๒๐. สอนทำพอดคาสท์

ผมเคยได้รับเชิญให้ไปพูดเรื่องพอดคาสท์มา ๓ ครั้ง ประกอบกับทางนิตยสาร Go Training เองก็อยากจัดกิจกรรมขึ้น ก็เลยตกลงจัดงานกัน เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๒ ทั้งนี้เนื่องในโอกาสครบรอบ ๓ ปีที่ทำมาด้วย เมื่องานผ่านไปด้วยดี ผมก็อยากรวบรวมบทสรุปให้กับตัวเองว่า ถ้ามีต่อๆไปอีก ควรจะเตรียมการอย่างไรบ้าง

หัวข้อต่างๆในงานวันที่ ๒๓ สิงหา เป็นการกำหนดโดยผมเอง นึกขึ้นมาจากประสบการณ์ น่าจะเป็นเรื่องที่คนสนใจอยากทำ น่าจะอยากฟัง จากนั้นก็ค่อยคิดว่าจะหาใครมาช่วยพูด โดยมีข้อกำหนดหลักๆในใจคือ ต้องรู้จริงและไม่คิดค่าตัว (อันหลังนี่ เป็นเพราะเราก็ไม่มีเงินจะให้ใครเหมือนกัน) ผมได้หัวข้อมาทั้งหมด ๖ หัวข้อ คือ

  1. แนะนำ podcast และ ภาพรวมกระบวนการในการผลิต podcast
  2. การทำ production ด้านเสียง
  3. การทำ production ด้าน video
  4. การทำ web production
  5. ความรู้เบื้องต้นด้านลิขสิทธิ์ และกฏหมายที่เกี่ยวข้อง
  6. บทเรียนและ FAQ

หัวข้อที่ ๑ และ ๖ นั้น ผมสามารถทำได้เอง แต่หัวข้อ ๒, ๓, ๔ และ ๕ นั้น มีหลายคนที่เชี่ยวชาญกว่าผมมากนัก ก็เลยถือโอกาสสร้างความสัมพันธ์โดยเชิญหลายๆคนที่ผมมั่นใจว่า รู้จริงแน่ๆมาพูด เพื่อที่เราเองก็จะได้รู้ไปด้วย

สิ่งที่ประทับใจเป็นอย่างแรก ก็คือ ทุกคนตอบรับมาอย่างดี ไม่มีอิดเอื้อน เพียงแต่ขอให้ยืนยันวันและเวลามาให้ได้เท่านั้นเอง ซึ่งอันนี้ ก็ต้องขอบคุณทางนิตยสาร Go Training ที่เป็นธุระในการติดต่อสถานที่ ซึ่งก็ได้รับความเอื้อเฟื้ออย่างดีจากทางโตโยต้า และนอกจากนี้ ทางคนรู้จักในแวดวงของ Go Training ยังเอื้อเฟื้อให้อีกที่หนึ่งเผื่อเลือกเอาไว้ ซึ่งแม้เราไม่ได้ใช้ ก็ต้องขอขอบคุณกันไปด้วย

เนื่องจากหลายๆคนที่มาพูดในวันนั้น เคยผ่านงาน camp ต่างๆมาแล้ว ดังนั้น ผมไม่ค่อยห่วงเรื่องการพูดมากนัก อย่างไรก็ดี ทาง Go Training ก็ขอให้มีการจัดการประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจให้ตรงกันก่อนล่วงหน้า ๑ อาทิตย์ ซึ่งปรากฏว่า มีตัวแทนมาครบจากทุกหัวข้อในการพูด น่าทึ่งมากๆ

Audience at the Changkhui Podcast Seminar

Audience at the Changkhui Podcast Seminar

เมื่อถึงวันจริง แม้จะมีคนลงชื่อที่หน้าเว็บช่างคุยประมาณ ๕๕ คน ผมก็ทำใจว่า น่ามีคนมาทั้งหมด รวมคนจัดด้วย ไม่เกิน ๕๐ คน แต่ก็ค่อนข้างผิดคาด มีคนเกิน ๘๐ คนด้วยซ้ำ หลายๆคนบอกว่าเป็นร้อย

