ช่างคุย ชวนทำพอดคาสท์

เปิดอบรมสำหรับผู้สนใจอยากทำพอดคาสท์ครับ โดยทางเราร่วมกับทางนิตยสาร Go Training เนื่องในโอกาสครบรอบ ๓ ปีของช่างคุย

ผมใส่หัวข้อที่น่าจะสนใจกันมา เพื่ออยากฟังว่า ตรงอย่างที่ฟังกันหรือไม่ ช่วยให้ความเห็นด้วยครับ

1) แนะนำ Podcasts และการผลิตพอดคาสท์ (ภาสกร หงษ์หยก)

  • What’s podcasts
  • iTunes และ iTunes U
  • แนะนำ Podcasts ที่น่าสนใจในไทย และในโลก
  • ขั้นตอนการทำ Podcasts เบื้องต้น

2) แนะนำการบันทึกเสียง (โดย วีระวัฒน์ วีระประเสริฐศักดิ์ (Phz) www.passionsound.com และ วิทย์ สุขศิลป์ชัย (Wit) www.polypink.com)

  • เสียง และไฟล์เสียงเบื้องต้น
  • อุปกรณ์ (Hardware) ที่จำเป็น
  • รู้จัก ไมโครโฟน และ มิกเซอร์
  • ขั้นตอนการผลิต และซอฟท์แวร์

3) เรื่องของเว็บไซด์ Web Design, Running a Website and Hosting Services in Thailand(โดย อรรณพ สุวัฒนพิเศษ (Ford Antitrust) www.thaithinkpad.com และ www.thaihi5.com และ นิรันดร์ ไชยเดช (9aum) www.ScriptDD.com และ www.songburi.com)

  • Web และ Blogs สำหรับ Podcasts
  • Content Management System (Drupal / Joomla / WordPress)
  • บริการเว็บ Hosting ในไทยและต่างประเทศ
  • เว็บบอร์ด
  • ของฟรีบนอินเตอร์เน็ทสำหรับการผลิต Podcasts

4) การผลิต Video(ม.ร.ว.. เฉลิมชาตรี ยุคล (Adam) http://www.FukDuk.tv)

  • Video Formats
  • Platform and Softwares
  • Video Cameras
  • Video Productions (Editing, etc.)

5) Laws, Creative Commons and Digital Copyrights(อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล (อาร์ท) http://bact.blogspot.com และ http://www.cc.in.th และ สฤณี อาชวานันทกุล http://www.fringer.org)

  • Laws
  • Creative Common and “Fair Use”
  • Digital Copyrights and DRM

6) Tips and Tricks in Producing Podcasts (ทีมช่าง)

  • สรุปและแลกเปลี่ยนประสบการณ์

เราจะมีงานกันในอาทิตย์ที่ ๒๓ เดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ ๓ ปีของช่างคุยด้วย
มีใครสนใจไหมครับ

เริ่ม ๙ โมงเช้า
ที่ The Style by Toyota กลางสยามสแควร์ครับ (http://www.thestyle.in.th)

แผนที่สำหรับ The Style by Toyota

แผนที่สำหรับ The Style by Toyota

เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้าเป็นไปได้ กรุณานำเศษอาหารที่เหลือกินเหลือใช้มาเลี้ยงวิทยากร ระหว่างเบรกด้วยครับ

สำหรับผู้ที่สนใจ ช่วยลงเมล์มายืนยันด้วยนะครับ Passakorn@changkhui.com

โฆษณา

The Long Tail ในไทย

ปูเรื่องมาสองตอนแล้ว ทั้งแนะนำพอดคาสท์ และแนะนำเรื่องราวของ The Long Tail ทีนี้ เราจะลองนำทั้งสองเรื่อง มาอธิบายสิ่งที่เราได้เห็นในเมืองไทยกันบ้าง

