คิดแบบ Google

เขียนให้ นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

สิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารหรือผู้จัดการมักจะตัดสินใจไม่ถูกว่า ควรจะจัดเวลาให้พนักงานแต่ละคนเท่าไร คือการฝึกอบรม งบฝึกอบรมอาจจะเป็นตัวหนึ่งที่โดนหั่นก่อน เวลาองค์กรต้องรัดเข็มขัด ในขณะเดียวกัน เรามักจะให้งาน หรือ”สั่งงาน”นั่นแหละ จนมองข้าม หรือเหลือเวลาเพียงน้อยนิด เพื่อให้คนในทีมพัฒนาตัวเอง ที่แน่ๆ ผมก็เป็นครับ เพราะนอกจากเราจะมีงานล้นมือแล้ว การขออนุมัติงบในการฝึกอบรมนั้น วัดผลได้ลำบาก พูดได้ไม่เต็มปาก ทั้งๆที่ทุกคนก็ทราบว่า ไม่มากก็น้อย การได้พัก ได้ออกไปเจอโลกภายนอก และเรียนรู้เพิ่มเติม เป็นเรื่องดี ที่เขียนมานี้น่ะ ก็เพราะผมสะกิดใจมากๆ หลังจากที่ได้ฟังรายการพอดคาสท์ของนิตยสาร Business Week (http://www.businessweek.com) และตามไปอ่านบทความของเรื่องนี้ (ประจำฉบับวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๐) ที่เว็บไซด์ดังกล่าว ทึ่งมากๆ พอกับรู้สึกว่า มันโดนครับ มันโดน

บทความที่ว่า เขาเขียนเรื่องเกี่ยวกับ Google ครับ โดยที่เราต้องทราบเป็นพื้นก่อนว่า ที่ Google เนี่ย เขายอมให้พนักงานทุกคนแบ่งเวลา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของการทำงาน ไปทำเรื่องอะไรก็ได้ ที่ไม่เกี่ยวกับงาน บางคนอาจจะไปวาดรูป บางคนอาจจะไปเรียนภาษา ไม่่ว่ากัน ทีนี้ ในเรื่องนี้เนี่ย เขาพูดถึงพนักงานท่านหนึ่ง ชื่อว่า Christophe Bisciglia อายุ ๒๗ ปี ทำงานที่นี่มาแล้วกว่า ๕ ปี เขาเอาเวลาที่ว่านี้น่ะ ไปสอนหนังสือครับ เขากลับไปสอนที่ University of Washington ที่เขาจบมา เขากลับไปสอนเรื่องอะไรทราบไหมครับ เขาไปสอนเรื่อง วิธีการคิดเและแนวทางการเขียนโปรแกรมแบบ Google ครับ เขาพบว่า หลายคนนึกภาพไม่ออก หรือไม่เข้าใจว่า วิธีการคิดแบบ Google หรือ การที่ต้องออกแบบระบบที่รองรับการทำงานที่มีโหลดเป็นพันๆเท่าของระบบปกตินั้น ต้องทำอย่างไร ปริมาณทราฟฟิคที่ Google ต้องรับในแต่ละวันสูงมาก และมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าใช้วิธีการทำงานแบบเก่า จะทำไม่ทัน

คูณคริสทอฟ แกกล้้่ามากครับ ที่ไปสอนเรื่องพวกนี้ ในมหาวิทยาลัย และที่แกกล้ากว่านั้น คือ การสั่งคอมพิวเตอร์กว่า ๔๐ เครื่อง เพื่อจำลองการทำงาน มาไว้ที่มหาวิทยาลัย โดยส่งบิลล์ไปเก็บที่ Google ครับ (ถ้าเป็นบ้านเรา นอกจากจะโดนไล่ออกแล้ว อาจจะโดนคดีอาญาด้วยนะเนี่ย) มันยังมีรายละเอียดอีกเยอะนะครับว่า เขาไปทำอะไร ได้อย่างไร แล้วมีใครเห็นบ้าง แต่อยากให้ไปลองหาอ่านจาก Business Week ดูนะครับ แต่เอาเป็นว่า CEO ของ Google ซึ่งก็คือ Eric Schmidt ทราบเรื่องนี้ดี รู้เห็นเป็นใจด้วย โดยจับตาดูอยู่ห่างๆ