สิ่งแรกในการผลิตพอดคาสท์ที่ทุกคนต้องเจอไม่ว่าจะเป็นการทำรายการเสียงหรือวิดีโอ คือเรื่องการบันทึกเสียง ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เสียง (audio) มีรายละเอียดมากกว่าที่ผมเคยคิดไว้มาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไมค์ การวางไมค์ โปรแกรมในการบันทึก เทคนิคในการบันทึก ทางเลือกในการบันทึกนอกสถานที่ ปัญหาที่ต้องเจอเมื่อบันทึกเสียงผ่าน VoIP เช่น Skype เสียง feedback ที่เราไม่ได้ยินขณะบันทึกเสียง การสำคัญของเสียงในการบันทึกวิดีโอ การมอนิเตอร์เสียงเมื่อบันทึกวิดีโอ ทั้งหมดนี้ ผมมาพบบทเรียนราคาแพงหลายๆครั้ง ดังนั้นผมจึงให้ความสำคัญของเสียงค่อนข้างมาก ในบรรดาคนรู้จักในแวดวงคนฟังรายการช่างคุย ผมรู้จักน้องๆสามท่านที่ทำงานในสาขานี้ และพร้อมที่จะช่วยทุกครั้งที่โทรไปหา เนื่องจากวิทย์ (Polypink.com) และ Phz (Passionsound.com) เป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว ก็เลยเป็นเรื่องง่ายที่ผมจะขอให้ทั้งคู่มาทำหน้าที่ในการบรรยายในหัวข้อนี้ ผมค่อนข้างที่จะชอบฟังการพูดที่่มีคนช่วยกันพูดสองคนขึ้นไปมากกว่าคนเดียว ด้วยหลายๆเหตุผล ก็เลยค่อนข้างตรงใจ แต่ที่ไม่ทราบมาก่อนเลย คือคู่นี้เคยขึ้นเวทีด้วยกันมาหลายครั้งแล้ว

และทั้งคู่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง คนที่รู้จริง ต่อให้ทักษะในการเล่าเรื่องไม่มากนัก แต่ก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้ในแบบที่คนฟังทั่วๆไป ทราบได้ว่าเป็นตัวจริง หัวข้อที่ทั้งสองคนเลือกมาพูด ค่อนข้างตรงใจผม แต่เนื่องจากเวลาที่เริ่มสาย (เพราะเมื่อเวลา ๙ โมงตรง ยังมีคนมาไม่มากนัก ทำให้เริ่มช้าไปประมาณ ๑๕ นาที) ทำให้ผมจำเป็นต้องเลือกตัดส่วนของการสาธิตการบันทึกเสียงออกไป ทั้งๆที่ทั้งสองคนเตรียมมาอย่างดี และแจ้งให้ผมทราบก่อนแล้ว (เอาไว้ เรามาทำเป็นวิดีโอพอดคาสท์สอนก็แล้วกันนะ)

หัวข้อถัดมา เป็นหัวข้อที่เราจำเป็นต้องเลื่อนขึ้นมาเป็น ๑๑ โมงเช้า เพราะยุ้ย (Fringer.org)คนดัง มีเหตุให้ต้องไปงานเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ของเธอ ที่สยามพารากอนในตอนบ่าย ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร

เนื้อหาด้านกฏหมาย ลิขสิทธิ์ และ creative common เป็นเรื่องที่หลายๆคนในเมืองไทยมองข้าม แต่เนื่องจากสื่อในอินเตอร์เน็ทเป็นสื่อนานาชาติ โดยสภาพ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังและเสริมสร้างค่านิยมให้หลายๆคนได้รับทราบไว้ ผมเองก็ยอมรับว่า ไม่ได้ศึกษาเรื่องราวเหล่านี้มากนัก แต่ให้ความระมัดระวังโดยตลอด และเนื่องจากรับฟังพอดคาสท์จากต่างประเทศอยู่ตลอด ทำให้พอเห็นข้อพึงระวังอยู่ เมื่อจัดงานนี้ขึ้นมา หัวข้อนี้ผมมีตัวเลือกในใจอยู่แล้วว่า ต้องเป็นยุ้ย ในรอบ ๓ ปีหลังนี้ ในคนรุ่นใกล้ๆกัน ผมว่า ยุ้ยโดดเด่นมากในแง่สิ่งที่เธอทำ แต่เนื่องจากผมอยากฟังเธอพูดมากกว่าจะเป็นพิธีกรคู่กับเธอ ทำให้ผมต้องมองหาคนช่วย

