เล่าเรื่องแบบมืออาชีพ ตอน ๓

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑

ขอกล่าวทวนสรุปจากสองตอนที่แล้วก่อนนะครับ ก่อนที่จะว่ากันต่อในตอนนี้ ในตอนแรก เรามาว่าถึงความสำคัญของการเล่าเรื่อง และยกตัวอย่างของการทำ Presentation ชั้นครูของ Steve Jobs ซึ่งทั้งๆที่ทุกคนทราบว่า เขาต้องขึ้นมาขายของแน่ๆ แต่ยังมีคนตั้งใจฟังทุกครั้ง เป็น Talk of the Town ไปทั้งโลก โดยไม่ต้องโฆษณา จากนั้นในตอนที่สอง เราก็มาว่ากันถึงหนังสือ ๔ เล่ม ที่ผมได้อ่านเอง แล้วก็นำมาเล่าคร่าวๆว่า แต่ละเล่มเน้นจุดไหน มีทั้งทางเทคนิค ความสร้างเรื่อง คุณลักษณะของเรื่อง และการแสดงออก

ถ้าเรานำหนังสือทั้งสี่เล่มมารวมกัน แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับการเล่าเรื่องอย่างมืออาชีพ เราคงสามารถแบ่งขั้นตอนการเตรียมตัว ได้เป็นสามขั้นตอน คือ
๑) การเตรียมเรื่อง
๒) ร้อยเรื่อง การหาจุดเด่นของเรื่อง
๓) การเตรียมพร้อมทางเทคนิค
๔) การแสดงออกระหว่างพูด

๑) การเตรียมเรื่อง อันนี้เป็นหัวใจของเล่า ถ้าเราเป็นนักขาย การเตรียมเรื่องคือ การศึกษาข้อมูลของสินค้าและบริการที่เราจะนำเสนอ ข้อดี ข้อด้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง คุณลักษณะเด่นที่ต้้องทำให้ผู้ฟังเข้าใจให้ได้ การหาตัวอย่างมาสร้างเป็นเรื่อง เพื่อลดความซับซ้อน ลดข้อโต้แย้ง และโน้มน้าวให้ผู้ฟังเข้าใจ ถ้าเรารู้ถึงขั้นว่า เราจะไปนำเสนอเรื่องให้ใครฟัง กี่คน ระดับความเข้าใจเฉพาะทางของคนฟัง จะช่วยให้เราสร้างเรื่องได้ง่ายขึ้น หรือสนุกขึ้น แน่นอนครับ ในชีวิตประจำวันทั่วๆไป เราไม่มีทางเตรียมตัวได้มากนัก อาจจะเกินครึ่งด้วยซ้ำ ที่เราจะเจอเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ทำให้เราต้องเปลี่ยนแนวทางการพูด อันนี้เป็นประสบการณ์ครับ เป็นความสามารถที่เราต้องสะสม แต่ที่แน่ๆ ถ้าเรามีการเตรียมตัวทางด้านพื้นฐานมาดี ไม่ว่าสถานะการณ์จะเปลี่ยนไปขนาดไหน การเตรียมตัวมาดี จะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ แต่ที่แน่ๆ นอกจากประสบการณ์แล้ว สิ่งที่จะทำให้น่าเชื่อถือที่สุดคือ คนพูดต้องรู้จริง

หนังสือ Made to Stick และ The Story Factor จะช่วยเราเตรียมตัวตรงนี้ได้ดี คุณลักษณะทั้ง ๖ ข้อของเรื่องที่ดี (Simple, Unexpected, Concrete, Credible, Emotional และ Story) จาก Made to Stick น่าจะเป็นตัวตรวจสอบการนำเสนอเรื่องของเราได้ดี ว่ามีครบถ้วนทั้งหกข้อหรือไม่ ยากครับยาก ผมเองก็ไม่สามารถทำได้หมดทุกครั้ง แต่ก็นั่นแหละครับ ผมว่า ทุกคนคงไม่สามารถเล่นกอลฟ์ได้เก่งอย่างไทเกอร์ วูดใช่ไหมครับ แต่ไม่มากก็น้อย นั่นก็เป็นเป้าหมายที่เราสามารถตั้งขึ้นมาเป็นโจทย์ได้ ถึงเราจะไม่ยังสามารถเล่าให้ได้อย่าง Steve jobs แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรพยายามใช่ไหม

