ข้อสังเกตในการซื้อหนังสือ ๒

เขียนแล้ว ยังรู้สึกว่า ยังไม่จบดี ขอต่ออีกหน่อยเถอะ (แถมมีคนอ่านด้วย)

ผมมานึกได้ว่า เขียนร้านหนังสือตกไปหนึ่งร้าน คือร้าน B2S ซึ่งมีอยู่ทั่วๆไปในห้างเซ็นทรัลและโรบินสัน ในบรรดา ๓ ร้านใหญ่ Asia Book, Kinokuniya และ B2S   ผมมีความรู้สึกว่า คุณภาพและปริมาณหนังสือใน Kinokuniya และ Asia Book มาในระดับใกล้เคียงกัน และมี B2S ตามหลังอยู่ห่างๆ (ไม่นับ Bookazine เพราะดูจะวางตัวเองเป็นตลาด casual reader มากกว่า) ทั้งๆที่ร้าน B2S ในห้าง Central World เซ็นทรัลชิดลม และที่ Esplanade ถือว่า ไม่เลวเลย แต่โดยรวมๆแล้ว ผมเจอหนังสือที่ผมอยากอ่านมากกว่าใน Kinokuniya และ Asia Book อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวเลยนะ

ผมเดินเข้าไปใน B2S ที่ Central World ทีไร รู้สึกเหมือนมันขาดอะไรบางอย่างบอกไม่ถูก เหมือนจะพยายามเป็นทุกอย่าง ทั้งร้านหนังสือไทย หนังสือภาษาอังกฤษ นิตยสาร ร้านขายเครื่องเขียน และร้านขายซีดีเพลง ซึ่งสามรายการหลังนี่ ผมว่า เขาทำได้ดีทีเดียว แต่ร้านหนังสือยังไม่ถูกใจ แม้จะถูกต้องก็ตาม จะพยายามเข้าไปดูเรื่อยๆ แต่ที่ทำให้รู้สึกไม่ชอบอยู่ลึก คงเป็นเพราะ B2S แต่ละสาขาวางจำนวนหนังสือต่างประเทศไม่เท่ากัน สาขาที่เป็นแหล่งคนมีเงินมาเดิน หรืออยู่ในห้างเซ็นทรัลเอง โดยเฉพาะที่ชิดลม จะมีหนังสือต่างประเทศมากหน่อย แต่ถ้าอยู่ในห้างโรบินสัน หรือชานเมือง ก็จะไม่เท่าไร ดูจะเด่นในด้านหนังสือภาษาไทยมากกว่า ทำให้ลึกๆแล้วก็ยังชอบ 2 ร้านแรกมากกว่า

ในชีวิต ผมเคยเดินทางไปสหรัฐอเมริกาสองครั้ง ครั้งแรกเมื่ออายุ ๑๐ ขวบ ไปเยี่ยมลุงที่ทำงานอยู่ที่นั่น ไปเที่ยวอยู่ ๑ เดือน พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย มีแต่เรื่องเที่ยว จำได้แต่ Disney World จนกระทั่งได้ไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปี ๒๕๔๘ ตอนที่ไปเรียนคอร์สสั้นๆที่ Kellogg Business School ที่ Chicago แล้วก็ไปอยู่ต่ออีก ๑ อาทิตย์ที่บ้านเพื่อน ทำให้มีโอกาสได้แวะร้านหนังสือที่ตัวเองเคยได้ยินมาที่ชื่อ Barnes and Noble และ Borders ความใหญ่ของร้าน และปริมาณหนังสือเป็นไปตามคาด แต่ที่สะกิดใจมากๆ คือ Best Sellers List ของทั้งสองร้าน โดยเฉพาะในส่วนของ Non-fiction (ไม่ใช่เรื่องแต่ง)

