หนังสือธุรกิจจากเรื่องจริง

ในระยะสิบปีที่ผ่านมา ผมอ่านหนังสือแนวธุรกิจมากกว่านวนิยายมาก น่าจะเป็นเพราะเมื่อเราอายุมากขึ้น ความสนใจในด้านนี้ก็มากขึ้น ต้องการความรู้ด้านนี้ไปใช้ในงานมากขึ้น ที่สำคัญ เรื่องจริงหลายๆเรื่องสนุกกว่าเรื่องแต่งอีก ก็เลยอยากมาเล่าเล่มที่ประทับใจจน่ะครับ เผื่อมีคนสนใจ

  1. Barbarians at the Gate (Bryan Burrough and John Helyar) เรื่องนี้แทบจะเป็นหนังสืออ่านประกอบการเรียน MBA ไปแล้ว เป็นตัวอย่างของรูปแบบธุรกิจที่นิยมทำกันมากในทศวรรษที่ ๘๐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Leveraged Buy-out เรื่องขั้นตอนการ Takeover บริษัทใหญ่ (การทำ Leveraged Buy-out:  การกู้เงิน เพื่อมาซื้อกิจการ โดยเมื่อซื้อแล้ว อาจจะนำกิจการมาแยกขายเป็นส่วนๆ หรือประกอบกิจการต่อ) มีการนำเรื่องนี้ไปทำรายการโทรทัศน์ เมื่อปี ๑๙๙๓ สำหรับคนที่ชอบอ่านหนังสือธุรกิจ คุณต้องไปหาเล่มนี้มาอ่าน เพราะมีหนังสือ และคอลัมน์มากมายที่มักจะยกตัวอย่างจากหนังสือเล่มนี้ อ่านง่ายครับ แต่ควรมีพื้นด้านการเงินบ้าง จะเข้าใจได้ตลอด ผู้เขียนทั้งสองเขียนเรื่องนี้เกือบๆจะออกเป็นนิยายแล้ว เล่มหนาหน่อย แต่ก็สนุกดี
  2. When Genius Failed (Roger Lowenstein) เป็นเรื่องการค้าตลาดหุ้น หุ้นกู้ อนุพันธ์ โดยกลุ่มมืออาชีพระดับอัจฉริยะ(ตามชื่อเรื่องเลย)ของโลก บางคนเป็นเจ้าของทฤษฏีการเงินบางเรื่องด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายต้องจบลงด้วยความล่มจม จนธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาต้องยื่นมือเข้ามาช่วย โดยขอความช่วยเหลือจาก Warren Buffet ด้วย (เหตุเกิดราวๆปลายทศวรรษที่ ๙๐ แปลกดีเหมือนกัน ผ่านมาอีก ๑๐ ปี ก็มีเหตุการณ์ใหญ่ๆเกิดขึ้นอีก) เรื่องนี้ยากครับ ขอเตือนก่อน น่าจะไปหาความรู้เรื่องการค้าหุ้น การคิดมูลค่าหุ้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประเมินทางเทคนิค ไม่ใช่การประเมินทางพื้นฐาน) ผมอ่านสมัยที่เรียน MBA ยังพบว่า เข้าใจไม่ได้ทั้งหมด แต่ตัวเนื้อเรื่องน่าสนใจที่จะอ่านจนจบ แนะนำจริงๆว่า ให้ไปอ่านพื้นฐาน Financial Management (ไม่ใช่ Accounting นะครับ) มาอ่านก่อน
  3. Indecent Exposure (David Mcclintickเรื่องราวของ Management ในยุค ๗๐ โดยมีแวดวงฮอลลีวูดเป็นเบื้องหลัง เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่ Columbia Pictures เป็นการโกงหรือยักยอกเงินโดยผู้บริหารระดับสูง เริ่มต้นจากที่โดนจับจากการปลอมเช็ค ๑๐,๐๐๐ เหรียญ จนสืบสาวกันใหญ่โตไปเรื่อย และเห็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการควบคุมสถานะการณ์จนเรื่องบานปลาย กลายเป็นข้อขัดแย้งระหว่างบอร์ดกับ CEO สนุกครับ เข้าใจง่าย และการที่เป็นเรื่องในฮอลลีวูด ทำให้เรื่องดูเซ็กซี่ขึ้นมาก (เมื่อเทียบกับสองเรื่องแรก)
  4. เขาว่าผมเป็นมืออาชีพ (สุจินต์ จันทร์นวล) เป็นเรื่องประสบการณ์การเป็นผู้บริหารอาชีพของคุณสุจินต์ ที่ผ่านการทำงานในระดับ CEO หรือ GM ให้กับหลายองค์กร อาจจะเป็นประเพณีนิยม หรือวัฒนธรรมเกรงใจ ทำให้ผู้เขียนไม่ลงชื่อจริงตัวละคร หรือองค์กรจริง ทำให้งงอยู่บ้าง ไม่ได้ความสนุกสนานเต็มที่ (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสามเล่มแรก ที่ลงกันเต็มๆ และมี Reference กันยาวเหยียด) แต่ในการพิมพ์หลังๆ ทางสำนักพิมพ์ฯได้ลงประวัติย่อของคุณสุจินต์ไว้ ทำให้เราคาดเดาได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมี Google เข้ามาช่วย เนื่องจากเป็นเรื่องในบ้านเราทั้งหมด ทำให้สนุกมาก แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นลักษณะการเขียนแบบไทยๆจริง (ผมเองก็เป็น) คือไม่นิยมอ้างอิงมากนัก เขียนตามความรู้สึกไปเรื่อยๆ ผมเข้าใจว่า บรรณาธิการเองก็ไม่ได้ทำหน้าที่ในการ edit มากนัก (เมื่อนำมารวมเล่ม) ก็เลยขาดความเป็น”มืออาชีพ”ในแง่การเป็น non-fiction อยู่บ้าง แต่โดยรวมๆ ต้องบอกว่า สนุกมาก มีการชิงไหวชิงพริบ ทรยศหักหลังแบบเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดกันจริงๆ ประกอบด้วยคำเตือนจากผู้เขียนแบบจริงใจมากที่ให้รักษาสมดุลย์ระหว่างกับส่วนตัว เพราะผู้เขียนเองก็มีประสบการณ์หย่าร้าง เพราะไม่สามารถทำได้เอง มีหลายเล่มครับ สนุกทุกเล่ม
  5. Who Says Elephant Can’t Dance? (Louis V. Gerstner Jr.) เรื่องจริงในการกู้ชื่อ IBM กลับมา หลังจากที่ถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ ในกลางทศวรรษที่ ๙๐ เขียนโดยคนที่ทำเรื่องนี้เองกับมือ ซึ่งเป็น CEO มืออาชีพจากภายนอก ที่ถูกดึงเข้ามาเพื่อสะสางเรื่องนี้โดยเฉพาะ วัฒนธรรมการทำงานของ IBM ในยุคนั้นทำให้ผมอดยิ้มไปไม่ได้ เพราะมันคล้ายบรรยากาศของการทำงานในที่ทำงานเก่าผมมาก (เนื่องด้วยเป็นองค์กรใหญ่ด้วยกระมัง) ที่ประทับใจมากคือ เมื่อเวลาคนดังๆเขียนหนังสือ มักจะนิยมเขียนประวัตของตัวเองในบทต้นๆ แต่คุณ Louis นี่เขียนเพียงสามประโยคเองมั้ง แล้วก็บอกว่า พอแล้ว เขาเขียนเล่มนี้ เพื่อถ่ายทอดว่า วิธีการแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร ไม่ใช่มาเขียนความเก่งหรือประวัติของตัวเอง นานๆจะเจอแบบนี้ที สนุกครับ และอ่านง่าย โดยเฉพาะที่เป็นแวดวงที่ผมเองมีความรู้พื้นฐานอยู่แล้ว ยิ่งสนุกใหญ่

ถ้าได้อ่านเรื่องที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด จะพบว่า มีตัวละครคาบเกี่ยวกันอย่างน่าทึ่ง เพราะ สองสามบริษัทที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการประมูลซื้อขายบริษัท NJR Nabisco (ตัวละครกลางเรื่องของ Barbarians at the Gate) นั้น มีอยู่หนึ่งบริษัทที่ตัวละครที่บทบาทสูงมากในเรื่อง When Genius Failed ทำงานอยู่ และมีการเอ่ยชื่อถึงเขาด้วย  และต่อมาเมื่อ NJR Nabisco โดน Takeover ไปแล้ว ก็ตกเป็นของเจ้าของใหม่ ซึ่งก็ไปจ้างคุณ Louis Gerstner มาบริหาร ก่อนที่สุดท้ายแกจะลาออกมาทำงานที่ IBM นี่แหละ ส่วนใน Indecent Exposure นั้น มีตัวละครหนึ่งซึ่งมีบทบาทสูงในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ผมมาจำชื่อบริษัทได้อีกที เมื่อ Apple มาบอกว่า บริษัทนี้ตัดสินใจร่วมลงทุนในธุรกิจซอฟ์ทแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ iPhone

