เจ้าตัวเล่าเรื่อง

Autobiography (อัตชีวประวัติ)หมายถึงบันทึกประวัติที่เขียนด้วยตัวเอง ในขณะที่ Biography (ชีวประวัติ)คือประวัติที่เขียนโดยท่านอื่น ผมเพิ่งทราบความแตกต่างของสองคำนี้ เมื่อไม่เกิน ๑๐ ปีมานี้เอง ทั้งสองอย่างมีข้อดีข้อเสียต่างกัน

ประวัติที่เขียนด้วยตัวเอง ดูน่าสนใจ อย่างน้อยๆก็ได้ฟังจากเจ้าตัวเอง สะท้อนมุมมองและแนวคิดของคนคนนั้น และเห็นลีลาชัดเจนว่า เจ้าตัวซื่อสัตย์ต่อตัวหนังสือเพียงไหน ทุกคนที่ซื้อหนังสือของ Bill Clinton ย่อมอยากทราบว่า เขาจะเขียนอย่างไร เมื่อเอ่ยถึงเหตุการณ์ Monic Lewinski เขาจะหลบประเด็นยากไหม หรือจะเปิดความรู้สึกจริงออกมา เมื่อเขาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว แต่ข้อเสียของอัตชีวประวัติก็คือจุดนี้นี่เอง คนเรามักจะเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองไม่หมด โดยเฉพาะในประเด็นยาก หรือเป็นจุดที่ล่อแหลม และนั่นคือข้อดีของหนังสือประวัติที่เขียนโดยบุคคลอื่น หนังสือแบบนี้จะพยายามให้ภาพรวมที่ครบกว่า แต่ในขณะเดียวกัน ก็มักจะใส่เรื่องหรือข่าวที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพื่อให้เรื่อง”ครบนั่นเอง

เป็นที่น่าเสียดายที่คนที่น่าสนใจหลายๆคนไม่ยอมเขียนหนังสือในแนวนี้นัก โดยเฉพาะของไทย เสียดายที่ของคนไทยมีไม่มากนัก หรือที่มีก็มักจะเป็นบทพูดมากกว่าที่จะเป็นบทความ ขาดการเกลาภาษา หรือมิฉะนั้น ก็ขาดการอ้างอิง จะว่าไป อาจจะเป็นเพราะผู้เขียนอาจจะไม่เห็นความสำคัญของบรรณาฺธิการก็เป็นได้

เราน่าจะได้เห็นหนังสือที่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ของไทยหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือนักธุรกิจในระดับตำนานของประเทศนี้อีกเยอะๆ โดยไม่ต้องรอให้ท่านเสียชีวิตก่อนก็ได้ ดูน่าสนใจไม่น้อย

ในระดับโลกนั้น หลายๆคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ทำตัวลึกลับ ไม่นิยมให้ข้อมูลส่วนตัว หรือให้สัมภาษณ์ในด้านนี้มากนัก เช่น Steve Jobs ในขณะที่ Bill Gates เขียนมาแล้ว ๒ เล่ม แม้จะไม่เป็นประวัติโดยตรง แต่ในเล่มแรก The Road Ahead ก็มีการปูเรื่องส่วนตัวในตอนต้นไว้พอสมควร หรือบางท่านก็เลือกที่จะคุยกับนักเขียนอาชีพ เพื่อให้มืออาชีพมาช่วยเขียน ลดข้อจำกัดของเวลาและได้ภาษาที่สละสลวยกว่า ซึ่ง Warren Buffet ก็เลือกใช้วิธีนี้ในหนังสือ The Snowball ของเขา

หนังสือชีวประวัติที่น่าสนใจเล่มหนึ่งที่ผมชอบมากคื Made in Amercia ของ Sam Walton ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Walmart หนังสือเล่มนี้ออกมานาน ตั้งแต่ปี 1993 โดยที่คุณ Sam เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1992 หนังสือเล่มนี้สนุกและน่าทึ่งในแนวคิดหลายๆอย่าง เพราะหลายๆอย่างที่เราเห็นว่า Walmart ประสบความสำเร็จในเชิงกลยุทธนั้น เป็นผลลัพธ์จากความคิดพื้นๆเท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นเรื่อง strategic thinking อะไรทั้งสิ้น ลองนึกดูนะครับว่า เมื่อเป็นหนังสือสนุกขนาดนี้แล้ว ถ้าเราได้มีโอกาสได้ยินเจ้าตัวมาเล่าเองแล้ว มันจะน่าสนุกขนาดไหน

