Charlie Wilson’s War

หนังบางเรื่อง เพลงบางเพลง หนังสือบางเล่ม แม้ไม่ได้ดู ไม่ได้ฟัง ไม่ได้อ่าน แต่เรามักจะมีความรู้สึกคุ้นเคย เพราะเป็นที่กล่าวขวัญอยู่เนืองๆ แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน เรื่องเหล่านี้ก็ยังกลับมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ จนในที่สุด เราก็อดไปหามาเสพไม่ได้ เพื่อให้ได้รู้ว่า มันมีอะไรนักหนา

หนังที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนี้ เท่าที่นึกออก คือเรื่อง The God Father เพราะเป็นหนังที่มีหนังเรื่องอื่นๆอ้างอิงอยู่เรื่อย พอๆกับโดนล้อเลียนอยู่บ่อย Citizen Kane, Casablanca ก็เช่นกัน ดูแล้ว ก็ทึ่ง ทั้งๆที่อ่านคำวิจารณ์มาแล้วจนพรุน ที่ชอบที่สุดคือ Rashomon เพราะว่าแก่นของเรื่องเป็นสิ่งที่เจออยู่เป็นประจำ

เพลงอย่าง Bohemian Rhapsody (Queen), Imagine (John Lennon) หรือ Blowing in the Wind (Bob Dylan) ก็เช่นกัน ฟังมากี่ที ก็ยังมีความรู้สึกว่า สมดังคำร่ำลือจริงๆ

เรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกสงสัยมานานมากแล้ว คือเรื่องของอัฟกานิสถาน อ่านนิยายในแนว Political Thriller หลายๆเล่มแล้ว มักจะมีเรื่องสงครามในอัฟกานิสถานเป็นพื้นหลังอยู่เนืองๆ อ่านแล้วก็สงสัยว่า เรื่องนี้มีพื้นหลังอย่างไร จากนั้น พอมีข่าวเรื่องเหตุการณ์ขับเครื่องบินชนตึก WTC ข่าวไล่ล่า Osama Bin Laden แล้วก็ยิ่งน่าทึ่งใหญ่ เพราะอ่านไปอ่านมา เรื่องพวกนี้ ร้อยเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันด้วย สงสัยจริงๆ

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ผมได้ยินชื่อหนัง Charlie Wilson’s War ครั้งแรกจากที่ไหน แต่จำได้ว่า ชื่อเรื่องค่อนข้างสะดุดหู ถ้าจำไม่ผิด ดูจะเป็นการเขียนถึงหนังเรื่องนี้ในแง่ว่า ไม่ประสบผลสำเร็จในแง่รายได้เท่าไรนัก ทั้งๆที่ใช้นักแสดงระดับแม่เหล็ก อย่าง Tom Hanks, Julia Roberts และ Philip Seymour Hoffman และที่สำคัญ สร้างจากเรื่องจริง พอได้อ่านเรื่องย่อ ยิ่งทำให้ผมทึ่งเข้าไปใหญ่ เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องจริงแล้ว มันยังเป็นหนังสือมาก่อน และมันยังเกี่ยวข้องกับ Afghanistan เสียด้วยสิ แต่ก็ไม่ได้ไปหามาดู จนกระทั่งเมื่อต้องเลือกหนังสือสักเล่มมาฟัง เพราะต้องใช้เครดิตที่สมัครไว้กับ Audible ทำให้ผมต้องมาหาหนังสืออ่าน (ตกลงว่า มันเป็นการอ่าน หรือเป็นการฟังกันแน่นะเนี่ย) แล้วก็มาเจอหนังสือเล่มนี้เข้าให้ ทำใจอยู่นานว่า จะเลือกดีไหม เพราะเป็น audiobook ที่ยาวมาก นานถึง ๒๐ ชั่วโมง แต่ก็คิดว่า ถ้าไม่ได้ฟัง ก็คงไม่ไปหามาอ่านเหมือนกัน เพราะน่าจะหนาเกินแบกไปไหนต่อไหน ว่าแล้วก็เลือกมา