เรื่องราวทั้งหกแบบ (Who I am, Why I Am here, The Vision, Teaching, Values-in-Action และ
I Know What You Are Thinking) จาก The Story Factor จะเป็นการนำการพูดของเราว่า จะนำเสนอไปในทิศทางไหน อันนี้ยากครับ ต้องอาศัยอ่านมากๆเข้าช่วย อยากให้หาเล่มนี้มาอ่านจัง นานๆจะได้เห็นหนังสือที่เขียนอะไรออกมาแปลกๆแบบนี้สักที

๒) ร้อยเรื่อง การหาจุดเด่นของเรื่อง อันนี้เป็นการทำให้เรื่องดูน่าสนใจ แน่นอนว่า เราจะมานำเสนองาน อาจจะเป็นการขายของ แต่ถ้าสไลด์แผ่นแรก เป็นตารางราคาแล้วล่ะก็ ที่เหลืออาจจะไม่มีใครสนใจฟังแล้ว

เราคงต้องเรียบเรียงเรื่อง ลำดับเรื่อง คัดเลือกเรื่องที่ต้องการเล่า ให้ลำดับความสำคัญในการเล่าเรื่อง เทคนิคง่ายๆที่ผมชอบใช้เป็นประจำ คือการเลือกใช้ Feature ที่ชื่อว่า Auto Content Wizard ของ PowerPoint นี่แหละครับ เวลาเราจะทำสไลด์เรื่องไหน ก็ไปเลือกหัวข้อ New … (จากเมนูบาร์) แล้วก็เลือกเจ้าหัวข้อ Auto Content Wizard ที่ว่า แล้วก็เลือกเรื่องที่เราจะพูด จากนั้น PowerPoint ก็จะทำ template ออกมาว่า เราต้องพูดถึงเรื่องไหนบ้าง ผมลองให้น้องๆในทีมไปลองใช้หลายครั้งแล้ว ปรากฏว่า ได้เนื้อหาใจความครบถ้วนดี (ถ้าไม่แอบลบหัวข้อที่เขียนไม่ออกไปเสียก่อน) อันนี้ต้องลองครับ ทำเสร็จแล้ว ก็ไปลองซ้อมพูดกับใครต่อใครดูก็ได้ ก็จะพอเห็นว่า เราเรียงลำดับการพูดได้ดีหรือยัง อย่าลืมหลักการ SUCCES ของ Made to Stick ด้วยล่ะ จะได้ทำให้เป็นเรื่องที่คนฟัังสามารถจะจำได้

