แนะนำ Outliers ของ Malcolm Gladwell

เขียนให้นิตยสาร Go Training เดือนมกราคม ๒๕๕๒

อ่านหนังสือมาเล่มหนึ่งครับ อ่านแล้วชอบ ชอบแล้ว ก็เหมือนเคย อยากเล่าน่ะครับ อยากจะลองยกตัวอย่างจากหนังสือบางตอนมาให้ดูกันนะครับ ซึ่งไม่น่าจะผิดอะไร เพราะบางส่วนก็มีการนำไปลงในนิตยสาร Fortune แล้ว เพื่อให้พอเห็นว่า เป็นหนังสือทางด้านไหน

ในประเทศแคนาดา ฮ็อกกี้น้ำแข็งเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุด ถ้าจะเทียบแล้ว ก็คงเหมือนบ้านเราที่นิยมกีฬาฟุตบอลน่ะครับ ลงว่าถ้าใครได้เล่นฮอกกี้เป็นอาชีพแล้ว เขาก็จะได้เป็นเศรษฐีคนหนึ่งไปเลย มีการแข่งขันสูงเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นนักกีฬาอาชีพ ให้บังเอิญว่า ระหว่างรอชมการแข่งขันนัดหนึ่งในระดับjunior league ของแคนาดา มีคนตั้งข้อสังเกตุจากสูจิบัตรที่แจกให้อ่านว่า นักกีฬาจากทั้งสองทีม ส่วนใหญ่เกิดในช่วงมกราคมถึงมีนาคม (๓ เดือนแรก)ทั้งนั้นเลย ว่าแล้วก็เลยชักชวนสามีมาดูว่าใช่อย่างที่เห็นหรือเปล่า ซึ่งก็เห็นจริงตามนั้น แน่นอนล่ะครับ คนที่สังเกตุเห็นอะไรพวกนี้ มักจะเป็นพวกชอบคิดชอบค้น ซึ่งคู่นี้ก็เช่นกัน คนสามีนี่ แกชื่อคุณ Roger Barnsley แกเป็นนักจิตวิทยา แกก็เลยชักจะสงสัยแล้วว่า มันเป็นอย่างนี้เสมอหรือเปล่า แกก็เลยลองไปดูสถิติทุกๆทีมว่าเป็นอย่างไร ปรากฏว่า ไม่ว่าจะเป็นทีมเก่ง ทีมห่วย นักกีฬาส่วนใหญ่ก็จะเกิดสามเดือนนี้ทั้งนั้น อย่ากระนั้นเลย เราลองดูสถิติไปให้หมดเลยดีไหม เผื่อเอาไปใช้ในงานด้วย ว่าแล้วแกก็ดูไปเรื่อยตั้งแต่ประถม มัธยม จนถึงอาชีพ ปรากฏว่า นักกีฬาเก่งๆที่ติดทีมดังๆทุกรุ่นเป็นแบบนี้หมด

“โอ้ หรือเราเจอสูตรลับ หรือการดูโหงวเฮ้งนักกีฬาฮอกกี้อาชีพเข้าให้แล้ว” มันต้องมีสักช่วงล่ะน่า ที่คุณโรเจอร์ต้องรู้สึกแบบนี้บ้าง

ถ้าเป็นเรื่องแบบนี้ ก็คงไม่ต้องทำมาหากินอะไรกันแล้ว ทั้งคนวิจัย และทั้งคนเล่น เปล่าหรอกครับ คุณโรเจอร์แกก็ไปหามาจนเจอแหละครับ ว่าจริงๆแล้ว ที่มันเป็นแบบนี้ ก็เพราะประเพณีการตัดตัวนักกีฬาในทุกระดับของประเทศแคนาดานั้นน่ะ เขาตัดตัวกันวันที่ ๑ มกราคมของทุกปีครับ นึกออกหรือยังครับ พอเป็นแบบนี้น่ะ ทำให้เด็กที่อายุเยอะที่สุด ตัวโตที่สุด ก็จะได้เปรียบ โดยเฉพาะกีฬาปะทะอย่างฮอกกี้ กระดูกอ่อนๆน่ะจะไปเหลือเรอะ มันไม่ได้เกี่ยวกับโหราศาสตร์ หรือฤกษ์เกิดอะไรทั้งสิ้น ตอนอ่านถึงตรงนี้น่ะ ผมหยุดไปหัวเราะอยู่พักหนึ่ง มันโดนครับ มันโดนมาก