ผมเห็นอาร์ท (http://bact.blogspot.com) ครั้งแรกใน DuoCore.TV โดยอาร์ททำหน้าที่เป็นพิธีกรรับเชิญ พอจะมองเห็นว่าเป็น”นักคิด”อีกคนหนึ่ง จากนั้นก็มาเห็นเคลื่อนไหวอยู่ในแวงดง Netizen และ Creative Common เมื่อต้องหาตัวเลือกให้ขึ้นคู่กับยุ้ย ผมก็นึกถึงอาร์ทขึ้นมาทันที ก็เลยติดต่อไป โดยที่ไม่ได้รู้จักมาก่อน และอาร์ทก็ตอบรับกลับมาง่ายๆว่า ไ้ด้ครับ

และนี่ก็เป็นอีกคู่หนึ่งที่ผมมาทราบในภายหลังว่า ขึ้นเวทีคู่กันมาหลายงานแล้ว เออ ง่ายดี ไม่ต้องซักซ้อมอะไรมาก เพราะเชื่อว่า คู่นี้ขึ้นมาหลายเวทีแล้ว

เมื่อมาถึงหัวข้อวิดีโอ ผมแทบไม่ต้องคิดมาก เลือกอดัม (FukDuk.tv) ทันที เพราะรายนี้ ทำเรื่องนี้เป็นอาชีพ ทำเว็บทางด้านนี้ และเคยเห็นลีลาการพูดมาแล้วในงาน Apple Pro Day เมื่อเดือนตุลาคม ๕๑

เนื่องจากว่า เคยเห็นลีลามาแล้ว ทำให้ผมนึกกลัวๆเหมือนกันว่า คนฟังอาจจะไม่ชอบสไตล์นี้ แต่ชัวโมงนี้ ดูไม่มีใครมีประสบการณ์มากไปกว่าเว็บนี้แล้ว ผลตอบรับในการพูดของอดัมในวันนั้น คงไม่ต้องบอกมาก รู้แต่ว่าความเห็น(ทางบวก)เพียบตาม Twitter และ Blog ต่างๆ

หัวข้อสุดท้ายของวันนั้น เป็นยาขมสำหรับมือใหม่ทำเว็บ หรือมือใหม่ทำพอดคาสท์ เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว ไม่ได้แตกต่างจากการแนะนำให้คนเขียนเว็บเลย ตัวเลือกของผมในหัวข้อนี้ ไม่ยาก เพราะมีฟอร์ด (http://www.thaithinkpad.com) ขาแจมทุกงาน Camp ต่างๆอยู่แล้ว จากนั้นก็หาคู่หูให้เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ยาก เพราะมีอั้ม (http://www.ScriptDD.com) เป็นรุ่นพี่ทางวิชาการที่ฟอร์ดสนิทอยู่แล้วมาช่วย

หัวข้อนี้จะว่าไปแล้ว จะทำให้ง่ายก็ได้ โดยบอกไปว่า ให้ไปหา CMS ดีๆมาลง หรือให้ไปใช้บริการ Blog ต่างๆก็ได้ สำหรับคนที่พอจะรู้จักคำศัพท์ทางเทคนิคเหล่านี้อยู่แล้ว ก็แล้วไป แต่สำหรับคนฟังที่มาจากสายของ Go Training ซึ่งเป็นผู้ฟังในแวดวง HR แล้ว เรื่องนี้น่าจะยากพอสมควร ยังดีที่ลีลาการพูดของสองเกลอต่างวัย ทำให้หัวข้อนี้ผ่านไปด้วยดี สลับกับเสียงหัวเราะเป็นระยะๆ เสียดายอั้มไม่ได้นำโชว์รูปการปั่นสายไหม (ซึ่งเป็นงานเสริมของเขา)ให้ดู ไม่อย่างนั้นคงจะฮาไปกว่านี้อีก

