โลกใบใหม่

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนสิงหาคม

ดูหนัง ฟังเพลง นั่งรถเที่ยว เป็นกิจกรรมที่เราทำกันแทบจะทุกคน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง หรือไม่อย่างนั้น ก็ทำทั้ง ๓ อย่างเลยแหละ ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ทั้ง ๓ กิจกรรมนี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์โลกเพิ่งจะทำกันเป็นกิจวัตร เมื่อศตวรรษที่แล้วนี้เอง

มนุษย์เราคิดค้นวิธีที่จะขับเคลื่อนรถได้นานแล้วล่ะ แต่ก็ต้องรอจนคุณ Henry Ford ผลิตเจ้า Model T ในปี ๑๙๒๗ ในราคาที่ย่อมเยาได้ก่อน การใช้รถยนต์ถึงได้แพร่หลายขึ้น จนทำให้ก่อเกิดอุตสาหกรรมยานยนต์ กลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ระดับโลก และอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น ขนส่งมวลชน ไปรษณีย์ แข่งรถยนต์ ฯลฯ

เรื่องการฟังเพลงนั้น ก็เพิ่งจะต้นศตวรรษที่แล้วเช่นกัน ที่มีการบันทึกเสียงเก็บไว้ได้ กลายเป็นเรื่องตื่นตาตื่นใจ สามารถรับฟังเสียงเพลงที่เราต้องการฟัง เมื่อใดก็ได้ โดยผ่านสื่ออย่างแผ่นเสียง เทป ซีดี ดีวีดี กลายเป็นอุตสาหกรรมเพลงที่มีผลประโยชน์มหาศาล

เรื่องหนังนั้นก็เช่นกัน แม้ว่ามนุษย์เราจะคิดค้นวิธีบันทึกภาพได้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ ๑๙ แต่ก็ต้องใช้เวลาจนถึงต้นศตวรรษที่ ๒๐ ถึงจะมีอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกิดขึ้นได้ จากนั้นถึงมีภาพยนตร์ที่มีเสียง (The Jazz Singer ปี ๑๙๒๗) และกว่าจะมีสี ก็น่าจะอยู่ในช่วงทศวรรษ ๑๙๕๐ แล้ว แล้วก็มาถึงอุตสากรรมโทรทัศน์

แต่ทั้งหมดนี้ ต้องมีปัจจัยอื่นๆเอื้อหนุน ถึงจะประสบความสำเร็จได้

มีรถ ก็ต้องมีถนนรองรับ และมีสถานีบริการน้ำมัน

บันทึกเพลงได้ ก็ต้องมีเครื่องเล่นเทปวางขาย และที่สำคัญต้องมีเพลงให้ฟัง

บันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ ก็ต้องมีโรงฉาย และต้องมีหนังให้ดู

ทำไมผมถึงเขียนถึงเรื่องนี้นะหรือครับ ก็เพราะผมอยากจะปูเรื่องให้เห็นว่า กิจวัตรหลายๆอย่างที่เราทำกันนี้ เป็นเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้น เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วนี่เอง และก็ใช้เวลานานพอสมควรกว่าเราจะปรับตัว สามารถนำ technology breakthrough มาประยุกต์ใช้ และก็ต้องรอจนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเกิดขึ้น จึงจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมาได้ เจ้าตัวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวอย่างที่ยกมา ก็ไม่ใช่อื่นไกลที่ไหน มันก็คือไฟฟ้านั่นเอง

หลายๆคนก็น่าจะรู้สึกเหมือนๆกันว่า ตอนนี้ พวกเรากำลังจะข้ามเข้าสู่รอยต่อการเปลี่ยนแปลงนี้อีกครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อมีการเปลี่ยนศตวรรษที่ผ่านมานี่แหละ และเจ้าตัวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ว่า ก็คืออินเตอร์เน็ทนี่เอง

จากประมาณปี ๑๙๙๕ ที่มีคนสามารถประยุกต์การใช้งานคอมพิวเตอร์แบบกราฟฟิค ให้นำมาใช้กับอินเตอร์เน็ทที่มีอยู่แล้ว เราก็ใช้เวลากว่าสิบปี เราถึงเริ่มเห็นการใช้งานอินเตอร์เน็ทในรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาให้อยู่ในระดับ ที่คนทั่วๆไปเริ่มจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้เอง

จากช่วงแรกๆ คนที่สามารถเขียนเว็บเป็นของตัวเอง ต้องเป็นคนที่ออกจะแนว Geek เล็กน้อย เพราะต้องมีความรู้ในเรื่องการเขียน HTML อยู่บ้าง จึงจะพอทำได้ ก็กลายเป็นว่า มีการคิดค้นซอฟท์แวร์ให้ใครก็ได้ สามารถเปิด Blog เป็นของตัวเองได้ เปิดช่องให้คนรุ่นห้าสิบปี หรือหกสิบปีขึ้นไป ก็สามารถมีเว็บเพจ เปิด Blog เป็นของตัวเองได้แล้ว

