ลูกไม่สบาย

จู่ๆเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๙ พฤษภาคม ประมาณ ๕ โมงเย็น ผมได้รับโทรศัพท์จากน้องหมู ซึ่งทำงานที่เดียวกับภรรยาผม บอกมาเสียงละล่ำละลัก

พี่หงษ์ พี่หงษ์ พี่นกให้โทรมาบอกว่า น้องไทไม่สบาย ต้องไปโรงพยาบาลด่วน ตอนนี้ รอรถอยู่ที่บ้าน ให้ไปเจอที่โรงพยาบาลเลย

เธอให้ข้อมูลได้แค่นี้จริงๆ เพราะตอนนั้น ภรรยาผมก็ออกไปแล้ว ผมพยายามโทรไป ก็ไม่รับสาย (คาดว่า ติดอยู่อีกสายหนึ่งอยู่) แน่นอนว่า ผมไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ นอกจากจะรีบออกจากที่ทำงาน เพื่อไปที่โรงพยาบาลทันที ขณะที่ขับรถระหว่างทาง ก็ได้ข้อมูลเพิ่มจากภรรยาผมว่า ไท(ลูกคนโต)อยู่ๆก็เกิดอาการชัก ขณะที่เล่นอยู่กับน้องบนบ้าน ทั้งๆที่ไท (มีอายุ ๗ ปีครึ่ง) ไม่เคยมีประวัติ เรื่องการชักมาก่อน และสุขภาพก็แข็งแรงดี ไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยแต่ประการใด

กว่าผมจะไปถึงโรงพยาบาล ก็ใช้เวลากว่า ๑ ชั่วโมง ตามธรรมชาิติการจราจรในกรุงเทพช่วงเย็นเลิกงาน วันศุกร์ แต่ภรรยาผม และเจ้าหน้าที่ของทางคอนโดที่สนิทสนมกับที่บ้านผม ก็ไปถึงนานแล้ว โชคดีที่บ้านและโรงพยาบาลอยู่ใกล้กัน และลูกทั้งสองคนก็คลอดที่นี่ ทำให้ทางโรงพยาบาล มีประวัติทั้งหมด

Tai before MRI

Tai before MRI

เมื่อไปถึง ก็ได้เจอหมอ ซึ่งอธิบายว่า ลูกผมมีอาการชักในขั้นรุนแรง และนานเกินครึ่งชั่วโมง ซึ่งถือว่า นานผิดปกติ แม้ว่า จะมีอาการตอบสนองต่อยาแล้ว แต่หมอก็ไม่วางใจ อยากจะแนะนำให้ทำ MRI ถ้าทางบ้านพอจะให้ทำได้ (หมายถึงว่า พอจะจ่ายได้นั่นเอง) แน่นอน ตอนนั้น เราก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก และการหาสาเหตุไม่ได้ ก็ดูจะเป็นการมีระเบิดเวลาที่บ้านดีๆนี่เอง ผมกับภรรยาจึงตัดสินใจให้หมอทำการตรวจสอบผ่าน MRI โดยมีกำหนดการที่ ๓ ทุ่ม

คืนนั้น ด้วยฤทธิ์ยาของการบรรเทาอาการ และยานอนหลับ (เพื่อเข้าทำ MRI) ทำให้เราไม่ได้เห็นลูกในสภาพที่กลับมาคุยได้เหมือนเดิม แม้่ว่า เด็กจะตื่นขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีอาการสะลึมสะลืออย่างชัดเจน เราทั้งสองคนใจไม่ค่อยดีนัก แม้จะรู้สึกว่า สถานะการณ์ดีกว่า เมื่อตอนห้าโมงเย็น (ขณะที่ชัก) แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจอะไรได้เลย

ไทและทันโชคดีมากๆ ที่ครอบครัวน้องสาวผมอยู่ในคอนโดเดียวกัน หวอ (ซึ่งเป็นทั้งน้องเขยและเพื่อนผม)ก็เลยมารับลูกคนเล็กกลับไปอยู่ที่บ้าน ซึ่งน้องทัน (ลูกคนเล็ก อายุ ๖ ขวบ)ดูจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับอาการพี่ชาย ก็ตามอาหวอกลับไปโดยดี ไม่มากก็น้อย ผมไม่ต้องห่วงลูกคนนี้แล้ว ในคืนนี้ แต่ที่ดูจะใจเสียไปไม่น้อยกว่าภรรยาผม คือน้องสาวคนกลาง เพราะน้องไทเป็นหลานรักของเธอ ผมรู้สึกผิดที่โทรไปแจ้งเธอ เพราะเธอติดภาระกิจอยู่ต่างจังหวัด และมาทราบในภายหลังว่า เธอเป็นกังวลมากจนทำอะไรไม่ได้ไปเลย

