ใน Facebook ด้วยกันได้ด้วยว่า ปลูกกันไปถึงขั้นไหนแล้ว ผมเองไม่ได้เล่นครับ เป็นคนที่ไม่ติดเกมสักเท่าไร แต่เห้นจากความเห็นของเพื่อนๆหลายๆคนที่เล่นแล้ว อดขำไม่ได้ ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้ว ยังจะแข่งกัน “ปลูกผัก”อีก ที่ผมเขียนเรื่องนี้ ก็เพราะทราบมาว่า หลายๆคนติดเกมแบบนี้จริงๆ จนถึงขั้นขอให้ที่ทำงานเปิด Facebook เพื่อเล่นเกมดังกล่าวด้วย และในกรณีที่ทางที่ทำงานไม่ยอม ก็ได้ยินว่า ถึงขั้นไปซื้อแอร์การ์ดมาต่อออกอินเตอร์เน็ทจากที่ทำงาน เพียงเพื่อขอให้ได้เล่นเกมนี้หน่อยเถอะ เดี่๋ยวจะช้าไปไม่ทันเพื่อน ไปๆมาๆ มันเกินพอดีไปหรือเปล่าเนี่ย กลายเป็นเล่นเกมกันในที่ทำงานกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันเลย

แม้จะดูเป็นการไม่เหมาะสม แต่ก็ไม่ได้ทำอันตรายเท่าไร แต่ที่ดูจะล่อแหลมกว่า คือการใช้งาน Twitter

ผมอยากจะแบ่งมารยาทในการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ออกมา ๒ เชิง

อันแรกคือ เชิงปริมาณ เกือบทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมา เป็นมารยาทในเชิงปริมาณเกือบทั้งหมด อะไรควรทำ หรือไม่ควรทำในกาละเทศะต่างๆ เมื่อเทคโนโลยีดีขึ้น ช่วงเวลาหรือวาระโอกาสต่างๆที่เราเคยปล่อยผ่านไป ก็กลับกลายมาเป็นโอกาสให้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาในการเดินทาง(นั่งรถไฟฟ้า นั่งแท็กซี) ช่วงเวลาในการรอ (รอประชุม รอหัวข้อที่เกี่ยวกับตัวเรา รอรถไฟ) พักโฆษณา เหล่านี้จากเดิมที่เป็น idle time หรือ dead minute เราก็เริ่มใช้ช่วงเวลาเหล่านี้กับเทคโนโลยีที่ทำหน้าที่เติมเวลาให้เต็มได้ดีเยี่ยม จากเดิมแค่ฟังเพลง อ่านหนังสือ ตอนนี้ เรายังสามารถโทรศัพท์ เข้าอินเตอร์เน็ท เล่นเกม chat (โดยเฉพาะคนที่ใช้เจ้า Blackberry) สามารถบอกทั้งโลกได้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ที่ไหน ผ่านเจ้า Twitter ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องเชิงปริมาณ หลายๆคนคงต้องกลับมาดูแลพฤติกรรมตัวเองกระมังว่า อะไรสมควร หรือไม่สมควรทำในช่วงเวลาใด ก็รู้ๆกันอยู่นี่ว่า เจ้าเทคโนโลยีมันเป็นเพียง tools แต่คนที่ใช้ต่างหาก คือคนที่ต้องคิดว่าควรหรือไม่ควร จะว่าไป ผมเองก็ติดเจ้า Twitter พอสมควร เวลาเครียดๆหรือว่างๆในที่ทำงาน ก็อดอ่านไม่ได้ อ่านแล้วก็เพลิน จนต้องเตือนตัวเองว่า มากไปหรือเปล่า หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง ไม่ได้เป็นเรื่องไฮเทคมากมายอะไรนักหนา การถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอที่กิจกรรมที่ทำในที่ลับตาคน แต่ดันหลุดออกมาให้ได้ ยลกันทั้งโลก ก็น่าจะเป็นอีกเรื่องของการใช้งานเทคโนโลยีที่ต้องกลับไปถามผู้ใช้งานว่า คิดอะไรกันอยู่ การใช้งานเทคโนโลยีในแง่นี้ ดูๆแล้วสร้างความหวาดเสียวให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก เพราะมักจะได้ดูไม่จบ อยากรู้ว่าคุยอะไรกันต่อ (อ้าว)

