ข้อสังเกตในการซื้อหนังสือ

ผมมีร้านหนังสือที่เข้าประจำอยู่สองร้าน คือ Asia Book และ Kinokuniya ไม่ได้ไปบ่อยมากนัก แต่อย่างน้อยๆก็ต้องเดือนละครั้ง เสียเงินประมาณ ๑ ถึง ๒ พันบาทต่อเดือน แม้ว่าระยะหลังๆจะใช้บริการ Audio book แต่ก็เป็นการทดแทนหนังสือบางประเภทเท่านั้นเอง

ผมจำไม่ได้ว่า เริ่มอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเป็นจริงเป็นจังตั้งแต่เมื่อไร แต่ที่แน่ๆ คือรู้ว่าตัวเองอ่านได้ เมื่อสมัยเป็นนักเรียน AFS ที่ออสเตรเลีย เพราะต้องอ่านหนังสือนอกเวลา และทำสรุปเพื่อเข้าสอบ และเมื่อเข้าเรียนปริญญาตรี ที่ลาดกระบัง ก็อ่านตำราเป็นภาษาอังกฤษตลอด เพราะตำราวิศวกรรมภาษาอังกฤษมักจะอ่านเข้าใจง่ายกว่าภาษาไทย (ใครเคยผ่านมา น่าจะเข้าใจความรู้สึกได้) และมีตัวเลือกเยอะกว่าภาษาไทย แต่ก็เป็นการอ่านเพื่อเตรียมตัวสอบมากกว่าที่จะเป็นการอ่านเพื่อพัฒนาตัวเอง หรือเพื่อพักผ่อน

จำได้แต่ว่าหนังสือที่เป็นแนว non-fiction (หนังสือที่ไม่ใช่เรื่องแต่ง) เล่มแรกๆที่อ่านจบน่าจะเป็น The Road Ahead (ฺBill Gates), The Cuckoo’s Egg (Clifford Stoll) จากนั้นมาก็เริ่มขยายออกไปแนวอื่นๆเช่น Learn to Earn / One-up on Wall Street / Beating the Street (Peter Lynch), Only the Paranoid Survive (Andy Grove) และนิยายของ Tom Clancy, John Grisham, Janathan Kellerman และอื่นๆ

เวลาเข้าไปในร้านหนังสือ ผมมักจะไปดูแถวๆ Business, Economics, Social Science, Self-help และหลังๆจะแวบไปดู Graphic Design ด้วย ผมไม่กล้านับหนังสือที่ตัวเองซื้อไปทั้งหมดว่าเป็นเงินเท่าไร แต่ก็คิดว่าหลายหมื่นบาทอยู่ เสียค่าโง่ไปก็ไม่น้อย ก็เลยอยากจะสรุปบทเรียนจากการซื้อหนังสือของตัวเองไว้อย่างนี้ครับ