ข้อสังเกตุอันนี้เป็นสิ่งที่คุณโรเจอร์เจอมาตั้งแต่ทศวรรษที่ ๘๐ นะครับ ก็ร่วมๆยี่สิบปีแล้ว แต่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ แกไปลองเอาสถิติของคู่ชิงชนะเลิศของระดับ junior league ของปีพศ.๒๕๕๐ (คศ. ๒๐๐๗) มาลองดู ผลมันก็ยังเหมือนเดิม เกินครึ่งของผู้่เล่นมาจากสามเดือนแรกทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพราะประเพณีการคัดตัวยังเหมือนเดิมเลย (“เอ๊ะ ก็บอกว่า ประเพณีไง เป็นสิ่งที่ทำต่อๆกันมา ไม่ต้องไปเปลี่ยนมันหรอก”)

ที่จริงแล้ว ยังมีรายละเอียดในส่วนนี้อีกเยอะ แต่กลัวจะละเอียดไปจนไม่สนุก หนังสือเล่มที่ว่านี้ ชื่อว่าoutliers ครับ เขาพูดถึงปรากฏการณ์ของคนที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายในโลกว่า ทำไมคนเหล่านี้ถึงประสบความสำเร็จได้ โดยหาทางอธิบายอย่างมีเหตุมีผลที่สุดในเชิง social science อีกตัวอย่างหนึ่งที่เขายกมาก็คือ บิลล์ เกตส์ แห่งไมโครซอฟท์ครับ เขาลองไปค้นดูประวัติของคุณบิลล์ว่า ทำไมถึงสามารถสร้างไมโครซอฟท์มาได้จนถึงทุกวันนี้

ขอข้ามนะครับว่า ไมโครซอฟท์ยิ่งใหญ่ขนาดไหน และมีที่มาที่ไปอย่างไร เอาเป็นว่าเป็นที่ยอมรับกันว่า บิลล์ เกตส์มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ไมโครซอฟท์ยิ่งใหญ่ได้ถึงขนาดนี้ แม้จะเป็นที่กังขากันในหมู่คนที่เป็นนักเขียนโปรแกรมจริงๆจังๆว่า คุณบิลล์ไม่น่าจะเป็นนักเขียนโปรแกรมที่ดีเลิศมากนัก มิหนำซ้ำโปรแกรมที่เป็นจุดพลิกประวัติศาสตร์ของไมโครซอฟท์อย่าง MS-DOS นั้น ก็เป็นการไปซื้อของคนอื่นมาขายต่อไอบีเอ็มอีกที แต่ก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การที่จะมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจซอฟท์แวร์ในยุคต้นๆ ต้องเป็นการมองจากคนที่มองไม่เหมือนใครจริงๆ เพราะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมใหม่ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการเริ่มต้นจากคนอายุยี่สิบต้นๆแค่สองคนเท่านั้นเอง

คนเขียนหนังสือ outliers เขาไปเจอครับว่า จุดที่น่าสนใจคือ ช่วงชีวิตมัธยมของบิลล์ครับ เมื่อช่วงมัธยมปีที่ ๒ (ปีคศ. ๑๙๖๘) ทางโรงเรียนที่เขาเรียนอยู่ซื้อเครื่องเทอร์มินัลเพื่อต่อตรงกับเครื่องเมนเฟรมจากข้างนอกโรงเรียน โดยทางโรงเรียนจ่ายค่าเช่าชั่วโมง เพื่อต่อเข้ากับเมนเฟรมให้ เพื่อให้นักเรียนได้ลองใช้คอมพิวเตอร์ จากนั้น เมื่องบเช่าใช้เมนเฟรมหมดลง ก็ให้บังเอิญว่า มีบริษัทในแถบนั้นมองหาอาสาสมัครในการทดสอบโปรแกรมของบริษัท โดยแลกกับการได้ใช้ชั่วโมงเมนเฟรมฟรี ซึ่งก็แน่นอนว่าบิลล์ก็รีบอาสาทันที จากนั้น ก็มีเหตุการณ์ต่างๆที่เป็นลูกโซ่ต่อๆกันมาจนทำให้บิลล์ได้มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์มาเรื่อย อย่างต่อเนื่องมากๆ จนเข้ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเลิกเรียนไปก่อน เพื่อไปทำไมโครซอฟท์

ประเด็นอยู่ที่ว่า ในปี ๑๙๖๘ นี่น่ะ ระดับมหาวิทยาลัยทั่วๆไป ยังไม่มีกระทั่งชมรมคอมพิวเตอร์เลยครับ โอกาสที่คนทั่วๆไปจะได้ใช้คอมพิวเตอร์ก็มีไม่มาก มิหนำซ้ำ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่บิลล์ได้ลองเล่นตั้งแต่ปีนั้น เป็นเครื่องที่ถือว่าทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากในยุคนั้น และตอนนั้น บิลล์ เกตส์เพิ่งจะม.๒ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นกว่าบิล เกตส์จะได้เข้ามามหาวิทยาลัย เขาก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์ไปแล้ว โดยเฉพาะเมืื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน เขาเองก็ยังไม่เชื่อว่า จะมีเกิน ๕๐ คนในยุคนั้นที่มีประสบการณ์มากกว่าเขา ดังนั้นโอกาสที่เขาได้รับในตอนแรกนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมาก

