๕ ชอบ/ไม่ชอบ ปี ๒๕๕๒

สมัยเป็นเรียนปริญญาตรี ชอบบทความประจำปีของนิตยสารสีสัน ที่เที่ยวไปไล่ถามนักวิจารณ์ทั้งหนังและเพลงถึงสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ อย่างละ ๕ เรื่อง เขียนกันสั้นๆ สุดแล้วแต่ใครจะเลือกอะไร สนุกดี บางคนก็อาจจะเป็นหนัง ๕ เรื่องที่ชอบและไม่ชอบ แต่ส่วนใหญ่จะไปกันเรื่อย ไม่ว่าจะเป็นเพลง โฆษณา การเมือง แล้วแต่ใครจะเลือกอะไร

ตอนที่จัดช่างคุยใหม่ๆ ผมเคยลองทำเล่นๆช่วงสิ้นปี ๕๐ รวบรวมบรรดาคนจัดช่างคุยทั้งหมด(ในเวลานั้น)มาเล่าว่า ชอบและไม่ชอบอะไรบ้าง แต่กว่าจะบันทึกเพื่อนๆที่ร่วมจัดได้หมด ก็หมดบรรยากาศปีใหม่ไปแล้ว ก็เลยไม่เคยได้นำไฟล์นั้นมาเผยแพร่ให้ฟัง

มาปีที่แล้ว ความอยากยังมีอยู่ เลยชวนเพื่อนๆ และคนฟังมาลองเล่นดูบ้าง ผมสนุกมาก เพราะมันได้หลากความคิดดีเหลือเกิน เรื่องที่หลายๆคนชอบ ก็เป็นเรื่องเล็กๆ ซึ่งมันฟังแล้ว น่ารักและจริงใจดี ในขณะที่”ไม่ชอบ”ของหลายๆคนนั้น ฟังแล้วใจหาย ผมยังจำที่หนิง(คนจัด”เรื่องบ้านบ้าน”)เล่าเรื่องไม่ชอบของเธอได้ หนึ่งในนั้นคือ บรรยากาศความไม่สงบของชายแดนภาคใต้ เพราะหนิงเป็นคนยะลา อยู่มาตั้งแต่กำเนิด เคยชินที่จะอยู่ในพื้นทีที่ว่ากันว่ามีความขัดแย้งกันมาตั้งแต่เธอยังเด็ก

แต่ในวันที่เธอเล่านั้น เธออยู่ที่หาดใหญ่ ทั้งๆที่เธอกลับไปอยู่ปีใหม่กับพ่อและแม่ แต่เนื่องจากเครื่องบินลงที่หาดใหญ่ ช่วงเย็นแล้ว ทำให้เธอไม่สามารถเดินทางไปยะลาได้ทันที เพราะจะเป็นการนั่งรถเข้าพื้นที่ตอนกลางคืน ซึ่งเริ่มไม่ปลอดภัย หนิงเล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยก่อนนั้น สถานะการณ์ยังไม่แย่ขนาดนี้ แต่ในระยะสามสี่ปีที่ผ่านมานี้ สถานะการณ์กลับแย่ลงไปมาก ฟังแล้ว พลอย”ไม่ชอบ”ไปด้วย

ปีนี้ ผมติดใจ ไล่ถามคนฟังที่อยากเล่นด้วยอีก เพราะหลายๆคนเริ่มรู้ทางแล้ว พอๆกับผมก็รู้จักคนฟังเพิ่มขึ้นมาก ผ่านทาง Twitter เลยถือเป็นโอกาสดีที่จะได้พูดคุยกันบ้าง หลังจากที่ได้ทักทายกันบนอินเตอร์เน็ท

เนื่องจากว่าผมอยากฟังคนฟังมากกว่าที่จะเล่าของตัวเอง ก็เลยขอถือโอกาสนี้ เขียนของตัวเองไว้ที่นี่ก็แล้วกัน ส่วนในรายการ ผมอยากให้ฟังคนฟังรายการมาเล่าให้ฟังมากกว่า

๕ไม่ชอบปีนี้

๑) กทช. ผมได้มีโอกาสไปสัมผัสกทช.มากขึ้นในปีนี้ ด้วยหน้าที่การงาน ทั้งในเวที 3G และ WiMAX ทำให้รู้จักกทช.มากขึ้น เห็นประเด็นขัดแย้งมากขึ้น และเห็นใจกทช.มากขึ้น แต่โดยรวม ผมยังอดรู้สึกผิดหวังองค์กรนี้โดยรวมไม่ได้ ผมเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า องค์กรนี้ล้มเหลวโดยโครงสร้างทั้งหน้าที่และความรับผิดชอบ(จากรธน.) และกลไกการสรรหากรรมการนั้น ทำให้เราได้อดีตข้าราชการประจำที่ประสบความสำเร็จในการทำงานราชการ แต่ขาดความสามารถในการตัดสินใจเชิงนโยบาย เขียนไป ก็จะยาวและต้องอธิบายตัวเองมากขึ้น ผมขอละไว้ ณ ที่นี้ เพราะจะทำให้เสียอารมณ์ทั้งคนอ่านและคนเขียน ยังมีเรื่องไม่ชอบอีกตั้ง ๔ เรื่องให้อ่าน

๒) รายการโทรทัศน์ ๓-๕-๗-๙ พ่อผมเสียชีวิตตั้งแต่ผมอายุ ๑๐ ปี คุณแม่ผมเป็นเสาหลักของครอบครัวมาตั้งแต่ยังสาว ทำให้ท่านไม่มีเวลาพักผ่อนหย่อนใจกับโทรทัศน์มากนัก ผมเองก็ได้รับการปลูกฝังเรื่องการอ่านมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ผมไม่ติดโทรทัศน์มากนัก และหลายๆครั้งที่เปิดดู ผมต้องเลี่ยงไปดูเคเบิล เพราะทั้ง ๔ ช่องยังคงเอกลักษณ์หลายๆอย่างเหมือนเมื่อช่วงสมัยที่พ่อผมยังมีชีวิตอยู่ ทั้ง ๔ ช่องดูจะทำตัวเหินห่าง consumer กลุ่ม B up ขึ้นไปทุกที ทั้งรูปแบบ และเนื้อหา

๓) ลาจากรถคันปัจจุบัน เจ้า Camry สีแดง ปี ๑๙๙๗ ผ่านมา ๒แสนกม. แสดงอาการให้เห็นว่า เขาอยากจะหยุดแล้ว เมื่อเข้าศูนย์ครั้งล่าสุด ได้รับการประเมินค่าซ่อมเฉียดหนึ่งแสนบาท ทำให้ผมต้องไปเข้าอู่ข้างนอก และคิดเรื่องรถใหม่ แล้วเราจะเงินที่ไหนดี โชคยังดี บุพการียังเมตตาให้หยิบยืมก่อน สภาพภายนอกของเจ้าคันนี้ยังดีอยู่ แอร์ก็ยังใชได้ แต่ช่วงล่างและระบบไฟทำให้ผมต้องตัดใจ ขอบคุณสำหรับความทรงจำดีๆที่เราอยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะการขึ้นลงภูเก็ตด้วยกัน (ผมขับไปคนเดียว) มันไม่เคยสร้างปัญหาเลย และไม่เคยมีอุบัติเหตุใหญ่ๆอะไรเลยเหมือนกัน เสียดาย