  1. อย่าเพิ่งซื้อหนังสือปกแข็ง เพียงเพราะว่าเป็นผลงานของนักเขียนดัง / หัวข้อเข้าท่า ทั้งนี้เพราะคุณอาจจะผิดหวังได้ สำนักพิมพ์ต่างประเทศจะนิยมออกหนังสือทั้ง Fiction และ non-fiction ช่วงแรกเป็นปกแข็ง ซึ่งเรียกราคาได้แพงกว่า และจากนั้นหลายๆเดือนค่อยออกปกอ่อน หลายๆครั้งผมมักจะรอปกอ่อน เพราะผมไม่นิยมสะสมหนังสือ อ่านแล้วก็แจกคนอื่นต่อ หนังสือปกอ่านราคาถูกกว่า (ไม่ถึงพันบาท บางครั้งก็ไม่ถึงห้าร้อยบาท) และได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เป็นหนังสือที่ดีจริง แต่ก็มีตัวอย่างที่มีให้เห็นกัน เช่น Competitive Advantage ของ Michael Porter ที่ขายมากว่า ๒๐ ปีแล้ว ก็ยังไม่ออกปกอ่อนมาให้อ่าน หรือ Good to Great ของ Jim Collins ก็มากว่า ๖ปีแล้ว ก็ยังไม่มีปกอ่อนเหมือนกัน แต่ในทางกลับกัน Who Says Elephants can’t Dance? ของ  Louis Gerstner  ก็ออกปกอ่อนมาให้อ่านก่อนที่จะออกปกแข็ง (นานๆทีจะเห็นแบบนี้) แต่ถ้าปกแข็งราคาไม่เกิน ๘ ร้อยบาทก็น่าสนใจดี และก็มีหลายครั้ง ออกทั้งปกอ่อนและปกแข็งพร้อมกัน ราคาไม่ต่างกันมาก อย่างนี้ก็แล้วแต่ความชอบแล้วล่ะ
  2. หนังสือดีๆ หรือดังๆ มักจะจัดวางให้โชว์หน้าหนังสือเต็มๆ มองปราดเดียวก็อ่านออก อันนี้เป้นข้อสังเกตุที่เห็นทั้ง Asia Book และ Kinokuniya ลองๆดูเถอะครับ มักจะไม่ผิดหวัง เขาเลือกมาแล้วแหละ ก็เลยอยากให้เห็น ผมได้อ่าน Positioning ของ Al Ries และ Jack Trout ก็เพราะเขาวางหนังสือไว้อย่างนี้แหละใน Kinokuniya
  3. บทแนะนำหนังสือ ทั้งปกหลังและปกใน จะเป็นตัวบอกคุณภาพหนังสือเป็นนัยๆ ถ้าหนังสือเล่มนั้นได้รับการแนะนำจากบก.ของสำนักพิมพ์ หรือนิตยสารดังๆ เช่น  Wall Street Journal, New York Times, Financial Time, Fortune, Wired อย่างน้อยๆ มันก็เป็นตัวบอกได้ดี หรือถ้าคุณรู้่จักหนังสือในสาขานี้อยู่แล้ว ถ้าได้คำแนะนำจากคนดังๆในสายนั้นมาเขียน ก็น่าจะพอเป็นตัวส่งสัญญาณที่ดีได้ แต่ก็เคยมีคนเตือนเหมือนกันว่า Peter Drucker เขียนบทนำให้กับ My Years with General Motors ให้กับ Alfred Sloan ได้น่าสนใจมาก แต่พออ่านหนังสือไปแล้ว จะตั้งขอสงสัยว่า จริงๆแล้ว Drucker ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จริงหรือเปล่า เพราะข้อมูลบางตอนที่ Drucker อ้าง ไม่ตรงกับในหนังสือ (เล่มนี้ ให้ความเห็นไม่ได้ เพราะอ่านแล้วหลับไปสองครั้ง แม้ว่า Bill Gates จะแนะนำให้อ่านไว้อย่างดีใน Business @ the Speed of Thought)
  4. หนังสือธุรกิจมักจะยาวเกินจำเป็น มีอยู่สองคนที่พูดอย่างนี้ คนแรกคือ Leo Laporte (นักจัดรายการ podcast ทางเทคโนโลยี ที่ผมฟังประจำ, Twit.tv) และ ยุ้ย สฤณี อาชวานันทกุล (Fringer.org) ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันก็จริง แต่ทั้งนี้ มันเป็นเพราะรูปแบบครับ หนังสือธุรกิจส่วนใหญ่จะเสนอแนวคิดใหม่ๆ หรือบทสรุปที่ได้พบหลังจากที่ได้ไปวิจัยมา บทสรุปเหล่านี้ จะอยู่ในบทแรก และส่วนกลางทั้งหมดจะเป็นการนำข้อมูลที่มีมายืนยัน และตอนท้ายค่อยมาสรุป โดยนำตัวอย่างตอนกลางมาเสริม ดังนั้น สำหรับคนที่เข้าใจอยู่แล้ว หรือเป็นคนหัวไว คงจะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆว่า ทำไมหนังสือเล่มนี้ไม่จบเสียที ทั้งๆที่บอกข้อมูลสำคัญไว้หมดแล้วในตอนต้น อันนี้แล้วแต่ความชอบแล้วล่ะ อย่าง The Tipping Point ของ Malcalm Gladwell ผมก็หลับๆตื่นๆในตอนกลางเหมือนกัน แต่  The Long Tail ของ Chris Anderson กลับรู้สึกสนุกทั้งเล่ม
  5. หนังสือในแนว social science เช่น Tipping Point, The Drunkard’s Walks อาจจะอยู่ทั้งในแนว economics, business, social science หรือ self-help ก็ได้ ต้องดูให้ดี ทั้งสองร้านเลย แต่ก็เคยเห็นเหมือนกันที่เขาจัดหนังสือเล่มนี้ไว้ทั้ง ๒ ที่ หาที่ไหนก็เจอ (ที่ Kinokuniya) เห็นแล้วชอบใจ เหมือนคนจัดหนังสือเป็นคนอ่านคนหนึ่งเหมือนกัน
  6. Audio book เป็นทางเลือกที่ดีในกรณีที่ต้องเดินทางบ่อย แต่อย่างไรเสีย อ่านหนังสือเป็นเล่มๆก็ยังได้อรรถรสกว่า หลังๆมานี่ ผมมักจะใช้ซื้อนิยายมากกว่า ส่วนหนังสือธุรกิจจะซื้อเป็นเล่มเอา
  7. ก่อนซื้อทุกครั้ง ผมมักจะอ่านความเห็นคนที่อ่านไปแล้วจาก Amazon.com เพราะมันมักจะมีอะไรดีๆให้คิดก่อนซื้อเสมอ (เช่น หนังสือเล่มนี้ดีนะ ถ้าคุณไม่เคยอ่านมาก่อน, คนเขียนคนนี้ เคยเขียนได้ดีกว่านี้ในเล่มก่อนหน้านี้ หรือกระทั่งว่า อย่าซื้อเลย เล่มนี้เป็นการวมงานเก่าจาก….) ผมมักจะกดอ่าน review เสมอ จากโทรศัพท์มือถือก่อนซื้อ มันช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเยอะเลย
  8. ชอบ Kinokuniya ที่ Emporium และ Asia Book ที่ Paragon
  9. หนังสือในแนวธุรกิจมักจะมีราคาไม่ต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะซื้อในเมืองไทย สิงคโปร์ หรือที่อื่น ยกเว้นจาก Amazon แต่ก็ต้องเผื่อค่าส่งด้วย (ไม่เคยสั่งตรงๆสักที มักจะให้ส่งให้ลุงที่โน่น แล้วฝากท่านหิ้วกลับมา) แต่ถ้าเป็นหนังสือที่หาไม่ได้แล้วในเมืองไทย ก็ต้องพึ่ง amazon อย่างเดียว
  10. ถ้าชอบนิยาย ให้ไปลองหาซื้อหนังสือมือสองแถวถนนข้าวสาร หรือสุขุมวิท จะถูกกว่าซื้อมือหนึ่ง(ถ้าซื้อมากๆ) แต่หลังๆมานี่ paperback ที่ขายในห้าง ก็ไม่ค่อยแพงเท่าไรแล้วนะ