ปกติ ผมก็เคยเห็นลิสต์พวกนี้ผ่านตามาบ้างแหละครับ พวก Business Week Book Recommendations, New York Times และอื่นๆ แต่ร้านพวก Borders หรือ B & N นี่ (ตามที่ผมเข้าใจ) เป็นร้านที่กระจายอยู่ตามเมืองต่าง ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับร้านซี-เอ็ด นายอินทร์ และดอกหญ้าในบ้านเรา ที่ว่าสะกิดใจก็เพราะทั้งลิสต์และหนังสือที่กองอยู่หน้าร้าน เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นหนังสือขายดีเหล่านี้ เป็นหนังสือที่ไม่มากก็น้อยเป็นหนังสือที่คุ้นๆตา บางเล่มก็เคยอ่าน บางเล่มก็เคยได้ยินชื่อเสียงอยู่บ้าง หลายๆเล่มเป็นหนังสือชวนให้คิดต่อ หรือเปิดประเด็นสังคม เช่น The World is Flat, Freakonomic บางเล่มก็เป็นหนังสือตีแผ่ความจริง (หรืออ้างว่าจริง) เช่น Confession of an Economic Hit Man และหลายๆเล่มก็เป็นหนังสือที่ออกมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังขายดีอยู่ มันบอกคุณภาพคนอ่านโดยรวมในระดับหนึ่ง ถ้าเรามองว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลจากคนที่อ่านหนังสือจริงๆ ก็ต้องยอมรับว่า น่าสนใจไม่น้อย ยิ่งถ้าเทียบกับหนังสือที่ติดอันดับในบ้านเรา หนังสือที่มีคุณภาพยังมีจำนวนน้อยกว่ามาก และที่มีอยู่ ก็เป็นหนังสือแปลไม่น้อยเลย ซึ่งจะว่าไป ก็เป็นเรื่องดี แต่หนังสือไทยที่เขียนโดยคนไทยจริงๆและติดอันดับหนังสือขายดี ยังไม่หลากหลาย รวมตัวกันอยู่ไม่กีี่ประเภท

หนังสือเชิงวิเคราะห์ หรืองานวิจัยที่ขายได้ในบ้านเราคงน้อยอยู่ และนักเขียนบ้านเราก็คงไม่ได้มีรายได้จากการเขียนหนังสือหนึ่งเล่มมากพอที่จะสามารถให้เวลารวบรวมข้อมูลเป็นปีๆ เพื่อออกมาหนึ่งเล่มได้ อันนี้เป็นกันหมดทั้งทุกตลาด content ในบ้านเรา ทั้งนักเขียน นักแปล นักเขียนบท นักแต่งเพลง นักออกแบบ เราก็เลยอยู่กันแบบไทยไทยกันต่อไป

นึกๆแล้วน่าเสียดายที่หนังสือไทยดีๆที่ไม่ได้รับการแปลให้เป็นภาษาอังกฤษบ้าง ผมไม่ได้หมายถึงงานวรรณกรรมนะครับ แต่เป็นหนังสือธุรกิจของไทยนี่แหละ เชื่อว่าคนที่มาทำธุรกิจบ้านเราต้องอยากรู้กันบ้าง ต่างประเทศยังมี Liar’s Poker (Michael Lewis), Barbarians at the Gate (Bryan Burrough and John Helyar), When Genius Failed (Roger Lowenstein)  ทำไมหนังสือของคุณสุจินต์ นวลจันทร์ (เขาว่าผมเป็นมืออาชีพ ทั้งสามเล่ม) หนังสือของคุณธนา (คนพลิกแบรนด์) ทำไมไม่ได้รับการแปลบ้าง (หรือว่า เขาทำแล้ว แต่ผมไม่ทราบเอง) เวลาคุยกับชาวต่างชาติทีไร อยากแนะนำให้เขาไปหาอ่านหนังสือเหล่านี้ เพื่อจะได้เข้าใจวิธีคิดจากด้านเราบ้าง

เสียดายที่วัฒนธรรมความเกรงใจของเราทำให้หลายๆคนเวลาเขียนหนังสือ มักจะละการวิจารณ์หรือลงชื่อผู้เกี่ยวข้องไว้ ทำให้ขาดอรรถรสในการอ่านไปมาก ผมจำได้ถึงความอึดอัดในการอ่าน “เขาว่าผมเป็นมืออาชีพ”ได้ดี เพราะผู้เขียนละการลงชื่อผู้เกี่ยวข้องเอาไว้ เราต้องไป search หาข้อมูลเอาเอง จนพอปะติดปะต่อได้ว่า ใครเป็นใคร เวลาอ่านหนังสือต่างประเทศทีไร นึกชอบใจในการที่เขากล้าวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาดีจัง แม้หลายๆท่านจะเสียชีวิตไปแล้ว เขาก็ยังกล้าเขียนดี ของบ้านเรานี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า หรือการเมือง มักจะมีเสียงคัดค้านจากทางด้านครอบครัวหรือผู้เกี่ยวข้องพอสมควร ทำให้หนังสือที่ออกมา ไม่ค่อยครบด้านเท่าไร