๔) เหตุการณ์เดือนเม.ย. รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน ห้างร้านและองค์กรประกาศหยุดงาน ถนนร้าง เพราะมีการขู่ระเบิดรถแก๊ส ปิดล้อมอนุสาวรีย์ เข้ายึดและทำร้ายทรัพย์สินโรงแรมที่มีการจัดงานระดับรัฐบาลระหว่างประเทศ เหล่านี้เกิดขึ้นในเมษายน ๒๕๕๒

๕) ความขี้เกียจของตัวเอง ไม่เขียนมาก เพราะอายและส่วนตัวเกินไปนิด เอาเป็นว่ายังมีหลายๆเรื่องที่มักจะผลัดวันประกันพรุ่งอยู่เรื่อย แย่

5 ชอบปีนี้

๑) twitter ทำให้ผมรู้จักคนเพิ่มขึ้นอีกมาก จับความรู้สึกของคนที่อยู่ใน community และ Life Style ใกล้ๆกันได้เร็วขึ้น และสื่อสารได้เร็วมาก มีคนเคยบอกว่า twitter น่าจะได้รับการปรับสถานะให้เป็น protocol คล้ายๆอีเมล HTTP หรือ FTP ไปเลย แทนที่มันจะเป็นของบริษัทเดียว เพราะมันกระทบคนหมู่มากเหลือเกิน ผมเริ่มคล้อยตามแล้วแฮะ

๒) audiobook

ปีนี้ได้อ่าน Charlie Wilson’s War, Born Standing Up, Getting Things Done, Groundswell, How We Decide, Lucky Man, Obsessive Brading Disorder, Socialnomics, A Whole New Mind, What Got You Here Won’t Get You There, My Remarkable Journey และนิยายอีกสามสี่เล่ม อ่านได้มากขึ้น ใช้เงินน้อย เท่านี้ก็ไม่ต้องอธิบายแล้วมั้ง

๓)น้ำใจออนไลน์

เสื้อช่างคุย – Open ชวนคุย – สัมมนาช่างคุยชวนทำพอดคาสท์ – CC Salon – ถ่ายทอดสด iHear ที่วาวี – ได้รับหนังสือที่คนฟังเขียนและส่งมาให้ ไม่ได้เงินแต่ก็ไม่เสียเงิน เดี๋ยวเราก็ตายแล้ว น้ำใจที่ได้รับตอนที่ยังมีๆกันอยู่สำคัญกว่า หวังว่าปีหน้า คงได้ทำอะไรสนุกๆแบบนี้อีกนะ

๔) Ricoh GX200 เป็นความรู้สึกแว่บเดียวตอนที่เดินผ่านร้านใน IT Mall ว่ากล้องตัวนี้อาจจะตอบโจทย์ เพราะเป็นเลนส์มุมกว้าง ได้มาก็ไม่เสียใจ เป็นอุปกรณ์คู่ใจที่พาไปไหนต่อไหน เหมือนโทรศัพท์มือถือและ iPod เก็บความทรงจำดีๆไว้เยอะ รู้สึกดีทุกครั้งที่ใช้

๕) Snow Leopard หลังจากที่ใช้เจ้า Tiger อยู่กว่า ๒ ปี ไม่ยอมเปลียนเป็น Leopard เพราะเสียดายเงิน แต่เริ่มพบปัญหาซอฟท์แวร์เล็กๆน้อยๆ และโปรแกรมอื่นๆเริ่มไม่รองรับการทำงานบน Tiger ทำให้เหมือนโดนบังคับกลายๆ แต่ผิดคาด นอกจากจะได้ OS ใหม่แล้ว ยังได้ความรู้สึกว่าได้เครื่องใหม่ด้วย ใช้มาแล้ว ๒ เดือน ยังมองไม่เห็นความจำเป็นในการซื้อเครื่องใหม่ (แต่ถ้ามีสปอนเซอร์ ก็รับนะครับ) โดยรวมๆแล้ว ประทับใจมาก

สนุกดีที่ได้เขียน

เพิ่มเติม

หลังจากที่เขียนเรื่องนี้ไปแล้ว และเริ่มปล่อยช่างคุยตอน ๕ ชอบ/ไม่ชอบแล้ว มีหลายท่านเขียนของตัวเองไว้ที่ Blog ด้วย ขอใส่ลิงค์ไว้ที่นี่นะครับ

http://ow.ly/LSLM โดย Phz

http://ow.ly/LM7o โดย วิทย์

โฆษณา

เพื่อนบนอินเตอร์เน็ท

เขียนให้ นิตยสาร Go Training เดือนธันวาคม ๒๕๕๒

กั้ง (@Kangg) เป็นเจ้าของเว็บไซด์ Siampod.com เป็นเว็บแรกๆที่ผมรู้จักในการทำพอดคาสท์ เพราะมีนิตยสารแนะนำเอาไว้ ถ้าไม่ใช่ A Day ก็เป็น GM นี่แหละ เมื่อช่างคุยเกิดใหม่ๆ ผมไปโพสท์เปิดตัวที่นี่เป็นที่แรก หลังจากที่ทำรายการไปหลายตอน และเริ่มมีหลายรายการ ก็ได้เจอกันครั้งแรก เพราะกั้งอยากรู้จัก เลยเมลมานัด ทำท่าจะเลี้ยงข้าวผมด้วยซ้ำ จากนั้น เราก็เจอกันตามงานสัมมนาต่างๆ เวลามีปัญหา กั้งก็โทรมาปรึกษาบ้าง และบางครั้งผมเองก็ต้องโทรไปขอความช่วยเหลือจากกั้ง เมื่อตอนที่ผมซื้อเครื่องแมคเครื่องแรก ผมก็โทรถามความเห็นจากกั้ง และโดยไม่ได้ขอ กั้งมาหาผมถึงที่ร้าน เพื่อช่วยเลือก และในวันหนึ่ง ผมก็เชิญกั้งมาออกรายการ กั้งก็มาหลายครั้ง แต่ตอนที่โดนมากที่สุด คือเมื่อผมเชิญให้มาเล่าประวัติของ  iPod มีคนชอบตอนนี้มากจนนำไปโพสท์แนะนำใน Pantip.com โดยบอกว่าเป็นประวัติ iPod ที่ดีที่สุดที่เคยฟังมา ผ่านมาสามปี จนป่านนี้ ผมเองยังไม่รู้จักอะไรมากมายนักเกี่ยวกับตัวกั้ง แต่นั่นก็ไม่สำคัญ เพราะที่ผ่านมา มิตรภาพที่เรามีต่อกัน ก็มากเกินพอแล้ว