๓) การเตรียมพร้อมทางเทคนิค จะว่าไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีหนังสือออกมาหลายเล่ม รวมทั้งเล่ม Presentation Zen ด้วย แต่ก็เป็นเรื่องที่แปลก เป็นเรื่องที่หาอ่านยากหน่อยสำหรับหนังสือหรือตำราการพูดของไทย หรือจากนักพูดของคนไทย ทั้งนี้น่าจะเป็นว่า เป็นเรื่องใหม่ หรือเป็นเรื่องที่คนไทยเราไม่ค่อยถนัดนัก แม้จะสัมผัสอยู่บ่อย
Presentation Zen ทำให้ผมคิดในหลายๆอย่าง แต่ที่ชอบ เห็นด้วย และจำได้คือ ต้องทำให้สไลด์ออกมา Simple Credible และ Brief (SCB) เคยเห็นการนำเสนองานที่เห็นโลโก้บริษัททุกแผ่นไหมครับ เกือบจะทั้งนั้นเลยนะครับที่เป็นแบบนั้น อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้ยกขึ้นมาถาม ลองกลับไปดูงาน Presentation ของ Apple ที่ผมเคยยกมาเป็นตัวอย่างนะครับ จะเห็นได้ว่า เป็นสไลด์พื้นดำเรียบๆ ไม่มีโลโก้เลย
การใช้ Pointer หรืออุปกรณ์ที่ใช้กดเลื่อนสไลด์  โดยที่ไม่ต้องไปกดที่คอมพิวเตอร์ ก็เป็นอีกคำแนะนำหนึ่งจากเว็บไซด์ PresentationZen.Com ซึ่งดีทีเดียว ทำให้การนำเสนองาน ลื่นขึ้น และทำให้ดูเนียนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณกดเลื่อนสไลด์ และพูดต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องหันกลับไปดู หรืออ่านจากสไลด์ โดยหันหลังให้คนดู อันน้ีควรจะใช้เทคนิคอีกอันหนึ่งช่วย นั่นคือการเลือกใช้ Presenter View ซึ่งมีมาให้ทั้งใน PowerPoint (version 2003 ก็มีแล้ว) หรือ KeyNote หลายๆคนที่เคยต่อคอมพิวเตอร์กับจอโปรเจคเตอร์คงคุ้นเคยกันดี กับการที่เราจะเห็นหน้าจอโนตบุคที่เราใช้ กับจอที่โปรเจคเตอร์แสดงภาพเหมือนกัน แต่ที่หลายๆคนอาจจะไม่เคยลองใช้ก็คือ เราสามารถทำให้จอของคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งาน กับจอของโปรเจคเตอร์แสดงภาพไม่เหมือนกันได้
โดยที่เราสามารถตั้งให้ภาพที่ขึ้นที่จอโปรเจคเตอร์ใหญ่เป็นสไลด์ที่เราต้องการนำเสนอ แต่บนจอของเราเอง สามารถเห็นสไลด์แผ่นถัดไป หรือโน๊ตที่เราจดบทพูดสำหรับแผ่นนี้ไว้ หรือ จับเวลาว่าเราพูดที่แผ่นนี้ไปนานเท่าไรแล้ว หรือเลือกว่า จะข้ามไปสไลด์แผ่นใดเป็นพิเศษ อยากให้หลายๆคนได้ไปลองต่อสองจอจากคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกันดู จะพบว่า การใช้งานแบบนี้ น่าทึ่งมากๆ เสียดายที่หลายๆคนไม่ทราบลูกเล่นนี้ ซึ่งอาจจะทำให้การพูดดูน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกก็ได้

๔) การแสดงออกระหว่างพูด อันนี้เป็นเรื่องของการฝึกซ้อมแล้วครับ อันนี้หนังสือ You are the Message จะพอให้แนวทางได้ว่า ควรจะทำตัวอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พอจะหาอ่านได้ในหนังสือแนะนำการพูดในบ้านเรา การใช้ภาษามือ การใช้สายตา การวางมือ หรือแม้กระทั่งการแสดงออกบนสีหน้า อันนี้ช่วยได้มาก บ้านเราคนที่เก่งเรื่องพวกนี้มากๆ คงเป็นบรรดาตลกอาชีพ การดึงจังหวะการพูดให้ตลก การใช้หน้าตาประกอบบทพูด ดูแล้วเนียนมาก คุณ Roger Ailes ซึ่งเป็นผู้เขียนเล่มดังกล่าว เอ่ยไว้น่าสนใจว่า หลายๆคนเตรียมเรื่องมาดี ข้อมูลพร้อม เทคนิคใช้ได้ แต่เสียดาย ไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือการซ้อมครับ ดูแล้วจะเห็นอาการติดๆขัดๆ ไม่ได้ดูเนียน หรือเป็นธรรมชาติ จนทำให้คนฟังลดความตั้งใจในการฟังเสียเฉยๆเลย เห็นด้วยครับ เห็นด้วย แต่ตัวเองก็ยอมรับว่า ขี้เกียจเหมือนกัน คิดเสียว่า เดี๋ยวก็ไปมั่วๆหน้างานได้ แต่หลายๆครั้งเลยครับ ที่พบว่า นึกเสียใจ (อยู่ในใจ)ที่ไม่ได้ซ้อมมาก่อน แต่ก็สายไปแล้ว เสียดาย เสียใจ แล้วก็เสียเวลาจริงๆ

ทั้งสี่หัวข้อที่เอ่ยมานี่ เป็นแนวทางที่ผมคิดเอาเอง โดยอิงจากหนังสือสี่เล่มที่ว่ามา ไม่ได้อิงจากที่ไหน ขาดตกบกพร่องก็กรุณาทักท้วงได้ทางอีเมล์ะครับ