จากนั้น ก็ถึงเวลากล่าวลา เสียดายที่เพื่อนๆที่มาร่วมกันจัดช่างคุยหลายๆคน กลับไปกันก่อนหน้านี้แล้ว  ไม่ว่าจะเป็นต๊ะ (เรื่องบ้านบ้าน) ยุทธ (คุยคุ้ยเต่า) หนิง (เรื่องบ้านบ้าน) เบญจ์ (ช่างคุย) เหลือเพียง หวอ (ช่างคุย) เอ๋ (คุยคุ้ยเต่า) พี่จิง (ดำน้ำ) และอู๊ด (ไม่หลับไม่นอน และ http://www.oknation.net/blog/sutintan)

เนื่องจากคนฟังหลายๆคนดูจะเต็มที่มาแล้วทั้งวัน รวมทั้งผมเองด้วยที่เหนื่อยเหลือเกิน (จากกิจกรรมของวันก่อนหน้านี้ และในวันนั้น ที่เริ่มตั้งแต่ดีห้า) ทำให้ผมค่อนข้างรวบรัดในตอนท้ายพอสมควร เลยไม่ได้พูดอะไรต่อมากนัก และที่เสียดายจริงๆ คือไม่ได้รู้จักคนที่มาฟังให้มากไปกว่านี้ หลายๆคนนั้น ผมมาทราบในภายหลังว่า เป็นคนฟังที่มาให้ความเห็นทั้งทางเว็บบอร์ด Twitter และอีเมล์ แต่ไม่ได้มาแสดงตัวทักทาย รู้สึกดีใจมากๆที่ผู้ฟังเก่าแก่หลายๆท่านมาช่วยกันให้กำลังใจ และคอยช่วยถาม หรือให้ความเห็นเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณพิพัฒน์ คุณวิษณุ ปรีและอี้ (ZadZad.com) น้องเม่น (http://mEnE078.wordpress.com) กั้ง (Siampod.com) คุณพิทยา (ที่นำขนมมาให้) คุณยุทธนาและภรรยา ฯลฯ สำหรับหลายๆท่านที่ผมไม่ได้เอ่ยชื่อมา ณ ที่นี้ ผมขออภัยด้วยครับ

หลายๆคนคงไม่ทราบว่า คนที่เหนื่อยมากๆจริงในงานนี้ คือทีมงานของ Go Training ที่มาช่วยกันตั้งแต่เช่าตรู่ ทั้งยกของ จัดสถานที่ เตรียมป้าย จัดบูท และประสานงานกับทาง Toyota ไปๆมาๆ ทาง Go Training ดูจะได้เครดิตน้อยไปนิดกับงานนี้ หวังว่า ทางกองบรรณาธิการคงไม่น้อยใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นก ภรรยาผมเอง ขอบคุณมากๆ

อีกคนที่ไม่อาจจะลืมได้ คือเบญจ์ ไทยอาภรณ์ (http://www.oknation.net/blog/philharmonics) ที่ขับรถพาลูกน้อยตัวเล็กและภรรยา พร้อมนำน้ำกระป๋องที่ไปขอสปอนเซอร์มาให้จากที่ทำงาน พร้อมกับควักเงินส่วนตัวซื้อกระหรี่ปั๊ปมาให้จากสระบุรี โดยเข้ามาเช่าโรงแรมค้างคืนล่วงหน้า ๑ คืนด้วย มิหนำซ้ำยังมาบันทึกรายการไม่หลับไม่นอนกับอู๊ด ถึง ๒ ตอน ตั้งแต่วันเสาร์ (ยังไม่รวมว่า ซื้อเสื้อช่างคุยไปแล้ว ๓ ตัวด้วยนะ) ขอบคุณมากๆจริงๆครับ

ว่าแล้ว ผมขอใส่ลิงค์ Blog และเว็บบอร์ดทีี่เกี่ยวกับตัวงานไว้เป็นที่ระลึกตรงนี้ด้วย