และกั้งนี่เอง เป็นคนแนะนำให้ผมได้รู้จักกับน้องคนถัดมา คือ ฟอร์ด

ฟอร์ด (@FordAntitrust) เป็นเด็กนครสวรรค์ ที่ไปรำ่เรียนที่ คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ (แก้ไขตามความเห็นที่ ๑) มหาวิทยาลัยนเรศวร ตอนที่ช่างคุยออกมาตอนแรก ฟอร์ดยังเรียนอยู่ปี ๔ มี Blog เป็นของตัวเอง รู้จักรายการช่างคุยผ่านทาง Siampod.com  เพราะฟอร์ดเป็นเว็บมาสเตอร์ให้กั้ง (ปัจจุบันไม่ได้เป็นแล้วนะครับ) พอผมโพสท์แนะนำช่างคุยที่นั่นปุ๊ป ฟอร์ดก็ติดตามมาเลย จากนั้น ฟอร์ดก็เมลมาแนะนำทางแก้ปัญหาเทคนิคที่ผมติดขัด พอยากมากนัก หรือกินเวลามากไป ผมก็เริ่มขอให้ฟอร์ดช่วย จนกระทั่งฟอร์ดเรียนจบ เข้ามาทำงานในกรุงเทพ ทำให้ผมได้รู้จักน้องคนนี้มากขึ้น ผมก็เริ่มเชิญให้มาจัดรายการด้วยกัน เริ่มรู้จักแนวทางและความถนัด ผมก็เริ่มขอให้ฟอร์ดช่วยเล็กๆน้อยๆมากขึ้น จนชวนไปคุยงานสัมนาช่างคุยชวนทำพอดคาสท์ และได้อาศัยให้ช่วยงานต่างๆที่ผมได้ไปลองทำ ฟอร์ดกลายเป็นคนที่ผมมักจะขอให้มาช่วย เมื่อผมติดปัญหาทางไอที ที่น่าจะบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อ คือเมื่อฟอร์ดและผมมาเจอกันใน Facebook  ทำให้เรามาทราบว่า ฟอร์ดและผมเกิดวันเดียวกัน (แม้จะห่างกัน ๑๔ ปีก็เถอะ)

วิทย์ (@simplywit) เป็นคนฟังรายการอีกคนหนึ่งที่เข้ามาโพสท์ความเห็นในเว็บบอร์ดช่างคุย แต่วิทย์มักจะฟังรายการไม่หลับไม่นอน ของคุณสุทิน ตันรัตนากร (อู๊ด) ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ฟังรายการอีกท่าน ชื่อ เพิซ์ท (@Phz) ก็เข้ามาโพสท์ในเว็บบอร์ด ผมทราบแน่ๆว่า Phz เชี่ยวชาญด้านเสียง หรือ Audio Production แต่มาทราบภายหลังว่า วิทย์และ Phz เป็นเพื่อนกัน และอยู่ในวงการ audio ทั้งคู่ โดยที่วิทย์เป็นเจ้าของเว็บ Polypink.com และ Phz เป็นเจ้าของเว็บ PassionSound.com เมื่อเห็นโพส์ทไปหลายๆครั้งเข้า เมื่อผมมีปัญหาด้านการบันทึกเสียง ก็เลยต้องขอให้สองท่านนี้ช่วย จากนั้น ผมก็เชิญให้ทั้งสองมาพูดในงานช่างคุยชวนทำพอดคาสท์ ทั้งคู่รู้จริงในเรื่องที่ตัวเองพูด และเต็มใจช่วยทุกครั้งที่โทรไปรบกวน ต่อมาเมื่อผมต้องการคนที่มาช่วยในการทำงาน production ด้านเสียงที่จริงจังขึ้น ผมก็มักจะวานให้วิทย์ช่วยด้วย

เบญ (@Bentale) เป็นสาวคนแรกที่ส่งเมลมาทักทายช่างคุย ตอนนั้นผมยังนึกไม่ออกว่า เรามีคนฟังเป็นผู้หญิงบ้างไหม จนเบญเมลมา และเบญก็กลายเป็นคนฟังคนแรกที่เราเชิญมาคุยในรายการด้วยกัน ในรายการ”ไม่หลับไม่นอน” จากนั้น เบญก็กลายเป็นคนช่วยผลักดันให้เราได้เป็นที่รู้จัก โดยทำ eBook แจกตามสื่อต่างๆ ออกแบบโลโก้ทุกรายการ ออกแบบนามบัตรช่างคุย จนถึงออกแบบเสื้อ และเบญก็แนะนำให้ผมรู้จัก blog ของสาวอีกท่านหนึ่งที่ http://www.Fringer.org เธอบอกว่า คนนี้เป็นนักเขียนแนวสังคม รุ่นใหม่ที่มาแรง ผมอ่านดูแล้วก็ชอบใจ เธอคนนี้มีชื่อเล่นว่า ยุ้ย สฤณี อาชวานันทกุล (@fringer)  แต่ผมยังนึกกลัวๆ เพราะบทความออกไปแนวจริงจังและเศรษฐศาสตร์พอสมควร จนมาเจอที่เธอแนะนำคอร์สหนึ่งที่เธอเรียนที่ Harvard (เธอจบปริญญาตรีที่นั่น) ผมค่อนข้างชอบวิดีโอตอนนี้ เพราะอาจารย์สอนได้สนุกมากและเข้าใจง่าย เลยเมลขอสัมภาษณ์เรื่องนี้ ปรากฏว่า เธอตอบกลับมาเร็วมาก พร้อมกับให้เบอร์มือถือมาเลย เมื่อผมบันทึกรายการเสร็จ ผมชอบใจในอัธยาศัยมาก เลยชวนมาเป็นแขกรับเชิญอีกหลายๆตอน และเมื่อเราจัดสัมมนา ผมก็เชิญเธอมาอีกครั้ง ซึ่งเธอก็ตอบรับอย่างเต็มใจ และเมื่อกลุ่มที่เธอมีส่วนร่วม จัดกิจกรรม Creative Common ขึ้น ผมก็เลยขอไปบันทึกรายการบ้าง โดยงานนั้นใช้ขื่อว่า CC Salon

แต่ ๒ วันก่อนเริ่มงาน คุณอาร์ท (@Bact) (ผู้ประสานงานหลักในการจัดงานของ Cretive Commons Thailand) ติดต่อให้ผมช่วยดำเนินรายการให้ด้วย เนื่องจากติดภาระกิจของทางบ้านกระทันหัน

ผมรู้จักพัชร (@iPattt) ครั้งแรกในงานสัมมนา CC Salon โดยผมเองกลายไปเป็นพิธีกรรับเชิญแบบรู้ตัวล่วงหน้า ๒ วัน พัชรและเพื่อนเป็นผู้รับเชิญในวงเสวนา จากนั้นไม่นาน พัชรก็มา follow ผมใน Twitter เราไม่ได้คุยกันอีกเลย แต่ผมเข้าใจว่า พัชรพอจะทราบว่า เว็บช่างคุยเป็นเนื้อหาแนวไหน แต่ไม่ได้ติดตาม ผมเองก็ได้รับทราบว่า พัชรมี Blog และ มีวงดนตรีที่เล่นประจำชื่อว่าวง iHear มีที่เล่นประจำที่ร้านกาแฟ วาวี สาขาอารีย์ เพราะผมก็พอเห็นกระแสตอบรับเหมือนกัน ในแวดวง Twitter ที่ผมเห็นๆอยู่ แล้วก็มีมาวันหนึ่งให้ทางพัชรชวนให้ผมไปบันทึกเทปที่นั่น ผมก็ลองไปตามคำเชิญ ทำให้ผมได้ไปรู้จักคนอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่อยากเอ่ยมาก เพราะทราบมาว่า ทาง  Go Training ตั้งใจจะทำเป็นเรื่องวงนี้เป็น scoop พิเศษ แต่ผมก็เพิ่งจะไปทราบภายหลังว่า พัชร จบมาทางด้านวิศวกรรม ทำงานเป็นเจ้าของบริษัทร่วมกับเพื่อนๆ รับงานทำเว็บไซด์ให้กับองค์กรต่างๆ ที่ดังๆ ก็เป็นเว็บช่วยชาติ (http://www.chuaichart.com) ของรัฐบาล และเขาเล่นดนตรีในตอนกลางคืน ทั้งตามงานแต่งงาน ร้านอาหารหรือคลับ รวมทั้งเล่นในสตูดิโอ โดยมีงานเด่นๆก็คือการทำงานให้กับคุณบอยด์ โกสิยพงษ์ น่าทึ่งมาก และเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้เอง ผมได้ทดลองถ่ายทอดสดการแสดงดนตรีของวง iHear ขึ้น โดยอาศัยบริการของทางบริษัทที่ผมทำงานอยู่ และได้วิทย์มาช่วยควบคุมด้านเสียง และได้ฟอร์ดมาดูแลการจัดการหน้าเว็บในการถ่ายทอด ถ้าจะมีเรื่องที่น่ายินดีขึ้นไปอีก ก็คือว่าน้องเบญเลือกใช้บริการวง iHear สำหรับงานแต่งงานของเธอในปีหน้าด้วย