หลายๆคนอาจจะไม่ทราบว่า บ้านเราเองมีคนทำรายการพอดคาสท์อยู่พอสมควรเหมือนกันนะครับ เว็บไซด์พอดคาสท์แรกๆของเมืองไทยน่าจะเป็นการพูดคุยเรื่องราวของ Apple โดยสองหนุ่ม  คุณวีร์ วีรพร และคุณรวิทัต ภู่หลำ โดยใช้ชื่อรายการว่า Dual Geek (http://www.dualgeek.com) ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๙ แม้ว่าทั้งสองท่านจะไม่ค่อยได้ทำรายการออกมาบ่อยๆเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ตัวเว็บก็ยังอยู่ และเป็นที่รู้จักในแวดวงคนฟังพอดคาสท์บ้านเรา จากนั้นมาก็มีอีกหลายเว็บรวมทั้งช่างคุย (สิงหาคม ๔๙) DuoCore (http://www.duocore.tv ธันวาคม ๔๙) และพอมาถึงปี ๕๐ หลายๆเว็บก็หันมาทำพอดคาสท์กันน่าตื่นเต้น และก็ค่อยๆทะยอยหายไปทีละเว็บเหมือนกัน จนมาถึงการเปิดตัวของ FukDuk (http://www.FukDuk.TV) ในปลายปี ๕๐ ที่ทำให้กระแสอินเตอร์เน็ททีวีกลับมาตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง และตั้งแต่นั้นมาทั้ง DuoCore และ FukDuk ก็จะกลายเป็นตัวอย่างการทำอินเตอร์เน็ททีวีและพอดคาสท์ของเมืองไทย ที่หลายๆคนจับตามอง พอๆกับที่ทั้งสองเว็บเองก็หาทางมองกลับไปด้วยว่า เมื่อไรจะมีคนมาช่วยสปอนเซอร์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที ผมเองได้รู้จักกับทั้งสองเว็บนี้ เมื่อทางคุณออย (DuoCore)โทรมาชวนไปร่วมงานที่ TK Park เพื่อรวมตัวคนทำรายการในแนว New Media ในบ้านเรา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๕๑ ทำให้รู้ว่า ทุกคนก็อยู่อย่างดิ้นรนเหมือนกัน

ผมเองมีข้อสังเกตุหลายๆอย่างจากที่ได้เห็นความเคลื่อนไหวในการทำรายการบนอินเตอร์เน็ทดังนี้