องค์กรต่างๆก็เริ่มจากใช้อินเตอร์ในการสื่อสาร (อีเมล์) เบื้องต้น ก็ขยายเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ ติดต่อลูกค้า และกลายเป็นช่องทางขายใหม่ในที่สุด

ในเมืองไทยเราเอง สมัยที่อินเตอร์เน็ทความเร็วสูงออกมาใหม่ หลายๆคนก็ยังตั้งข้อกังขาว่า จะมีคนยอมจ่ายเงินเพื่อเอาความเร็วขนาดนี้ไปทำอะไร ซึ่งพอมาถึงทุกวันนี้ ประเด็นที่ตั้งไว้ ก็ตกไป เพราะเมื่อระบบ infrastructure พื้นฐานเกิดขึ้น คนเก่งๆหลายๆคนก็ช่วยกันปล่อยของดีออกมาเต็มอินเตอร์เน็ทไปหมด ไม่ว่าจะเป็น YouTube, BitTorrent, Internet TV, Podcastingและอื่นๆอีกมาก จนตอนนี้กลับมาบ่นกันแทนว่า อินเตอร์เน็ทช้าเหลือเกิน

มีหนังสือ (แนะนำหนังสืออีกแล้ว อย่าเพิ่งเบื่อกันไปก่อนนะครับ) ที่กล่าวถึงปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องเป็นราว และขายดีกันไปทั้งโลกคือ The World is Flat ของ Thomas Friedman ซึ่งพูดถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนีั้กับสังคมโดยรวม และโดยเฉพาะที่อเมริกา เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ The World is Flat ออกมานานหลายปีแล้ว (ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘) จากนั้นก็มีหนังสือหลายๆเล่มที่ต่อยอดปรากฏดังกล่าว โดยนำไปขยายความในบริบทของตัวเอง

เล่มหนึ่งที่ผมมักจะยกมาใช้เสมอๆ คือ The Long Tail โดย Chris Anderson ที่พูดถึงผลกระทบเมื่ออินเตอร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ช่องทางการจำหน่ายขยายใหญ่ขึ้นมาก ทำให้ขนาดของ Demand ที่โดนจำกัดโดย Supply แบบเดิมๆเปลี่ยนไป มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก และเปิดช่องให้กับ Supply เดิมที่หาผู้ซื้อไม่เจอ ให้มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดใหม่ได้ ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดคือ เมื่อคุณไปเดินซื้อหนังสือภาษาอังกฤษจาก AsiaBook และ Kinokuniya แล้ว ยังไม่เจอเล่มที่อยากได้ คุณสามารถสั่งซื้อจาก Amazon.com ได้เลย ทางเลือกของเราไม่ได้โดนจำกัดจากช่องทางจัดจำหน่ายแบบเดิมๆอีกต่อไป

ล่าสุด คุณ Chris Anderson ก็มีผลงานใหม่ออกมาชื่อว่า Free โดยขยายความในส่วนของตลาดใหม่นี้ว่า ในโลกอินเตอร์เน็ทที่หลายๆอย่างเป็นของฟรี ผู้ผลิตจะอยู่กันได้อย่างไร คุณ Chris แกไม่ได้เขียนวิเคราะห์อย่างเดียวนะครับ แกทำหนังสือขาย พร้อมกับแจกฟรีด้วย ทั้งในรูปแบบของ Google Book และ Audiobook แม้ว่าในงานชิ้นหลังนี้ จะมีเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์หลายๆแห่งในด้านลบบ้าง ในแง่เนื้อหา และการไม่ให้เครดิตเนื้องานที่แกไปนำบางส่้วนมาจาก Wikipedia แต่แนวคิดของคุณ Chris เป็นเรื่องน่าสนใจนะครับ สำหรับคนที่ชอบแนวคิดใหม่ๆ

และก็มีหนังสืออีกหนึ่งเล่ม ที่พูดขยายความของผลกระทบที่ The World is Flat กล่าวไว้ โดยขยายความในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ต้องต่อสู้ในตลาดการแข่งขันใหม่ว่า ควรจะมีคุณลักษณะใดบ้าง โดยหนังสือเล่มนี้ ท้าวความจากแนวคิดเรื่องสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวาว่า จากเดิมในโลกยุกเดิมๆ เราจะเห็นคนที่เก่งในการใช้งานสมองซีกซ้าย(เหตุผล) ซึ่งมักจะเป็นอาชีพทางด้านแพทย์ วิศวกร ทนายความ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จโดยเฉลี่ยสูงกว่าสายงานอื่น แต่ในโลกใบใหม่ ด้วยเงื่อนไขการแข่งขันที่เปลี่ยนไป คนที่พัฒนาการใช้งานสมองซีกขวา(ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้สึก) มากๆ น่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่า พร้อมกับเสนอคุณลักษณะ ๖ ประการที่ควรจะมีทั้งในองค์กรและส่วนตัว เพื่อที่จะเป็นการติดอาวุธในโลกยุคใหม่ หนังสื่อเล่มนี้ชื่อว่า A Whole New Mind โดย Daniel Pink ครับ ผมไม่ได้ซื้อหนังสือ แต่ซื้อเป็น Audiobook ฟังจาก iPod เนื้อหาสนุก น่าติดตาม