ในชีวิตนี้ ก็เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งนะครับ ที่เห็นการออกมาพูดในรูปแบบที่น่าทึ่ง พื้นๆ เรียบๆ ไม่มีเทคนิค แต่ได้ใจความ ครั้งนั้นผมได้มีโอกาสไปเข้าสัมมนาต่างประเทศ โดยมีคนออกมาพูดหลายๆคน แล้วก็มาถึงคนหนึ่งซึ่งไม่ได้ใช้ PowerPoint หรือแม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ มีเพียงแผ่นใสแบบสี ธรรมดาๆ แค่ตอนที่ผู้พูดออกมาหน้าเวที ก็น่าทึ่งแล้วครับ เขานั่งรถเข็นมาครับ หมุนล้อมาด้วยตัวเอง ขึ้นมาเล่าประสบการณ์ของตัวเองในการใช้ชีวิตบนรถเข็น อดีตท่านเป็นนักกีฬาอาชีพ แต่ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ ทำให้ไม่สามารถเดินได้อีก แต่เขาก็ใช้เวลานานกว่าจะสามารถทำใจได้ว่า เขาไม่สูงไปถึง ๑๘๕ เซนติเมตรอีกแล้ว ผมประทับใจในเรื่องความมั่นใจในการเล่าเรื่องของท่านมาก ความลื่นไหลในการพูดคนเดียว เนื้อหาที่ร้อยออกมาได้พอดี และเสียงที่ก้องกังวานไปทั้งห้องสัมมนา เรารู้สึกได้ถึงพลังในการเล่าเรื่องของเขาจริงๆ ผ่านมา ๗ ปีแล้ว ผมยังจำบรรยากาศได้อยู่เลย อันนี้เป็นการออกมาพูดที่ทะลุขั้นเทคนิคไปแล้ว เพราะไม่ได้ใช้ PowerPoint เลย เลือกเปลี่ยนแผ่นใสเอาเองว่า ถึงเรื่องไหนแล้ว

ที่กล่าวมาทั้งสามตอนนี้ ก็เป็นเพียงการถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้อ่านหนังสือดีๆหลายๆเล่ม ได้เห็นการเล่าเรื่อง หรือการนำเสนองานในแบบที่น่าสนใจ ที่จริงแล้ว ผมเองก็เคยอ่านเจอบทความของคุณแสงชัย สุนทรวัฒน์ ที่เขียนไว้ในคอลัมน์ฟุดฟิดฟอไฟ ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เมื่อเกือบๆยี่สิบปีที่แล้ว อ่านแล้วก็ยังประทับใจในตัวอย่างที่ท่านยกมา (ประทับใจขนาดที่ว่าผ่านมานานขนาดนี้ ยังจำได้เลย) เนื่องจากผมไม่สามารถหาบทความดังกล่าวได้อีก ผมจึงขอเขียนเท่าที่จำได้ก็แล้วกันนะครับ ผิดพลาดประการใดก็เป็นที่ตัวผมเอง ท่านว่าไว้ว่า ในบรรดานักพูด หรือนักเล่าเรื่องทั้งหมด เราน่าจะจัดระดับคนที่มีความสามารถในการถ่ายทอด หรือการนำเสนอได้อย่างน้อยๆสามขั้น

ขั้นต้นเลย ต้องยกให้บรรดาศาสดาของทุกศาสนา เพราะสิ่งที่แต่ละคนถ่ายทอดออกมานั้น ผ่านมาเป็นพันปี ถ่ายทอดไว้แบบไม่มีลายลักษณ์อักษร แต่ไฉนเนื้อหาเหล่านั้น ถึงสามารถผ่านกาลเวลามาได้ มีคนเชื่อถือคำพูด นำมาปฏิบัติ รุ่นแล้วรุ่นเล่า ใจความสำคัญก็ยังอยู่ ศาสดาเหล่านี้ เป็นตัวอย่างชั้นครู ที่กาลเวลาพิสูจน์มาแล้ว