อ่านไปอ่านมา ก็พบว่าโลกใบนี้เล็กจัง หวังว่าคงสนุกนะครับ

ยังมีสองสามเล่มที่ทั้งซื้อแล้วกับตั้งใจซื้อ เช่น Liars’ Pokers, The Smartest Guys in the Room แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้อ่านเมื่อไร

โฆษณา

The Long Tail และ ตลาด podcast เมืองไทย

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเมษายน ๕๒

เมื่อประมาณกลางปี ๒๕๔๙ มีหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นงานเขียนของ Chris Anderson ใช้ชื่อหนังสือว่าThe Long Tail ในหนังสือเป็นความพยายามอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดจากผลกระทบของการเข้ามาของสื่อใหม่อย่างอินเตอร์เน็ท โดยหนึ่งในตัวอย่างที่ใช้ก็คือ เดิมทีร้านหนังสือ หรือร้านขายแผ่นซีดีจะมีพื้นที่จำกัดในการเก็บและแสดงสินค้า ทำให้ร้านค้าเหล่านี้ต้องขายของที่มั่นใจแน่ๆว่า ขายได้จริงเท่านั้น ดังนั้นเราก็จะเห็นหนังสือหรือแผ่นซีดีเหมือนๆกันทุกร้าน เพราะทุกคนย่อมจะขายแต่ของฮิตติดอันดับเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อมีร้านขายของบนอินเตอร์เน็ทขึ้น เราก็จะเริ่มเห็นปรากฏการณ์ใหม่ ของที่ว่าขายไม่ได้ กลายเป็นของที่ขายได้ แม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อมีจำนวนมากเข้า ก็เป็นรายได้ที่ไม่น้อยเลย ประกอบกับการขายของบนอินเตอร์เน็ทไม่มีต้นทุนในการเก็บสินค้า ผู้ขายสามารถเก็บสินค้าไว้ได้เต็มที่ ทำให้การขายสินค้าที่ดูเหมือนจะมีคนสนใจน้อย กลับเป็นเกิดเป็นผลรวมที่ให้ผลมากกว่าที่คาดเดาเอาไว้ สรุปว่า เมื่อมี unlimited supply ก็มี unlimited demand เหมือนกัน ซึ่งกลายเป็นที่มาของวลี The Long Tail เปรียบเหมือนกับ demand ของสินค้าจะมีอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด ตราบที่ยังมี supply อยู่

จะว่าไปแล้ว เราได้เห็นปรากฏการณ์ The Long Tail เกิดขึ้นแล้วในบ้านเรา หลายๆคนในวงการทีวีบ้านเราออกมาพูดกันตรงกัันว่า ในอดีต ช่วงสามทุ่มหลังข่าว โดยทั่วไป คนทั้งบ้านจะมาดูทีวีกัน ไม่ว่าจะเป็นละคร หรือเกมโชว์ แล้วทุกคนก็มาคุยกันตอนเช้า ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน หรือโรงเรียน แต่ภาพนี้ไม่มีแล้วในปัจจุบัน โดยเฉพาะบ้านที่มีคอมพิวเตอร์ ทานข้าวเสร็จ หลายๆคนแยกกันไปเปิดคอมพิวเตอร์ เข้าอินเตอร์เน็ท หรือทำงาน หรือโช้โทรศัพท์มือถือคุยกับเพื่อน (ไม่ต้องมาคอยแย่งโทรศัพท์บ้าน เหมือนในอดีต) ปริมาณคนที่ดูทีวีจริงๆลดลง ทางเลือกในการทำกิจกรรมต่างๆในบ้านมีมากขึ้นมาก ทุกคนไม่ได้โดนข้อจำกัดโดยสื่อที่มีอยู่เหมือนในอดีต

สื่อในบ้านเราขยายตัวออกไปทุกสื่อทุกสาขา รายการโทรทัศน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่อง ๓ – ๕ – ๗ – ๙ – NBT – Thai PBS อีกต่อไป จากเดิมที่เคเบิลทีวีดูเหมือนว่าจะทำหน้าที่เติมเต็มในส่วนที่ Free TV ขาด กลับกลายเป็นว่า YouTube กลายเป็นทางเลือกในการรับชมข่าวสาร on-demand ได้อย่างน่าทึ่ง สำหรับผมแล้ว มันเป็นเครื่องมือที่ใช้หาสิ่งที่เราต้องการได้ดีในระดับใกล้ๆ Google และเท่าที่ทราบ YouTube ได้เริ่มเข้ามาแทนที่วิดีโอไทยให้เช่าในต่างประเทศไปแล้ว คนไทยในต่างแดนสามารถรับชมละครไทยที่ปล่อยลง YouTube เป็น Playlist ทำให้ดูได้ต่อเนื่องไปแล้ว และก็ไม่ใช่เฉพาะละครใหม่ชนทีวีนะครับ ละครไทยเก่าๆก็มีให้เลือกเหมือนกัน ขนาดละครไทยในดวงใจของผมอย่าง”เคหาสน์ดาว” ซึ่งฉายในปี ๒๕๓๖ ยังมีให้ดูทั้งหมดในYouTube หลายๆคนอาจจะบอกว่า YouTube ไม่เห็นจะแทนที่ทีวีได้ตรงไหน แต่สำหรับบ้านผมที่มีทีวีเครื่องเดียว เมื่อผมแย่งลูกดูข่าว เด็กๆจะมาขอให้เปิด YouTube เพื่อเลือกดูการ์ตูนที่ตัวเองอยากดู ดังนั้นไม่มากก็น้อย สองอย่างนี้แทนที่กันอยู่ในที อินเตอร์เน็ทเริ่มเป็นตัวเลือกที่มาแทนที่กิจกรรมดูโทรทัศน์ด้วยกัน เพราะตอบสนองความสนใจที่อยู่ใน Long Tail ของแต่ละบุคคลได้ดีกว่า มีหลายๆคนที่ผมรู้จักเลือกจะไม่มีโทรทัศน์ที่้บ้าน แต่รับชมทางอินเตอร์เน็ทผ่านคอมพิวเตอร์แทน Demand ที่เคยถูกบังคับใน channel แคบๆ ก็เริ่มทะลักออกไปทางสื่อทางอินเตอร์เน็ทมากขึ้นเรื่อยๆ Demand เหล่านี้แหละครับที่เป็น The Long Tail

ในอินเตอร์เน็ทนั้น ทุก supply มี demand รองรับหมด คุณคริส เขียนไว้ในหนังสือได้น่าสนใจ โดยกล่าวไว้ว่า

สิ่งที่น่าอัศจรรย์สำหรับสื่อในแนว broadcast คือมันสามารถทำให้คนเป็นล้าน รับชมรายการเดียวกันได้ แต่ที่มันทำไม่ได้ คือการทำให้รายการเป็นล้านมาหาคนคนเดียว และนั่นคือสิ่งที่อินเตอร์เน็ททำได้ และทำได้ดีด้วย

และสื่อที่เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบจับต้องได้มากที่สุด คือสื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสารรายเดือน รายสัปดาห์ ที่ขยายตัวทุก vertical segment แม้จะมีรายเก่าเลิกไปเป็นระยะๆ แต่ก็มีหน่วยกล้าตายอาสามาลองของอยู่เป็นระยะๆเหมือนกัน สังเกตุได้ง่ายๆจากขนาดของแผงนิตยสารตามห้างสรรพสินค้า นิตยสารผู้ชายจากเดิมที่มีเพียง GM ก็มี FHM, Maxim, Esquire จนถึง A Day ทุกเล่มต้องพยายามยึดหัวหาด nicheของตัวเองอย่างเหนียวแน่น เพราะทุกครั้งที่มีรายใหม่เข้ามาในตลาด รายเก่าก็จะโดนเจาะฐาน niche ของตัวเองเข้าไปเรื่อยๆ

ในตลาดต่างประเทศอย่างในสหรัฐอเมริกา สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสารอยู่ในสถานการณ์ถดถอย เพราะการเข้ามาแทนที่ของสื่ออินเตอร์เน็ท ซึ่งแม้ว่าเจ้าตลาดเหล่านี้จะหันมาขยับขยายบริการให้ออกมาทางอินเตอร์เน็ทด้วย แต่รายได้จากทางขายโฆษณาออนไลน์ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไปจากสิ่งพิมพ์ได้ จนมีคำพังเพยว่า replacing analog dollar with digital cent แม้ว่าในบ้านเราอาจจะยังไม่เห็นผลกระทบด้านนี้ตรงๆนัก แต่แนวโน้มนี้น่าจะมาถึงบ้านเราแน่ๆ ทั้งนี้น่าจะเนื่องจากปริมาณผู้ใช้อินเตอร์เน็ทในประเทศยังไม่มากพอ แต่เมื่อถึง critical point เราคงเห็นได้เห็นแรงเหวี่ยงที่มากกว่านี้ ทั้งนี้ทุกคนก็เห็นภาพตรงกันทั้งในและต่างประเทศว่า อินเตอร์เน็ทเป็นสื่อใหม่ที่ยังไม่มีใครคิดรูปแบบการหาเงินได้เป็นเรื่องเป็นราวนัก