ทั้งหมดเป็นตัวอย่างของคนที่ผมได้รู้จัก ในระยะเวลาประมาณ ๓ ปีที่ผ่านมานี่เอง ผ่านทางอินเตอร์เน็ท ทั้งจากเว็บช่างคุย และงานสัมมนาทางอินเตอร์เน็ท บางคนก็แนะนำตัวเองมาทางอีเมล บ้างก็ทาง Twitter และ Facebook เมื่อรู้จักกันไปนาน ตามกันไป ตามกันมา เห็นวิธีการเขียน วิธีคิด เราก็พอจะทราบ”ทาง”ของแต่ละคน ด้วยความที่ผมมีอายุมากที่สุด และค่อนข้างเปิดเผยตัว ทำให้น้องๆหลายๆคนค่อนข้างวางใจ สามารถไหว้วานได้ โดยไม่ต้องคิดมากเรื่องวัตถุประสงค์แอบแฝง ยังมีอีกหลายคนที่ผมได้รู้จัก และหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ แต่เนื่องจากว่า เนื้อหาไม่สามารถร้อยให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ ก็ขอละไว้ ซึงถ้ามีโอกาส คงได้เล่าในต่อๆไป

ผมยังนึกไม่ออกว่า ถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ท ผมจะรู้จักคนรุ่นใหม่ๆรุ่นนี้ได้อย่างไร วิถีชีวิตของแต่ละคนดูจะไม่น่าเอื้อให้มาบรรจบกันได้ ยิ่งเมื่อมาใช้ Twitter แล้ว จะยิ่งเห็นการแสดงออกได้ชัดขึ้น บางคนดุดัน บางคนอารมณ์ผกผันจนน่าตกใจว่า เป็นคนเดียวกันกับที่เราเห็นก่อนหน้านี้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ มันทำให้เราเห็นภาพแต่ละคน”กลม”ขึ้น และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างน่าทึ่ง

แต่ก็นั่นแหละครับ ผมมักจะนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Rashomon ของ  Akira Kurosawa หนังสร้างตั้งแต่ปีค.ศ. ๑๙๕๐ แต่ข้อคิดจากเรื่องนี้ยังคงใช้ได้ดีอยู่เสมอ มนุษย์มักจะเล่าเรื่องที่เข้าข้างตัวเองเสมอ หลายๆคนที่ผมได้ติดตามอ่านจาก Blog มักจะให้ความรู้สึกที่ดี และน่าติดตาม แต่พอได้มารู้จักตัวตนจริงๆเข้า ก็รู้สึกได้ถึง”ภาพ”ที่สร้างกันมา เพราะ Blog ก็คือการเล่าเรื่องของตัวเอง แต่จะมีกี่คนเล่าเรื่องตัวเองในด้านมืด (ผมว่า น่าจะรู้สึกกันหลายๆคนนะครับ เรื่องการเขียน Blog ในแนว “รู้สึกดี” แต่ผมว่า มันน่าเบื่อชะมัดเลย) อินเตอร์เน็ทดูจะเป็น”หน้าต่าง”ที่ทำให้เราได้”เห็น”หลายๆคนมากขึ้น ง่ายขึ้น และขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลือกเปิด”ประตู”ไปทำความรู้จักพวกเขาหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์น่ะครับว่า สังคมในอินเตอร์เน็ทที่หลายๆคนอาจจะรู้สึกว่า เป็นสังคมสีเทาๆ ไม่น่าไว้ใจ ผมไม่ได้คิดว่ามันจะต่างไปจากสังคมอื่นๆตรงไหน อินเตอร์เน็ทเป็นเพียง”สื่อ”ใหม่ เนื้อหาก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าเราจะรู้จักคนเหล่านี้จากสังคมไหน ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานอกจากจะทำให้เห็นว่า คนที่รู้จักกันทางอินเตอร์เน็ทไม่ได้เป็นเรื่องที่แตกต่างจากการรู้จักทางอื่นแต่อย่างใด และสังคมของโลกยุคใหม่ ดูจะมีเครื่องมือในการให้เรารู้จักคนได้มากขึ้น รอบด้านขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เจอกันหลังปีใหม่ครับ

เจ้าตัวเล่าเรื่อง

Autobiography (อัตชีวประวัติ)หมายถึงบันทึกประวัติที่เขียนด้วยตัวเอง ในขณะที่ Biography (ชีวประวัติ)คือประวัติที่เขียนโดยท่านอื่น ผมเพิ่งทราบความแตกต่างของสองคำนี้ เมื่อไม่เกิน ๑๐ ปีมานี้เอง ทั้งสองอย่างมีข้อดีข้อเสียต่างกัน

ประวัติที่เขียนด้วยตัวเอง ดูน่าสนใจ อย่างน้อยๆก็ได้ฟังจากเจ้าตัวเอง สะท้อนมุมมองและแนวคิดของคนคนนั้น และเห็นลีลาชัดเจนว่า เจ้าตัวซื่อสัตย์ต่อตัวหนังสือเพียงไหน ทุกคนที่ซื้อหนังสือของ Bill Clinton ย่อมอยากทราบว่า เขาจะเขียนอย่างไร เมื่อเอ่ยถึงเหตุการณ์ Monic Lewinski เขาจะหลบประเด็นยากไหม หรือจะเปิดความรู้สึกจริงออกมา เมื่อเขาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว แต่ข้อเสียของอัตชีวประวัติก็คือจุดนี้นี่เอง คนเรามักจะเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองไม่หมด โดยเฉพาะในประเด็นยาก หรือเป็นจุดที่ล่อแหลม และนั่นคือข้อดีของหนังสือประวัติที่เขียนโดยบุคคลอื่น หนังสือแบบนี้จะพยายามให้ภาพรวมที่ครบกว่า แต่ในขณะเดียวกัน ก็มักจะใส่เรื่องหรือข่าวที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพื่อให้เรื่อง”ครบนั่นเอง