  1. รายการส่วนใหญ่ไม่ว่าทั้งไทยหรือเทศ จะอยู่ในแนวเทคโนโลยี ไอที อันนี้จะว่าไป ก็ไม่น่าแปลกใจ ทั้งนี้เป็นเพราะผู้คนในวงการนี้ รับรู้เทคโนโลยีก่อนใคร ถ้าพอจะประยุกต์เป็น ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนักที่จะมาทำรายการของตัวเอง โดยผู้คนในวงการอื่นต้องมองกันตาปริบๆ ทั้งๆที่อยากทำใจจะขาด แต่ทำไม่เป็น โดยคิดว่า เป็นเรื่องทำยากและไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ไม่จริงทั้งหมด น่าเสียดายมาก เพราะที่จริงแล้ว เนื้อหา (content)ในเมืองไทย ยังมีเรื่องให้ถ่ายทอดอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร วรรณกรรม ภาพวาด ภาพถ่าย สารคดีเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ
  2. ในแง่ Supply แล้ว ผู้ผลิตรายการอินเตอร์เน็ททีวีในบ้านเราส่วนใหญ่ จะอยู่ในวัยสิบปลายๆจนถึงสามสิบต้นๆ ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะคนรุ่นนี้เติบโตมากับเทคโนโลยี มีความเป็น Digital Native เต็มตัว (เกิดมากับการใช้เทคโนโลยี) ต่างกับคนรุ่นสามสิบห้าขึ้นไป ที่มาเห็นเว็บไซด์ก็เมื่อจบปริญญาตรีแล้ว เลยวัยที่อยากเรียนรู้ hard skill แล้ว กลายเป็น Digital Immigrant เมื่อแม้แต่เขียนเว็บไซด์ยังไม่ค่อยจะเป็น การทำรายการวิทยุหรือวิดีโอบนอินเตอร์เน็ทก็เลยดูจะต้องใช้เวลาไม่น้อย หลายๆคนก็เข้าสู่ตำแหน่ง หรือหน้าที่การงานที่ไม่สามารถให้เวลาในการเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตไปแล้ว ก็เลยกลายเป็นว่า มีเรื่องเล่าเต็มหัว แต่ไม่สามารถหาเวทีถ่ายทอดได้ อันนี้ แม้ว่า Blog จะกลายเป็นแหล่งปลดปล่อยของคนกลุ่มนี้ แต่ก็น่าสนใจว่า ถ้ามีโอกาส เราน่าจะได้เห็น content ดีๆอีกมาก รูปถ่ายรูปเดียวยังสามารถทดแทนถ้อยคำบรรยายได้ไม่รู้กี่หน้า ถ้าได้มาบันทึกเป็นเสียงหรือวิดีโอเอาไว้ คงน่าสนุกไม่ใช่น้อย
  3. ในแง่ Demand คนที่มีอำนาจตัดสินใจในการใช้สื่อจริงๆ ยังดูเหมือนว่ายังไม่เข้าใจการใช้สื่อแนวใหม่นี้สักเท่าไร ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารการผลิตเอง ทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์และนิตยสาร หรือผู้บริหารในฝั่งที่ต้องใช้สื่อในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของตัวเอง ทั้งๆที่จะว่าไปแล้ว สื่อแนวใหม่ (New Media)เป็นช่องทางที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถติดต่อกันได้ตรง (direct) ทันที (real-time) และตรวจสอบได้ (measurable) จากเดิมที่แต่ละธุรกิจจะต้องติดต่อลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการทำ B2B (Business-to-Business) หรือ B2C (Business-to-Consumer) โดยผ่านทางสื่อมวลชน (ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์) Direct Mail โทรศัพท์ (Call Center) เว็บไซด์ และล่าสุด ก็คือเรื่องการใช้ Digital Media นี่แหละครับ ซึ่งเป็นของใหม่ คนตัดสินใจยังเรียนรู้อยู่ แต่คนใช้งานนำหน้าไปนานแล้ว

ในหนังสือเรื่อง The Long Tail มีการกล่าวถึงแนวคิดของ Filter ไว้อย่างน่าสนใจ Filter ในที่นี้หมายถึงอะไรก็ได้ที่ทำหน้าที่คัดกรองข้อมูลก่อนจะส่งไปถึงปลายทาง บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ทำหน้าที่เป็น Filter ในการคัดเลือกข่าวที่จะลงในแต่ละวัน หนังสือแต่ละเล่มก็จะใช้ Filter ต่างๆกันออกไป ดีเจรายการวิทยุก็ทำหน้าที่ Filter ในการเลือกเพลงที่เปิด โดยคาดว่าจะเป็นที่ถูกใจคนฟัง ผู้บริหารผังรายการโทรทัศน์ก็ทำหน้าที่ Filter ในการคัดเลือกรายการที่จะนำลงแต่ละช่วงเวลาของแต่ละวัน

เงื่อนไขหนึ่งที่คนรับชมสื่อนิยมใช้ คือค่าความนิยม หรือความฮิต อันนี้เป็นกันโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวทั้งนั้น เวลาเราจะต้องเลือกซื้อสินค้าใดๆที่เราไม่รู้จักมาก่อน เราก็จะใช้ค่าความนิยมนี่แหละเป็นตัวช่วย โทรศัพท์มือถือมีให้เลือกหลายยี่ห้อ ไม่รู้จะเลือกอะไร ก็ต้องขอดูชาวบ้านเขาก่อนแล้วว่า เขาเลือกอะไรกัน เข้าไปร้านหนังสือ นึกไม่ออกว่าจะซืออะไร อ๊ะ นั่นเป็นสิบอันดับหนังสือขายดีนี่ มีอะไรบ้างเอ่ย สิบอันดับหนังทำเงินประจำสัปดาห์ สิบอันดับเพลงยอดนิยม รถยนต์ที่มียอดขายสูงสุด เหล่านี้เป็นค่าความนิยมทั้งนั้น