เมื่อในฝั่งของ Demand มีแนวโน้มที่จะแตกแขนงออกเป็น Niche มากขึ้น ก็เป็นความท้าทายของวงการสื่อและวงการโฆษณาว่าจะบริหารต้นทุนในการซื้อสื่ออย่างไรดี ครั้นพอมามองด้าน Supply ก็เห็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะยังเป็นการเคลื่อนไหวของคลื่นลูกเล็ก ๆ และยังไม่มีผลกระทบไปยังสื่อรายใหญ่นัก เราได้เห็นรายการที่ทำคล้ายรายการโทรทัศน์และรายการวิทยุที่มีให้ฟังกันบนอินเทอร์เน็ตมากขึ้น และรายการเหล่านี้นี่แหละที่ค่อย ๆ แทรกตัวเองเข้าไปตามส่วนที่เป็น Long Tail ต่าง ๆ ในแต่ละตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ

ชักสนุกแล้วใช่ไหมครับ แต่เสียดายเนื้อที่มีจำกัด ต่อกันฉบับหน้าครับ

แนะนำพอดคาสท์ (Podcast)

เขียนให้นิตยสาร Go Training (เดือนกุมภาพันธ์ ๕๒)

(<–สำหรับคนที่ติดตาม Blog นี้มาตั้งแต่ต้น เนื้อหาของ Entry นี้จะค่อนข้างซ้ำกับ Entry ต้นที่เคยเขียนเมื่อประมาณสองปีที่แล้วนะครับ —>)

รู้ไหมครับว่า มีคนทำวิดีโอสอนการใช้งาน Excel ให้ดูกันฟรีๆ ทำเป็นวิดีโอ 2 นาที บันทึกหน้าจอ การใช้สูตรต่างๆ ทำมาให้ดูทุกอาทิตย์ สามารถโหลดดูได้ที่คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือนำลง iPod ก็ได้ ลองไปดูได้ที่ www.MrExcel.com ปัจจุบัน เจ้าของเว็บแห่งนี้ คุณ Bill Jelen ไม่ได้เป็นพนักงานประจำที่ไหนแล้ว เขาออกมาตั้งบริษัท เพื่อรับสอนเรื่องการใช้ Excel อย่างเป็นเรื่องเป็นราว จัดสัมมนาทั่วสหรัฐอเมริกา

และทราบไหมครับว่า คุณ Jack Welch อดีต CEO ที่โด่งดังของ General Electric (หรือ GE) ตั้งแต่ทศวรรษที่ 80 จนถึง 90ออกหนังสือมาสองเล่ม ก็ขายดิบขายดี ตอนนี้ เขามาบันทึกเสียง เป็นไฟล์ MP3 เล่าประสบการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แลกเปลี่ยนความเห็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวคิดเชิงธุรกิจ การจ้างงาน ประเมินผลงาน การให้ผลตอบแทน และอื่นๆอีกมาก เขามาเล่าให้ฟัง โดยมีภรรยาคนปัจจุบันทำหน้าที่เป็นคนตั้งคำถาม หรืออ่านคำถามจากจดหมายจากผู้ฟังทั้งโลก ซึ่งมีมาแล้วที่เป็นคำถามจากนักศึกษาจากห้องเรียน MBA ในประเทศจีน ลองไปดูได้นะครับที่ www.welchway.com

นิตยสารรายสัปดาห์ที่โด่งดังระดับโลก อย่าง Business Week เอง ก็พบว่า ยังมีข้อมูลอีกมากมายที่เป็นเบื้องหลังบทความที่เป็นเรื่องเด่นประจำฉบับ นำขึ้นเป็นปก แต่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่ได้ไปเห็นมาระหว่างเก็บข้อมูล ไม่ได้รับการถ่ายทอด หรือนำลงตีพิมพ์ที่ไหน ทางบรรณาธิการJohn Byrne ก็เลยนำนักข่าวที่เป็นผู้เขียนบทความเหล่านี้ มาเล่าให้ฟังว่า แต่ละเรื่องไปทำมาได้อย่างไร มีวิธีการอย่างไร ถึงไปได้ข้อมูลนี้มา และบางที่บางแห่งที่น่าประทับใจ เป็นอย่างไรบ้าง ทำเป็นไฟล์ MP3ให้โหลดไปฟังกันฟรีๆ ทำไป ทำมา สามารถหาสปอนเซอร์ได้ด้วย เช่นกัน ลองไปหาฟังกันได้ที่ www.businessweek.com

เว็บไซด์ www.Digg.Com เป็นเว็บไซด์ที่เริ่มต้นจากให้ผู้อ่านนำบทความทางเทคโนโลยีจากเว็บต่างๆที่ชอบมาให้คะแนนใน Digg.Com โดยคนอ่านสามารถกดอ่านจากลิงค์ที่หน้าเว็บ Diggได้ และถ้าชอบ ก็มากดให้คะแนนที่ Digg ต่อ ต่อมาคุณ Kevin Rose ผู้ก่อตั้ง Digg นี่แหละ ก็เกิดความคิดบรรเจิด ชวนเพื่อนสนิท Alex Albrech มาชวนกันคุยข่าว โดยนำข่าวที่แฟนๆเว็บ Digg กดให้คะแนนนี่แหละ เลือกที่สนุกๆมานั่งอ่านขำๆกัน ทำเป็นวิดีโอด้วย เพื่อที่จะได้แสดงภาพ และด้วยความที่การทำรายการวิดีโอทางอินเตอร์เน็ท ไม่ได้มีการเซ็นเซอร์อย่างเป็นทางการ ทั้งสองคนก็เลยเล่นกันเต็มที่ โดยการดื่มไปด้วย จัดรายการไปด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นเบียร์ (เคยมีการชิมเบียร์ไทยด้วยนะครับ) รายการนี้สนุกทั้งเนื้อหา บางครั้งก็สนุก เพราะคนจัดเมา และหลายๆครั้ง สนุกทั้งเนื้อหาและบรรยากาศแบบเมาๆ และแน่นอน บางครั้ง เขาก็ได้ผู้ผลิตเบียร์มาเป็นสปอนเซอร์ และหลายๆครั้ง เป็นเบียร์ที่ส่งมาจากผู้ชมทางบ้าน

ยังมีตัวอย่างอีกมากนะครับ ถ้ายกกันมาเล่า คงจะเล่าได้ไม่มีที่สิ้นสุด มีทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยสองท่านที่สอนทางด้านภาพยนตร์ ก็เลยบันทึกเสียงวิจารณ์หนังทางด้าน Film Noir มาไว้บนเว็บ ก็ปรากฏว่า มีแฟนรายการมากันทั้งโลก เพราะไม่ค่อยมีคนทำกัน

โอ๊ย พอแล้ว ไม่ยกตัวอย่างแล้ว ทั้งหลายทั้งปวงที่ยกมานี้ เรียกรวมๆกันว่า podcast ครับ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เสียงหรือไฟล์วิดีโอ คุณ Adam Curry เป็นคนบัญญัติศัพท์คำนี้ขึ้นมา โดยนำคำว่า iPod กับ Broadcast มารวมกัน ที่จริงเนี่ย การที่คนนำไฟล์ MP3 หรือวิดีโอ ไปวางไว้ในเว็บให้คนโหลดกันฟรีๆ ไม่ใช้เรื่องน่าตื่นเต้นเท่าไรหรอกนะครับ แต่พอมีเหตุการณ์ประมาณสามเหตุการณ์มาเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็เลยทำให้ podcast กลายเป็นกระแสที่มาแรงในโลกดิจิตอล เมื่อประมาณสามสี่ปีที่แล้ว แต่ในบ้านเรา น่าจะเริ่มพูดกันเมื่อสองปีที่ผ่านมามากขึ้น เจ้าปัจจัยทั้งสามอย่างที่ว่านี่ ผมรวบรวมเอาเองนะครับ ไม่ได้อ้างอิงเล่มไหนเป็นหลัก โดยรวมจากประสบการณ์ที่ได้ลองทำ podcast ในสองปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยที่ว่านี้ คือ

