The Girl with the Dragon Tattoo โดย Stieg Larsson

หลังจากที่ไม่ได้อ่าน(หรือฟัง)นิยายมาหลายเดือน ผมก็เลือกเล่มหนึ่งมาอ่านจาก Audible.com ใช้เวลาเลือกอยู่นาน เพราะอยากจะฉีกไปจากนักเขียนเดิมๆที่ตัวเองชอบ เช่น ใน Series “Alex Delaware” ของ Jonathan Kellerman เพราะเริ่มจะเหลือให้อ่านไม่มากแล้ว จะกลับไปอ่าน Series “Alex Cross” ของ James Patterson ก็น่าจะต้องฟื้นเรื่องกันอีกนาน เพราะเล่มล่าสุดของ Alex Cross ที่ได้อ่าน ก็เกิน ๑๐ ปีไปแล้ว ก็เลยลองๆหาแถว Recommended Read หรือ Top 10 ของ 2009 มาอ่านดู เลือกๆที่น่าจะเป็น series ใหม่ๆบ้าง เสียดาย Harlan Coben เหลือเกิน เล่มที่สามในตระกูลของ Mylon Bolitar นั้น ผมพบว่า ตัวเอกมีตัวช่วยที่เก่งเกินเหตุ นางเอกก็สวยเกินบรรยาย จนผมเริ่มเดาๆทางได้ เลยไม่ได้อ่านอีก แต่ต้องบอกว่าหนังสือสืบสวนของ Coben ที่ไม่ได้ เป็น series นั้น ทำได้ดีทีเดียว เดายากมาก

เลือกไปเลือกมา ผมก็ตัดสินใจเลือก The Girl with the Dragon Tattoo ครับ ดูๆจากเรื่องย่อแล้ว น่าจะสนุก พอเริ่มอ่านคำวิจารณ์จาก Amazon.com และจาก Audible.com เอง ก็ดูท่าทางน่าสนใจ น่าจะใช้ได้ สรุปว่า สนุกครับ

เรื่องนี้เขียนโดยชาวสวีเดน และปูเรื่องให้เกิดขึ้นในสวีเดนเกือบทั้งหมด ทั้งชื่อคนและชื่อเมืองก็เลยจำยากพอสมควรในตอนต้น (โดนเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องฟัง แทนที่จะอ่าน) ตัวเอกของเรื่องไม่ได้มีแค่คนเดียว มากันเป็นคู่ แต่มาทีละคน เรื่องนี้ดีหน่อยที่ตัวเอกไม่ได้เป็นหนุ่มหล่อ สาวสวย ฉลาดหลักแหลม ทำอะไรเก่งไปหมด ตัวเอกฝ่ายชายเป็นนักหนังสือพิมพ์ (Journalist นะครับ ไม่ใช่ reporter) อายุก็เกิน ๔๐ ไปหลายปีอยู่ ไม่ได้บอกว่าเท่าไร พ่อม่ายลูกหนึ่ง ส่วนตัวเอกฝ่ายหญิง ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อเรื่องนี่แหละ เป็นพวกนอกคอก มีปัญหาทางบ้าน อยู่โรงเรียนก็ไม่มีใครเอาด้วย เรียนก็ไม่จบ รูปร่างก็ออกไปในแนวแกรน (ผอมบาง เหมือนโตไม่เต็มที่) หน้าตาก็ดูมีแนวโน้มว่าจะดี แต่ดันชอบแต่งตัวและมีบุคคลิกไปในแนวพังค์ ไม่สุงสิงกับใคร ต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองที่ได้รับการแต่งตั้งทางกฏหมายให้มาดูอยู่เป็นระยะๆ

ในส่วนของเนื้อหานั้น เล่ามากไป ก็จะไม่สนุก แต่บอกคร่าวได้ว่า ตัวเอกได้รับการว่าจ้างให้มาสืบคดีหนึ่งซึ่งเป็นปริศนามากว่า ๔๐ ปี มีสาววัยรุ่นหายตัวไปจากตระกูลคหบดีในวันหนึ่งโดยที่ไม่มีใครทราบเลยว่า เธอหายไปไหน แต่ทุกๆปี เมื่อครบวันที่เธอหายตัวไป จะมีดอกไม้ลึกลับส่งมาหาคุณปู่ของเธอ โดยที่ไม่มีใครสามารถสืบหาได้ว่ามาจากที่ไหน ตัวเอกของเราต้องเข้ามาสืบเรื่องนี้ โดยที่ไม่ได้เต็มใจนัก แต่ก็ต้องรับเพราะมีข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ (ต้องไปอ่่านเองครับ) เพื่อที่ว่า เมื่อเขาสิ้นสุดภาระกิจนี้ลง เขาก็สามารถนำสิ่งตอบแทนที่ว่านี้ไปดำเนินเรื่องส่วนตัวของเขาต่อไป