ถ้ามีโอกาส จะลองเขียนประสบการณ์ตัวเองบ้างเป็นภาษาอังกฤษ น่าจะสนุกดี

โฆษณา

ล้มบ้างก็ได้

เคยอ่านหนังสืออัตชีวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จมาก็หลายเล่ม เคยอ่านงานวิเคราะห์ในเชิงธุรกิจถึงองค์ประกอบความสำเร็จมาบ้าง และก็เห็นอยู่เหมือนกันที่เป็นงานเขียนในเชิงวิเคราะห์ปัจจัยความล้มเหลว แต่ที่เห็นน้อยหน่อยก็คือประสบการณ์ที่ล้มเหลว

แน่นอน คนที่ลองอะไรบางอย่างแล้วล้มเหลว มีเยอะมาก แต่คงมีไม่กี่คนที่กล้าเขียนเรื่องของตัวเองทำนองนี้

ผมเองเคยอ่านหนังสือสองเล่มที่เป็นเรื่องจริงที่เขียนโดยคนที่ทำธุรกิจล้มเหลว ได้ความรู้สึกไปอีกแบบครับ

เล่มแรกที่จะเขียนถึง เป็นหนังสือที่ติดอันดับขายดีในสิงคโปร์เมื่อสองปีก่อน ไม่ว่าจะไปร้านไหน ก็มีให้เห็น หน้าปกเป็นผู้หญิงสวยท่านหนึ่ง เห็นหลายที่จนต้องหยิบมาเปิดดูว่าเป็นเรื่องอะไร ชื่อหนังสือว่า One Business 99 lessons ของ Nang Chong-komo พอเปิดอ่านบทแนะนำ ก็ซื้อเลย เพราะเป็นเรื่องของร้าน 1.99 (ทุกอย่างในร้าน ราคา s$1.99) ซึ่งเป็นกิจการของคนสิงคโปร์ล้วน เริ่มต้นในปี 1997 ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเวลาอันรวดเร็ว และล้มละลายไปในปี  2004 ผู้หญิงสวยคนที่เป็นปกนี่ เธอเป็นเจ้าของกิจการที่ว่านี่แหละครับ

เรื่องราวดูน่าสนใจในตัวเอง แต่อ่านแล้วรู้สึกว่า ยังไม่จริงใจที่จะเล่า เธอค่อยๆทยอยเล่าถึงเริ่มต้นจนถึงจุดล้มเหลว แต่ในส่วนล้มเหลวนั้น เธอกล่าวถึงไม่มากนัก และมักจะเล่าถึงข้อดีของหลายๆคนที่มาช่วยเธอ แต่มันก็ไม่ได้ละเอียดมาก โดยรวมๆแล้ว สาเหตุหลักๆที่ล้มเป็นเรื่องกระแสเงินสด และผลกระทบเศรษฐกิจที่เกิดจากหวัดนก (SARS)นั่นแหละครับ แต่น่าจะเล่าได้ดีกว่านี้

เล่มที่สองที่คือ Startup ของ Jerry Kaplan เล่มนี้อ่านมาตั้งแต่ปี 1996 แล้ว ผ่านมาตั้งหลายปี ก็ยังชอบอยู่ เพราะเขียนได้จริงใจมาก ซึ่งเขียนถึงประสบการณ์ทำ Pen Computing ยุคแรก ก่อนที่จะมี Apple Newton และ Tablet PC อีก นับเป็นความกล้าและบ้ามาก เมื่อมองย้อนกลับไปถึงความพยายามในยุคนั้น

Jerry เล่าตั้งแต่ไปขอเงินจาก Venture Capitalist จนถึงการทำ Prototype ความล่าช้าของโปรเจค อุปสรรคในการทำ prototype ให้ออกมาเป็นของที่ขายได้ ความเสี่ยงในการคุยกับยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ Apple และเบื้องลึกในวงการขายส่งคอมพิวเตอร์ จนในที่สุด ต้องยอมขายบริษัททิ้งไป อ่านแล้วเหนื่อยแทน แต่ประทับใจมากที่เล่ามาตรงๆ ชอบครับ ชอบ