  1. สาธารณูปโภคด้านอินเตอร์เน็ท (Infrastructure) น่าจะรู้สึกกันได้นะครับว่า ตั้งแต่หลังค.ศ. 2000 มานี่ ราคาและความเร็วของเน็ทความเร็วสูงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมาก อินเตอร์เน็ทต่างจังหวัดบางแห่งยังเร็วกว่าในกรุงเทพอีก ทำให้ผู้บริโภคสามารถโหลดไฟล์เสียงและหนังกันได้อย่างไม่เป็นภาระจนเกินไป
  2. การผลิตง่ายขึ้น (content provider) ลองหาดูนะครับ เดี๋ยวนี้ โปรแกรมบันทึกเสียงหรือตัดต่อวิดีโอขั้นพื้นฐานนี่ มีแถมมาทั้ง Windows และ Mac แล้ว หรือถ้าไม่แถมมา เราก็พอจะหาของฟรีจากกลุ่ม Open Source ได้ไม่ยาก ทำให้คนที่”มีของ”ทั้งหลาย เริ่มอยากปล่อยของกันมาเป็นแถบ ลองไปดูที่เว็บช่างคุยดูก็ได้ครับ รายการ”คุยคุ้ยเต่า”ของเรา กลายเป็นรายการขวัญใจคนเล่นรถเต่าไปเลย
  3. ความดังของipod (consumer acceptance)อันนี้เป็นJigsaw ตัวสุดท้ายจริงๆ เพราะเมื่อผู้บริโภคสามารถพกพา ไปไหน มาไหนได้ ดูเมื่อไรก็ได้ ดูซ้ำก็ได้ ไม่ต้องเข้าเน็ทก็ดูได้​ (โดยโหลดมาก่อน) ก็เลยทำให้ podcast เกิดเลย ที่จริงแล้ว เจ้า podcast นี่เกิดก่อน iTunes U (ที่แนะนำไปเมื่อฉบับที่แล้วอีกนะครับ) โดยทาง Apple เพิ่งจะรองรับให้เจ้า iPod รับข้อมูล podcast เมื่อประมาณปี 2005 นี่เอง

จากนั้นตลาด podcast ก็โตพรวด มีผู้ทำรายการให้โหลดกันฟรี กันเป็นแถบ จากเดิมที่มีวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ต่างๆ เราก็มีตัวเลือกเพิ่มอีกอย่าง ก็คือเจ้าสื่อแนวใหม่ที่เป็น podcast นั่นเอง และเจ้าตัวนี้แหละที่เปิดโอกาสให้เราได้เห็น content ดีๆอีกเยอะมาก เพราะผู้ผลิต content กลายเป็นสื่อเสียเอง ไม่ต้องผ่านตัวแปรอื่นๆ เช่น เจ้าของสถานีโทรทัศน์ วิทยุ หรือกองบรรณาธิการ

หลายๆคนอาจจะนึกว่า podcast เป็นเรื่องใหม่ แต่ที่จริงแล้ว ถ้ามองจากขั้นตอนการผลิตแล้ว podcastก็เหมือนกับการผลิตรายการวิทยุ โทรทัศน์ทั่วๆไปนั่นเอง เพียงแต่ช่องทางการรับชมนั้น จะผ่านทางอินเตอร์เน็ท แทนที่จะต้องผ่านโทรทัศน์ หรือเครื่องรับวิทยุทั่วๆไป และเนื่องจากต้นทุนในการเผยแพร่ ไม่สูงมากนัก เราจึงได้เห็น content ดีหลายๆอย่าง ที่เดิมที ผู้ผลิตไม่สามารถหาสปอนเซอร์ได้ เพราะมีผู้สนใจไม่มากนัก ก็สามารถใช้ podcast เป็นช่องทางการเผยแพร่ได้ดี

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมชอบคือ Swinecast ซึ่งเป็นรายการพอดคาสท์ของผู้ผลิตสุกรในสหรัฐอเมริกา ผู้จัดรายการเป็นผู้ที่อยู่ในวงการคนเลี้ยงสุกรจริงๆ ที่ต้องการสื่อสารกับผู้เลี้ยงสุกรทั่วๆไป ก็เลยลุกขึ้นมาจัดรายการ ซึ่งปรากฏว่า ผู้ฟังทั้งหมดประมาณห้าพันราย ซึ่งผู้จัดรายการก็บอกว่า นั่นก็ใกล้เคียงกับจำนวนผู้เลี้ยงสุกรทั้งหมดอยู่แล้ว ตัวอย่างนี้ ชัดเจนดีครับ กลุ่มคนฟังเป็นกลุ่มก้อนที่ชัดเจน แต่ไม่มากพอ หรือไม่เป็นที่น่าสนใจสำหรับบุคคลนอกวงการมากพอ ที่จะจัดเป็นรายการโทรทัศน์ (ปัญหาสปอนเซอร์) หรือรายการวิทยุ (ซึ่งจำกัดอยู่ในพื้นที่) พอดคาสท์กลายเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

เคยรู้สึกไหมครับว่า เมื่อความรู้และประสบการณ์ของเรามาถึงจุดหนึ่ง เราอยากจะถ่ายทอดบ้าง หรือบางหน่วยงานที่อยากจะบันทึกองค์ความรู้ที่มีอยู่ แทนที่จะเก็บเป็นวิดีโอ หรือ ดีวีดี ลองมาแปลงเป็นไฟล์ MP3 หรือ MP4 ดูสิครับ แล้วก็ลองแจกจ่ายให้พนักงานกลับไปฝึกฝน หาความรู้เพิ่มเติมที่บ้านก็ได้ ลองมาลองทำเป็นพอดคาสท์ก็ได้ ลองดูทีเว็บช่างคุย (www.changkhui.com) ก็ได้ ผมทำเป็นสไลด์เกี่ยวกับแนวทาง และวิธิการผลิตรายการสั้นๆให้โหลดกันไปดูเล่นๆ ชักจะติดลม ตอนหน้าลองมาดูเรื่องตลาดพอดคาสท์ในเมืองไทย และคำศัพท์ใหม่อีกเทอมหนึ่ง The Long Tail ครับ

นิยายที่ชอบอ่าน ๓

นักเขียนในแนวสืบสวนอีกคนหนึ่งที่ดัง คือ Robin Cook ผู้ซึ่งแต่งเรื่อง Coma อันเป็นที่เลื่องลือทั้งในรูปแบบหนังและหนังสือ ผมเองก็ได้ลองอ่านอยู่เหมือนกัน สนุกดี คุณ Robin แกเป็นหมอครับ แกก็เลยเขียนเรื่องที่อยู่ในแนวสืบสวน สอบสวนในโรงพยาบาล เพราะสถานะการณ์พาคุณหมอไป เท่าที่ได้อ่าน แกจะไม่มีตัวเอกเป็นหลัก ทุกเล่มจะแยกกันเป็นคนละเรื่อง (คล้าย John Grisham) เคยเจอคนที่เป็นแพทย์ที่ชอบอ่านเรื่องของนักเขียนท่านนี้เหมือนกัน นัยว่าได้ความสนุกเพิ่มจากข้อมูลพื้นฐานในทางลึก เป็นอีกคนที่ผมชอบอ่าน แต่ไม่ได้ติดตามเป็นพิเศษ

ถ้าจะว่าไปแล้ว อีกคนที่เป็นหมอ และดูจะเป็นคนที่เก่งมากๆในหลายๆเรื่อง รวมทั้งยังเป็นผู้กำกับภาพยนต์เรื่อง Coma ด้วย นั่นคือ Michael Crichton  ที่เพิ่งล่วงลับไปเมื่อปี ๒๕๕๑ นี้เอง อ่านประวัติแล้ว ต้องบอกว่า นายแน่มาก แกเก่งจริงๆครับ แกเข้า Harvard เพื่อจะไปเป็นนักเขียน แต่เกิดติดใจอาจารย์อ่านหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะจงใจให้เกรดแกต่ำ Crichton ก็เลยแกล้งนำงานของ George Orwell (ผู้แต่ง 1984 และ Animal Farm) ไปส่ง ผลก็เป็นไปตามที่เดาไว้ ได้ “B-” จากนั้น แกก็เปลี่ยนไปเรียนหมอแทน (ทำได้ไงเนี่ย)

หลายๆคน คงเคยผ่านตามาบ้างแล้วกับผลงานของเขา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนอย่าง Jurassic Park, Disclosure, Rising Sun, The Lost World หรืองาน tv อย่าง ER

สำหรับคนที่ได้ดูเรื่อง Jurassic Park แต่ยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้ ต้องขอแนะนำให้อ่าน เพราะตัวเรื่องมีเนื้อหาด้านลึกในแง่ Chaos Theory ที่ในหนังละไว้อีกมาก ตัวละครที่ Jeff Goldblum เล่มเป็นอาจารย์ทางคณิตศาสตร์นั้น กลายเป็นคนเดินเรื่องมากกว่าที่จะเป็นเด็กสองคนและ Sam Niel รวมทั้ง The Lost World ที่เป็นภาคต่อ ก็มีตัวละครทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายเรื่องไว้อย่างน่าสนใจ แนะนำให้อ่านจริงๆ จะว่าไป คนแรกที่มาแนะนำให้ผมอ่านเรื่องนี้คือ คุณจ๊อบ (ภีญทรรศน์ ทับมณี)ในแวดวงช่างคุยของเรานี่เอง