ประมาณ สี่ทุ่ม สิบห้านาที น้องไทก็ออกจากห้อง MRI ทั้งหมอเวรรอบดึก และหมอเด็กยังไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้มากนัก ซึ่งผมพอจะเข้าใจได้ ทั้งสองท่านไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้านทางประสาทและไม่ได้ดู MRI โดยตรง แม้จะดูรู้เรื่องมากกว่าผมและภรรยา แต่ตามประสาหมอ ก็คงไม่อยากให้ความหวังผิดๆ พอๆกับอาจจะให้ข้อมูลผิดๆด้วย ถึงตอนนั้น ไทผ่านมือหมอมา ๓ คนแล้ว คือ หมอเวร ICU เมื่อแรกเข้ามาตอนห้าโมงเย็น หมอเด็กที่หมอเวรตามมา และหมอเวรรอบดึก ซึ่งหมอเวรรอบดึกเอง ก็พูดเองว่า ท่านไม่อยากให้ความเห็นมากนัก เพราะไม่ได้เห็นอาการเมื่อแรกเข้า ท่านอยากจะให้หมอที่เห็นอาการแรกเข้า มาลองดูเอง เพื่อเปรียบเทียบอาการด้วย และในตอนนั้น ไทก็ไม่ได้อยู่ในสภาพวิกฤติแล้ว

คืนนั้น เรากลับไปนอนบ้าน โดยน้องไทต้องอยู่ที่ห้อง ICU ต่อไป

ประมาณ หกโมงเช้า ภรรยาผมได้รับโทรศัพท์จากพยาบาลที่ประจำ ICU ว่ามีคนอยากคุยด้วย ปรากฏว่า เป็นน้องไทนั่นเอง เจื้อยแจ้วมาในสาย ทำให้คุณแม่คลายความกังวลไปไม่น้อย และเมื่อเราไปถึงโรงพยาบาล ทุกอย่างดูจะกลับมาปกติ ได้ความจากพยาบาลว่า เด็กตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีสอง มีอาการปกติดี และมีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส ก่อนจะหลับต่อไปจนถึงเช้า

ไท เมื่อตื่นมาตอนเช้าวันที่ ๖ มิถุนายน

ไท เมื่อตื่นมาตอนเช้าวันที่ ๖ มิถุนายน

แต่คำถามที่คาใจทั้งผมและภรรยา คือเกิดอะไรขึ้น

หลายๆคำถามเริ่มได้รับคำตอบ เมื่อหมอทั้งหมดมาตรวจวอร์ด เราได้เจอทั้งหมอเวรที่รับน้องไท เมื่อวันก่อน หมอประจำวอร์ด และหมอผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทเด็ก (ซึ่งเป็นหมอท่านที่สี่แล้ว)

หมอทางด้านประสาทสอบถามประวัติโดยละเอียด รวมทั้งผลการเรียนและความประพฤติ และเราก็เล่าเรื่อง การหัวเราะของน้องไทให้ฟัง

ตั้งแต่เด็กๆ น้องไทจะมีอาการหัวเราะโดยไม่มีสาเหตุ อยู่เป็นระยะๆ หัวเราะโดยไม่ได้คุยกับใคร หัวเราะไม่นาน ไม่เกิน ๒๐ วินาที เป็นอยู่ประมาณอาทิตย์ละครั้ง เมื่อโตขึ้น เราก็ถามเจ้าตัวว่า หัวเราะเรื่องอะไร ไทก็บอกว่า ไม่ทราบเหมือนกัน ไม่มีเหตุผล แม้่ว่าจะไม่ได้บ่อยขึ้น เมื่อโตขึ้น (ดูออกจะลดลงนิดๆ) แต่ก็ยังมีให้เห็นเป็นระยะๆ

เราเล่าเรื่องนี้ให้หมอฟัง เพราะนี่เป็นสิ่งผิดปกติของน้องไทที่เราเจอตั้งแต่เด็กมากๆ พี่เลี้ยง ครู ญาติพี่น้อง ก็เคยเห็นมาบ้าง เพียงแต่เข้าใจว่า เป็นเด็กอารมณ์๋ดี นึกเรื่องขำๆในใจ ก็หัวเราะได้ แต่นอกจากนี้ เมื่อระยะไม่เกิน สองอาทิตย์ก่อนเกิดเหตุ เราก็เคยเจอว่า ไทมีอาการเหม่อลอย และฉี่ราดโดยไม่รู้ตัว (แต่อันนี้ ผมเองก็ยอมรับว่า ผมเองก็ฉี่รดที่นอน จนเกือบๆ ๑๐ ขวบเหมือนกัน ก็เลยอดคิดไม่ได้ อาจจะเป็นเหมือนพ่อสมัยเด็กๆก็ได้)