คุณสมบัติทั้งหกนี้ คือ Design, Story, Symphony, Empathy, Play และ Meaning ถ้าขยายความทั้งหกข้อ คงจะยาวมาก เหมือนเดิมครับ แนะนำให้ไปหาอ่าน

ที่เล่ามาทั้งสามเล่มนี้ เพราะผมได้ไปฟังความเห็นของคุณ Jason Calacanis ซึ่งเป็นคนที่อยู่แวดวงเทคโนโลยี และสร้างฐานะให้กับตัวเองมาแล้วจากการที่ขายเว็บของตัวเองได้ แกพูดไว้ในรายการ This Week in Tech (เป็นรายการพอดคาสท์ของ http://www.twit.tv) ในฐานะแขกรับเชิญ เมื่อมีการคุยกันถึงผลตกกระทบในภาวะเศรษฐกิจที่แย่มากๆในสหรัฐอเมริกา คนในแวดวงเทคโนโลยีควรจะทำอย่างไร เพราะมีการลดคนทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งแม้แต่บริษัทที่อยู่ในฐานะดีอย่างไมโครซอฟท์ หรือกูเกิล ยังมีมาตรการลดคนให้เห็นเหมือนกัน คุณ Jason กลับบอกว่า ในแง่องค์กรแล้ว ต้องบอกว่า ตอนนี้ เป็นโอกาสที่ดี ที่สามารถเลือกคนเก่งๆที่โดน Layoff จากที่อื่น มาไว้ในบริษัทของตัวเองได้ โอกาสอย่างนี้มีไม่มากนัก หลายๆคนที่โดนปลดออกมานั้น ไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาไม่เก่ง แต่เป็นเพราะกิจการที่พวกเขาอยู่ไม่สามารถปรับตัว หรือไม่ได้เตรียมตัวรับวิกฤต ทำให้ต้องปลดคนเก่งๆหลายๆคนออกไป อำนาจต่อรองจากผู้จ้างก็ได้เปรียบ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสดีที่จะตัดคนที่เป็นส่วนเกินออกไป อย่างไม่น่าเกลียด

แต่ที่ผมชอบมากคือ ตอนที่แกบอกว่า ในแง่ของปัจเจกบุคคลแล้ว ถ้าคุณอยู่ในข่ายที่โดนปลด หรือยังโชคดี ยังมีงาน แต่ไม่มีเนื้องานมากนัก ขณะนี้ก็เป็นโอกาสดี ที่จะเรียนรู้ Skill ใหม่ๆ เพราะจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในช่วง ๒๕๔๐ (คศ ๑๙๙๗) และช่วง ๒๕๔๔ (คศ ๒๐๐๑ ยุคดอทคอมแตกในสหรัฐฯ) มีบริการดีๆที่เกิดขึ้นในช่วงเหล่านี้ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับช่วงอื่น ทั้งนี้เป็นเพราะหลายๆคนตกงาน เลยใช้ช่วงเวลาที่เป็นวิกฤตินี้คิดค้นบริการหรือสินค้าดีๆขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเว็บดังๆในแง่ New Media อย่าง Digg.com ซึ่งเกิดในช่วงที่คุณ Kevin Rose (ผู้ก่อตั้งเว็บดังกล่าว) ตกงาน เมื่อสถานี Tech TV ปิดตัวลง หรือเว็บที่ทำหน้าที่เป็น Bookmark ทางอินเตอร์เน็ืท อย่าง Delicious.com เว็บที่ทำหน้าที่ค้นหาข้อมูลจาก Blog อย่างเดียว ก็เป็นผลพวงจากวิกฤติทั้งสิ้น บางคนแม้จะไม่ได้ตกงาน แต่ก็ใช้เวลาว่างที่มีในการสร้างโอกาสให้กับตัวเองขึ้นมา

เมื่อตอนที่ ฟัง A Whole New Mind แล้ว ผมกลับไปนึกถึงความเห็นของคุณ Jason ขึ้นมาทันที เพราะคุณลักษณะทั้งหกที่ควรมีนี้ มันเป็นการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานะการณ์ที่แกกล่าวไว้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเราเอง

ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะอยากให้หลายๆคนลองหาโอกาสให้กับตัวเองในช่วงวิกฤตินี้ดู เชื่อเหลือเกิน ทุกๆท่านจะต้องมีแนวคิดดีอยู่เยอะ น่าจะหาทางให้ตัวเองได้ไม่ยาก เพราะโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ เป็นโลกคนละใบกับที่คนรุ่นพ่อแม่เราอยู่แล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาส หวังว่า ทุกท่านจะสามารถหาทางของตัวเอง ผมคงได้เพียงแต่เล่าในสิ่งที่ผมได้ไปอ่านมา เผื่อเป็นแนวคิดที่หลายๆคนอาจจะมองข้ามไป พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ

Advertisements

2 thoughts on “โลกใบใหม่

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s