ความน่าสนใจของ Crichton นอกจากการดำเนินเรื่องแล้ว ยังเป็นเรื่องความหลากหลายของเนื้อหาอีกด้วย ลองดูจากสองสามเล่มที่กล่าวไว้ข้างต้นก็ได้ เป็นเรื่องของการทดลองทางวิทยาศาสตร์ (Jurassic Park) ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและการดำเนินธุรกิจ (Rising Sun) และ การละเมืดทางเพศและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Disclosure) เล่มอื่นๆ ก็ต่างออกไปอีกเหมือนกันครับ สนุกดี

สำหรับคนที่ชอบการอ่านนิยายที่มีการตัดต่อกลับไป กลับมา มีลักษณะคล้ายๆหนังอยู่บ้าง น่าจะชอบ Michael Crichton ได้ไม่ยาก ภาษาก็ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก (ยิ่งเมื่อเทียบกับ Tom Clancy ซึ่งอันนั้น มีความยากของเทคนิคมาปนกันด้วย) ในแนวนี้ ก็จะมีอีกคนหนึง ซึ่งเขียนได้สนุกไม่แพ้กัน คือ James Patterson

ผมได้อ่าน James Patterson ครั้งแรก จากเรื่อง Kiss the Girls ซึ่งเป็นตอนที่สองแล้ว ใน series ของ Alex Cross แกเขียนเรื่องได้สนุกมากครับ สนุกจนวางไม่ลงจริงๆ Alex Cross เป็นตำรวจผิวหมึก ที่ทำงานในสายงานของสืบสวน เล่มแรกที่ Alex โผล่ออกมาคือ Along Came a Spider (ซึ่งเป็นหนังแล้วทั้งสองเรื่อง) โดยมี Morgan Freeman เป็นตัวเอก แต่ผมว่า คุณ Morgan แกแก่ไปหน่อยแล้ว สำหรับบทนี้

เรื่อง Along Came a Spider นี่สนุกจริงๆ เพราะมีไฮไลท์ถึงสองช่วง จากนั้น เรื่องที่สามคือ Jack and Jill และเรื่องที่สี่คือ Cat and Mouse ผมได้อ่านถึงแค่สี่เล่มนี้ แต่เรื่องราวของ Alex Cross ยังมีต่ออีกหลายเล่ม เท่าที่ได้อ่านก็สนุกทุกเล่ม เรื่องราวโดยพื้นฐาน Alex Cross เป็นพ่อม่าย ลูกสาม อยู่กับยาย และในบางครั้ง เรื่องนี้ก็จะเป็นจุดอ่อนให้คนร้ายเข้ามาลอบทำร้ายได้ ถ้าใครจำ Hannibal Lecter ของ Thomas Harris ได้ James Patterson ก็สร้าง Gary Soneji ไว้เหมือนกัน แต่อาจจะไม่ร้ายเท่า

ได้เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ Patterson ทำให้รู้ว่า แกจงใจที่จะเขียนแต่ละบทในหนังสือให้เป็น sequence สั้นๆ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับคนอ่าน อยากจะนอนเมื่อไร ก็จบบทนอนได้เลย แต่ผมว่า ถ้าใครได้อ่าน จะนอนไม่ลงมากกว่า เพราะอยากรู้ว่า จะเป็นอย่างไรต่อ ถ้ามีโอกาส จะกลับไปหาอ่านอีก แต่ที่แย่ คือผมลืมตัวละครปลีกย่อยไปเยอะมากแล้ว แต่ก็ไม่อยากกลับไปอ่านเล่มเก่า ไม่เป็นไร จะลองไปหาดูว่าใน audio book มีไหม

เมื่อมี Alex Cross เป็นนักสืบผิวหมึก เราก็มี Alex Delaware เป็นนักสืบผิวขาวออกมาในลีลาคล้ายๆกัน อันนี้เป็นงานเขียนของ Jonathan Kellerman แต่ใน series นี้ คุณ Alex แกเป็นจิตแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเด็ก แกมีคู่หูเป็นตำรวจชื่อ Milo Sturgis (ซึ่งเป็นเกย์ และอยู่กินกับศัลยแพทย์เกย์ชื่อ Rick) แต่ Alex ไม่ได้เป็นเกย์นะครับ แม้ในบรรดาแฟนคลับงานเขียนของ Kellerman จะชอบสงสัยกัน ทุกๆเรื่องจะมีคดีแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็นจากงานของ Milo ที่พา Alex ไปช่วยให้ความเห็น หรือเป็นคดีที่ศาลสั่งให้ Alex เข้าไปดู ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ Alex มีแฟนอยู่สองคน มีทีละคน มาโผล่ในเรื่อง เพื่อพอให้เห็นอีกมิติหนึ่งของตัวละครอยู่บ้าง แต่ทำไมก็ไม่รู้ ยิ่งอ่านเรื่องของ Alex Delaware ยิ่งรู้สึกเรื่องราวยิ่งออกไปในโทนมืดขึ้นเรื่อยๆ

ในบรรดา series ทั้งหมดที่อ่านมา ผมชอบ series ของ Alex Delaware มากที่สุด เพราะเนื้อเรื่องน่าสับสนที่สุด ออกไปในแนววิเคราะห์พฤติกรรมจริงๆ โดยที่เราต้องคอยเก็บรายละเอียดไปคิดให้ได้ ตอนท้ายๆจะค่อยๆคลายปมออกมา มี action นิดหน่อย พอให้ตื่นเต้น แต่จะไม่มากเท่าของ James Patterson หรือ Michael Crichton  อาจจะด้วยความซับซ้อนของเรื่องกระมัง ทำให้ยังไม่มีใครนำ series นี้ไปทำหนังสักที ถ้ามีคนทำหนังจาก Tom Clancy ได้ ผมว่า Kellerman ก็ไม่น่าจะยากมากไปกว่ากันนัก แต่แน่นอน คงต้องเล่าเรื่องด้วยบทพูดมากกว่าภาพอยู่บ้าง ลืมบอกไปว่า Jonathan Kellerman มีอาชีพเดิมเป็นจิตแพทย์ครับ ตัวเอกก็เลยเป็นไปตามนั้น ภรรยาของ Jonathan ก็เป็นนักเขียนด้วยนะครับ ชื่อ Faye Kellerman แต่คนนี้ ผมไม่เคยอ่าน

ที่จริงแล้ว งานเขียนของ Kellerman ทำให้ผมนึกถึง Thomas Harris แต่ Harris เขียนเรื่องที่มืดกว่ามาก อ่านแล้วเครียด หดหู่ แต่วางไม่ลงจริงๆ ถ้าใครได้อ่าน Red Dragon จะรู้สึกได้ แต่เสียดาย งานเขียนของ Harris มีน้อย อ่านไม่นานก็หมด เล่มสุดท้ายที่ได้อ่านคือ Hannibal ซึ่งเมื่ออ่านจบแล้ว รู้สึกอยากจะอาเจียร (ใครได้อ่าน น่าจะเข้าใจได้) ผมเลยไม่ได้อ่าน Hannibal Rising ทำใจไม่ได้ มันหดหู่จัด

โทนเรื่องของ Kellerman และ Harris ออกไปในแนวมืด แต่ถ้าต้องการอ่านเรื่องสืบสวนที่ไม่เครียดมากนัก ตัวเอกหล่อหน่อย มีตัวช่วยที่เก่งมาก (รับบทบู๊ทั้งหมด แทนตัวเอก) และมีแฟนสวยมากๆ ก็ต้องนี่เลย Myron Bolitar ของ Harlan Coben เป็นตัวเอก สูง ๖ ฟุต ๔ นิ้ว อดีตนักบาสเกตบอล Duke ระดับได้แชมป์ NCAA สองสมัย และได้รับเลือกจาก Boston Celtics เป็น number 1 draft choice แต่โชคร้าย ประสบอุบัติเหตุก่อนได้เล่นอาชีพ จนต้องเลิกเล่นไป และมาประกอบอาชีพเป็นตัวแทนนักกีฬาแทน (นึกถึง Jerry MacGuire นะครับ)

เนื้อเรื่องติดตามง่าย ผมไม่ได้ “อ่าน” แต่ได้ “ฟัง”จาก audio book สนุกดี ฟังมาสองเรื่องแล้ว เน้นแนวหักมุมตอนจบตลอด หักแบบดื้อๆเลย แต่มีเหตุผมนะ อ่านเสร็จต้องนั่งคิดต่อว่า sequence มันเป็นอย่างไรกันแน่ จะว่าไป เรื่องของ Coben ที่ไม่ใช่ series ของ Myron Bolitar ก็สนุกมาก เช่น Tell No One  หรือ Gone for Good (สองเล่มนี้ ได้อ่านครับ) และดูจะดีกว่า series ด้วยซ้ำ เพราะไม่มีตัวเพื่อนที่โคตรเก่งมาช่วย และหักมุมได้สวยมาตลอด