  1. http://changkhui.com/smf/index.php?topic=954.0
  2. http://www.polypink.com/2009/08/changkhui-seminar
  3. http://www.oknation.net/blog/chaiyospun/2009/08/25/entry-1
  4. http://www.siampod.com/wp/2009/08/23/changkhui-seminar/
  5. http://www.oknation.net/blog/sutintan/2009/08/28/entry-1

สำหรับสไลด์ และวิดีโอของงานนั้น ผมได้ทยอยนำขึ้นหน้าเว็บช่างคุยไว้แล้ว

แต่ ณ เวลานี้ ถ้าต้องมาร่างหลักสูตรในการให้แนวทางการทำเบื้องต้น ผมจะเพิ่มหัวข้อใหม่ดังนี้

  1. แนะนำ podcast และ ภาพรวมกระบวนการในการผลิต podcast
  2. podcast production
    • การทำ production ด้านเสียง
    • การทำ production ด้าน video
    • การทำ production บนคอมพิวเตอร์ (Skype recording, Screen Capture และ Enhanced Podcast)
  3. web production
    • Site Development
    • RSS and iTunes Submission
  4. ความรู้เบื้องต้นด้านลิขสิทธิ์ และกฏหมายที่เกี่ยวข้อง
  5. บทเรียนและ FAQ

ดูซิว่า จะมีโอกาสได้ไปพูดที่ไหนอีกไหมนี่

โฆษณา

โลกใบใหม่

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนสิงหาคม

ดูหนัง ฟังเพลง นั่งรถเที่ยว เป็นกิจกรรมที่เราทำกันแทบจะทุกคน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง หรือไม่อย่างนั้น ก็ทำทั้ง ๓ อย่างเลยแหละ ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ทั้ง ๓ กิจกรรมนี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์โลกเพิ่งจะทำกันเป็นกิจวัตร เมื่อศตวรรษที่แล้วนี้เอง

มนุษย์เราคิดค้นวิธีที่จะขับเคลื่อนรถได้นานแล้วล่ะ แต่ก็ต้องรอจนคุณ Henry Ford ผลิตเจ้า Model T ในปี ๑๙๒๗ ในราคาที่ย่อมเยาได้ก่อน การใช้รถยนต์ถึงได้แพร่หลายขึ้น จนทำให้ก่อเกิดอุตสาหกรรมยานยนต์ กลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ระดับโลก และอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น ขนส่งมวลชน ไปรษณีย์ แข่งรถยนต์ ฯลฯ

เรื่องการฟังเพลงนั้น ก็เพิ่งจะต้นศตวรรษที่แล้วเช่นกัน ที่มีการบันทึกเสียงเก็บไว้ได้ กลายเป็นเรื่องตื่นตาตื่นใจ สามารถรับฟังเสียงเพลงที่เราต้องการฟัง เมื่อใดก็ได้ โดยผ่านสื่ออย่างแผ่นเสียง เทป ซีดี ดีวีดี กลายเป็นอุตสาหกรรมเพลงที่มีผลประโยชน์มหาศาล

เรื่องหนังนั้นก็เช่นกัน แม้ว่ามนุษย์เราจะคิดค้นวิธีบันทึกภาพได้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ ๑๙ แต่ก็ต้องใช้เวลาจนถึงต้นศตวรรษที่ ๒๐ ถึงจะมีอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกิดขึ้นได้ จากนั้นถึงมีภาพยนตร์ที่มีเสียง (The Jazz Singer ปี ๑๙๒๗) และกว่าจะมีสี ก็น่าจะอยู่ในช่วงทศวรรษ ๑๙๕๐ แล้ว แล้วก็มาถึงอุตสากรรมโทรทัศน์

แต่ทั้งหมดนี้ ต้องมีปัจจัยอื่นๆเอื้อหนุน ถึงจะประสบความสำเร็จได้

มีรถ ก็ต้องมีถนนรองรับ และมีสถานีบริการน้ำมัน

บันทึกเพลงได้ ก็ต้องมีเครื่องเล่นเทปวางขาย และที่สำคัญต้องมีเพลงให้ฟัง

บันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ ก็ต้องมีโรงฉาย และต้องมีหนังให้ดู