หมอรับฟังข้อมูลทั้งหมด ก็ให้ไทตรวจ EEG เพื่อจับคลื่นสมอง ในเช้านั้น (ซึ่งไม่พบความผิดปกติใดๆ) และลงความเห็นในชั้นต้นว่า เป็นโรคลมชัก (Epilepsy) แต่ยังไม่สามารถวินิจฉัยจาก MRI ได้ เพราะมีความเห็นไม่ตรงกันกับแพทย์ท่านอื่น จึงขอนำผล MRI ที่ได้ ไปปรึกษาหมอผู้เชี่ยวชาญ MRI โดยเฉพาะอีกครั้ง (ซึ่งกำลังจะเป็นหมอคนที่ห้าของน้องไท) โดยนัดให้เรามาฟังผลอีกครั้งในวันพฤหัสบดีที่ ๔ มิถุนายน

เราพาลูกกลับบ้านในวันอาทิตย์ที่ ๓๑ พฤษภาคม โดยน้องไทกลับมาเป็นปกติ ทั้งที่คุณพ่อ (ผมเอง)หัวใจเกือบวาย ตอนจ่ายค่ารักษา

ผมโทรไปแจ้งครูที่โรงเรียน และพาลูกไปโรงเรียนด้วยตัวเอง เพื่อชี้แจงอาการของลูก ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือและความสนใจอย่างดีจากครู

แล้วก็ถึงวันฟังผล

หลังจากที่หมอตรวจสอบพฤติกรรมไทในเบื้องตน รวมทั้งสังเกตุลักษณะทางกายภาพแล้ว ก็ให้พยาบาลนำน้องไทออกไปเล่นภายนอก

ผลของ MRI และอาการหัวเราะของน้องไท ทำให้หมอเชื่อว่า ไทมีเนื้องอกในสมอง โดยมีคำศัพท์เฉพาะที่เรียกว่า
Hypothalamic Hamartoma (HH) ซึ่งไม่ได้เป็นเนื้อร้าย แต่มีผลเรื่องการไปกระตุ้นระบบประสาท ทำให้เกิดอาการหัวเราะดังกล่าว หรือการชักได้ แต่ทั้งนี้ ขนาดของเนื้องอก มีขนาดเล็กมาก หมอเองยังไม่แนะนำให้ทำการผ่าตัดใดๆทั้งสิ้น โดยแนะนำใ่ห้ทานยาเพื่อควบคุมการชักก่อน และอาจจะให้ทำ MRI อีกครั้งในสองปีข้างหน้า เพื่อดูขนาดของเนื้องอกที่ว่านี้ ทั้งนี้ เราเองสามารถนำผล MRI ไปลองหาความเห็นที่สองได้

แม้จะเป็นข่าวร้าย แต่ก็นับว่า เป็นเรื่องดีไม่น้อย ที่เราทราบเหตุของปัญหา ทุกอย่างชัดเจนขึ้น แม้จะไม่มีทางออกที่ชัดเจนมากนัก แต่ผมก็นึกขอบคุณหมออย่างมาก ที่ไม่ได้บุ่มบ่ามวินิจฉัยในสองสามวันแรก และต้องขอบคุณหมอเด็กในวันที่รับลูกเข้า ICU ที่แนะนำให้่ทำ MRI เพราะหมอมองว่า เด็กชักนานจนผิดปกติ ไม่เช่นนั้น เราอาจจะไม่ได้รู้สาเหตุเร็วขนาดนี้

หลังจากนั้น ผมก็ลอง search อ่านดูข้อมูลของเจ้าอาการ HH ที่ว่า ต้องยอมรับว่า อาการที่บทความหลายๆแห่งเขียนไว้ ค่อนข้างตรงกับอาการของไท โดยเฉพาะเรื่องอาการหัวเราะ แม้ว่าไทจะมีน้อย และไม่นานเท่ากับหลายคน

ผมเขียนบันทึกนี้ แม้ว่า มันจะเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ แต่ก็อยากเก็บไว้เป็นบันทึกให้กับตัวเองและลูก และอยากจะให้เป็นที่อธิบายให้กับเพื่อนๆหลายๆคนที่เป็นห่วง เมื่อทราบ แต่เกรงใจไม่กล้าถามมาก หวังว่า บันทึกนี้จะเป็นตัวอธิบายได้ว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง แม้จะยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนนัก

ชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันไป

โฆษณา