เมื่อเริ่มๆสืบไป เขาก็ต้องเดินทางไปรู้จักตัวละครในครอบครัวนี้ทีละคน แต่ละคนดูไม่น่าต้องสงสัยเท่าไรนัก แถมเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อกว่า ๔๐ ปีก่อน ทำให้สิ่งที่เขาพยายามถาม กลายเป็นเพียงความทรงจำเก่าๆ ภาพเก่าๆ ข้อมูลเก่าๆ ที่ไม่ไปไหน จนกระทั่งเขาต้องพยายามนำแต่ละ”ภาพ”มาต่อเป็น Jigsaw จริงๆ จึงจะทำให้เขาเริ่มเห็นเงื่อนงำบางอย่าง จนนำไปสู่บทคลี่คลายในที่สุด และเขาก็รู้ตัวว่ามาถูกทางแน่ๆ เมื่อเริ่มโดนปองร้าย และในท้ายที่สุด เมื่อเขาสามารถคลี่คลายปริศนาได้ ด้วยความช่วยเหลือของตัวเอกฝ่ายหญิง เขาก็ต้องทำหน้าที่คลายปมของตัวเองต่อจนจบ

ผมอ่านเล่มนี้จบด้วยความรู้สึกเดียวกับสมัยที่อ่าน Red Dragon ของ Thomas Harris แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่มีความโหดร้ายในระดับนั้นอยู่ แต่สิ่งที่ตัวละครในเรื่องประสบและนำมาเล่าให้ตัวเอกฟัง หรือจากที่เขาค่อยๆเดาได้เองนั้น ทำให้ผมนึกถึงเรื่องนั้นอย่างช่วยไม่ได้ เนื้อเรื่องใช้เวลาเดินทางตั้งแต่ต้นจนจบในส่วนของเนื้อหาหลักอยู่ที่ประมาณครึ่งปี และในหนึ่งในห้าของเรื่อง(ในช่วงสุดท้าย)นั้น กินเวลาอีกประมาณสามเดือน เพื่อคลาย sub-plot แต่เชื่อเหลือเกินว่า ทุกๆคนรู้สึกว่าเรื่องนี้มันจบไปตั้งแต่ Plot หลักจบไปแล้ว และส่วนของ Plot รองนั้น เนื้อเรื่องพอจะคาดเดาได้ ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก

ตัวเอกของเรื่องก็จะคล้ายๆนิยายสืบสวนทั่วไป มีคุณธรรม มีหลักการ คาดเดาได้ว่าจะเป็นอย่างไรจนน่าเบื่อ ดีอยู่หน่อยตรงที่ในหนังสือไม่ได้บอกว่าหน้าตาดีเท่าไรนัก น่าจะธรรมดาๆพอสมควร แถมยังได้นอนกับสาว (ทั้งใหญ่และสาวๆ)อยู่เป็นระยะ โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องทำพยายามอะไรมากนัก (ทำไมเราไม่เจออย่างนี้บ้าง (วะ))

ส่วนตัวเอกฝ่ายหญิงสิที่ดูน่าสนใจ แน่ล่ะ ก็ขนาดว่าคนแต่งยังนำมาเป็นชื่อเรื่องนี่นา หน้าตาออกไปในแนวดูดี รูปร่างไม่ได้เรื่อง หลับนอนกับผู้ชายมาพอสมควร ไม่สุงสิงกับใคร ดูออกจะมีปัญหาด้าน EQ พอสมควร เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ในระดับเซียน IT คนหนึ่ง

จะว่าไปแล้วเรื่องนี้พลอตหลักสนุกนะครับ ผมเองคาดเดาอยู่ว่าตัวร้ายน่าจะเป็นใครได้ โดยไม่มีอาศัยข้อมูลอะไรเลย นอกไปจากว่า นิยายแนวนี้มักจะปล่อยผู้ร้ายเร็ว และปะปนกับตัวละครอื่นๆจนดูไม่น่าสงสัย ก็เลยเดาๆไว้ แต่เนื้อเรื่องก็ยังสนุกอยู่ดี ถ้าจะให้ดี ตัดพลอตหลังตอนท้ายๆออกไปก็ได้ ไม่เห็นจะจำเป็นเท่าไรเลย

พออ่านเรื่องนี้จบ ผมก็เลยลองทำความรู้จักกับ series นี้มากขึ้น ถึงพบว่า เรื่องนี้ดังขึ้นมาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ผู้ประพันธ์เสียชีวิตในวัย ๕๐ ต้นๆ ก่อนที่เรื่องนี้จะได้รับการตีพิมพ์ด้วยซ้ำ ทำนองว่า สำนักพิมพ์รับเรื่องแล้ว รอพิมพ์ออกมาขาย แต่เขาก็ตายเสียก่อน โดยที่เจ้าตัวตั้งใจไว้ว่าจะเขียน ๑๐ เล่ม โดยก่อนตาย เขาเขียนตอนที่หนึ่งถึงสามจบแล้ว และเขียนโครงย่อๆของสี่กับห้าไว้