เชื่อไหมครับว่า เราพอจะหาฟังได้นะครับ มันคือ audo book นั่นเอง เป็นไฟล์เสียงที่มีคนอ่านหนังสือให้เราฟังน่ะครับ ผมเองใช้บริการ audible.com มากว่า ๑ ปีแล้ว พบว่า มันช่วยให้”อ่าน”หนังสือได้เร็วขึ้นมาก เพราะไม่ต้องเปิดไฟอ่านครับ หยิบเจ้าเครื่องเล่น MP3 มาฟังเมื่อไรก็ได้ (เหมือนฟังพอดคาสท์เลย) ที่น่าสนใจก็คือว่า หนังสือหลายๆเล่มที่เราสนใจเนี่ย เจ้าตัวเขามาเล่าเรื่องเองด้วยครับ ให้ความรู้สึกสนุกไปอีกแบบ

จะลองยกตัวอย่างมาสัก ๓ เล่ม ที่เป็นอัตชีวประวัติที่ทำได้น่าสนใจมาให้ดูเป็นตัวอย่างนะครับ

เล่มแรก คือ My Remarkable Journey โดย Larry King ผมชอบเล่มนี้มากเป็นพิเศษ เพราะประทับใจเนื้อเรื่อง และวิธีการจัดทำ audio book เป็นหนังสือขนาด ๓๐๔ หน้า เมื่อนำมาอ่านเป็น audio book ก็กินเวลา ๘ ชั่วโมง ๕๖ นาที เนื้อหาก็เหมือนอัตชีวประวัติโดยทั่วไป คือปูเรื่องตั้งแต่สมัยเด็ก จนถึงปัจจุบัน ผมไม่ได้ตั้งใจจะอ่านหนังสือเล่มนี้นัก แต่เมื่อได้รับชม Larry King Podcast  ที่ทาง CNN ให้พิธีกรแทนทำหน้าที่สัมภาษณ์ Larry King ผมอดรู้สึกประทับใจไม่ได้ เพราะแกเป็นคนที่เล่าเรื่องไหลมาก สามารถที่จะร้อยคำตอบให้ออกมาเป็นเรื่องราวให้ประทับใจได้ โดยมีหน้าตาและน้ำเสียงเป็นตัวทำหน้าที่บอกความรู้สึกของผู้เล่าได้ดี ยิ่งหลายๆเรื่องที่แกไปเจอมานั้น เป็นเรื่องที่สนุกอยู่แล้ว ยิ่งทำให้น่าติดตามเข้าไปใหญ่ ข้อได้เปรียบของคนรุ่นใหญ่ก็คือ ประสบการณ์นั่นเอง ยิ่งเมื่อเล่าเรื่องได้แบบมีท่อนฮุคในตอนท้ายแล้ว ทำให้อยากฟังต่อ ลองนึกดูนะครับ คนอายุ ๗๕ ปี ผ่านร้อนผ่านหนาว เจอคนมาเยอะขนาดนั้น จะมีเรื่องเล่าขนาดไหน

แกเคยขับรถชนรถคันหนึ่ง บนถนนที่โล่ง ขับรถเปิดประทุน รับลม มากับเพื่อนอีก ๓ คน วันอาทิตย์ท้องฟ้าสดใส ด้วยความที่เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศ ก็เลยชนท้ายรถคันหน้าที่จอดติดไฟแดงอยู่ แกผิดแน่ๆ แค่นี่ก็ตกใจแล้ว แต่พอแกลงไปพบเจ้าของรถ ปรากกว่า คนขับรถคันดังกล่าว คือวุฒิสมาชิกหนุ่มที่กำลังมาแรง ชือ John F. Kennedy ซึ่งวุฒิสมาชิกคนดังกล่าว ก็ลงมาจากรถแล้วก็ทำหน้างงๆ บอกว่า คุณชนได้อย่างไร ไม่มีรถสักคัน ว่าแล้วแทนที่จะโมโหปึงปัง เขากลับให้ทั้งสี่คนสาบานว่า ปีหน้า ตอนที่เขาลงสมัครชิงประธานาธิบดี ทั้งสี่คนต้องเลือกเขา เป็นการชดเชย แล้วก็แยกย้ายกันไป