พอแล้ว ไว้นึกอะไรออกค่อยเขียนใหม่

Advertisements

6 thoughts on “ข้อสังเกตในการซื้อหนังสือ

  1. ข้อดีของร้านหนังสือมือสลงคือ ราคาไม่แพง แต่ก็อาจจะไม่มีเล่มที่เราอยากได้ แต่ก็อาจจะไปเจอเล่มที่ไม่คิดว่าจะเจอเหมือนกันครับ

    ประมาณสักปีที่แล้วไปเดินที่ถนนข้าวสาร ร้านประจำที่เคยไปเดินหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ 😛

    มีอีกแหล่งนึงที่น่าไปเดินคือ แถว ๆ Emporium ครับ มีอยู่ 2-3 ร้าน ไปเดินทีนึงก็ครึ่งวัน

  2. เออ ผมชอบชอบเอ็นทรี่นี้พี่ ได้ประโยชน์มาก รู้สึกเสียเงินไปเยอะเหมือนกันครับ ล่าสุดก้ที่เล่าให้ฟังตอนวันงานคือเรื่อง Tipping Point ผมก็เอ๋อๆครับ

    เล่มล่าสุดได้รับการแนะนำจากอ.ไชยยศเรื่อง เด็กสองภาษา น่าสนใจมากจะเอาไปใช้กับลูกครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s