มารยาทบนอินเตอร์เน็ท

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนกันยายน ๒๕๕๒

จากการที่ได้มีโอกาสจัดรายการ พูดคุยกับบุคคลๆต่างอาชีพหลายๆคน ผ่านทั้งทางพอดคาสท์ Twitter และเว็บบอร์ด ทำให้ผมได้เห็นปรากฏารณ์ทางอินเตอร์เน็ทในปีนี้หลายๆอย่าง จนเกิดความรู้สึกว่า หลายเรื่อง มันเป็นเรื่องใหม่จริงๆ ทีไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติเดิมใ้ห้เป็นพื้นฐาน น่าจะลองบันทึกเก็บไว้ดูบ้าง เผื่อจะสะกิดใจบางท่านให้คิดต่อบ้าง

เรื่องแรกนั้น ที่จริงเป็นเรื่องประเด็นที่เก่าแล้ว แต่พอจะมีเรื่องให้ขยายความได้ ก็คือเรื่องของการ forward mail หลา่ยๆคนคงเคยได้รับนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข่าวที่เป็นลักษณะ

  • “บอกให้ทราบ” (For Your Information) เช่น ผลร้ายจากการรับประทาน … ภาพการทรมาน … หรือ
  • ข่าวการกุศล เช่น การขอบริจาคโลหิตให้กับ… ซึ่งกำลังรออยู่ในห้องไอซียู

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับหมอที่ค่อนข้างมีส่วนร่วมในโลกอินเตอร์เน็ทท่านหนึ่ง ท่านใช้ชื่อในเว็บบอร์ดหลายๆแห่งว่า หมอแมว มักจะเข้าไปตอบคำถามใน Pantip.com ห้องหว้ากอเป็นประจำ

หมอเองก็รู้สึกแปลกๆกับข้อความของเมล์เหล่านี้อยู่เหมือนกัน นอกจากจะพยายามไขข้อข้องใจ และชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว บางครั้งยังถึงขั้นบันทึกเป็นวิดีโอบน YouTube ลองไปดูที่ (http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/03/X7678016/X7678016.html)นะครับ หมอแมวทำการทดลองขึ้นมา เพื่อให้ดูกันว่า เมล์ที่ส่งๆกันมานั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด ตอนที่ผมได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก ผมอดทึ่งไม่ได้ เพราะประสบการณ์ส่วนใหญ่ที่ผมเจอคือ ส่งต่อๆกัน โดยไม่ได้สนใจเลยว่า เนื้อหามีความน่าเชื่อถือขนาดไหน

เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ สมัยก่อน หลายๆคนคงเคยได้รับจดหมายลูกโซ่มาก่อน พอมาพ.ศ.นี้ เรื่องนี้ก็กลายร่างมาเป็น Forward Mails แทน แต่ข้อดีของเทคโนโลยีปัจจุบัน คือ เราสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และสามารถชี้แจงได้ แม้จะเจออีกด้านมืดของอีเมล์ก็คือ เราสามารถส่งต่อได้ง่ายมาก ง่ายกันจนส่งให้เลอะไปหมด โดยไม่ได้ตรวจสอบอะไรกันเลย มารยาทหรือธรรมเนียมปฏิบัติในการส่งต่อเมล์ประเภทนี้สักพักคงจะเข้าที่ เท่าที่สังเกตุดู เมล์ประเภทนี้ลดลงพอสมควร เพราะโปรแกรมหรือบริการอีเมล์หลายๆที่ทำหน้าที่กรองเมล์ในลักษณะแบบนี้ออกไปแล้ว และเชื่อว่า หลายๆคนก็เริ่มเอือม และไม่ส่งต่อๆกันมากเหมือนเมื่อสิบปีที่แล้ว

ที่น่าสังเกตุคือ เมล์ประเภทเรื่องตลกหรือภาพลามกอนาจารดูลดลงไป ถ้าไม่เป็นเพราะส่งกันมากจนเฝือไปแล้ว ก็เป็นเพราะใครๆก็หาดูได้แล้วกระมัง ทั้งนี้เพราะอินเตอร์เน็ทความเร็วสูงเริ่มกลายมาเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานแล้ว ส่วนเมล์ที่ยังนิยมส่งต่อกันอย่างต่อเนื่องยังคงจะเป็นเรื่องข้อมูล ข่าวสาร