หมดแล้วครับ ในซีรียส์ของนิยายที่ขอบ ผมได้อ่านนิยายเล่มอื่นๆบ้าง แต่ก็ไม่ได้ติดตาม เป็นการไปหาอ่านเพื่อลองดูว่า ทำไมถึงดังมากกว่า เช่นของ Harold Robbins ผู้ล่วงลับไปแล้ว ก็สนุกดี แต่ไม่ใช่แนวที่ชอบมากนัก

แล้วค่อยหาเรื่องเขียนอีก

นิยายที่ชอบอ่าน ๒

อีกคนที่นักอ่านส่วนใหญ่จะรู้จัก แต่อาจจะไม่ได้อ่าน คือเรื่องของ Stephen King ผมก็ไปลองๆดู เล่มแรกที่ลองคือ The Stand เรียบร้อยครับ อ่านไม่จบ อ่านแล้วรู้สึกว่า มันใช้เวลานานมาก กว่าจะพ้นบทเริ่มต้น จากนั้น ก็ลองใหม่ ลองเรื่องสั้นของเขาก็ได้ เป็นรวมเรื่องสั้น ชื่อว่า Different Seasons เล่มนี้น่าสนใจ เป็นเรื่องสั้นสี่เรื่อง และมีคนนำไปทำหนังแล้ว(ในเวลานั้น)สองเรื่อง คือ Stand by Me (ในหนังสือ ใช้ชื่อเรื่องว่า The Body) และ Shawshank Redemption (ในหนังสือ ชื่อ Rita Hayworth and The Shawshank Redemption) จากนั้น ก็มีคนนำเรื่อง Apt Pupil ไปทำหนัง (แต่เรื่องนี้ไม่ดังเท่าไร) ผมไม่ได้ยินว่า มีใครนำเรื่องที่เหลือ (The Breathing Method)ไปทำหนัง

Different Seasons สนุกครับ และอ่านได้ไม่ยาก ไม่เป็นภาระในการอ่าน และสามารถไปหาหนังมาดูเพิ่มอรรถรส เพราะหนังเรื่อง Stand by Me และ Shawshank Redemption เป็นหนังดีทั้งคู่ และทำแบบเคารพต้นฉบับมาก ส่วน Apt Pupil ผมไม่ได้ดู แต่มีเพื่อนที่สนิทกันบอกว่า ถ้าเริ่มต้นหนังสือของ King จากเล่มนี้ อาจจะทำให้เข้าใจผิดได้ เพราะหนังสือของ King แท้ๆไม่ได้ออกมาในแนวชีวิต หรือเบาๆแบบนี้ จะโหดกว่านี้มาก ผมก็ไม่ได้ไปลองสักที ที่ได้ไปลองอีกเล่่ม ดันเป็นหนังสือเชิงประวัติและคำแนะนำในการเขียนของ King เอง ชื่อว่า On Writing ผมฟังเล่มนี้จาก Audio Book โดยที่ King เป็นคนอ่านเอง สนุกดี โดยเฉพาะคำแนะนำในการเขียนหนังสือ และประสบการณ์จากอุบัติเหตุรถชน

สรุปแล้วผมได้อ่านงานของ King แบบเฉียดๆ ไม่ได้อ่านที่เป็นงานสร้างชื่อของเขาจริงๆสักที ก็ดีเหมือนกัน ต่อไปพอหมดเรื่องอยากอ่าน ค่อยมาอ่านงานของ King ซึ่งมีเยอะมาก

จากนั้น ผมก็เริ่มเข้าสู่ด้านมืด เริ่มอ่านนิยายฆาตกรรม สืบสวนสอบสวนน่ะครับ เล่มแรกๆที่ลองเป็นงานเขียนของ Patricia Cornwell ซึ่งเธอมีตัวเอกชื่อ Kay Scarpetta ซึ่ง(ในเรื่อง)เป็นแพทย์หญิงผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ศพ เป็นงานหลัก โดยต้องร่วมมือกับตำรวจประจำพื้นที่ มีทำงานด้วยกันบ้าง งัดข้อ เห็นไม่ตรงกันบ้าง รู้สึกคุ้นๆกับตัวละครตัวนี้ไหมครับ ผมอ่านเรื่องนี้(เล่มแรกชื่อ Post Mortem) เมื่อปี ๒๕๓๘ – ๒๕๓๙ แล้วก็มีวันหนึ่งเห็นบทสัมภาษณ์ใน Bangkok Post เป็นผู้หญิงท่านหนึ่ง ไว้ผมทรงแปลกๆ พออ่านดู แล้วก็หัวเราะ เพราะอาชีพเธอเหมือน Kay เลย คุณผู้หญิงท่านนั้นชื่อ พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ครับ สมัยน้้น คุณหมอยังไม่ดัง ผมเข้าใจเอาเองว่า บทสัมภาษณ์นี้ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น จำได้ว่า ผู้สัมภาษณ์ถามเธอเหมือนกันว่า รู้จักเรื่องแต่งที่มี Kay Scarpetta เป็นตัวเอกไหม ถ้าจำไม่ผิด หมอจะบอกว่า เคยได้ยิน เพราะมีคนเล่าให้ฟัง แต่ไม่เคยอ่าน

ผมอ่านงานของ Patricia Cornwell อยู่ประมาณสี่เล่ม แล้วก็ไม่ได้ตามอ่านอีก บอกไม่ถูกว่า ทำไม แต่ให้ความรู้สึกไม่น่าติดตาม ขาดเสน่ห์บางอย่าง ซึ่งแฟนของเธออาจจะค้อนให้ก็ได้ จะว่าเป็นเพราะตัวเอกเป็นผู้หญิง พวกผู้ชายเลยไม่ชอบ ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะนักเขียนอีกคน คือ Sue grafton ซึ่งเขียนนิยายในแนวสืบสวน โดยมีต้วเอกชื่อ Kinsey Milhone ก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่อันนี้ ผมว่า สนุกแล้วก็น่าติดตาม งานของ Sue Grafton อ่านง่าย และแต่ละตอนสั้นกว่าคนอื่นๆ ผมอ่านไม่หมด ได้อ่านไม่กี่เล่ม แล้วก็ไม่ได้ตามอีก งานของ Sue ตามง่าย เพราะเธอตั้งชื่อเรื่องเป็นตัวอักษรทั้งหมด เริ่มจาก A for Alibi ตามด้วย B for Burglar แล้วก็ไปเรื่อยๆ ปัจจุบัน (ปี ๒๕๕๒) จะเล่มล่าสุดที่ออกมาปี ๒๕๕๐ ชื่อ T for Trespass ออกมา และตาม Wikipedia เธอตั้งใจจะหยุดงานเขียนที่ Z จริงๆ ซึ่งก็ดูจะเหมาะสมดี เพราะเธอเกือบ ๗๐ แล้ว ที่น่าสนใจและน่าเสียดาย คือเธอไม่อยากให้คนนำเรื่องของเธอมาทำหนัง ลืมบอกไปว่า Kinsey (ในเรื่อง) มีอาชีพเป็นนักสืบเอกชน แต่ผมไม่ได้เริ่มอ่านจาก A ผมเองก็จำไม่ได้ว่า เริ่มต้นที่เล่มไหน ก็เลยอาจจะเป็นไปได้ว่า ตอนแรกๆ เธออาจจะเป็นตำรวจก็ได้

ขอกลับไปที่ Patricia Cornwell นิดหน่อย เธอเป็นนักเขียนที่มีความเป็นคนดังอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากจะเขียนเรื่องของ Kay แล้ว เธอไปค้นข้อมูลที่อังกฤษและตีพิมพ์งานเชิงวิจัยเพื่อค้นหาว่าใครเป็น Jack the Ripper ด้วย (Search เอาเองนะครับ ขี้เกียจเล่า) ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากมาย และไม่กี่ปีหลัง ก็เปิดเผยตัวเองว่า เป็นพวกเลสเบียน โดยที่ก่อนหน้านี้ เธอเคยแต่งงานกับอาจารย์(ที่เป็นชาย)ของเธอเอง ซึ่งมีอายุมากว่าเธอถึง ๑๗ ปี และเธอเองก็ไปมีความสัมพันธ์กับคู๋สมรสที่ทำงานที่ FBI ทั้งคู่ เธอมีความสัมพันธ์ที่ว่ากับฝ่ายหญิงนะครับ จนเกิดเรื่องเป็นคดีความฟ้องร้องกันใหญ่โต ถึงขนาดว่า ฝ่ายชายต้องจำคุกเลยทีเดียว เพราะเจตนาฆ่าภรรยา จะว่าไป ชีวิตของ Patricia Cornwell นี่โลดโผนกว่าตัว Kay อีกมั้ง