เป็นที่น่าเสียดายที่คนที่น่าสนใจหลายๆคนไม่ยอมเขียนหนังสือในแนวนี้นัก โดยเฉพาะของไทย เสียดายที่ของคนไทยมีไม่มากนัก หรือที่มีก็มักจะเป็นบทพูดมากกว่าที่จะเป็นบทความ ขาดการเกลาภาษา หรือมิฉะนั้น ก็ขาดการอ้างอิง จะว่าไป อาจจะเป็นเพราะผู้เขียนอาจจะไม่เห็นความสำคัญของบรรณาฺธิการก็เป็นได้

เราน่าจะได้เห็นหนังสือที่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ของไทยหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือนักธุรกิจในระดับตำนานของประเทศนี้อีกเยอะๆ โดยไม่ต้องรอให้ท่านเสียชีวิตก่อนก็ได้ ดูน่าสนใจไม่น้อย

ในระดับโลกนั้น หลายๆคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ทำตัวลึกลับ ไม่นิยมให้ข้อมูลส่วนตัว หรือให้สัมภาษณ์ในด้านนี้มากนัก เช่น Steve Jobs ในขณะที่ Bill Gates เขียนมาแล้ว ๒ เล่ม แม้จะไม่เป็นประวัติโดยตรง แต่ในเล่มแรก The Road Ahead ก็มีการปูเรื่องส่วนตัวในตอนต้นไว้พอสมควร หรือบางท่านก็เลือกที่จะคุยกับนักเขียนอาชีพ เพื่อให้มืออาชีพมาช่วยเขียน ลดข้อจำกัดของเวลาและได้ภาษาที่สละสลวยกว่า ซึ่ง Warren Buffet ก็เลือกใช้วิธีนี้ในหนังสือ The Snowball ของเขา

หนังสือชีวประวัติที่น่าสนใจเล่มหนึ่งที่ผมชอบมากคื Made in Amercia ของ Sam Walton ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Walmart หนังสือเล่มนี้ออกมานาน ตั้งแต่ปี 1993 โดยที่คุณ Sam เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1992 หนังสือเล่มนี้สนุกและน่าทึ่งในแนวคิดหลายๆอย่าง เพราะหลายๆอย่างที่เราเห็นว่า Walmart ประสบความสำเร็จในเชิงกลยุทธนั้น เป็นผลลัพธ์จากความคิดพื้นๆเท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นเรื่อง strategic thinking อะไรทั้งสิ้น ลองนึกดูนะครับว่า เมื่อเป็นหนังสือสนุกขนาดนี้แล้ว ถ้าเราได้มีโอกาสได้ยินเจ้าตัวมาเล่าเองแล้ว มันจะน่าสนุกขนาดไหน

เชื่อไหมครับว่า เราพอจะหาฟังได้นะครับ มันคือ audo book นั่นเอง เป็นไฟล์เสียงที่มีคนอ่านหนังสือให้เราฟังน่ะครับ ผมเองใช้บริการ audible.com มากว่า ๑ ปีแล้ว พบว่า มันช่วยให้”อ่าน”หนังสือได้เร็วขึ้นมาก เพราะไม่ต้องเปิดไฟอ่านครับ หยิบเจ้าเครื่องเล่น MP3 มาฟังเมื่อไรก็ได้ (เหมือนฟังพอดคาสท์เลย) ที่น่าสนใจก็คือว่า หนังสือหลายๆเล่มที่เราสนใจเนี่ย เจ้าตัวเขามาเล่าเรื่องเองด้วยครับ ให้ความรู้สึกสนุกไปอีกแบบ

จะลองยกตัวอย่างมาสัก ๓ เล่ม ที่เป็นอัตชีวประวัติที่ทำได้น่าสนใจมาให้ดูเป็นตัวอย่างนะครับ

เล่มแรก คือ My Remarkable Journey โดย Larry King ผมชอบเล่มนี้มากเป็นพิเศษ เพราะประทับใจเนื้อเรื่อง และวิธีการจัดทำ audio book เป็นหนังสือขนาด ๓๐๔ หน้า เมื่อนำมาอ่านเป็น audio book ก็กินเวลา ๘ ชั่วโมง ๕๖ นาที เนื้อหาก็เหมือนอัตชีวประวัติโดยทั่วไป คือปูเรื่องตั้งแต่สมัยเด็ก จนถึงปัจจุบัน ผมไม่ได้ตั้งใจจะอ่านหนังสือเล่มนี้นัก แต่เมื่อได้รับชม Larry King Podcast  ที่ทาง CNN ให้พิธีกรแทนทำหน้าที่สัมภาษณ์ Larry King ผมอดรู้สึกประทับใจไม่ได้ เพราะแกเป็นคนที่เล่าเรื่องไหลมาก สามารถที่จะร้อยคำตอบให้ออกมาเป็นเรื่องราวให้ประทับใจได้ โดยมีหน้าตาและน้ำเสียงเป็นตัวทำหน้าที่บอกความรู้สึกของผู้เล่าได้ดี ยิ่งหลายๆเรื่องที่แกไปเจอมานั้น เป็นเรื่องที่สนุกอยู่แล้ว ยิ่งทำให้น่าติดตามเข้าไปใหญ่ ข้อได้เปรียบของคนรุ่นใหญ่ก็คือ ประสบการณ์นั่นเอง ยิ่งเมื่อเล่าเรื่องได้แบบมีท่อนฮุคในตอนท้ายแล้ว ทำให้อยากฟังต่อ ลองนึกดูนะครับ คนอายุ ๗๕ ปี ผ่านร้อนผ่านหนาว เจอคนมาเยอะขนาดนั้น จะมีเรื่องเล่าขนาดไหน

แกเคยขับรถชนรถคันหนึ่ง บนถนนที่โล่ง ขับรถเปิดประทุน รับลม มากับเพื่อนอีก ๓ คน วันอาทิตย์ท้องฟ้าสดใส ด้วยความที่เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศ ก็เลยชนท้ายรถคันหน้าที่จอดติดไฟแดงอยู่ แกผิดแน่ๆ แค่นี่ก็ตกใจแล้ว แต่พอแกลงไปพบเจ้าของรถ ปรากกว่า คนขับรถคันดังกล่าว คือวุฒิสมาชิกหนุ่มที่กำลังมาแรง ชือ John F. Kennedy ซึ่งวุฒิสมาชิกคนดังกล่าว ก็ลงมาจากรถแล้วก็ทำหน้างงๆ บอกว่า คุณชนได้อย่างไร ไม่มีรถสักคัน ว่าแล้วแทนที่จะโมโหปึงปัง เขากลับให้ทั้งสี่คนสาบานว่า ปีหน้า ตอนที่เขาลงสมัครชิงประธานาธิบดี ทั้งสี่คนต้องเลือกเขา เป็นการชดเชย แล้วก็แยกย้ายกันไป

โอ้โห เรื่องนี้เท่ชะมัด

ผมมาเจอว่า เมื่อมาเป็น audio book ผู้ที่อ่านหนังสือเล่มนี้ คือตัวคุณ Larry King เอง ถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องคิดมากแล้ว เลือกเป็น audio book ดีกว่า แม้จะทำเป็น abridged  version (หมายถึงว่า มีการย่อความ) แต่ก็น่าจะสนุก เพราะเป็นเสียงของเขาเอง ผลปรากฏว่า ไม่ผิดหวังครับ ประสบการณ์เยอะมาก สมกับที่เขามีพื้นฐานจากการเป็นดีเจเปิดเพลงวิทยุท้องถิ่นมาก่อน แล้วก็ค่อยๆก้าวเข้าสู่ Talk Radio จนทำให้แม่นเรื่องการถาม จับประเด็น