คุณ Stieg Larsson (ผู้เขียน)เป็นนักหนังสือพิมพ์ครับ ทำนองว่าออกไปในแนวสวนกระแสหรือถ้าเป็นบ้านเราก็น่าจะแนว “ประชาไท” พอว่างจากงาน ก็เลยมาเขียนหนังสือ แต่เสียดายไม่ได้มาเห็นความสำเร็จของตัวเอง หนังสือเล่มแรกดังมาก (ปี 2005) และเมื่อเล่มสองออกมา (The Girl Who Played with Fire) ก็ดังขึ้นไปอีก จนถึงเล่มสามก็ยังดังไม่เลิก จนในที่สุด ก็มีคนทำเรื่องแรกออกมาเป็นหนัง(ในสวีเดน) เมื่อปี 2008 ก็ปรากฏว่า ทำเงินถล่มทลาย จนต้องทำภาคสองและสาม ออกมาไล่ๆกัน (คล้ายๆกับเรื่อง Lord of the Ring) เมื่อปลายปีที่แล้ว (2009) และต้นปีนี้เอง ไม่ใช่แค่ดังในสวีเดนนะครับ เข้าใจว่าทำเงินทั้งยุโรป จนมีข่าวว่าทาง Hollywood กำลังจะซื้อลิขสิทธิ์ไปทำบ้างแล้ว ผมลองไปหา Movie Trailer ของฉบับสวีเดนดูแล้ว ชอบ casting จังเลย หน้าตาตัวละครแต่ละคนที่เลือกมา ช่างไปกันได้ดีกับตัวหนังสือจัง ผู้ชายก็หน้าตาจืด ประเภทว่า กินข้าวเที่ยงด้วยกันแล้ว เจอกันอีกทีวันรุ่งขึ้น ยังอาจจะจำหน้าไม่ได้เลย ส่วนตัวนำฝ่ายหญิงนั้น ก็ดูเฉี่ยวดี แต่ยังไม่เห็นรูปร่างน่ะ

วันนี้ได้มีโอกาสไปเดินดูหนังสือที่ Kinokuniya และ Asia Book ถึงได้เห็นว่า เล่มที่สาม The Girl Who Kicked the Hornets’ Nest
ติดอันดับหนังสือขายดีในบ้านเราด้วย และพอมองลงมาล่างๆ ถึงได้เห็นว่า เล่มหนึ่งและสองก็ติดอันดับขายดีด้วยเช่นกัน

เสียดายที่คุณ Stieg Larsson ไม่ได้มีโอกาสได้เห็นความสำเร็จนี้ มิหนำซ้ำ จาก Wikipedia ยังมีคนเขียนว่า เนื่องจากคุณ Stieg แกไม่ได้จดทะเบียนกับภรรยา และกฏหมายของสวีเดนเอง ระบุว่า ถ้าไม่ได้จดทะเบียน ก็ให้หาหลักฐานว่า เคยอยู่ด้วยกันมาก็ได้ แต่เนื่องจากแกเป็นสื่อในแนวที่ไม่เป็นมิตรกับสื่อหลักเท่าไรนัก ทำให้แกปกปิดที่อยู่ของแกไว้ ก็เลยไม่มีหลักฐาน เลยทำให้ผลแห่งลิขสิทธิ์การเขียนตกลงไปอยู่กับพ่อแม่พี่น้องของแกเอง ไม่ทราบเหมือนกันว่า เรื่องนี้ลงเอยอย่างไร

ว่าแต่ว่า ตอนนี้ ผมเลือกเล่มสอง The Girl Who Played with Fire มาฟังต่อแล้วล่ะ อยู่ใน iPod ผมแล้ว ตั้ง ๑๘ ชั่วโมงแน่ะ แซงหนังสือและ  Audio book เล่มอื่นๆไปหมดเลย ไว้ฟังจบแล้ว ถ้าสนุกจะกลับมาเล่าใหม่นะครับ

Advertisements

3 thoughts on “The Girl with the Dragon Tattoo โดย Stieg Larsson

  1. ผมก็พึ่งได้ดูหนังเเล้วหาหนังสือมาฟังอยู่ครับ สนุกมาก เดินเรื่องได้สนใจไม่เร่งรัด ตัวละครไม่จําเจดีครับ ตัวหนังถ่ายทําดีต้วย

  2. มีนคนให้หนังสือมาอ่านนะคะ the girl who played whit fire มันเป็นเล่มสองนะคะ (ภาาาอังกฤษ) ไม่รู้วว่าต้องอ่านเล่มหนึ่งก่อนไหมคะ หรือว่าไม่ค่อยมีอะไรเกี่ยวข้องกันมาก

    • แนะนำให้อ่านตามลำดับของหนังสือครับ อย่าข้าม เนื้อเรื่องทั้งสามเล่มต่อเนื่องกันตลอด เข้ามาตอนกลางหรือตอนสาม จะทำให้ไม่สนุกเท่าที่ควร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s