หาคนทำแทน

เขียนให้ นิตยสาร Go Training เดือนมีนาคม ๒๕๕๑

Starbuck, Walmart, Apple, Dell ทั้งหมดนี้ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ที่หลายๆคนน่าจะเคยได้ยินชื่อกันบ้าง ทั้งหมดนี้อยู่กันคนละอุตสาหกรรม มีทั้งเครื่องดื่ม ขายปลีก และคอมพิวเตอร์ ทราบไหมครับว่า ทั้งสี่บริษัทนี้ มีอะไรเหมือนกันบ้าง

ทั้งสี่บริษัทนี้ เคยมียุคสมัยหนึ่งที่ผู้ก่อตั้งบริษัท ต้องกลับมาทำงานบริหารอีกครั้ง หลังจากที่ตัวเองวางมือไปแล้ว คุณ Howard Shultz ของ Starbuck ได้วางมือจากการบริหารไปหลายปี จนกระทั่งเมื่อปีัที่แล้ว ปี 2007 เขาต้องกลับมาใหม่ เมื่อบริษัทเริ่มประสบปัญหา จนทางบอร์ดต้องไปเชิญกลับมา

Sam Walton ก็เขียนถึงเรื่องนี้ในอัตชีวประวัติของตนเองเหมือนกัน (Sam Walton: Made in USA) โดยที่ช่วงหนึ่งเขาก็ตัดสินใจวางมือ และมอบให้คนที่เคยทำงานด้วยกัน ให้ช่วยดูแลต่อ แต่ก็ดำเนินงานผิดพลาด จนต้องกลับมาใหม่ อ่านบทนี้ในหนังสือเล่มนั้นแล้ว รู้สึกถึงความลำบากใจที่เขาต้องทำหน้าที่ปลดผู้บริหารออก แล้วก็กลับมาทำใหม่

ที่น่าทึ่งคือ การกลับมาของ Steve Jobs ที่โดนปลดออกจากบริษัทตัวเอง จนผ่านไปกว่า ๑๐ ปี บริษัทดูเหมือนจะดำดิ่งไปเรื่อยๆ ทางบอร์ดก็ตัดสินใจ ไปเชิญกลับมาใหม่ แล้วก็กลับมาได้สวยงามด้วย จนดูน่าเป้นห่วงว่า คนต่อไปใครจะมาแทนได้

แต่ที่ผมงงมากคือการกลับมาของ Michael Dell เพราะ Dell ทดลองใช้ระบบ CEO คู่อยู่นาน จน Michael Dell วางใจ และปล่อยให้คนที่เขาเลือกมาเอง ทำหน้าที่บริหารต่อไป ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์และบทวิเคราะห์เรื่องการวางมือของ Michael Dell หลายแห่ง จนเชื่อว่า ไม่น่าจะพลาด แต่แล้วก็จนได้ Michael Dell ก็ต้องกลับมาบริหารอีก ภายในเวลาไม่กี่ปี อดคิดไม่ได้ว่า เกิดอะไรขึ้น

เคยได้คุยกับเจ้าของกิจการ แล้วได้ยินเขาบ่นไหมครับว่า ลูกน้องทำไม่ได่อย่างใจ หรือบางครั้ง ผมก้ได้ยินว่า อยากหาใครสักคนมาทำเรื่องเหล่านี้แทน เพื่อที่เขาหรือเธอจะได้ไปทำเรื่องอื่นที่อยากทำอีก บ่อยนะครับ ที่ผมได้ยินทั้งสองอย่างนี้ ผมอดนึกเปรียบเทียบกับกรณีข้างต้นไม่ได้ บางครั้งผมก็อดเตือนเพื่อนๆหรือคนรู้จักเหล่านั้น ให้ลองดูกรณีข้างต้นดูบ้างว่า การหาคนทำแทนเนี่ย มันอาจจะยากกว่าที่คิด เพราะอะไรน่ะหรือครับ น่าจะเป้นเพราะว่า ความรู้สึกเป็นเจ้าของต่างกัน และทิศทางในการสร้างแบรนด์ก็ไม่เหมือนกัน การที่จะถ่ายทอดแนวคิดของการสร้างธุรกิจ ให้เข้าใจตรงกัน เป็นเรื่องที่ยาก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ Apple ในสมัยที่ไม่มี Steve Jobs กับสมัยที่เขากลับเข้ามาใหม่ จะเห็นได้ว่า แนวทางการสร้างบริษัท สินค้า เป็นคนละแนวกันโดยสิ้นเชิง ผู้นำองค์กรในสมัยที่ Steve ไม่อยู่ ก็มีแนวทางการทำงานที่แตกต่างกันออกไป และพลอยทำให้แบรนด์ Apple ค่อยๆเสื่อมมนต์ขลังลง จนเมื่อ Steve กลับเข้ามา เหล่าแฟนๆถึงได้รู้สึกโล่งใจ

แต่กรณีที่น่าพิศวงมาก คือกรณีของ Dell เพราะทั้งสองคนทำงานด้วยกันมานาน จนน่าจะอ่านใจกันออกว่า ความคิดน่าจะออกไปแนวไหน แต่เมื่อมีปัญหาหลังจากที่ปล่อยให้เดินเดี่ยว ก็ต้องไปตาม Michael กลับมาจนได้

ในบ้านเราก็ดูเหมือนจะมีกรณีคล้ายๆกันแบบนี้ให้เห็นเยอะมาก แต่น่าจะเป้นเหตุผลว่า ผู้ที่มาแทน ทำได้ถูกต้อง แต่ไม่ถูกใจ มากกว่าจะเป็นกรณีของทั้งสี่บริษัทข้างต้น (ที่ผู้ดำเนินงานต่อ พาบริษัทไปผิดทิศ ผิดทาง เข้ารกเข้าพง จนต้องไปตามคนมาคุมบังเหียรใหม่)