ไม่มากก็น้อย ความเป็นที่นิยม เป็นตัววัดที่ดีอันหนึ่งนะครับ ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝั่งผู้ผลิต (เลือกได้ว่าจะผลิตอะไร) และทั้งผู้บริโภค(ดูว่าชาวบ้านเขาทำอะไรกันอยู่) แต่เมื่อมาเจอการใช้งานอินเตอร์เน็ทที่มีปรากฏการณ์แบบ The Long Tail เข้าไปนี่ วัดกันไม่ถูกเลย เพราะอะไรน่ะหรือครับ ก็เพราะตัววัดทั้งหลายที่เรานิยมใช้กันนี่น่ะ เขาวัดกันที่หัว (Head)ทั้งนั้นนี่ครับ เพราะเป็นหาง (Tail) นี่ไม่มีใครวัดกันไว้ สิบอันดับหนังทำเงิน เรามีให้อ่าน แต่อันดับที่สิบเอ็ดจนถึงหนึ่งร้อย เราจะเริ่มไม่มีข้อมูลแล้ว ทั้งที่ที่ Demand ยังมีอยู่นะครับ

การเข้ามาของอินเตอร์เน็ททำให้วัฒนธรรมความฮิต(“Hits” Culture”)เปลี่ยนไป นอกจากสื่อเดิมจะโดนจำกัดเรื่องของสถานที่แล้ว ยังมีเรื่องของเวลาด้วย ตัวอย่างมีมากมายครับ หนังสือพิมพ์อายุเพียง ๑ วัน และจำกัดจำนวนหน้าที่จะพิมพ์ รายการโทรทัศน์มีช่วงเวลาออกอากาศที่แน่นอนและจำกัดเวลา ร้านหนังสือมีหนังสือให้วางในเนื้อที่เท่าที่ร้านมีให้ เมื่อมีหนังสือใหม่มา ก็แสดงว่าต้องมีบางเล่มออกไป นิตยสารมากมายที่เราอยากจะอ่านคอลัมน์ที่เราเคยอ่านเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว ที่มีการพูดถึงหนัง หรืออัลบัมที่เราชอบ แต่เราเพิ่งได้ดู ได้ฟัง หรือ เพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มที่มีคนวิจารณ์ เมื่อนานมาแล้ว

เมื่ออินเตอร์เน็ทเข้ามา หลายอย่างที่เรามองข้ามไปแล้ว ลืมไปแล้ว สามารถกลับมาใหม่ได้ เพลง”หมีแพนดา”ออกมาขายอยู่เป็นปี แต่ไม่ฮิต มีจำกัดในวงแคบๆ เมื่อผู้ทำหน้าที่เป็นฟิลเตอร์เลือกที่จะคัดออก (ดีเจวิทยุไม่เปิด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ร้านขายซีดีเลือกที่จะไม่นำมาขายต่อ เพราะไม่เป็นที่รู้จัก) ถ้าเป็นในอดีต วงดนตรีวงนี้ก็คงหมดอนาคตไปแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป เพลงนี้กลับมาเป็นที่นิยม เพราะอินเตอร์เน็ท กลับมาเป็นที่นิยมได้ ทั้งที่ออกมาแล้วหลายปี วงดนตรีกลับมารวมตัวกันใหม่ โอกาสที่เหมือนจะหายไปแล้ว กลับมาอีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ ตัวอย่างที่คล้ายๆกัน คือ เพลงผีกาก้า ซึ่งเห็นกันชัดเจนว่า เป็นการเผยแพร่ผ่านทางอินเตอร์เน็ทล้วนๆ รู้จักกันทั้งประเทศ โดยไม่ต้องพึงสื่อเดิมๆ (Traditional Media)