แต่ที่ดูจะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ คือการนำเมล์เหล่านี้มากระจายต่อในระดับสื่อใหญ่ แม้ว่าอีเมล์เหล่านี้จะเป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว ในการใช้งานอินเตอร์เน็ืทและอีเมล์ทั่วๆไป แต่ความกดดันในการนำเสนอข่าวสารที่เริ่มซ้ำๆกันของสื่อเดิมๆ การลดต้นทุนการทำข่าว โดยการนำข่าวจากสื่ออื่นมาแทน เช่น รายการวิทยุหรือโทรทัศน์ที่มีการอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ ต้นทุนจากการซื้อข่าวจากแหล่งต่างประเทศที่สูง น่าจะทำให้น้ำหนักของ”เร็ว”และ”ใหม่” จะมีมากกว่า “จริง”และ”ตรวจสอบได้” ทำให้เราได้เห็นการนำ forward mails เหล่านี้มาอยู่บนพื้นที่ข่าวของสื่อใหญ่มากขึ้น

ที่น่าตกใจคือ เมื่อสื่อที่ทำหน้าที่ในเวทีใหญ่มีข้อผิดพลาด (เช่น กรณีไข่ปลอม เมื่อเดือนก่อน) เราจะไม่เห็นสื่อด้วยกันทำหน้าที่ตรวจสอบซึ่งกันและกัน เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว ผมสังเกตุเห็นตั้งแต่ก่อนยุคอินเตอร์เน็ทแล้ว ผมยังจำเหตุการณ์ เมื่อสมัยที่มีการจัดงานระดับชาติที่หอศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต เมื่อประมาณ ๙ ปีที่แล้วได้ มีการแจกคูปองรับประทานอาหารพิเศษให้กับกลุ่มบุคคลากรที่จำเป็นต้องประจำอยู่ที่นั่นหลายๆวัน ปรากฏว่า มีผู้ได้รับแจกคูปองดังกล่าวนำไปแลกเบียร์กระป๋องที่มีอยู่ในงาน โดยยอมแลกคูปองทั้งหมด เพื่อให้ได้เบียร์และยอมออกไปรับประทานอาหารข้างนอกแทน เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ก็มีเสียงถามหากันว่า เป็นใคร เป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานไหน แต่ต่อมาพบว่า เป็นการกระทำของผู้สื่อข่าวรายหนึ่ง เรื่องนี้ก็เงียบไปจากสื่ออย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบว่า เป็นใคร สำนักไหน ซึ่งในทางกลับกัน เมื่อดาราหรือนักแสดงท่านใดโดนจับโกหกได้ ก็จะโดนเล่นข่าวกันให้อายไปเลย

นานๆที เราจึงจะเห็นกรณีที่สื่อด้วยกัน วิจารณ์กันเอง ล่าสุดเท่าที่พอจะจำกันได้ คงจะเป็นกรณีลงรูปภาพจากเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการตกแต่งทางดิจิตอลขึ้น นำมาลงหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง จนสื่อด้วยกันต้องออกมาประนาม เพราะเป็นการบิดเบือนภาพข่าวอย่างชัดเจน และเป็นเรื่องที่ล่อแหลมต่อความมั่นคงด้วย

ในโลกของอินเตอร์เน็ทที่ใครก็สามารถเขียนข่าวได้ ส่งต่อข้อมูลได้ ไม่มากก็น้อย สื่อใหญ่นอกจากจะต้องแข่งขันให้เป็นที่สนใจอยู่เสมอแล้ว ยังต้องได้รับการตรวจสอบด้วย เนื่องจากภาษาไทยเป็นภาษาที่ีมีการใช้อยู่ในประเทศเราเท่านั้น ทำให้การตรวจสอบอยู่ในวงจำกัด แต่เรื่องนี้ต้องดูกันยาวๆครับ การนำ Forward Mail มาขยายความในสื่อใหญ่ สามารถทำได้ ทั้งในรูปแบบของการเล่นข่าว (และแก้ตัวกันเนียนๆว่า เพื่อเป็นการชี้แจงข่าวลือ) หรือเป็นเจตนาดีก็ได้ ลองดูตัวอย่างจากหมอแมวก็ได้ครับ การกระทำของหมอแมว เป็นเรื่องน่ายกย่อง และน่าจะเป็นตัวอย่างให้หลายๆคนดูเป็นตัวอย่าง รวมทั้งสื่อกระแสหลักด้วย

เรื่องใหม่อีกเรื่องหนึ่ง(อย่างน้อย ก็สำหรับผม) คือการอ้างอิง หรือ การนำบทความหรือข้อมูลของผู้อื่นไปใช้ โดยไม่ได้ลงที่มา เรื่องนี้เห็นกันมากมาย เปิดเว็บบอร์ดระดับชาติอย่าง Pantip.com เมื่อไร โอกาสที่จะเจอเรื่องพวกนี้ในกระทู้แนะนำมีมากกว่าครึ่ง ที่ผมติดใจกว่า คือการที่มีผู้นำบทความ หรือข้อมูลไปใช้ โดยบอกที่มาแล้ว แต่เจ้าของก็ยังไม่พอใจอยู่ดีนี่สิ เรื่องนี้สิน่าคิด