โอ้โห เรื่องนี้เท่ชะมัด

ผมมาเจอว่า เมื่อมาเป็น audio book ผู้ที่อ่านหนังสือเล่มนี้ คือตัวคุณ Larry King เอง ถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องคิดมากแล้ว เลือกเป็น audio book ดีกว่า แม้จะทำเป็น abridged  version (หมายถึงว่า มีการย่อความ) แต่ก็น่าจะสนุก เพราะเป็นเสียงของเขาเอง ผลปรากฏว่า ไม่ผิดหวังครับ ประสบการณ์เยอะมาก สมกับที่เขามีพื้นฐานจากการเป็นดีเจเปิดเพลงวิทยุท้องถิ่นมาก่อน แล้วก็ค่อยๆก้าวเข้าสู่ Talk Radio จนทำให้แม่นเรื่องการถาม จับประเด็น

เรื่องสนุกๆมีเยอะจนอยากแนะนำให้ไปหาอ่าน เขาได้สัมภาษณ์ประธานาธิบดีสหรัฐตั้งแต่สมัย Richard Nixon จนถึงปัจจุบันทุกคน เขามาเล่าความประทับใจที่เขามีต่อประธานาธิบดีทุกคน คุณปู่บอกเลยว่า ประทับใจ Bill Clinton เป็นพิเศษ เพราะเป็นคนที่มี”รัศมี”พิเศษ และเขาให้ความสนใจทุกคนที่เขาได้คุยด้วย ใครสัมภาษณ์ Bill Clinton ไม่ได้ ก็แย่มากแล้ว เพราะเขาเป็นคนพิเศษที่สามารถคุยทุกเรื่องในน่าสนใจได้

ผมติดใจ audio book ของเล่มนี้เป็นพิเศษ เพราะนอกจากความพิเศษที่คนเขียนมาเล่าเองแล้ว ในส่วนที่เป็นบทความของคนรอบข้างเขา เช่น ลูก ภรรยา หรือ เพื่อน ก็จะมีคนคนนั้นมาอ่านให้ฟังจริงๆ ให้บรรยากาศดีมาก และตอนท้าย ก็เป็นการสัมภาษณ์พิเศษ ที่ไม่มีในหนังสือ โดยมีการถาม – ตอบ เพื่อเป็นการสรุป โดยรวมๆแล้ว ทำได้ดีทั้ง Quality (เนื้อหา) และ Quantity (การจัดทำ) จริงๆ

เล่มที่สองที่น่าสนใจ ได้มาจากการที่ผู้จัดรายการพอดคาสท์ทางฝั่งอเมริกาพูดถึง เมื่อ ๒ ปีก่อน ชอบกันเยอะมากหลายคน พอจะเห็นในบ้่านเรา แต่มาช้ามาก ผมมาเจอเป็น audio book ก่อน นั่นคือ Born Standing Up ของ Steve Martin หลายๆคนอาจจะพอจำเขาได้จากบทบาทของพ่อเจ้าสาวทั้งสองภาคใน Father of the Bride หรือ Pink Panther (ฉบับทำใหม่ เมื่อปี ๒๐๐๖) สำหรับผมแล้ว ผมยังประทับใจเขาในเรื่อง Parenthood และ Dirty Rotten Scoundrels ด้วย เขามาเล่าประวัติในช่วง ๑๘ ปี ก่อนที่เขาจะมาเป็นนักแสดงครับ เขาใช้ช่วงเวลานั้นประกอบอาชีพเล่าเรื่องตลก (One Stand-up Comedy) โดยตระเวณไปทั่วสหรัฐอเมริกา เขาเริ่มเรื่องว่า เขาประกอบอาชีพนี้ เป็นเวลา ๑๘ ปี ใช้เวลา ๑๐ ปีฝึกฝน อีก ๔ ปีพัฒนาให้ดีขี้น (Refining) และ ๔ ปีในจุดสูงสุดของอาชีพ แล้วก็เดินจากไป

อ่านแล้วก็เหมือนกับการอ่านหนังสือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทุกคนคือ ไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย กว่าจะไปถึง ๔ ปีสุดท้ายอย่างที่เขาว่ามานั้น ๑๐ ปีแรก แกก็เจอประสบการณ์โหดๆมาพอสมควร (ในแง่จิตใจนะครับ) แกเคยต้องออกไปเล่นตลกตอน ๑ ทุ่ม โดยที่ทั้งร้านไม่มีแขกเลยสักคน เพราะเจ้าของร้านเขาบอกว่า ต้องเล่น เพื่อให้คนที่เดินผ่านไปมาหน้าร้่านจะได้เห็นว่า มีการแสดงอยู่ด้านใน