นอกจากนี้แล้ว ที่ประสบพบเห็นอยู่เป็นประจำ คือการใช้งานโทรศัพท์มือถือในขณะที่ประกอบกิจกรรมอื่นไปด้วย เช่น ขับรถ ข้ามถนน ทานข้าว เห็นแล้วก็หวาดเสียวเป็นอย่างยิ่ง การใช้งานในที่นี้ ไม่ได้เป็นการใช้งานแค่คุยโทรศัพท์เท่านั้น ยังรวมถึงการส่ง SMS อ่านอีเมล์ และส่งข้อความตามเว็บต่างๆ เช่น Facebook Twitter ด้วย เบาๆหน่อยก็ได้นิ มองโลกในจังหวะที่ช้าลง ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งนา

อีกเชิงหนึ่งคือ เชิงคุณภาพ คงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า อันนี้ต้องกลับมาที่ Twitter อีกครั้ง หลายๆครั้งที่ผมอ่านข้อความใน Twitter แล้ว ผมอดขำไม่ได้นะครับ เพราะหลายๆคนเขียนบรรยายสิ่งที่ตนเองกำลังประสบอยู่ ณ เวลานั้นได้น่าติดตามมาก โดยเฉพาะการบรรยายกิจกรรมคนรอบข้างบนรถไฟฟ้า

“บีทีเอส สาวผมสั้นใส่แว่น เยอะมาก”

“บี ทีเอส คนเยอะมาก ทำไมไม่นั่งรถเมล์กันบ้างเนี่ย [บ่นๆๆ]”

“บี ทีเอส สาวตรงข้ามขาวมาก”

อ่านแล้ว อารมณ์ดี อยากจะขอไปดูอยู่เหมือนกัน แน่นอนว่า ในวาระแบบนี้ ใครจะใช้ Twitter เขียนอะไร ก็คงไม่มีใครว่าอะไร สิ่งที่ต้องระมัดระวังในกรณีคือ เราจะเขียนอะไรแล้วล่ะครับ คงไม่ต้องยกตัวอย่างก็คงนึกออกใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต่อว่า ด่าทอ หรือที่เป็นเรื่องใหญ่ในต่างประเทศ เช่นการใช้ Twitter ของผู้แทนราษฎร ในสหรัฐฯ เนื้อหาบางอย่างก็ไม่น่าจะต้องได้รับการเผยแพร่ออกมา หรือการประชุมในระดับสูง ที่ต้องการความปลอดภัย เนื่องจากผู้เข้าร่วมประชุมเป็นผู้นำประเทศ ด้วยความสามารถของอุปกรณ์ในปัจจุบัน นอกจากมันจะสามารถเผยแพร่ข้อความแล้ว ยังบอกตำแหน่งแห่งหนได้ด้วย ดูๆแล้ว พวกที่ดูแลระบบรักษาความปลอดภัยคงปวดหัวพอสมควรที่ต้องรักษาสมดุลย์ระหว่างความปลอดภัยและสิทธิในการแสดงออก นอกจากนี้ บางคนก็ถ่ายรูปและเผยแพร่ด้วย อันนี้ ควรคิดให้ดีๆก่อนทำ เพราะคนโดนถ่าย อาจจะไม่อยากให้เผยแพร่ก็ได้