ทำไมผมถึงเขียนถึงเรื่องนี้นะหรือครับ ก็เพราะผมอยากจะปูเรื่องให้เห็นว่า กิจวัตรหลายๆอย่างที่เราทำกันนี้ เป็นเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้น เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วนี่เอง และก็ใช้เวลานานพอสมควรกว่าเราจะปรับตัว สามารถนำ technology breakthrough มาประยุกต์ใช้ และก็ต้องรอจนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเกิดขึ้น จึงจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมาได้ เจ้าตัวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวอย่างที่ยกมา ก็ไม่ใช่อื่นไกลที่ไหน มันก็คือไฟฟ้านั่นเอง

หลายๆคนก็น่าจะรู้สึกเหมือนๆกันว่า ตอนนี้ พวกเรากำลังจะข้ามเข้าสู่รอยต่อการเปลี่ยนแปลงนี้อีกครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อมีการเปลี่ยนศตวรรษที่ผ่านมานี่แหละ และเจ้าตัวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ว่า ก็คืออินเตอร์เน็ทนี่เอง

จากประมาณปี ๑๙๙๕ ที่มีคนสามารถประยุกต์การใช้งานคอมพิวเตอร์แบบกราฟฟิค ให้นำมาใช้กับอินเตอร์เน็ทที่มีอยู่แล้ว เราก็ใช้เวลากว่าสิบปี เราถึงเริ่มเห็นการใช้งานอินเตอร์เน็ทในรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาให้อยู่ในระดับ ที่คนทั่วๆไปเริ่มจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้เอง

จากช่วงแรกๆ คนที่สามารถเขียนเว็บเป็นของตัวเอง ต้องเป็นคนที่ออกจะแนว Geek เล็กน้อย เพราะต้องมีความรู้ในเรื่องการเขียน HTML อยู่บ้าง จึงจะพอทำได้ ก็กลายเป็นว่า มีการคิดค้นซอฟท์แวร์ให้ใครก็ได้ สามารถเปิด Blog เป็นของตัวเองได้ เปิดช่องให้คนรุ่นห้าสิบปี หรือหกสิบปีขึ้นไป ก็สามารถมีเว็บเพจ เปิด Blog เป็นของตัวเองได้แล้ว

องค์กรต่างๆก็เริ่มจากใช้อินเตอร์ในการสื่อสาร (อีเมล์) เบื้องต้น ก็ขยายเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ ติดต่อลูกค้า และกลายเป็นช่องทางขายใหม่ในที่สุด

ในเมืองไทยเราเอง สมัยที่อินเตอร์เน็ทความเร็วสูงออกมาใหม่ หลายๆคนก็ยังตั้งข้อกังขาว่า จะมีคนยอมจ่ายเงินเพื่อเอาความเร็วขนาดนี้ไปทำอะไร ซึ่งพอมาถึงทุกวันนี้ ประเด็นที่ตั้งไว้ ก็ตกไป เพราะเมื่อระบบ infrastructure พื้นฐานเกิดขึ้น คนเก่งๆหลายๆคนก็ช่วยกันปล่อยของดีออกมาเต็มอินเตอร์เน็ทไปหมด ไม่ว่าจะเป็น YouTube, BitTorrent, Internet TV, Podcastingและอื่นๆอีกมาก จนตอนนี้กลับมาบ่นกันแทนว่า อินเตอร์เน็ทช้าเหลือเกิน

มีหนังสือ (แนะนำหนังสืออีกแล้ว อย่าเพิ่งเบื่อกันไปก่อนนะครับ) ที่กล่าวถึงปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องเป็นราว และขายดีกันไปทั้งโลกคือ The World is Flat ของ Thomas Friedman ซึ่งพูดถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนีั้กับสังคมโดยรวม และโดยเฉพาะที่อเมริกา เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ The World is Flat ออกมานานหลายปีแล้ว (ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘) จากนั้นก็มีหนังสือหลายๆเล่มที่ต่อยอดปรากฏดังกล่าว โดยนำไปขยายความในบริบทของตัวเอง