เรื่องสนุกๆมีเยอะจนอยากแนะนำให้ไปหาอ่าน เขาได้สัมภาษณ์ประธานาธิบดีสหรัฐตั้งแต่สมัย Richard Nixon จนถึงปัจจุบันทุกคน เขามาเล่าความประทับใจที่เขามีต่อประธานาธิบดีทุกคน คุณปู่บอกเลยว่า ประทับใจ Bill Clinton เป็นพิเศษ เพราะเป็นคนที่มี”รัศมี”พิเศษ และเขาให้ความสนใจทุกคนที่เขาได้คุยด้วย ใครสัมภาษณ์ Bill Clinton ไม่ได้ ก็แย่มากแล้ว เพราะเขาเป็นคนพิเศษที่สามารถคุยทุกเรื่องในน่าสนใจได้

ผมติดใจ audio book ของเล่มนี้เป็นพิเศษ เพราะนอกจากความพิเศษที่คนเขียนมาเล่าเองแล้ว ในส่วนที่เป็นบทความของคนรอบข้างเขา เช่น ลูก ภรรยา หรือ เพื่อน ก็จะมีคนคนนั้นมาอ่านให้ฟังจริงๆ ให้บรรยากาศดีมาก และตอนท้าย ก็เป็นการสัมภาษณ์พิเศษ ที่ไม่มีในหนังสือ โดยมีการถาม – ตอบ เพื่อเป็นการสรุป โดยรวมๆแล้ว ทำได้ดีทั้ง Quality (เนื้อหา) และ Quantity (การจัดทำ) จริงๆ

เล่มที่สองที่น่าสนใจ ได้มาจากการที่ผู้จัดรายการพอดคาสท์ทางฝั่งอเมริกาพูดถึง เมื่อ ๒ ปีก่อน ชอบกันเยอะมากหลายคน พอจะเห็นในบ้่านเรา แต่มาช้ามาก ผมมาเจอเป็น audio book ก่อน นั่นคือ Born Standing Up ของ Steve Martin หลายๆคนอาจจะพอจำเขาได้จากบทบาทของพ่อเจ้าสาวทั้งสองภาคใน Father of the Bride หรือ Pink Panther (ฉบับทำใหม่ เมื่อปี ๒๐๐๖) สำหรับผมแล้ว ผมยังประทับใจเขาในเรื่อง Parenthood และ Dirty Rotten Scoundrels ด้วย เขามาเล่าประวัติในช่วง ๑๘ ปี ก่อนที่เขาจะมาเป็นนักแสดงครับ เขาใช้ช่วงเวลานั้นประกอบอาชีพเล่าเรื่องตลก (One Stand-up Comedy) โดยตระเวณไปทั่วสหรัฐอเมริกา เขาเริ่มเรื่องว่า เขาประกอบอาชีพนี้ เป็นเวลา ๑๘ ปี ใช้เวลา ๑๐ ปีฝึกฝน อีก ๔ ปีพัฒนาให้ดีขี้น (Refining) และ ๔ ปีในจุดสูงสุดของอาชีพ แล้วก็เดินจากไป

อ่านแล้วก็เหมือนกับการอ่านหนังสือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทุกคนคือ ไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย กว่าจะไปถึง ๔ ปีสุดท้ายอย่างที่เขาว่ามานั้น ๑๐ ปีแรก แกก็เจอประสบการณ์โหดๆมาพอสมควร (ในแง่จิตใจนะครับ) แกเคยต้องออกไปเล่นตลกตอน ๑ ทุ่ม โดยที่ทั้งร้านไม่มีแขกเลยสักคน เพราะเจ้าของร้านเขาบอกว่า ต้องเล่น เพื่อให้คนที่เดินผ่านไปมาหน้าร้่านจะได้เห็นว่า มีการแสดงอยู่ด้านใน

่ต่อมาเมื่อเขาได้มีโอกาสไปออกรายการโทรทัศน์ มีรายการประจำอย่าง The Tonight Show with Johny Carson ที่ให้เขาได้ไปเล่น ทำให้เป็นที่รู้จัก และค่อยๆมีชื่อเสียง แต่เมื่อเขาไต่ไปถึงจุดที่สูงที่สุด เขากับพบว่า เขาเครียดขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้องเล่าเรื่องตลกซ้ำๆทุกวัน แต่จุดที่ทำให้เขาตัดสินใจเดินจากวิชาชีพนี้ ก็คือเขาเริ่มเห็นที่นั่งว่างๆในแถวหลังๆในการแสดงของเขาในปีหลังๆ

ถ้าเทียบกับ Larry King เรื่องนี้เป็นอเมริกันและเฉพาะทางพอสมควร ไม่น่าจะสนุกสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับสังคมอเมริกัน แต่ที่น่าสนใจคือ เมื่อถึงตัวอย่างของการแสดงตลก Steve Martin ก็พูดเหมือนแสดงจริง ร้องเพลงเหมือนร้องจริง ให้ความรู้สึกสนุกไปอีกแบบ

ส่วนเล่มที่สาม คือLucky Man ของ Michael J. Fox ที่ได้รับคำชมว่าดี และเจ้าตัวก็มาอ่านเองด้วย ก็เลยลองดู สำหรับคนรุ่นผมจะคุ้นเคยเขาดีจากไตรภาค Back to the Future และพอทราบข่าวที่เขาเป็นโรค Parkinson ได้เรื่องเลยครับ เปิดตัวมาบทแรก เขาก็เล่าให้ฟังเลยว่า ครั้งแรกที่เขารู้สึกตัวว่าผิดปกตินั้น เมื่อไร อาการเป็นอย่างไร จากนั้นเขาก็มาเล่าประวัติตั้งแต่เด็ก การก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงในฮอลลีวูด (โดยที่เขาเป็นคนแคนาดา) ความน่ากลัวของการเป็นโรคที่ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อตัวเอง ความเสี่ยงของการเป็นคนดังและต้องไปหาแพทย์เฉพาะทางที่มีชื่อเสียง ซึ่งจะทำให้หลายๆคนซุบซิบและตั้งข้อสงสัยต่างๆนานา เล่าได้ตรงไปตรงมา และกระชับดีมา

ยกมาเป็นตัวอย่างนะครับ เผื่อจะทำให้หลายๆท่านที่เป็นคนดังอาจจะลุกขึ้นมา”อ่าน”ประวัติของตัวเองก็ได้ เชื่อว่ามีคนอยากฟังอีกหลายคน สวัสดีครับ

๒๑. ปรากฏการณ์ iHear ที่วาวี อารีย์

ผมรู้จักพัชร (@iPattt) จากงาน Creative Common ที่ใช้ชื่อว่า CC Salon ซึ่งเป็นงานที่ผมตั้งใจเพียงแค่ไปขอบันทึกวิดีโอ เพื่อนำกลับมาออกในช่างคุย แต่ ๒ วันก่อนเริ่มงาน คุณอาร์ท (@Bact) (ผู้ประสานงานหลักในการจัดงานของ Cretive Commons Thailand) ติดต่อให้ผมช่วยดำเนินรายการให้ด้วย เนื่องจากติดภาระกิจของทางบ้านกระทันหัน