อ้าว ไม่จบอีกแล้ว ไว้ค่อยต่อแล้วกันนะครับ

นิยายที่ชอบอ่าน ๑

นิยายภาษาอังกฤษเล่มแรกๆที่ผมอ่านจบ น่าจะเป็น To Kill a Mocking Bird และ The Crucible พอพ้นก้าวแรกไปได้ ก้าวต่อๆไปก็ไม่ยากแล้ว จำได้ว่า ไปหาอ่าน The Animal Farm (George Orwell), Kiss Kiss (Ronald Dahl), How Green was My Valley (Richard Llewellyn) และอื่นๆ ในแนวทางของนิยาย Classic เรื่อยมาจนถึงนิยายที่นำมาทำหนัง เช่น The Godfather (Mario Puzo) เรื่องนี้สนุกจริงๆ สนุกมากๆจนวางไม่ลง, A Room with a View (E. M. Forster) ภาษาเก่าและอ่านยากมากในความรู้สีึกผม

จากนั้นก็มาลองอ่านนิยายในเชิงที่เป็น Best Sellers ทั้งหลาย โดยเริ่มจากของ Jeffrey Archer เรื่อง Kane and Abel  แล้วก็ตามอ่านของ Archer อยู่หลายเล่ม เพราะอ่านง่ายและสนุก (มาทราบชื่อเสียของเขาในภายหลังจากคนอังกฤษหลายๆคน และจากอินเตอร์เน็ท แต่ก็ต้องยอมรับว่า เขาเป็นคนที่เขียนนิยายสนุกมากคนหนึ่ง) โดยรวมๆแล้ว ผมชอบสองเรื่องที่เป็นตอนต่อกันอย่าง  Kane and Abel และ The Prodigal Daughter มาก และดูเหมือนแกจะพยายามซ้ำรอบเดิมที่ As the Crow Flies

สำหรับคนที่ต้องการรู้ระบบการเมืองของอังกฤษ คงต้องแนะนำให้อ่าน First Among Equals เพราะมีเรื่องการเมืองอังกฤษเป็นพื้นหลังทั้งเรื่อง สนุกดี และคนที่พอมืพื้นฐานวงการหนังสือพิมพ์ในอังกฤษ จะสนุกยิ่งขึ้นถ้าได้อ่าน The Fourth Estate อ่านๆแล้วยังสงสัยอยู่ว่า นี่มันเลียนแบบเรื่องจริงของ Rupert Murdoch หรือเปล่า (มาค้นเจอในอินเตอร์เน็ทในภายหลังว่าใช่) ผมได้อ่านของ Archer อีกหลายเรื่อง เหมือนเป็นการฝึกภาษาก่อนที่จะไปอ่านของนักเขียนอื่น เพราะ archer ใช้ภาษาง่ายมาก

แล้วก็มาลอง John Grisham ซึ่งผมค่อนข้างชอบ แต่ผมพบว่า ความสนุกของแต่ละเล่มของ Grisham ต่างกันมาก หลายๆเล่มที่เป็น Thriller เลย เช่น The Firm, The Pelican Brief จะมีความเร็วในการเดินเรื่อง (pace) ที่น่าติดตาม แต่หลายๆเล่ม ออกจะน่าเบื่อในตอนกลางๆ ผมเลยไม่ค่อยจะเลือกอ่านของ Grisham มากนัก แต่ก็ต้องเป็นตัวเลือกหนึ่งเวลาหาอะไรอ่านไม่ได้

ผมมาสนุกมากๆเมื่อได้เจอกับ Tom Clancy โดยที่ผมดันไปอ่านสลับ sequence ในการอ่าน ทำให้งงๆพอสมควร ในตอนแรกๆ สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับนิยายของ Tom Clancy คงต้องท้าวความว่า เขาเป็นคนเขียนเรื่อง The Hunt for Red October, Patriot Game, Clear and Present Danger และ The Sum of All Fears สรุปสั้นๆก็ต้องบอกว่า แกเขียนในแนว Techno Thriller มีเรื่องจริงบ้างโม้บ้าง เกี่ยวกับหน่วยงานทางราชการลับของสหรัฐฯอย่าง NSA, CIA และ FBI โดยรวมๆแล้ว ผมว่า ๗-๘ เล่มแรกของ Clancy ที่เป็นเรื่องของ Jack Ryan ทั้งหมดนั้น สนุกมากๆ โดยผมชอบ The Cardinal of the Kremlin และ Clear and Present Danger มากกว่าเล่มอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่อง The Cardinal of the Kremlin นี่ ตัว Jack Ryan ไม่ได้เป็นตัวเอกสักเท่าไรเลย เหมือนเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์คนหนึ่งเท่านั้นเอง โดยมีตัวละครอื่นๆเป็นตัวเดินเรื่อง สนุกดี ส่วน Clear and Present Danger ผมชอบทั้งหนังและหนังสือ ทั้งๆที่ในหนังสือและหนังนั้น ไปกันคนละเรื่องในครึ่งหลัง แต่ผมก็ว่า คนเขียนบทเก่งมาก ที่สามารถดัดแปลงได้ขนาดนั้น เพราะถ้าทำตามหนังสือ มันจะซับซ้อนมาก

Jack Ryan เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ (ถ้าจำไม่ผิด)ที่ quantico (ผมจำไม่ได้ว่าเป็นโรงเรียนของทาง FBI หรือ CIA) และมีหน้าที่รายงาน หรือทำข่าวกรองให้กับทางราชการ ดวงบังเอิญให้ได้ไปช่วยชีวิตฟ้าชายชาร์ลส์และคู่สมรสจากการลอบปลงพระชนม์ ทำให้ดังขึ้นมา และโดนหมายหัวจากกลุ่มที่ดำเนินการดังกล่าว จากนั้น ก็ได้ไปทำงานในสายงานข่าวกรองจริงๆของ CIA (ถ้าจำไม่ผิด ก็เพื่อแลกกับข้อมูลที่ต้องการ เพื่อล้างแค้นให้กับลูกและภรรยา ที่โดนกลุ่มดังกล่าวมาลอบทำร้าย) ด้วยความที่เป็นเจ้าหน้าที่สายบุ๋น ทำให้แม่นในข้อมูลเชิงลึก จนถูกส่งไปช่วยงาน กรณีที่มีเรื่อดำน้ำจากรัสเชียที่เข้ามาในน่านน้ำสหรัฐฯ อย่างน่าสงสัย จนในที่สุด ก็พบว่าเป็นการลี้ภัย และโดนไล่ล่าจากทางรัสเชียเข้ามาในน่านน้ำสากล และเป็นเหตุให้ Jack เข้าไปเกี่ยวข้องกับการนำไส้สึกของสหรัฐที่เป็นชาวรัสเซียในกรุงมอสโคว์กลับมายังสหรัฐฯ จนถึงขนาดสามารถนำหัวหน้าใหญ่ของ KGB ให้แปรพักต์มาอยู่สหรัฐฯได้ แต่ด้วยความซวยทำให้เจ้าตัวตกจากเครื่องบิน และโดนคุมตัว ไปพบกับประธานาธิบดีรัสเชีย และเอาตัวรอดมาได้ด้วยการคุ้มครองทางการฑูต จากนั้น ก็ให้ต้องไปเหยียบตีนผู้ใหญ่ในสายงาน (ที่ได้รับมอบหมายอย่างไม่เป็นทางการ จากประธานาธิบดี ให้ปฏิบัติการลับอันมิชอบ) จนเจ้าตัวต้องดำเนินการขัดขวาง เพื่อไม่ให้เป็นกรณีพิพาทระดับโลก จนไปสะดุดตานักการเมืองระดับชาติ ที่ขอให้มาเป็นรองประธานาธิบดี (ชั่วคราว ระหว่างสมัย) แต่ก็ให้เกิดเหตุวินาศกรรม จนประธานาธิบดีตัวจริงตายไป ในวันสาบานตัวของ Jack และทำให้ Jack กลายเป็นประธานาธิบดีไปในที่สุด ทั้งย่อหน้านี้ เป็นเนื้อเรื่องของนิยายประมาณ ๖ เล่มที่สนุกมาก

แต่นับตั้งแต่ Clancy แต่งเรื่องให้ Jack Ryan ได้เป็นประธานาธิบดีในท้ายเรื่อง Debt of Honour ผมว่า Clancy ออกทะเลจนไม่น่าอ่านไปแล้ว อันนี้เท่าที่ได้ติดตามอ่านจากแฟนๆหนังสือแกหลายๆคน ก็รู้สึกเหมือนๆกันทั้งนั้น นิยายสามเรื่องหลังของ Tom Clancy ที่เป็นซีรียส์ของ Jack Ryan ผมก็ไม่ได้อ่าน และไม่รู้สึกอยากอ่านอีกเลย เพราะเบื่อมากๆกับ Rainbow Six ส่วนเรื่องอื่นๆที่ Tom Clancy แต่งร่วมกับคนอื่น อย่างในซีรียส์ของ Op Center ผมก็ไม่พบว่า มันน่าติดตามเท่าไร

อย่างไรก็ดี ผมก็ว่า สำหรับคนที่ชอบเรื่องราวในแนวนี้ ผมว่า ในซีรียส์ของ Jack Ryan ทั้งหมด ผมชอบ Without Remorse (1993) (John Clark, Jack’s father Emmett Ryan), Patriot Games (1987), The Hunt for Red October (1984) The Cardinal of the Kremlin (1988) Clear and Present Danger (1989) The Sum of All Fears (1991) Debt of Honor (1994) (ลอกมาจาก Wikipedia นะครับ) นอกนั้น ก็ลองเองแล้วกันครับ