ผมได้เห็นหนังสือทำนองนี้อีกหนึ่งเล่มคือ Burn Rate ของ Michael Wolff ซึ่งเล่มนี้ ผมไม่ได้อ่าน ได้ลองพลิกๆดูเมื่อสมัยออกมาใหม่ๆ แต่ไม่มีเงินแล้ว เลยไม่ได้ซื้อ เป็นการเล่าประสบการณ์การตั้งบริษัทในยุคเริ่มต้นของอินเตอร์เน็ท แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด โดยวลี Burn Rate เป็นวลีที่ใช้ในการอธิบายการทำ financing ของธุรกิจว่า ใช้เงินอยู่เท่าไร โดยที่ยังไม่มีรายได้เข้ามาเลย (เผาเงินไปเรื่อยๆ) เท่าที่ได้อ่านเสียงวิจารณ์จากคนที่ได้อ่านแล้ว ก็ต้องนับว่าอยู่ในเกณฑ์น่าอ่าน ซื้อเก็บไว้ได้ ถ้ามีโอกาส คงต้องหามาอ่าน

ถ้ามีคนไทยท่านไหนเขียนออกมาบ้าง คงสนุกดีเหมือนกัน ที่จริงแล้วหลายๆคนที่ประสบความเร็จแล้ว คงมีเรื่องที่ล้มๆไป ที่น่าเล่าบ้าง ออกไปในแนวสนุกๆก็ได้ ในธุรกิจโทรคมนาคมที่ผมได้สัมผัสอยู่ ก็น่าจะมีเรื่องสนกๆไม่น้อย เช่น ธุรกิจเพจเจอร์ ธุรกิจ Iridium ธุรกิจ Phone Point สมาร์ทการ์ด (ที่ใช้กับโรบินสัน)

ส่วนเรื่องของคุณธนา (DTAC) ก็พอจะเข้าข่าย แต่มันยังไม่จบนะ ผมว่า

ไว้จะเขียนเรื่องข้อสังเกตในการซื้อหนังสือ(ต่อ) ไปๆมาๆ ยังมีเรื่องอยากเล่าอีก

ข้อสังเกตในการซื้อหนังสือ

ผมมีร้านหนังสือที่เข้าประจำอยู่สองร้าน คือ Asia Book และ Kinokuniya ไม่ได้ไปบ่อยมากนัก แต่อย่างน้อยๆก็ต้องเดือนละครั้ง เสียเงินประมาณ ๑ ถึง ๒ พันบาทต่อเดือน แม้ว่าระยะหลังๆจะใช้บริการ Audio book แต่ก็เป็นการทดแทนหนังสือบางประเภทเท่านั้นเอง

ผมจำไม่ได้ว่า เริ่มอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเป็นจริงเป็นจังตั้งแต่เมื่อไร แต่ที่แน่ๆ คือรู้ว่าตัวเองอ่านได้ เมื่อสมัยเป็นนักเรียน AFS ที่ออสเตรเลีย เพราะต้องอ่านหนังสือนอกเวลา และทำสรุปเพื่อเข้าสอบ และเมื่อเข้าเรียนปริญญาตรี ที่ลาดกระบัง ก็อ่านตำราเป็นภาษาอังกฤษตลอด เพราะตำราวิศวกรรมภาษาอังกฤษมักจะอ่านเข้าใจง่ายกว่าภาษาไทย (ใครเคยผ่านมา น่าจะเข้าใจความรู้สึกได้) และมีตัวเลือกเยอะกว่าภาษาไทย แต่ก็เป็นการอ่านเพื่อเตรียมตัวสอบมากกว่าที่จะเป็นการอ่านเพื่อพัฒนาตัวเอง หรือเพื่อพักผ่อน

จำได้แต่ว่าหนังสือที่เป็นแนว non-fiction (หนังสือที่ไม่ใช่เรื่องแต่ง) เล่มแรกๆที่อ่านจบน่าจะเป็น The Road Ahead (ฺBill Gates), The Cuckoo’s Egg (Clifford Stoll) จากนั้นมาก็เริ่มขยายออกไปแนวอื่นๆเช่น Learn to Earn / One-up on Wall Street / Beating the Street (Peter Lynch), Only the Paranoid Survive (Andy Grove) และนิยายของ Tom Clancy, John Grisham, Janathan Kellerman และอื่นๆ