เล่มหนึ่งที่ผมมักจะยกมาใช้เสมอๆ คือ The Long Tail โดย Chris Anderson ที่พูดถึงผลกระทบเมื่ออินเตอร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ช่องทางการจำหน่ายขยายใหญ่ขึ้นมาก ทำให้ขนาดของ Demand ที่โดนจำกัดโดย Supply แบบเดิมๆเปลี่ยนไป มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก และเปิดช่องให้กับ Supply เดิมที่หาผู้ซื้อไม่เจอ ให้มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดใหม่ได้ ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดคือ เมื่อคุณไปเดินซื้อหนังสือภาษาอังกฤษจาก AsiaBook และ Kinokuniya แล้ว ยังไม่เจอเล่มที่อยากได้ คุณสามารถสั่งซื้อจาก Amazon.com ได้เลย ทางเลือกของเราไม่ได้โดนจำกัดจากช่องทางจัดจำหน่ายแบบเดิมๆอีกต่อไป

ล่าสุด คุณ Chris Anderson ก็มีผลงานใหม่ออกมาชื่อว่า Free โดยขยายความในส่วนของตลาดใหม่นี้ว่า ในโลกอินเตอร์เน็ทที่หลายๆอย่างเป็นของฟรี ผู้ผลิตจะอยู่กันได้อย่างไร คุณ Chris แกไม่ได้เขียนวิเคราะห์อย่างเดียวนะครับ แกทำหนังสือขาย พร้อมกับแจกฟรีด้วย ทั้งในรูปแบบของ Google Book และ Audiobook แม้ว่าในงานชิ้นหลังนี้ จะมีเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์หลายๆแห่งในด้านลบบ้าง ในแง่เนื้อหา และการไม่ให้เครดิตเนื้องานที่แกไปนำบางส่้วนมาจาก Wikipedia แต่แนวคิดของคุณ Chris เป็นเรื่องน่าสนใจนะครับ สำหรับคนที่ชอบแนวคิดใหม่ๆ

และก็มีหนังสืออีกหนึ่งเล่ม ที่พูดขยายความของผลกระทบที่ The World is Flat กล่าวไว้ โดยขยายความในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ต้องต่อสู้ในตลาดการแข่งขันใหม่ว่า ควรจะมีคุณลักษณะใดบ้าง โดยหนังสือเล่มนี้ ท้าวความจากแนวคิดเรื่องสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวาว่า จากเดิมในโลกยุกเดิมๆ เราจะเห็นคนที่เก่งในการใช้งานสมองซีกซ้าย(เหตุผล) ซึ่งมักจะเป็นอาชีพทางด้านแพทย์ วิศวกร ทนายความ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จโดยเฉลี่ยสูงกว่าสายงานอื่น แต่ในโลกใบใหม่ ด้วยเงื่อนไขการแข่งขันที่เปลี่ยนไป คนที่พัฒนาการใช้งานสมองซีกขวา(ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้สึก) มากๆ น่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่า พร้อมกับเสนอคุณลักษณะ ๖ ประการที่ควรจะมีทั้งในองค์กรและส่วนตัว เพื่อที่จะเป็นการติดอาวุธในโลกยุคใหม่ หนังสื่อเล่มนี้ชื่อว่า A Whole New Mind โดย Daniel Pink ครับ ผมไม่ได้ซื้อหนังสือ แต่ซื้อเป็น Audiobook ฟังจาก iPod เนื้อหาสนุก น่าติดตาม

คุณสมบัติทั้งหกนี้ คือ Design, Story, Symphony, Empathy, Play และ Meaning ถ้าขยายความทั้งหกข้อ คงจะยาวมาก เหมือนเดิมครับ แนะนำให้ไปหาอ่าน