ผู้เขียน outliers เขาเชื่อว่า แน่นอนว่า บิลล์ เกตส์ต้องเป็นคนที่มีศักยภาพสูง แต่ที่เสริมให้เขาเด่นออกมาในสายงานคอมพิวเตอร์ ก็เป็นเพราะเขาได้มีโอกาสได้เล่นมันตั้งแต่อายุยังน้อย ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นผู้มีประสบการณ์มากกว่าคนรุ่นเดียวกัน ดังนั้น เขาจึงมองเห็นโอกาสได้มากกว่าคนรุ่นเดียวกัน ทั้งนี้ผู้เขียนยังยกตัวอย่างอีกรายหนึ่งคือ วงดนตรี The Beatles

ถ้าแค่ไมโครซอฟท์ ผมยังไม่แนะนำ วง The Beatles ยิ่งไม่ต้องเขียนมากเลยมั้ง เพราะไม่มีวงดนตรีวงไหนในโลกที่ประสบความสำเร็จเท่าวงนี้อีกแล้ว คนเขียนเขาก็ไปลองหามาดูครับว่า นอกจากความเก่งของ Paul McCartney และ John Lennon แล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นอีกหรือไม่ ก็ได้เรื่องครับ

ถ้ามีใครได้ลองอ่านประวัติของ The Bealtes ช่วงก่อนมาจะมาโด่งดังเป็นพลุแตก พวกเขาได้ข้ามไปรับงานแสดงในไนท์คลับที่เมือง Hamburg ประเทศเยอรมันครับ จากบทสัมภาษณ์ทั้งผู้เกี่ยวข้อง และจาก John Lennon เอง ทุกคนให้ข้อมูลตรงกันว่า เป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยมากๆ เพราะต้องเล่นทุกคืน คืนละ ๘ ชั่วโมง ทั้งๆที่ตอนที่อยู่อังกฤษ (ตอนยังไม่ดังนี่แหละครับ) พวกเขาซ้อมวันละชั่วโมงเอง แถมยังเล่นเพลงซ้ำๆด้วย แต่พอไปที่นั่น ด้วยสภาพบรรยากาศและต่างถิ่น พวกเขาต้องตั้งใจเล่นให้ดีขึ้น เพื่อให้เกิดความประทับใจ พวกเขาไปเล่นที่เยอรมันทั้งหมด ๔ ครั้งในระยะเวลา ๒ปี แต่ละครั้ง ไปเป็นเดือนๆ และเมื่อกลับมาแล้ว ก็ยังตระเวณเล่นต่ออีกในอังกฤษ ประเมินกันว่า ในระยะ๒ปีที่เยอรมันและ ๒ปีที่อังกฤษ พวกเขาเล่นรวมๆกันแล้วเป็นพันครั้ง ผู้ที่เขียนประวัติวง The Beatles เองก็ยังให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนไปเยอรมันน่ะ ฝีมือก็ไม่เท่าไร แต่พอกลับมาแล้ว โคตรเซียนเลย เพราะนอกจากจะต้องเล่นเพลงของวงอื่นแล้ว ยังต้องเล่นแนวอื่นด้วย ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นมั้งครับ คืนละ ๘ ชั่วโมง สำหรับวงวัยรุ่น มันต้องมีหมดมุข จนต้องไปลองอย่างอื่นบ้างล่ะน่า มิน่า แนวทางของวงดนตรีวงนี้ถึงหลากและมีพัฒนาการอยู่เรื่อยๆ อันนี้คงต้องยอมรับพวกเขาได้ใช้โอกาสที่ได้รับอย่างคุ้มค่าจริงๆ และกลายเป็นรากฐานแห่งความสำเร็จในเวลาต่อมา

นอกจากนี้แล้ว ยังมีเรื่องราวของคนที่มีไอคิวสูงมากๆ ในระดับไอคิว ๑๙๕ สองคนมาเปรียบเทียบกันว่า ทำไมถึงประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน แนะนำให้ลองไป search หาคุณ Chris Langan ดูนะครับ ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ เข้าสู่วัยช่วงห้าสิบปีแล้ว ไอคิวอยู่ระหว่าง ๑๙๐ ถึง ๒๑๐ แต่ทำงานเป็นคนเฝ้าไนท์คลับและทำฟาร์มครับ