การอ่าน Twitter บางครั้งก็เหมือนเห็นพัฒนาการอยู่เหมือนกันนะครับ ผมสังเกตุเห็น Twitter ของน้องคนหนึ่ง (ที่จำได้เพราะเป็นคนฟังรายการช่างคุยและเข้ามาทักด้วย) เริ่มเห็นจากการเขียนเรื่องเรียน ความเครียดในการเตรียมตัวสอบ ตื่นเต้นที่จะได้จบ ความกังวลในการหางาน ความตื่นเต้นในการสัมภาษณ์งาน ดีใจเมื่อได้งาน ความกลัวในการไปทำงานวันแรก จนหลังๆ ก็เริ่มเข้าวังวนของคนทำงาน ที่เริ่มบ่นเรื่องงาน นินทาเจ้านาย เบื่องาน ด่าเพื่อน และเกลียดวันจันทร์ ถ้าให้เดาเล่นๆ ในอีก ๑ ปีข้างหน้า ต้องได้เห็น Tweet เรื่อง TOEFL และการเลือกเรียนมหา’ลัย

หรือบางคน ก็มาในแนวลุ้นจนนาทีสุดท้าย เช่น บางคนเริ่ม Tweet ตั้งแต่เตรียมตัวเข้าไปสอบปากเปล่า เพื่อจบปริญญาโท เริ่มบ่นตั้งแต่คืนก่อนสอบ ต้องเตรียมโน่น ลืมนี่ ตื่นเต้น นอนไม่หลับ ตื่นสาย รถติด ปวดท้อง ลืมเอกสาร พอเข้าไปสอบ ก็หายไปเลย จนบรรดาคนที่ติดตามใน Twitter เริ่มลุ้น แม้ตอนแรกจะไม่ได้สนใจ แต่อ่านไปอ่านมา เริ่มติด ก็พ่อตัวดีดันบรรยายซะละเอียดขนาดนั้น แต่พอพ่อเข้าห้องสอบไปแล้ว ดันขาดช่วงไปซะนี่ เล่นเอาคนที่ติดตามเป็นห่วง ปรากฏว่า เจ้าตัวผ่านสอบปากเปล่าไปด้วยดี พอออกมา ก็ไปฉลองกับเพื่อนๆจนขาดสติ และหมดสติไปในที่สุด ฟื้นมาอีกทีตอนเช้า ค่อยมา tweet ต่อ เลยโดนกระหน่ำจากบรรดาคนรอลุ้นทั้งหลาย โดยที่เจ้าตัวก็ไม่ได้รู้เลยว่า มีคนรออ่านอยู่

บ้าจริง อ่านจนเสียงานเสียการหมดเหมือนกัน แต่ก็อบอุ่นไปอีกแบบ

แต่ในทางกลับกัน ก็เห็นหลายๆคนเหมือนกันที่ใช้ Twitter แบบลืมตัว บ่นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องในบ้านมากๆ ที่พาดพิงถึงสมาชิกทางบ้าน เช่น พ่อ แม่ หรือภรรยา ซึ่งน่าจะเก็บไว้คุยกันเองดีกว่านะจ๊ะ ยิ่งในยุคสมัยที่อินเตอร์เน็ทเข้าถึงทุกบ้าน และไปถึงห้องนอนแล้ว ผมเองก็ยังรู้สึกแปลกอยุ่เหมือนกันที่คนรอบตัวในคนละวงสังคม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง เพื่อนที่ทำงาน ลูกน้อง คนรู้จัก เริ่มเห็นตัวตนเรามากขึ้น ในทุกแง่มุม เพราะทั้ง Facebook และ Twitter ทำให้เราเปิดเผยตัวเราเองรอบตัวจริงๆ ยิ่งบางคนใช้ Blackberry หรือ iPhone ยิ่งทำให้ถึงตารางชีวิตในแต่ละวันด้วย เรื่องพวกนี้ ใช้ให้เป็นก็สนุกและเป็นประโยชน์มากนะครับ แต่ก็ต้องเรียนรู้วิธีการทำงาน กาลเทศะ และคิดถึงความควรไม่ควรให้มันพอดี