่ต่อมาเมื่อเขาได้มีโอกาสไปออกรายการโทรทัศน์ มีรายการประจำอย่าง The Tonight Show with Johny Carson ที่ให้เขาได้ไปเล่น ทำให้เป็นที่รู้จัก และค่อยๆมีชื่อเสียง แต่เมื่อเขาไต่ไปถึงจุดที่สูงที่สุด เขากับพบว่า เขาเครียดขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้องเล่าเรื่องตลกซ้ำๆทุกวัน แต่จุดที่ทำให้เขาตัดสินใจเดินจากวิชาชีพนี้ ก็คือเขาเริ่มเห็นที่นั่งว่างๆในแถวหลังๆในการแสดงของเขาในปีหลังๆ

ถ้าเทียบกับ Larry King เรื่องนี้เป็นอเมริกันและเฉพาะทางพอสมควร ไม่น่าจะสนุกสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับสังคมอเมริกัน แต่ที่น่าสนใจคือ เมื่อถึงตัวอย่างของการแสดงตลก Steve Martin ก็พูดเหมือนแสดงจริง ร้องเพลงเหมือนร้องจริง ให้ความรู้สึกสนุกไปอีกแบบ

ส่วนเล่มที่สาม คือLucky Man ของ Michael J. Fox ที่ได้รับคำชมว่าดี และเจ้าตัวก็มาอ่านเองด้วย ก็เลยลองดู สำหรับคนรุ่นผมจะคุ้นเคยเขาดีจากไตรภาค Back to the Future และพอทราบข่าวที่เขาเป็นโรค Parkinson ได้เรื่องเลยครับ เปิดตัวมาบทแรก เขาก็เล่าให้ฟังเลยว่า ครั้งแรกที่เขารู้สึกตัวว่าผิดปกตินั้น เมื่อไร อาการเป็นอย่างไร จากนั้นเขาก็มาเล่าประวัติตั้งแต่เด็ก การก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงในฮอลลีวูด (โดยที่เขาเป็นคนแคนาดา) ความน่ากลัวของการเป็นโรคที่ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อตัวเอง ความเสี่ยงของการเป็นคนดังและต้องไปหาแพทย์เฉพาะทางที่มีชื่อเสียง ซึ่งจะทำให้หลายๆคนซุบซิบและตั้งข้อสงสัยต่างๆนานา เล่าได้ตรงไปตรงมา และกระชับดีมา

ยกมาเป็นตัวอย่างนะครับ เผื่อจะทำให้หลายๆท่านที่เป็นคนดังอาจจะลุกขึ้นมา”อ่าน”ประวัติของตัวเองก็ได้ เชื่อว่ามีคนอยากฟังอีกหลายคน สวัสดีครับ

Advertisements

One thought on “เจ้าตัวเล่าเรื่อง

  1. ในฐานะคนฟังช่างคุยไม่ต่ำกว่าร้อยชม ผมเห็นความพยายาม และลูกบ้า ของพี่และเพื่อนๆที่จะพยายามผลักดัน วงการ พอดคาส์ทบ้านเราให้โตกว่าที่เป็นอยู่
    หรือทำไปด้วยด้วยความสนุก อยากลอง หรือ อยากให้เป็นเหตุให้ได้เจอเพื่อนเก่าๆได้มาพบปะกัน ก็ตามทีอะนะ

    ผมว่าพี่และเพื่อนๆเป็นคนดังแล้วละ เพราะไม่กี่ปีมานี้ ผมได้เสียงพวกพี่ มากกว่า นักร้อง นักพูด นักการเมืง ชื่อดังหลายๆคนซะอีก

    ฉะนั้น พวกพี่น่าก็น่าจะเป็น ผู้บุกเบิก อีกครั้ง โดยออกมาเล่าเรื่องตัวเอง คนละตอน
    เปิดเป็นช่องใหม่เลยก็ได้ “ฉันเล่า เรื่องฉัน” อันนี้ออกแนว Autobiography
    ก็อาจะออกแนวมีแต่เรื่องดีๆมากหน่อย

    ฉะนั้นเพื่อความสมดุล ก็ให้เพื่อนมาเล่าแทรก ในตอนที่คิด เฮ้ย มึงพูดไม่หมดนี่
    ที่จริงมันเป็นอย่างนี้ ผมว่า น่าจะสนุกดีนะ แต่ใครจะกล้าให้เพื่อนมาแฉออกอากาศอนะ

    โอเคพี่ ชักยาวเกิน ยังไง ผมยังติดตามพวกพี่อยู่เสมอ และแนะนำให้คนรู้จักฟัมาโดยตลอด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s