ยังมีอีกเรื่องที่น่าสนใจ เขาไปลองวัดความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กตั้งแต่ป. ๑ จนถึง ป.๕ โดยทำการทดสอบสองช่วง คือเปิดเทอมใหญ่ และก่อนปิดเทอม โดยแบ่งเด็กออกเป็นสามกลุ่ม คือบ้านรวย ฐานะปานกลาง และบ้านจน เขาอยากจะรู้ว่า ฐานะทางบ้านมีผลต่อความสามารถในการเรียนรู้หรือไม่  ผลออกมาน่าสนใจครับ

ถ้าเทียบผลการวัดแล้ว ตั้งแต่เปิดเทอมจนถึงปิดเทอม ผลออกมาว่า พัฒนาการไม่ต่างกันเท่าไร ทั้งสามระดับและทุกชั้นเรียน แต่พอมาวัดอีกครั้ง ตอนเปิดเทอมใหญ่ โดยเทียบกับก่อนปิดเทอม คราวนี้เหมือนหนังคนละม้วนครับ เด็กที่มาจากบ้านที่มีฐานะดี มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับอีกสองกลุ่ม ปล่าวหรอกครับ ไม่ได้เป็นเรืื่องอาหารการกินอะไรหรอกครับ เขาลองไปศึกษาต่อดู ก็พบว่า เป็นเพราะว่า พ่อแม่ที่มีฐานะดีก็มักจะส่งลูกไปเรียนรู้อย่างอื่นด้วยในช่วงปิดเทอม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าค่าย เรียนดนตรี หรือภาษา ทำให้เด็กได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง

ถ้าการทดลองนี้จบเพียงเท่านี้ ก็คงอย่างนั้นๆ แต่ปรากฏว่า มีคนนำไปขยายผลเพื่อพัฒนาโรงเรียนประชาบาลในสหรัฐอเมริกาต่อ และกลายเป็นกรณีศึกษาขึ้นมาได้ โอย ไม่ไหวครับ รายละเอียดเยอะ แนะนำให้ไปหาอ่านดีกว่า

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือคุณ Malcolm Gladwell ครับ เป็นคนเดียวกับที่เขียนเรื่อง The Tipping Point ที่โด่งดังมากในปีคศ. ๒๐๐๐ และเรื่อง Blink ในปี ๒๐๐๕ เป็นหนังสือที่อ่านสนุกเช่นกันทั้งสองเล่ม

โดยรวมๆแล้ว Outliersเป็นเรื่องที่อ่านง่าย ตีความง่าย และใช้ภาษาที่ไม่ยากนัก เนื้อหาน่าจะเป็นที่ถูกใจคนที่ชอบในแนวsocial science พอสมควร เหมาะสำหรับพ่อแม่มือใหม่ด้วยครับ เพราะมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการศึกษาพอสมควรที่เดียว จะว่าไปแล้ว ก็มีคนเขียนความเห็นทำนองนี้เหมือนกันใน Amazon.com ในส่วนที่เป็น review

ที่เขียนเรื่องนี้นั้น นอกจากว่าจะชอบเรื่องแล้ว ยังอยากเห็นคนไทยเราช่วยๆกัน กระจายความรู้กันไปเรื่อยๆน่ะครับ เรื่องราวในแนวนี้ ไม่ค่อยเห็นกันเท่าไรนัก

ไปๆมาๆ หลังจากที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบ เราก็จะเห็นว่า ทุกอย่างมีที่มา มีที่ไป และความสำเร็จนั้นมาจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่ว่า เมื่อโอกาสนั้นมาถึง เราก็พร้อมที่จะไปคว้ามันมา

สรุปว่า “อัจฉริยะสร้างได้”จริงๆด้วย

Advertisements

2 thoughts on “แนะนำ Outliers ของ Malcolm Gladwell

  1. เคยอ่านบทความเกี่ยวกับ “Expert Mind” ที่ลงในวารสาร Scientific American เมื่อสัก 3 ปีก่อนเห็นจะได้ครับ การประสบความสำเร็จ หรือบางเรื่องที่มีคนเชื่อกันว่าเป็นเรื่องพรสวรรค์ อย่างการเล่นกีฬา แชมป์โลกหมากรุก หรือแม้แต่เรื่องใกล้ตัว อย่างการวินิจฉัยโรคของแพทย์ ซึ่งคนเขียนชี้ให้เห็นว่า ที่จริงแล้ว ภายใต้สิ่งที่คนภายนอกเห็นว่าเป็นพรสวรรค์นั้น ที่จริงแล้วมีเหตุผลทางด้านสังคม ทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมศาสตร์ การเรียนรู้ และกลไกการทำงานของสมองเกี่ยวกับการเลือกตัดสินใจ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างนึกไม่ถึงเลยครับ

    ขอบคุณที่แนะนำหนังสือดี ๆ ให้ได้อ่านกัน อ่านที่พี่หงส์เขียนแนะนำทีไร รู้สึกอยากอ่านบ้างขึ้นมาทันทีเลยครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s