Blogger หรือคนที่เขียน Blog หลายๆคนมีรายได้จากการขายแบนเนอร์ที่หน้าเว็บโดยตรง ดังนั้นปริมาณ Traffic ที่วิ่งมาที่เว็บเป็นสิ่งที่เจ้าของเว็บเหล่านี้ ให้ความสำคัญมาก ถ้าเว็บอื่นๆมานำข้อมูลไปใช้ แม้จะให้เครดิตไว้เต็มที่ แต่ก็เป็นการแบ่ง traffic จากเจ้าของข้อมูลเดิมไป จริงอยู่ว่า เจ้าของเนื้อหาสามารถนำลิขสิทธิ์มาคลุมไว้ได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การหยิบยืมเพลง ภาพ เสียง ในสื่อเดิมๆอย่างโทรทัศน์ วิทยุ นั้น ถือว่าการให้เครดิตว่า เพลง ภาพ และเสียงนี้มาจากไหน ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่พอรับได้ (ในกรณีที่ใช้ไม่มาก หรือไม่ได้เป็นเนื้อหาหลัก)

แต่ในโลกอินเตอร์เน็ทนั้น traffic วัดกันชัดเจนมาก บอกได้ทุกอย่างทั้งที่มาของแต่ละคลิก บอกได้ด้วยว่ามาจากที่ไหน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ Blogger หลายๆรายให้ความสำคัญ ดังนั้นการนำข้อมูลไปใช้ ควรจะ”ขอก่อนทำ” มากกว่าที่จะเป็น “โดนจับแล้วค่อยบอก”

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมเองก็ไม่เคยนึกว่าจะเป็นประเด็น คือการใช้งานที่เป็นการรายงานสด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการใหม่ๆอย่าง Twitter ซึ่งเป็นการโพสท์ข้อความสั้น ไม่เกิน ๑๔๐ ตัวอักษร ถ้าเราสนใจอยากอ่านของใคร ก็ไปตาม “Follow” คนคนนั้น เราก็จะได้อ่านสิ่งที่เขาหรือเธอเขียนได้ทันทีที่มีข้อความใหม่ คนดังระดับโลกคนแรกๆที่ผมพอจะนึกออก คือวุฒิสมาชิก Barack Obama (ตำแหน่ง ณ เวลานั้น) ที่หันมาใช้บริการพวก Social Media ทั้งหลาย เพื่อสื่อข้อมูลออกไปให้กว้างที่สุด และทีมงานของเขาก็เลือกใช้ Twitter เพื่อแจ้งกำหนดการเดินทาง กำหนดการปราศัยตามเมืองต่างๆ การใช้ Twitter นี้สนุกมาก ถ้าเราตามคนหลายๆคน เราจะได้เห็นความคิดที่แตกต่างกันหลายๆแนว และวัดอุณหภูมิความร้อนแรงของเรื่องต่างในสังคมได้เป็นอย่างดี

การใช้งาน Twitter อย่างหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก คือการรายงานข่าว หรือรายงานสด ไม่ว่าจะเป็นรายงานบรรยากาศคอนเสิร์ต การแถลงข่าว บรรยากาศการทานข้าวในหมู่เพื่อนฝูง หรือแสดงความคิดเห็นต่อรายการโทรทัศน์ที่ตัวเองกำลังดูอยู่ จะเป็นรายการละครโทรทัศน์ หรือการสัมภาษณ์ก็ได้

ที่ผมพบว่า เป็นประเด็น คือมีเหตุการณ์รายงานการแถลงข่าวของสินค้าใหม่ที่กำลังจะเข้ามาในเมืองไทย มีคนสนใจติดตามหลายคนว่า ผู้นำเข้าจะขายเมื่อไร ที่ราคาเท่าไร ก็ให้มี Blogger ท่านหนึ่ง ไปร่วมงานแถลงข่าว ทำหน้าที่รายงานข่าวนี้ทาง Twitter ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาแฟนๆสินค้ายี่ห้อนี้มาก เมื่อการแถลงข่าวเสร็จสิ้นลง ก็มีผู้ที่ติดตามข่าวท่านหนึ่ง นำข้อมูลจาก Twitter ทั้งหมด ไปสรุปเป็นเนื้อหาและนำไปโพสท์ที่เว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง ในเวลาอันรวดเร็ว โดยบอกที่มาว่า มาจากเว็บของ Blogger ท่านที่ส่ง Twitter มานี่เอง สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตาม Twitter ของ Blogger ท่านนี้ ก็สามารถอ่านข่าวได้ และก็เห็นเครดิตของ Blogger ท่านนี้ด้วย ทุกอย่างน่าจะไปด้วยดี แต่…