เวลาเข้าไปในร้านหนังสือ ผมมักจะไปดูแถวๆ Business, Economics, Social Science, Self-help และหลังๆจะแวบไปดู Graphic Design ด้วย ผมไม่กล้านับหนังสือที่ตัวเองซื้อไปทั้งหมดว่าเป็นเงินเท่าไร แต่ก็คิดว่าหลายหมื่นบาทอยู่ เสียค่าโง่ไปก็ไม่น้อย ก็เลยอยากจะสรุปบทเรียนจากการซื้อหนังสือของตัวเองไว้อย่างนี้ครับ

  1. อย่าเพิ่งซื้อหนังสือปกแข็ง เพียงเพราะว่าเป็นผลงานของนักเขียนดัง / หัวข้อเข้าท่า ทั้งนี้เพราะคุณอาจจะผิดหวังได้ สำนักพิมพ์ต่างประเทศจะนิยมออกหนังสือทั้ง Fiction และ non-fiction ช่วงแรกเป็นปกแข็ง ซึ่งเรียกราคาได้แพงกว่า และจากนั้นหลายๆเดือนค่อยออกปกอ่อน หลายๆครั้งผมมักจะรอปกอ่อน เพราะผมไม่นิยมสะสมหนังสือ อ่านแล้วก็แจกคนอื่นต่อ หนังสือปกอ่านราคาถูกกว่า (ไม่ถึงพันบาท บางครั้งก็ไม่ถึงห้าร้อยบาท) และได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เป็นหนังสือที่ดีจริง แต่ก็มีตัวอย่างที่มีให้เห็นกัน เช่น Competitive Advantage ของ Michael Porter ที่ขายมากว่า ๒๐ ปีแล้ว ก็ยังไม่ออกปกอ่อนมาให้อ่าน หรือ Good to Great ของ Jim Collins ก็มากว่า ๖ปีแล้ว ก็ยังไม่มีปกอ่อนเหมือนกัน แต่ในทางกลับกัน Who Says Elephants can’t Dance? ของ  Louis Gerstner  ก็ออกปกอ่อนมาให้อ่านก่อนที่จะออกปกแข็ง (นานๆทีจะเห็นแบบนี้) แต่ถ้าปกแข็งราคาไม่เกิน ๘ ร้อยบาทก็น่าสนใจดี และก็มีหลายครั้ง ออกทั้งปกอ่อนและปกแข็งพร้อมกัน ราคาไม่ต่างกันมาก อย่างนี้ก็แล้วแต่ความชอบแล้วล่ะ
  2. หนังสือดีๆ หรือดังๆ มักจะจัดวางให้โชว์หน้าหนังสือเต็มๆ มองปราดเดียวก็อ่านออก อันนี้เป้นข้อสังเกตุที่เห็นทั้ง Asia Book และ Kinokuniya ลองๆดูเถอะครับ มักจะไม่ผิดหวัง เขาเลือกมาแล้วแหละ ก็เลยอยากให้เห็น ผมได้อ่าน Positioning ของ Al Ries และ Jack Trout ก็เพราะเขาวางหนังสือไว้อย่างนี้แหละใน Kinokuniya
  3. บทแนะนำหนังสือ ทั้งปกหลังและปกใน จะเป็นตัวบอกคุณภาพหนังสือเป็นนัยๆ ถ้าหนังสือเล่มนั้นได้รับการแนะนำจากบก.ของสำนักพิมพ์ หรือนิตยสารดังๆ เช่น  Wall Street Journal, New York Times, Financial Time, Fortune, Wired อย่างน้อยๆ มันก็เป็นตัวบอกได้ดี หรือถ้าคุณรู้่จักหนังสือในสาขานี้อยู่แล้ว ถ้าได้คำแนะนำจากคนดังๆในสายนั้นมาเขียน ก็น่าจะพอเป็นตัวส่งสัญญาณที่ดีได้ แต่ก็เคยมีคนเตือนเหมือนกันว่า Peter Drucker เขียนบทนำให้กับ My Years with General Motors ให้กับ Alfred Sloan ได้น่าสนใจมาก แต่พออ่านหนังสือไปแล้ว จะตั้งขอสงสัยว่า จริงๆแล้ว Drucker ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จริงหรือเปล่า เพราะข้อมูลบางตอนที่ Drucker อ้าง ไม่ตรงกับในหนังสือ (เล่มนี้ ให้ความเห็นไม่ได้ เพราะอ่านแล้วหลับไปสองครั้ง แม้ว่า Bill Gates จะแนะนำให้อ่านไว้อย่างดีใน Business @ the Speed of Thought)