ผมนึกถึงผู้บริหารมืออาชีพที่เข้าไปอยู่ในเครือข่ายโรงหนังใหญ่ในบ้านเรา ที่มีผู้บริหารมืออาชีพเข้าไปร่วมในตำแหน่งบริหาร แต่ก็ทำได้ไม่นาน ก็ต้องอำลาจากเก้าอี้ไป หรือกรณีของคุณอภิรักษ์ ที่เข้าไปทำหน้าที่เป็น CEO ร่วมที่ Orange แต่ก็ขอลาออกเพื่อไปลงสมัครผู้ว่ากทม. การหาตัวเลือกสำหรับคนในระดับนี้นั้น เรื่องเงินไม่ได้เป็นปัจจัยแล้ว แต่น่าจะเป้นเรื่องแนวทางการทำงาน มากกว่าว่าไม่ถูกใจ ทั้งๆที่ก่อนจะเลือกคนเข้ามา ผมก็เข้าใจว่า เจ้าของกิจการคงจะคิดแล้วคิดอีก

ทั้งนี้คงจะเป็นการฉายภาพแนวคิดของเจ้าของกิจการพอสมควร ว่าเจ้าตัวคิดอย่างไร ที่นิยมทำกันมากๆทั้งในและนอกประเทศ โดยที่ผมสรุปเอาเอง ก็มี คือ

๑) ส่งมอบกิจการให้ลูกหลานทำต่อไป โดยกรณีที่ลูกหลานโตไม่ทัน ก็ให้หามืออาชีพที่ไว้ใจได้มาทำหน้าที่นี้ไปก่อน ในบ้านเรานี่ ผมยังนึกไม่ออกว่า มีกิจการไหนไม่ทำแบบนี้บ้าง ไม่ว่าจะเป้นธนาคาร ห้างสรรพสินค้า อุตสาหกรรมเกษตร และอื่นๆ ในเมืองนอก เท่าที่นึกออก ก็คุณ Rupert Murdoch หรือกลุ่มแฟชัน วิธีนี้ เป็นที่นิยมเพราะง่ายที่สุด ประหยัดสุด เงินทองไม่รั่วไหล และรับประกันได้ว่า กิจการยังอยู่ในมือ

๒) การเล็งหามืออาชีพจริงๆมารับช่วงต่อเพื่อขยายกิจการออกไป ในบ้านเรา ผมยังนึกไม่ค่อยออก ที่พอจะใกล้เคียงบ้าง ก้เป็นกิจการที่ถือกำเนิดมาจากมืออาชีพอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป้นปูนซิเมนต์ไทย ธนาคารบางแห่ง ในขณะที่ในต่างประเทศ แนวทางนี้ดูจะหาตัวอย่างได้ง่ายกว่ามาก เช่น ไมโครซอฟท์ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เขาเฟ้นหามืออาชีพจริงๆ เข้ามาทำแทน หรือ GE และ IBM ที่ผ่านจุดตั้งไข่ไปนานมากแล้ว จนดูจะมีแนวทางการทำ succession plan กันเป็นเรื่องเป็นราวดี

๓) ่แนวทางที่สามนี่สิ ผมว่าเป็นสุดยอดแล้ว นั่นคือ ไม่หาตัวทงตัวแทนแล้ว ขายกิจการทิ้งไปเลย อันนี้เป้นการพิสูจนใจกันพอสมควรว่า ตัดใจได้จริงหรือเปล่า บ้านเราที่เห็นๆ ก้ทั้งชินคอร์ป และ DTAC นี่แหละ ใจถึงกันจริงๆ

ทั้งสามแนวทางนี้ ผมชอบมองแบบที่สองมากที่สุด เพราะเป้นการแสดงความสามารถเฉพาะตัวของเจ้าของกิจการจริงๆ ว่า สามารถหาตัวตายตัวแทนได้จริงหรือเปล่า ที่ผมเห็นเค้าลางอยุ่บ้าง ก็เป็นเครือใหญ่ๆอย่างซีพี ที่เห็นมืออาชีพอยู่ในนั้นบ้าง ดูแล้วน่าสนใจว่า ผู่ใหญ่ระดับนั้นดูแลคนอย่างไร ให้อยู่ในองค์กรได้นานๆ และดูเหมือนว่า จะสามารถวางใจให้ดูแลงานกันต่อไปได้ สามารถแถลงข่าว หรือทำหน้าที่เป็นตัวแทนองค์กรได้ โดยไม่ต้องรออนุมัติอีกที ลองสำรวจองค์กรของตัวเองดูสิครับ ว่ามี succession plan กันหรือเปล่า ไม่แน่นะครับ คุณอาจจะมองเห็นเบื้องหลังการติดสินใจหลายๆอย่างได้ไม่ยาก เพราะเจ้าของกิจการเขากำลังทำ succession plan อยู่ก็ได้ แต่การทำเจ้า plan ที่ว่าเนี่ย ไม่ได้หมายความว่า เขาจะหาใครมาแทนเสมอไปนะครับ เขาอาจจะทำเพื่อให้มั่นใจว่า มีการถ่วงดุลอำนาจกัน จนไม่มีมาแทนที่เขาได้ ก็เป็นได้ ใครจะไปรู้

Advertisements

2 thoughts on “หาคนทำแทน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s