ที่เล่ามาทั้งสามเล่มนี้ เพราะผมได้ไปฟังความเห็นของคุณ Jason Calacanis ซึ่งเป็นคนที่อยู่แวดวงเทคโนโลยี และสร้างฐานะให้กับตัวเองมาแล้วจากการที่ขายเว็บของตัวเองได้ แกพูดไว้ในรายการ This Week in Tech (เป็นรายการพอดคาสท์ของ http://www.twit.tv) ในฐานะแขกรับเชิญ เมื่อมีการคุยกันถึงผลตกกระทบในภาวะเศรษฐกิจที่แย่มากๆในสหรัฐอเมริกา คนในแวดวงเทคโนโลยีควรจะทำอย่างไร เพราะมีการลดคนทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งแม้แต่บริษัทที่อยู่ในฐานะดีอย่างไมโครซอฟท์ หรือกูเกิล ยังมีมาตรการลดคนให้เห็นเหมือนกัน คุณ Jason กลับบอกว่า ในแง่องค์กรแล้ว ต้องบอกว่า ตอนนี้ เป็นโอกาสที่ดี ที่สามารถเลือกคนเก่งๆที่โดน Layoff จากที่อื่น มาไว้ในบริษัทของตัวเองได้ โอกาสอย่างนี้มีไม่มากนัก หลายๆคนที่โดนปลดออกมานั้น ไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาไม่เก่ง แต่เป็นเพราะกิจการที่พวกเขาอยู่ไม่สามารถปรับตัว หรือไม่ได้เตรียมตัวรับวิกฤต ทำให้ต้องปลดคนเก่งๆหลายๆคนออกไป อำนาจต่อรองจากผู้จ้างก็ได้เปรียบ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสดีที่จะตัดคนที่เป็นส่วนเกินออกไป อย่างไม่น่าเกลียด

แต่ที่ผมชอบมากคือ ตอนที่แกบอกว่า ในแง่ของปัจเจกบุคคลแล้ว ถ้าคุณอยู่ในข่ายที่โดนปลด หรือยังโชคดี ยังมีงาน แต่ไม่มีเนื้องานมากนัก ขณะนี้ก็เป็นโอกาสดี ที่จะเรียนรู้ Skill ใหม่ๆ เพราะจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในช่วง ๒๕๔๐ (คศ ๑๙๙๗) และช่วง ๒๕๔๔ (คศ ๒๐๐๑ ยุคดอทคอมแตกในสหรัฐฯ) มีบริการดีๆที่เกิดขึ้นในช่วงเหล่านี้ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับช่วงอื่น ทั้งนี้เป็นเพราะหลายๆคนตกงาน เลยใช้ช่วงเวลาที่เป็นวิกฤตินี้คิดค้นบริการหรือสินค้าดีๆขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเว็บดังๆในแง่ New Media อย่าง Digg.com ซึ่งเกิดในช่วงที่คุณ Kevin Rose (ผู้ก่อตั้งเว็บดังกล่าว) ตกงาน เมื่อสถานี Tech TV ปิดตัวลง หรือเว็บที่ทำหน้าที่เป็น Bookmark ทางอินเตอร์เน็ืท อย่าง Delicious.com เว็บที่ทำหน้าที่ค้นหาข้อมูลจาก Blog อย่างเดียว ก็เป็นผลพวงจากวิกฤติทั้งสิ้น บางคนแม้จะไม่ได้ตกงาน แต่ก็ใช้เวลาว่างที่มีในการสร้างโอกาสให้กับตัวเองขึ้นมา

เมื่อตอนที่ ฟัง A Whole New Mind แล้ว ผมกลับไปนึกถึงความเห็นของคุณ Jason ขึ้นมาทันที เพราะคุณลักษณะทั้งหกที่ควรมีนี้ มันเป็นการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานะการณ์ที่แกกล่าวไว้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเราเอง

ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะอยากให้หลายๆคนลองหาโอกาสให้กับตัวเองในช่วงวิกฤตินี้ดู เชื่อเหลือเกิน ทุกๆท่านจะต้องมีแนวคิดดีอยู่เยอะ น่าจะหาทางให้ตัวเองได้ไม่ยาก เพราะโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ เป็นโลกคนละใบกับที่คนรุ่นพ่อแม่เราอยู่แล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาส หวังว่า ทุกท่านจะสามารถหาทางของตัวเอง ผมคงได้เพียงแต่เล่าในสิ่งที่ผมได้ไปอ่านมา เผื่อเป็นแนวคิดที่หลายๆคนอาจจะมองข้ามไป พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