  4. หนังสือธุรกิจมักจะยาวเกินจำเป็น มีอยู่สองคนที่พูดอย่างนี้ คนแรกคือ Leo Laporte (นักจัดรายการ podcast ทางเทคโนโลยี ที่ผมฟังประจำ, Twit.tv) และ ยุ้ย สฤณี อาชวานันทกุล (Fringer.org) ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันก็จริง แต่ทั้งนี้ มันเป็นเพราะรูปแบบครับ หนังสือธุรกิจส่วนใหญ่จะเสนอแนวคิดใหม่ๆ หรือบทสรุปที่ได้พบหลังจากที่ได้ไปวิจัยมา บทสรุปเหล่านี้ จะอยู่ในบทแรก และส่วนกลางทั้งหมดจะเป็นการนำข้อมูลที่มีมายืนยัน และตอนท้ายค่อยมาสรุป โดยนำตัวอย่างตอนกลางมาเสริม ดังนั้น สำหรับคนที่เข้าใจอยู่แล้ว หรือเป็นคนหัวไว คงจะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆว่า ทำไมหนังสือเล่มนี้ไม่จบเสียที ทั้งๆที่บอกข้อมูลสำคัญไว้หมดแล้วในตอนต้น อันนี้แล้วแต่ความชอบแล้วล่ะ อย่าง The Tipping Point ของ Malcalm Gladwell ผมก็หลับๆตื่นๆในตอนกลางเหมือนกัน แต่  The Long Tail ของ Chris Anderson กลับรู้สึกสนุกทั้งเล่ม
  5. หนังสือในแนว social science เช่น Tipping Point, The Drunkard’s Walks อาจจะอยู่ทั้งในแนว economics, business, social science หรือ self-help ก็ได้ ต้องดูให้ดี ทั้งสองร้านเลย แต่ก็เคยเห็นเหมือนกันที่เขาจัดหนังสือเล่มนี้ไว้ทั้ง ๒ ที่ หาที่ไหนก็เจอ (ที่ Kinokuniya) เห็นแล้วชอบใจ เหมือนคนจัดหนังสือเป็นคนอ่านคนหนึ่งเหมือนกัน
  6. Audio book เป็นทางเลือกที่ดีในกรณีที่ต้องเดินทางบ่อย แต่อย่างไรเสีย อ่านหนังสือเป็นเล่มๆก็ยังได้อรรถรสกว่า หลังๆมานี่ ผมมักจะใช้ซื้อนิยายมากกว่า ส่วนหนังสือธุรกิจจะซื้อเป็นเล่มเอา
  7. ก่อนซื้อทุกครั้ง ผมมักจะอ่านความเห็นคนที่อ่านไปแล้วจาก Amazon.com เพราะมันมักจะมีอะไรดีๆให้คิดก่อนซื้อเสมอ (เช่น หนังสือเล่มนี้ดีนะ ถ้าคุณไม่เคยอ่านมาก่อน, คนเขียนคนนี้ เคยเขียนได้ดีกว่านี้ในเล่มก่อนหน้านี้ หรือกระทั่งว่า อย่าซื้อเลย เล่มนี้เป็นการวมงานเก่าจาก….) ผมมักจะกดอ่าน review เสมอ จากโทรศัพท์มือถือก่อนซื้อ มันช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเยอะเลย
  8. ชอบ Kinokuniya ที่ Emporium และ Asia Book ที่ Paragon
  9. หนังสือในแนวธุรกิจมักจะมีราคาไม่ต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะซื้อในเมืองไทย สิงคโปร์ หรือที่อื่น ยกเว้นจาก Amazon แต่ก็ต้องเผื่อค่าส่งด้วย (ไม่เคยสั่งตรงๆสักที มักจะให้ส่งให้ลุงที่โน่น แล้วฝากท่านหิ้วกลับมา) แต่ถ้าเป็นหนังสือที่หาไม่ได้แล้วในเมืองไทย ก็ต้องพึ่ง amazon อย่างเดียว
  10. ถ้าชอบนิยาย ให้ไปลองหาซื้อหนังสือมือสองแถวถนนข้าวสาร หรือสุขุมวิท จะถูกกว่าซื้อมือหนึ่ง(ถ้าซื้อมากๆ) แต่หลังๆมานี่ paperback ที่ขายในห้าง ก็ไม่ค่อยแพงเท่าไรแล้วนะ

พอแล้ว ไว้นึกอะไรออกค่อยเขียนใหม่