ไม่ผิดหวังครับ

คนเขียนหนังสือเรื่องนี้ ชื่อคุณ George Crile ครับ เขาเป็นนักข่าวในรายการสารคดีข่าว 60 Minutes ที่ลือลั่นมานานของสหรัฐอเมริกา เขาได้ไปทำข่าว อัฟกานิสถาน (ในช่วงประมาณค.ศ. ๑๙๘๖ ถึง ๑๙๘๘) ก็เลยทำให้ได้รู้จักคุณ Charlie Wilson และได้รับทราบเรื่องราวหลายๆเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปไห้ในสังคมการเมืืองสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งมีเหตุการณ์  ๙/๑๑ ที่ตึก World Trade Center แกก็เลยรวบรวมข้อมูลทั้งหมด พร้อมทั้งร้อยเรื่องราวให้ต่อเนื่องกัน และทำเป็นหนังสือออกมา เมื่อปี  ๒๕๔๖ นี่เอง

คุณ Charlie Wilson เป็นสมาชิกสภา (Congressman) ของสหรัฐฯครับ ปัจจุบันนี้ (ปี ๒๕๕๒) ยังมีชีวิตอยู่ อายุ ๗๖ ปีแล้ว แต่วางมือจากการเมืองไปนานแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ เป็นผู้ที่มีบทบาทสูงมากในการบริหารงบลับ เพื่อใช้ในการสนับสนุนภารกิจปฏิบัติงานของ CIA

จากในหนังสือ เขามาตัดเข้าเรื่องถึงรัสเซียเข้ายึดอัฟกานิสถานเลย โดยไม่อารัมภบทมากนักว่า ทำไมถึงโดนยึด ซึ่งแม้จะขัดใจผมนิดหน่อย แต่ก็ดีเหมือนกัน ไม่ยืดเยื้อดี มีการเล่าแรงบันดาลใจของคุณ Charlie ว่า ทำไมถึงอยากเข้าไปช่วยพวกกบฏมูจาฮิดีน ซึ่งลุกขึ้นมาต่อต้านการเข้ายึดของรัสเซียด้วยปฏิบัติการกองโจร โดยปูพื้นฐานการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน จนมาทำงานการเมือง และได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองสากล

อยากจะรวบรัดให้สั้นๆไว้ตรงนี้ว่า สงครามในอัฟกานิสถานนั้น มาสิ้นสุดประมาณปี ๒๕๓๒ โดยก่อนหน้านั้นประมาณสิบปี (๒๕๒๒) ทางรัสเซียไ้ด้ส่งกองกำลังเข้าไปยึดไว้ โดยมีกองกำลังพื้นเมือง (กลุ่มมูจาฮิดีน)ต่อต้าน โดยได้รับการสนับสนุนเบื้องหลัง(โดยไม่เปิดเผยตัว)จากปากีสถานและหน่วยงาน CIA

ที่น่าแปลกคือ การสนับสนุนของ CIA ครั้งนี้เป็นการสนับสนุนโดยผ่านงบลับจากสภาสูงในสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวของของอิหร่าน คอนทรา โดยที่สื่อมัวไปเล่นเรื่องอิหร่าน คอนทรา (ซึ่งพัวพันไปถึงประธานาธิบดีในขณะนั้น คือคุณ Ronald Reagan) ทำให้ไม่ได้เข้ามาคุ้ยเขี่ยเรื่องของอัฟกานิสถาน (ซึ่งเป็นการดำเนินการในส่วนของสภา ทั้งๆที่ไม่น่าจะใช่หน้าที่หลักของสภา ควรมีหน้าที่ในการคุมงบและตรวจสอบเท่านั้น) และงบที่ว่านี้ เป็นงบที่ได้รับอนุมัติติดต่อกันมาหลายปี จนในที่สุด ก็เป็นโครงการของ CIA ที่ได้รับการช่วยเหลือมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อตั้ง CIA มา โดยเริ่มต้นจากปีละ ๕ ล้านเหรียญ มาเป็นปีละ ๕๐๐ ล้านเหรียญ จากงบลับของสหรัฐ และนอกจากนี้ กลุ่มกบฏผู้ต่อต้านนี้ ยังได้รับเงินสนับสนุนที่จำนวนที่เท่ากัน(กับที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐฯ) โดยได้มาจากเจ้าชายของซาอุดี อาระเบีย (ทั้งนี้ เนื่องจากสถานะการณ์ของสงครามเย็น ทำให้เพื่อนบ้านพลอยกลัวการบุกของรัสเซียไปด้วย)