ขั้นต่อมาน่าจะเป็นบุคคลสำคัญต่างๆของโลก ตัวอย่างที่ยังได้ยินกันอยู่เรื่อยๆ ก็เป็นบรรดานักการเมืองของสหรัฐอเมริกา ที่หลายๆคนยกย่องกันมากๆ ก็ต้องเป็นจอห์น เอฟ เคเนดี มีคนยกบทพูดจากหลายวาระ มาเป็นตัวอย่างในการพูด อธิบาย หรือขายความคิด ไม่ว่าจะเป็นการพูดเรื่องส่งคนไปดวงจันทร์ หรือเรื่องที่เราหวังว่าเราจะได้อะไรจากรัฐบ้าง อีกสองท่านที่พอจะนึกออกก็คงเป็น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง และโรแนลด์ เรแกน (น่าเสียดายที่การจัดเก็บของเราไม่ได้เป็นระบบ ทำให้ไม่ได้เห็นว่า ปราชญ์ของบ้านเราหลายๆท่านเป็นนักพูดด้วยหรือเปล่า ผมนึกถึงหลายๆท่านที่ผมไม่ได้มีโอกาสได้เจอ เช่น อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ หรืออาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์)

ขั้นที่สาม ก็คือบรรดานักพูดร่วมสมัยที่เราได้เห็นกันแหละครับ กาลเวลาจะเป็นตัวพิสูจน์ว่า นักพูดหรือนักเล่าที่เราได้เห็นได้เจอกัน จะเป็น”ของจริง”หรือเปล่า ผมชอบฟังนักการเมืองหลายๆคนพูด แม้ว่าผมจะไม่ชอบพวกเขาหลายๆคนเลยก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่า โดยอาชีพแล้ว นักการเมืองทุกคน ทุกประเทศ ต้องมีความเป็นนักพูด นักนำเสนอที่ดี ฟังแล้วน่าเชื่อถือ หรือเคลิ้มตาม ส่วนพฤติกรรมจริงจะเป็นอย่างไร ก็คงต้องไปหาหนทางพิสูจน์เอาเอง เท่าที่ได้ติดฟังมา คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเกือบทุกคน พูดเป็นทั้งนั้น หรืออาชีพทั้งหลายที่ออกโทรทัศน์ ก็ดูจะเป็นคนที่นำเสนองานได้เก่งๆทั้งนั้น และที่น่าทึ่งคือ ไม่จำเป็นต้องใช้ภาพ ก็ดูเหมือนว่าจะอธิบายได้ดีทีเดียว

ผมเองด้วยหน้าที่การงาน ทำให้ต้องพูดนำเสนองานมากขึ้น ทำให้ผมสนใจเรื่องการนำเสนองานมากขึ้น ซึ่งจากเดิมก็ชอบอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยิ่งชอบ นอกจากหนังสือสี่เล่มดังกล่าวที่ได้อ้างอิงไปแล้วนั้น ยังมีคัมภีร๊อีกสามเล่มที่เขียนโดยอาจารย์คนเดียวกัน คือ Edward Tufte ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย Yale อันที่จริงแล้ว ผมไม่ได้รู้จักผลงานของอาจารย์ท่านนี้เลย แต่เมื่ออ่านหนังสือหลายๆเล่มที่เกี่ยวกับการนำเสนองานด้วยภาพ และกราฟแล้ว เกีอบทุกเล่มจะกลับมาอ้างอิงหนังสือทั้งสามเล่มของอาจาย์ท่านนี้ และยกให้ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการนำเสนองานด้วยภาพไปแล้ว เข้าใจว่า คงหาดูได้ไม่ง่ายนัก เพราะเป็นตำราเก่า ส่วนเล่มที่สี่ที่ชื่อว่า Beautiful Evidence เพิ่งออกมาใหม่ (ปี ๒๐๐๖) อาจจะพอสั่งได้อยู่ แต่สำหรับคนที่สนใจการนำเสนอ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กร ผมคิดว่า ทั้งสี่เล่มที่อ้างไป หรือจะใช้ Presentation Zen เล่มเดียวก็พอแล้ว หวังว่าคงจะได้อะไรไปบ้างนะครับ เจอกันตอนหน้าครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s