เมื่อ Blogger ท่านที่ส่งข้อความ Twitter นั้นมาเห็นข่าวในเว็บบอร์ดนี้เข้า ก็เกิดอารมณ์ไม่พอใจอย่างมาก เพราะการที่ท่านนี้ออกไปทำข่าว ก็เพื่อกลับมาทำเป็นข่าวที่ Blog ของตัวเอง แต่เมื่อมีคนนำข้อมูลทั้งหมดไปสรุปแล้ว ข่าวที่จะเขียนก็หมดความใหม่ไปโดยทันที เพราะมีคนนำไปเขียนแล้ว

เรื่องนี้จบลงด้วยดีครับ เมื่อผู้ที่นำข่าวไปสรุปท่านนั้นมาเห็นเข้า ก็รีบไปโพสท์ขอโทษและแสดงความบริสุทธิ์ใจทันที ไม่ได้มีเจตนาจะชุบมือเปิบแต่อย่างใด และเจ้าตัว Blogger เองที่เป็นเจ้าของข่าว ก็ใจกว้างพอที่จะจบเรื่องนี้ไป เมื่อได้เห็นการแสดงความเป็นสุภาพบุรุษของผู้สรุปข่าว

สำหรับผม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ เมื่อก่อนนี้ เราอ่านข่าวผ่านสื่อเดิมๆกันมา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือ โทรทัศน์ ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นการส่งนักข่าวอาชีพออกไปเก็บข่าวกันมาทั้งนั้น พอมาเดี๋ยวนี้ เรื่องเฉพาะทางมากๆ ก็จะมีผู้สนใจเรื่องนั้นๆทำหน้าที่เป็นสื่อเองโดยปริยาย ทำให้เกิดการเรียนรู้มารยาทใหม่กันไปในตัว จะว่าไป การที่รายการโทรทัศน์นำหนังสือพิมพ์มาอ่านออกอากาศให้ฟัง ก็ไม่ต่างจากเรื่องนี้มากเท่าไร แต่ก็เหมือนจะพึ่งกันอยู่ในที รายการโทรทัศน์บ้านเราส่วนใหญ่เมื่อออกอากาศแล้ว ก็จบกันไป ไม่มีโอกาสให้ได้ดูทางอินเตอร์เน็ทอย่างเป็นทางการมากนัก ทำให้คนที่อยากรู้ต่อ ก็ต้องไปหาอ่านเอาเองจากข้างนอกเอง

แต่ถ้าทุกอย่างอยู่บนอินเตอร์เน็ทหมด เรื่องพวกนี้คงต้องระมัดระวังกันมากขึ้น

เรื่องเดิมๆที่นักเขียน Blog หลายๆคนน่าจะทำใจได้แล้ว คือ

  • การที่โดนผู้อื่นลอกผลงานเขียน ไปเป็นของตัวเอง
  • การส่งต่อไปบทความใน Blog ไปเป็น Forward Mail โดยไม่แจ้งที่มา
  • การนำรูปถ่ายไปใช้ โดยไม่ได้รับอนุญาติ

ตัวอย่างข้างต้นเป็นเรื่องที่ผมเข้าใจว่า ทุกคนทำใจกันไปนานแล้ว แม้จะยอมรับไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้มีทางที่จะไปป้องกันอะไรได้มากนัก ในเวลานี้ แต่ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมก็เห็นมันมักจะกลับมาแสดงผลเกือบทุกครั้ง จากแวดวงของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ทกันเองนี่แหละ ที่มักจะช่วยกันจับผู้ร้ายบนคีย์บอร์ดได้ทุกครั้ง แม้ในบางครั้งจะกินเวลาเป็นปีๆก็ตาม

หวังว่า บทความนี้พอจะเปิดประเด็นให้กลับไปคิดกันบ้างนะครับ สวัสดีครับ

Advertisements

2 thoughts on “มารยาทบนอินเตอร์เน็ท

  1. ผมว่าถ้าขึ้น internet แล้วสถานะมันน่าจะเป็น public เพราะผู้เขียน “แทบทุกคน” มีความตั้งใจจะแชร์อยู่แล้ว ผมว่าที่น่าจะเป็นห่วงมากกว่าคือเอาไปเขียน/ตีความ ผิดๆ มากกว่า

    ปล. ผมไม่เห็นมีใครขออนุญาติจาก blog/web ต่างประเทศ เวลาเอาข้อมูลมาเขียนลง blog เลย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s