เมื่อต้องทำหน้าที่ดำเนินรายการ ทำให้ผมได้รู้จักผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคนโดยปริยาย พัชรและเม่น (@iMenn) (คู่หูของพัชร) เคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในการพยายามเปิดค่ายเพลงเป็นของตัวเอง และนำประสบการณ์ช่วงนั้นมาเล่าให้ฟังกัน งานนั้นเป็นงานแรกที่ผมได้รู้จักพัชร เกิดศิริ แต่กับเม่นนั้น ผมเคยไปฟังเม่นพูดในงาน WordCamp ครั้งแรกอยู่แล้ว ทราบดีว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง WordPress และมาทราบในภายหลังว่า เม่นเคยฟังรายการในช่างคุยด้วย วันนั้นผมได้เพียงพูดคุยกับทั้งคู่ระหว่างดำเนินงาน ไม่ได้ทำความรู้จักเท่าไรนัก เมื่อเลิกงาน ก็แยกย้ายกันไป

จากนั้น เมื่อทั้งหมดเริ่มตามกันใน Twitter ทำให้ผมพอจะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งคู่อยู่บ้าง และทำให้ทราบว่า พัชรยังคงเล่นดนตรีอยู่กับวงเฉพาะกิจที่ชื่อ iHear พร้อมๆกับทำงานในสายไอทีไปด้วย โดยพัชรไปเล่นคีย์บอร์ดที่ร้านกาแฟวาวี ที่ซอยอารีย์ ทุกเย็นวันอาทิตย์ แม้ผมไม่ได้ติดตามมากนัก แต่พอจะรู้สึกถึง”ความแรง”ของวงนี้ได้ รู้สึกสนใจอยู่นิดๆ เพราะมีกระแสที่แรงขึ้นเรื่อยๆใน Twitter โดยเฉพาะช่วงที่มีการแสดงในวันนั้นๆ เพราะผมจะเห็นหลายๆความเห็นของหลายๆคนที่แสดงบน Twitter และมีการใช้งาน hashtag #iHear และ #Wawee

หลังจากนั้น ไม่กี่อาทิตย์ ในช่วงกลางเดือนตุลาคม ผมก็ได้รับ Tweet จากพัชร ชวนมาบันทึกรายการ โดยมีวิทย์(@Simplywit) น้องคนที่ช่วยเหลือผมหลายๆครั้งในการบันทึกเสียง ได้รับ tweet นี้ด้วย ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพัชรและวิทย์รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี และวิทย์เป็นคนช่วยบันทึกวิดีโอแทนผมในงาน CC Salon ที่พัชรก็ไปด้วยนั่นเอง ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไปแบบมีอะไรทำด้วย เพราะถ้าไปฟังเพลงเฉยๆ ผมก็นึกไม่ออกว่า ผมจะนั่งได้นานขนาดไหน เพราะผมไม่รู้จักใคร และทำท่าว่า ทุกคนจะรู้จักกันอยู่แล้ว

จากนั้นประมาณ ๒ อาทิตย์ ผมก็ไปตามที่ได้นัดกันไว้ แม้ผมจะเตรียมอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ตัวเองมี แต่เมื่อเจองานที่ต้องใช้ความชำนาญทางด้าน audio กับมืออาชีพจริงๆ ก็ทำให้ผมอึ้งและพบว่า ตัวเองไม่มีความรู้มากพอ โชคดีที่วิทย์ก็มา และทำหน้าที่เป็น sound engineer ให้ โดยผมทำหน้าที่บันทึกวิดีโอไว้ และทางวิทย์กับฉัตร(@iChattt) (นักดนตรีอีกท่านหนึ่งในวง)ทำหน้าที่เซ็ทอุปกรณ์และบันทึกเสียง (ขอนอกเรื่องนิดหนึ่ง วันนั้นเป็นวันแรกที่ผมได้รู้จักผู้ฟังช่างคุยอีกท่าน ที่ปกติอยู่ภาคใต้ แต่วันนั้นอยู่กทม. นั่นคือโอม(@Ohm4U) และวันนั้น โอมก็มีส่วนช่วยในการเซ็ทอุปกรณ์ด้วย)

วง iHear เป็นการรวมตัวแบบหลวมๆ รับเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรกแบบจริงจัง เพราะหลายๆคนทำงานประจำในช่วงเวลาทำการ และรับเล่นดนตรีตามงานต่างๆเป็นงานอดิเรก โดยสลับสับเปลี่ยนแล้วแต่ใครจะว่าง มีสถานที่เล่นประจำคือที่ร้านวาวี ซอยอารีย์ ทุกเย็นวันอาทิตย์ โดยเริ่มเล่นที่นี่ตั้งแต่เมื่อประมาณปี ๕๐ แต่ในช่วงแรกๆ ยังไม่เป็นที่รู้จัก และมีผู้เล่นประจำไม่กี่คน คนส่วนใหญ่ในร้าน ก็มักจะไปทานกาแฟ มากกว่าจะไปฟังการเล่นดนตรี

แต่ในวันที่ผมไป ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ มีเหตุการณ์ที่ผิดคาดเล็กน้อย ซึ่งทางวงทำใจไว้อยู่บ้างแล้ว นั่นคือมีฝนตก แม้จะแค่เล็กน้อย แต่ก็เป็นอันตราบต่อการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า (ทั้งเครื่องดนตรีและเครื่องบันทึก) ทางวงและเจ้าของร้าน (คุณจิรัฏฐ์) จึงตกลงกันว่า ให้ย้ายเข้าไปเล่นในอาคารชั้นสอง

ตลอดเวลากว่า ๔ ชั่วโมงที่ผมอยู่บันทึกวิดีโอในวันนั้น ผมพบว่า นี่ไม่ใช่การเล่นดนตรีแบบที่เราเคยพบเห็นตามร้านอาหาร หรือร้านเหล้า แต่ดูจะเป็นเป็นวงดนตรี 2.0 มากๆ

  • สามารถเล่นเพลงได้หลายรูปแบบ (Varieties of contents)
  • มีนักดนตรีที่มาร่วมเล่นเลยโดยไม่ต้องซ้อม (Open Source) และ
  • เชื้อเชิญให้ผู็ฟังเข้ามาร่วมร้องเพลงด้วย (User-participations) มีทั้งร้องผิดคีย์ ร้องเพี้ยน ไปจนถึงมืออาชีพ พกไมค์ส่วนตัวมาเอง (วันนั้นมีวง Mellow Motif มาร่วมด้วย) เป็นปาร์ตี้ในคอนเสิร์ท หรือคอนเสิร์ทปาร์ตี้ ก็สุดแล้วแต่จะมอง
  • สื่อสารกับผู้คนรอบนอกในทันที (Real-time participation) โดยผ่าน Twitter ทั้งส่งภาพและข้อความ

การที่มีคนชอบวงดนตรีและมาร่วมกันฟังเพลง ไม่ใช่้เรื่องใหม่ เห็นกันมานักต่อนักทั้งโลก แต่ที่น่าสนใจในกรณีนี้คือ