ทั้งการผ่านงบ การประสานงานกับ CIA รวมถึงความช่วยเหลือจากซาอุฯ Egypt และปากีสถาน ล้วนเกิดจากการประสานงานและดำเนินงานของ Charlie Wilson จนทำให้เกิดเป็นชื่อของหนังสือเล่มนี้ เพราะเขาเป็นคนมีส่วนอย่างมากในการสนับสนุนการต่อสู้ในอัฟกานิสถาน จนกระทั่งทางรัสเซียต้องถอยออกไปในที่สุด และจากนั้นไม่นาน สงครามเย็นก็ล่มสลาย เพราะรัสเซียไม่สามารถแบกภาระทางการเงินในการช่วยเหลือทางทหารได้อีกต่อไป สหภาพโซเวียต (USSR) แตกออกเป็นหลายๆประเทศ ตลอดจนถึงการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน

ถ้าตัดประเด็นที่ีมาของการไหลเวียนงบประมาณทิ้งไป เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีของรัฐบาลสหรัฐฯ (แม้่จะเป็นการดำเนินการของสมาชิกสภาพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นก็ตาม) ที่สามารถต่อสู้ในยุคของสงครามเย็นมาได้ แต่เรื่องนี้ไม่ได้จบดีเท่าไรนัก เมื่อกองทัพรัสเซียถอยทหารออกไป (เท่ากับยอมแพ้ โดยปริยาย) แต่ปรากฏว่า รัฐบาลสหรัฐฯในเวลานั้น ไม่ได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือต่อ รวมทั้งการเคลื่อนไหวในสภาโดย Charlie เอง ก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าในช่วงแรก ไม่มีการจัดระเบียบการปกครอง ปล่อยให้อัฟกาสิสถานเป็นรัฐอิสระ ที่ไม่มีผู้นำอย่างเป็นทางการ เกิดสงครามกลางเมือง เป็นการแย่งชิงแผ่นดิน โดยกองกำลังกองโจร และทำให้สถานการณ์โดยรวมของประเทศตกลงไปอีก และหนึ่งในผู้เคลื่อนไหวของกลุ่มมูจาฮีดีนนี้ คือ Osama Bin Laden ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวในภายหลัง จนเหตุการณ์บานปลายกลายเป็นเหตุการณ์เครื่องบินชนตึก WTC ในที่สุด

Charlie Wilson เองก็ยังออกมาบ่นๆในตอนท้ายของการปฏิบัติการทั้งหมดนี้ว่า เราทำดีมาเกือบหมดแล้ว แต่ดันทำพังในตอนท้าย ทั้งหมดนี้ ผู้เขียนหนังสือเลือกที่จะนำการเคลื่อนไหวของ Charlie Wilson เป็นตัวเดินเรื่อง โดยให้ภาพทั้ง ๒ ด้านของเขา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการดื่ม การเที่ยว พื้นฐานการศึกษา แนวทางการเมือง และข่าวฉาวทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับเขาตลอดยุค ๘๐ เท่าที่ผมสามารถสัมผัสได้ ผู้เขียนเองก็พยายามไปสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องหลายๆคน ในแง่ว่า นอกจากอุดมการณ์ทางการเมือง (ที่ต้องการตีรัสเซีย)แล้ว Charlie เองได้ผลตอบแทนอย่างอื่น นอกจากเรื่องการเที่ยว อภิสิทธิ์ และการยอมรับทางสังคม หรือไม่ พูดง่ายๆว่า ได้รับเงินจากการเคลื่อนไหวดังกล่าวหรือไม่ ก็ไม่ปรากฏว่า มีหลักฐานใดบ่งบอกว่า จะมีเหตุการณ์ดังกล่าว อ่านแล้วมันก็แปลกดี สมกับที่ตั้งชื่อเป็น Charlie Wilson’s War จริงๆ

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุด สำหรับผม คือการที่มีหนังสือเล่มนี้ออกมาวางขายได้ และมีคนนำไปทำเป็นหนังด้วย พฤติกรรมของ Charlie Wilson ในหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องจริงที่มีหลักฐานยืนยัน ทั้งเรื่องในสภาและเรื่องส่วนตัว