จากนั้น ผมก็มาเจออีกแนวหนึ่ง แนวออกจะคล้าย James Bond แต่บู๊กว่ามาก เก่งมาก พ่อเป็นวุฒิสมาชิก ตัวเองหน้าตาดี เอาตัวรอดได้ทุกสถานะการณ์ และแน่นอน ต้องทำงานให้กับหน่วยงานราชการ(สมมติ) คนแต่งชื่อ Clive Cussler ครับ และตัวเอกชื่อ Dirk Pitt ทำงานในหน่วยสำรวจทางทะเล ผมอ่านครั้งแรกแล้ว ไม่ชอบเลย เพราะเขาเก่งไปหมด ทำอะไรก็รอดหมด ผู้หญิงก็ชอบเขาไปหมด แต่พอไม่มีอะไรอ่าน หรือไม่อยากคิดมาก ก็พอจะหยิบมาอ่านได้ ล่าสุด เมื่อสองปีก่อน ก็มีคนนำเรื่องหนึ่งใน series นี้มาทำหนัง ชื่อว่า Sahara ผมว่า เขาก็ทำสนุกใช้ได้ แต่ทำไมคนเขียนถึงไม่ชอบก็ไม่รู้ เห็นว่า มีเรื่องฟ้องร้องกันเละเลย สำหรับคนที่ชอบแนวตัวเอก โคตรเก่ง มหาเฮง (ระเบิดจนคนตายทั้งเกาะ แต่พ่อนี่รอดได้) ก็ลองไปหาอ่านดูนะครับ ออกไปในแนวลุยๆ เลอะๆ หน่อยๆ ไม่รู้ว่า จะแนะนำเรื่องไหน เพราะมันก็สนุกในระดับใกล้ๆกัน แต่ละตอนต่างกันที่สถานะการณ์ แต่เป็นเรื่องผจญภัยทั้งหมด ที่ได้อ่านเอง มีเรื่อง Treasure, Sahara, Inca Gold, Dragon และ Shock Wave

นี่ยังไปไม่ถึงเรื่องที่อยากจะเล่าเลยนะ แต่พอก่อนก็แล้วกัน เมื่อยแล้ว

ติดใจ audio book และดูหนังจาก iPod

ผมได้ลองใช้บริการ audio book จากเว็บ Audible.com มาประมาณ ๔ เดือนแล้ว โดยเลือกใช้ package ที่ต้องจ่ายเดือนละ ๒๐ เหรียญ และเราเลือกได้ ๒ เล่มทุกเดือน ฟังมา ๘ -๙ เล่มแล้ว สนุกจัง

แนะนำว่า ควรจะมีเครื่องเล่น MP3 แบบพกพกได้นะครับ ถึงจะรู้สึกว่า audio book มีประโยชน์ ที่จริงแล้ว สำหรับคนที่ฟัง podcast ต่างๆอยู่แล้ว คงเข้าใจถึงความสะดวกสบายและประโยขน์ในการฟังได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการฟังก่อนนอน ฟังระหว่างเดินทาง ฟังขณะนั่งรอตามที่ต่างๆ

จากที่ได้ฟังมา มีข้อสังเกตุในการใช้งานอยู่สองสามข้อ

  1. เหมาะกับการฟังนวนิยาย เพราะไม่ต้องมีภาพประกอบ หรือกราฟให้ต้องจินตนาการ แต่ผมพบว่า เราต้องจำตัวละครให้ได้มากกว่าการอ่าน อันนี้น่าจะเป็นเพราะเราใช้ประสาทคนละส่วนกัน เวลาอ่านเนี่ย หลายๆครั้ง ชื่อเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร หรือ สถานที่ ผมเพิ่งจะรู้ว่า ตัวเองจำลักษณะการสะกดของคำคำนั้นมากกว่าการอ่านออกเสียง พอเห็นตัวอักษรสองสามตัวแรก เราก็รู้แล้วว่า หมายถึงใคร สิ่งไหน หรือที่ไหน แต่พอมาฟัง  audio book ช่วงแรกๆ ผมพบว่า ตัวเองจะสับสนว่า ตัวละครตัวนี้คือใคร เพราะจำชื่อไม่ได้ และไม่ได้สะกดไว้ในหัว
  2. ต้องมีสมาธิในการฟังมากกว่าการฟัง podcast ทั่วไป เหมือนการอ่านหนังสือนั่นแหละครับ พอฟังผ่านๆ หรืออ่านผ่านๆ เรามักจะจำเรื่องที่มาก่อนหน้านั้นไม่ได้ ถ้าไม่ได้ตั้งใจฟัง หรืออ่านดีๆ ข้อเสียของการฟังก็คือ บางครั้ง จะกลับไปหาว่า ตัวละครตัวนี้เคยพูดว่า อะไรก่อนหน้านี้นะ เราจะกลับไปฟังยากมากในการฟัง audio book เพราะต้องจำเวลาให้ได้ ซึ่งยากกว่าการกลับไปหาหน้านั้นๆหลายเท่า
  3. ณ เวลานี้ ผมยังชอบอ่านหนังสือแนวอื่นๆที่ไม่ใช่นิยาย เป็นเล่มๆ มากกว่าการใช้ audio book สำหรับเล่มที่ต้องการอ่านจริงๆ ส่วนเล่มอื่นๆที่”อยาก”อ่านเฉยๆ ผมเริ่มจะเลี่ยงมาใช้ audio book  แทน เพราะมั่นใจได้ว่า ผมคงได้”ฟัง”แน่ๆ เพราะตอนนี้ มีหนังสือหลายสิบเล่มในบ้าน ที่ซื้อไว้หลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้อ่านสักที โดนเล่มอื่นแซงหน้าไปหลายครั้งแล้ว หนังสือในกลุ่มนี้ี้ ผมเองก็ซื้อมาเพิ่มอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น Influence, The Art of Innovation, The Innovator’s Dilemma, Cutting Edge Advertising ซึ่งชาตินี้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะได้อ่านหรือไม่ ทั้งๆที่ตั้งอยู่ข้างๆโต๊ะทำงานที่บ้าน หนังสือในกลุ่มนี้ เวลาไปเจอที่ร้านหนังสือ ผมจะเริ่ม search ใน audible ว่ามีหรือไม่ แล้วก็เลือกลงใน Wish List

และด้วยความที่ต้องเดินทางบ่อยขึ้นในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมพบว่า ต้องใช้เวลาในการรอ หรือมี idle time มากขึ้น พกหนังสือก็หนักไป หรือไม่ก็ไม่สะดวก พกเจ้า iPod นี่คล่องตัวกว่าเยอะเลย ก็เลยลองขอยืมหนังจากเพื่อน (ซึ่งซื้อมาอย่างถูกลิขสิทธิ์) มาแปลงลงบน iPod เผื่อดูเวลาเดินทาง หรือก่อนนอนในโรงแรม

ผลปรากฏว่า ผมได้ดูหนังไปทั้งหมด ๑๐ เรื่องใน ๑ อาทิตย์!

นอกจากว่า มันจะสนุกแล้ว ผมพบว่า เราจะได้รับอรรถรสในการฟังเพิ่มขึ้นด้วย เพราะคุณภาพหูฟัง(ซึ่งดีกว่าการรับชมโทรทัศน์ที่บ้าน ที่เราไม่สามารถเปิดเสียงได้เต็มที่อยู่แล้ว)  ไปๆมาๆ ไม่ต้องเป็นระบบเสียง 5.1 ดีๆก็ได้ เพราะผมไม่สามารถจัดบ้านในอยู่สภาพที่จะสามารถรับชมระบบ 5.1 เต็มที่ดีๆได้สักที ขอเป็นระบบ 2.0 และมีหูฟังดีๆ ก็พอเแล้ว (ผมใช้ Sennheiser CX500)

ตอนนี้ ต้องบอกว่า นอกจากโทรศัพท์มือถึอแล้ว ก็มีเจ้า iPod นี่แหละที่ทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นเยอะ (ไม่อยากลอง iPhone ครับ ถ้าทำทั้งสองอย่างในเครื่องเดียวกันแล้ว แบตตารียังเอาไม่อยู่น่ะครับ) ที่แน่ๆ ต้องรักษาสุขภาพหูด้วย ตอนนี้ ก็ได้ลำโพง docking ของ Altec Lansing ที่ทำให้การฟังง่ายขึ้น ไม่ต้องใช้ headphone ตลอดเวลา

ดูไปดูมา digital content ยังมีอนาคตอยู่อีกไกล แต่ปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์คงยังเป็นอุปสรรคอยู่ ถ้าผมสามารถเช่าหนังจาก iTunes ได้จริงๆ ตอนนี้ผมยอมจ่ายแล้วนะเนี่ย ติดใจ!