  • ทางวงไม่มีผลงานออกมาเป็นอัลบั้ม เล่นเพลงสนุกๆที่หลายๆคนสามารถร้องตามได้ และนักดนตรีก็”เซียน”พอที่จะเล่นได้ทุกรูปแบบ ทั้ง Rhythm & Blues, Soul, Rock, Jazz จนถึงโดราเอมอน
  • แต่ละคนทำงานมากกว่า ๑ อย่าง เช่น งานเทคนิคทางด้านไอที ออกแบบอัญมณี หรืออาจารย์สอนดนตรี
  • กระแสตอบรับ มาจากทางอินเตอร์เน็ททั้งสิ้น ทั้งอีเมล วิดีโอคลิปบน YouTube และที่สำคัญที่สุด คือ Twitter
  • ที่น่าทึ่งมากคือ เป็นการเมากาแฟกันล้วนๆ เพราะเป็นร้านกาแฟและที่ร้านไม่มีเครื่องดื่มผสมอัลกอฮอลล์ขาย

มีบางช่วงเหมือนกันในคืนนั้น ที่ผมรู้สึก “ฉันมาทำอะไรที่นี่(เนี่ย)” เพราะแทบจะไม่รู้จักใคร อาศัยว่าใช้กล้องวิดีโอเป็นเครื่องมือในการเดินและขอทางเดินไปเดินมา แต่ก็รู้สึกชอบบรรยากาศและที่สำคัญ ผมได้รู้จักเพลงใหม่ๆหลายเพลง (ชอบจนไปหาซื้อในภายหลัง) วันนั้นมีเครื่องเป่าถึง ๓ ชิ้น Saxophone, Trumpet และ Flute ทำให้ภาพรวมดูดีมาก ที่สำคัญ ผมรู้สึกเหมือนมีส่วนร่วมในปรากฏการณ์พิเศษอย่างหนึ่ง น่าสนุก

คืนนั้นกลับมาแบบทั้งเหนื่อยและหิว แต่ก็ต้องรีบกลับ เพราะวันจันทร์ต้องไปทำงาน แต่ก็มีหลายๆความคิดผุดขึ้นในหัว ปรากฏการณ์แบบนี้ ไม่ได้มีให้เห็นกันบ่อยนัก มีความน่าสนใจโดยตัว content แต่ยังเป็นกลุ่มเล็กเกินไปกว่าที่สื่อกระแสหลักจะหันมาจับ คงน่าสนุกไม่น้อยถ้าเราสามารถขยาย exposure ในใหญ่ขึ้นได้ เพราะตัว content ดูน่าสนใจอยู่แล้ว เป็นความรู้สึกอยากลองในแง่ของ Producer

จากวันนั้น ผมก็ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พัชร เพื่อนำมาออกช่างคุย (ตอนที่ ๑๔๖) ทำให้ทราบที่มาที่ไปและแนวทางชัดขึ้น และพัชรก็แนะนำให้ผมสัมภาษณ์คุณปลาทอง (@Plajazz) มือทรัมเป็ต ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มเล่นดนตรีที่วาวี เป็นคนแรก (ช่างคุย ตอน ๑๔๘) ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ผมคันในความรู้สึกอยากเป็น Producer ขึ้นมาอีกมาก แทนที่เราจะเป็นเพียงมีส่วนร่วม เราน่าจะเป็นคนทำปรากฏการณ์นั้นเอง น่าจะสนุกไม่ใช่น้อย

ผมลองปรึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในบริษัท เพื่อหาทางทดลองถ่ายทอดสดวงนี้จากที่วาวีดู ทางบริษัทก็สามารถใช้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์การขายอินเตอร์เน็ท โดยไม่ได้เป็นการลงทุนมากมายนัก ทางวงและร้านก็สามารถใช้เป็น gimmick และประชาสัมพันธ์ได้ ส่วนตัวผมเอง ก็ได้ทดลองทำในสิ่งที่อยากทำ

ทุกฝ่ายตอบตกลงในเวลาอันสั้น ไม่มีใครเรียกร้องอะไรเลย รวมทั้งเจ้าของร้าน (คุณจิรัฏฐ์)ที่ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเป็นเรื่องใหม่ของทุกฝ่าย พอผมติดต่อไปพร้อมขอคำตอบโดยเร็ว ทุกคนก็ตอบตกลงแบบงงๆ เพราะนึกไม่ออกว่าต้องทำอย่างไรต่อ ผู้ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบจริงๆ

งานถ่ายทอดมีส่วนประกอบทั้งหมด ๕ ส่วน คือ

  1. งานเสียง (เนื่องจากเป็นการถ่ายทอดคอนเสิร์ต งานเสียงจึงประณีตและแยกออกมาเป็น production ต่างหาก)
  2. งานวิดีโอ
  3. สัญญาณอินเตอร์เน็ท
  4. การทำ Streaming
  5. การทำหน้าเว็บถ่ายทอด

งานในส่วนที่ 3, 4 และ 5 ผมรับหน้าที่ไปประสานในบริษัท (http://www.Beenets.com/Live) งานที่ ๑ นั้น ทางวงรับไปจัดการเอง เพราะมีความสามารถเป็น sound engineer กันหลายคน แต่สุดท้าย ก็มาลงที่น้องวิทย์คนเดิม (เจ้าตัวเขียนประสบการณ์ในครั้งนั้น ไว้ที่ http://www.polypink.com/2009/11/live-broadcasting-with-presonus-studiolive ) ส่วนงานวิดีโอ ทางพัชรได้รับความร่วมมืออย่างดีมากจากคุณเดฟ (http://www.dawcomm.blogspot.com/) รายละเอียดของการถ่ายทอดครั้งแรก ผมยังอยากแยกออกมาเป็นอีกบทความหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องที่มีหลายๆท่านถามมา และเป็นเรื่องเทคนิคที่ต้องอธิบายในระดับหนึ่ง

แม้ว่าเสียงตอบรับจะยังไม่มากนัก แต่ก็ดูจะเป็นที่ถูกใจในบรรดาแวดวงคนไอทีที่รู้จักกัน หลายๆคนที่อยู่ต่างจังหวัดก็ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมกับงานแบบนี้บ้าง ในขณะที่ผมเองก็พบว่า งาน production หน้างาน ก็ไม่ได้มากเกินไปนัก มิหนำซ้ำแรงงานหน้างานมีให้เห็นอยู่มากมาย เพียงแค่เอ่ยปาก ก็มีหลายๆคนพร้อมจะหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้ทันที

สำหรับหลายๆท่านที่ติดตามช่างคุยมา คงพอจะเห็นตัวตนของผมอยู่บ้าง และน่าจะเห็นทางหรือแนวทางที่ผมพยายามจะไป แต่กับหลายๆคนที่เพิ่งจะรู้จัก คงมองผมด้วยสายตาแปลกๆอยู่เหมือนกันว่า ผมเข้ามาทำอะไร มีจุดประสงค์อะไรกันแน่ เรื่องแบบนี้อธิบายไปก็เท่านั้น การกระทำน่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดี บทความนี้เขียนเพื่อเป็นที่ระลึกใน series ของช่างคุย อย่างน้อย ก็ได้ลองทำอะไรที่อยากทำอีกอย่างหนึ่งแล้ว