ในส่วนของการทำงานในสภานั้น เราจะได้รับทราบขั้นตอนการทำงาน และขั้นตอนการ”ลัด”งาน การหาช่องทางในการบริหารงบประมาณของประเทศ หลายเรื่องไม่ใช่เป็นตัวอย่างที่ดีนัก และบางเรื่องก็ส่งภาพลบให้กับการเมืองสหรัฐฯ ซึ่งแม้เราจะเห็นอยู่เนืองๆในหนังหลายๆเรื่อง แต่หนังสือเล่มนี้ เขียนจากเรื่องจริง เป็นการตีแผ่โดยตรง แต่ทำไมการเมืองของบ้านเมืองเขา ถึงยอมให้มีหนังสือแบบนี้ออกมาได้

ถ้ามาย้อนมองดูบ้านเราบ้าง ผมเชื่อว่า เรามีเรื่องที่น่าสนใจในอดีตมากมาย ที่สามารถนำมาเขียนเป็นเล่มๆได้ แต่เนื่องจากวัฒนธรรม และนิสัยของคนไทยเรากระมัง ทำให้ไม่มีใครอยากเขียนเรื่องพวกนี้มากนัก นอกจากจะเป็นนักข่าวต่างชาติ หรือไม่ก็ต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษไปเลย เพื่อลดความรุนแรงทางตรงออกไป ยิ่งถ้าเป้นเรื่องคล้ายๆ Charlie Wilson’s War ที่เป็นเรื่องการเมือง และการทหารด้วยแล้ว ชาตินี้เราคงไม่ได้เห็นพลเรือนคนไหนกล้าเขียนเรื่องพวกนี้ ที่ดูจะออกมาได้ใกล้เคียงสุด ก็เป็นงานเขียนของเสธ์ฯ แดง ซึ่งก็เขียนโดยทหารเอง แต่ก็เป็นงานเขียนที่ออกมาในแนว”ถ่ายทอดบทพูด” มากกว่าจะเป็นงานเขียนในเชิงสารคดี ที่ต้องมีแหล่งข้อมูลอ้างอิง

อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ผมรู้สึกสว่างขึ้นเยอะ ทั้งเรื่องอัฟกานิสถาน สงครามเย็น จนถึง Osama Bin Laden ตอนนี้ที่อยากอ่านกว่า คืองานเขียนของไทยในแนวนี้บ้าง “ลับ ลวง พราง” ของคุณวาสนา นาน่วม น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี น่าจะเป็นเรื่องถัดไปที่ผมน่าจะไปหามาอ่าน เสียดายคุณวาสนาไม่ได้ทำเป็น audiobook ซึ่งน่าจะเป็นงานทดลองที่น่าสนุกเหมือนกันนะ

ต้องขอออกตัวก่อนจริงๆว่า ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ที่อ่านเล่มนี้ ก็เพราะอยากรู้เนื้อหาที่เป็นพื้นฐาน เพื่อจะได้ไปอ่านหนังสือเล่มอื่นๆต่อไป สำหรับคนที่สนใจนะครับ แนะนำให้อ่านจากหนังสือ เพราะผมให้บังเอิญได้ดูหนังเรื่องนี้ ๓๐ นาทีสุดท้าย เลยทำให้ไม่แนะนำให้ดูหนังครับ เพราะตัวหนังใส่ความเป็น drama เยอะมากไป ตัวละครที่ Julia Roberts เล่นนั้น ในหนังสือ เธอมีบทบาทสูงแค่ในช่วงครึ่งแรกเท่านั้นเอง แต่เมื่อมาเป็นหนัง ก็เลยต้องทำให้ดูมีบทบาทขึ้น และทำให้เนื้อเรื่องโดยรวมอ่อนไปเลย น่าจะทำหนังออกมาในแนวของ Michael Moore มากกว่า หรือไม่ก็เป็นแบบ All the President’s Men ก็ได้ น่าจะได้ผลที่ดีกว่า

ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ

Advertisements

One thought on “Charlie Wilson’s War

  1. โอ้ น่าสนุกมาก ต้องหามาอ่านบ้างแล้ว

    อีกเรื่องที่ผมสงสัยไม่หายคือ 3 จังหวัดใต้ครับ เหมือนจิ๊กซอร์ชิ้นใหญ่ๆ หายไปเลย เดาไม่ออก ถึงปมที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น

    เอาไว้คุยเรื่องพวกนี้กับพี่หงษ์เป็นการส่วนตัวดีกว่า 😀

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s