แต่อย่างไรก็ดี การกลับมาได้ของปรากฏการณ์ในตัวอย่าง ไม่ได้เป็นเพราะอินเตอร์เน็ทอย่างเดียวนะครับ อย่างน้อยๆ ในหนังสือ The Long Tail ก็ยกปัจจัยไว้สามข้อ ซึ่งคล้ายๆกับที่เคยเขียนไว้ เมื่อฉบับที่แล้ว คือ

  1. Make It. การผลิตเนื้อหา (content) ง่ายขึ้น ซอฟท์แวร์ในการทำเพลงหรือวิดีโอง่ายขึ้น มี Blog ช่วยในการเขียนมากขึ้น อุปกรณ์การผลิตราคาถูกลง
  2. Get It Out There. ช่องทางการขาย หรือการกระจายสินค้ามีมากขึ้น มีร้าน online อย่าง Amazon.com ToHome.com (ของคนไทยเราเอง) eBay, iTunes
  3. Help Me Find It. อันนี้สิที่ผมว่า มีผลสูงหรือมากที่สุด จากเดิมแทนที่เราจะต้องเปิดสื่อต่างๆในการหาข้อมูล เราสามารถใช้ Google เพื่อหาได้แทบทุกเรื่องในโลก เข้าเว็บไซด์เฉพาะทางเพื่อหาข้อมูลในเชิงลึก (หลังจากที่ลองหาข้อมูลเบื้องต้นแล้วจาก Pantip.com เป็นต้น)

ถ้ากลับมามองแนวคิดเรื่อง Filter แล้ว ยิ่งน่าสนใจ เพราะมันตรงกับข้อสังเกตุข้อที่สาม สมัยก่อน ตอนที่ผมยังเป็นวัยรุ่น เวลาจะหาหนังดู หรือซื้อเทปเพลงฟัง ผมมักจะอ่านบทวิจารณ์ของนิตยสารต่างๆในเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็น  Starpic หนังและวิดีโอ (ซึ่งกลายมาเป็น Film View)ในเวลาต่อมา เอนเตอร์เทน Quiet Storm Music Express แต่ปัจจุบันนี้ นิตยสารเหล่านี้บางเล่มก็ยังอยู่ แต่ทางเลือกของผู้บริโภคมีมากเหลือเกิน ตามเว็บไซด์ต่างๆ บทบาทของนักวิจารณ์ในปัจจุบันลดลงไปมาก เพราะเจอนักเขียนสมัครเล่นหลายๆคนในอินเตอร์เน็ืททำหน้าที่เป็น Filter ให้แทนแล้ว มิหนำซ้ำ ยังมีเว็บไซด์เฉพาะทาง ที่เจาะลงในความสนใจเป็นเรื่องๆได้ลึกกว่าที่ผมสามารถหาอ่านได้ในอดีต คุณลักษณะและอิทธิพลของ Filter นี่น่าสนใจ น่าจะเขียนได้อีกหนึ่งตอน รวมทั้งคำถามหลายๆข้อที่หนังสือตั้งไว้ เช่น เมื่อมีอินเตอร์เน็ทแล้ว เห็นปรากฏการณ์ The Long Tail แล้ว มันมีผลต่อสินค้าและบริการแค่ไหน ราคาสินค้าที่อยู่แถวหางๆ (ปลาย Tail)จะตั้งราคาได้สูงขึ้น หรือลดลง

ยิ่งเขียน ยิ่งสนุก แม้ว่า จะยังไม่สรุปเข้าหาหัวข้อที่ตั้งไว้สักที ต่อกันฉบับหน้าก็แล้วกันนะครับ