มีเอกชน และหน่วยงานรัฐอื่นๆให้ความสนใจมากๆ และอยากให้ขยายไปสอนที่อื่นด้วย โดยเรียกวิชานี้ว่า Google 101 และเมื่อวันหนึ่ง คุณ Sam Palmisano ซึ่งเป็น CEO ของ IBM มาเยี่ยมคุณ Eric ที่ Google ระหว่างที่คุยกันมื้อเที่ยง ทาง Sam ก็พูดถึงเรื่องโครงงานที่ IBM ให้ความสำคัญ คุณ Eric ก็เลยพูดถึงเรื่องที่ คริสทอฟทำอยู่ โดยที่คริสทอฟเองก็นั่งทานอยู่ด้วย ก็เลยกลายเป็นโปรเจคใหญ่ที่ทาง Google และ IBM ร่วมกันทำ และพลอยทำใ้ห้คริสทอฟเอง ต้องไปทำงานนี้เป็นเรื่องเป็นราวเต็มเวลาไปเลย แทนที่จะเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในตอนต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เนื่องจากงานนี้ เป็นงานที่คริสทอฟเองอยากทำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ที่ผมรู้สึกว่า มันโดนเนี่ย มีหลายจุดครับ เพราะต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่เราจะเห็นองค์กรยอมให้คนของตนใช้เวลา ๒๐ เปอร์เซ้นต์ไปทำอะไรก็ได้ เพราะนั่นหมายความว่า ในหนึ่งอาทิตย์ พนักงานแต่ละคนมาทำงานแค่ ๔ วันก็พอแล้ว อีกหนึ่งวันที่เหลือ อยากจะทำอะไรก็ไปทำ ผมนับถือใจของผู้บริหารจริงๆ เพราะจากประสบการณ์การทำงานเห็น พนักงานบริษัททั่วไปใช้เวลา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ยังไม่เห็นมีท่าทีว่า จะทำงานเสร็จเลย แถมยังอาจจะต้องหอบงานกลับไปทำที่บ้านอีก
ที่สำคัญ Google เป็นองค์กรใหญ่นะครับ มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก มีพนักงานเป็นหมื่นๆคน และได้รับการยอบรับว่า เป็นบริษัทที่มีคนอยากทำงานมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา มีบุคลากรระดับหัวกะทิของโลกมาทำงานอยู่ที่นั่น หลายคนอาจจะบอกว่า แน่ล่ะสิ บริษัทมีเงินมากพอ อยู่ในช่วงขาขึ้น จะทำอะไรแปลกๆก็ได้ แต่ผมเชื่อว่า ทัศนคติในการคิดของผู้บริหารในเชิงกลยุทธต่างหาก ถึงทำให้เขาทำแบบนั้น และประสบความสำเร็จ ทุกอย่างอยู่ที่การคิด และวิสัยทัศน์จริงๆ ผมอดนึกไม่ได้ว่า ถ้าบริษัทไหนในบ้านเรา จะทำอย่างนี้บ้าง คงต้องมีกฏระเบียบว่า ให้ทำอะไรได้บ้าง หรือ ไม่ให้เอาเวลาไปทำอะไรบ้าง โดยอ้างว่า บ้านเราไม่เหมือนอเมริกา หรือไม่ก็บกว่า ทำงานที่บริษัทนี้นะ ไม่ใช้ Google ด้วยน้ำเสียงประชดประชันนิดๆ (คิดแล้วเซ็ง)

อีกจุดหนึ่งที่ชอบคือ การที่ช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงานที่อาวุโสน้อย มีน้อยมาก ในบทความดังกล่าว เขาบอกว่า เมื่อตอนที่คริสทอฟเริ่มงานที่ Google นั้น เขานั่งตรงข้ามกับออฟฟิสของคุณ Eric ก็เลยทำให้สนิทสนมกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งต้องนึกชม CEO อยู่ในใจว่า วางตัวได้ดี พอๆกับตาแหลมพอที่จะมองออกว่า ใครเป็นพวก high caliber บ้าง (จะว่าไป ชั่วโมงนี้ พนักงาน Google คงแทบจะเป็น High Celiber กันหมด) คิดถึงว่า CEO ของ IBM กับ CEO ของ Google ทานข้าวเที่ยงกันที่ canteen ของบริษัท โดยมีพนักงานระดับ Junior นั่งด้วยแล้ว มันบอกถึงวัฒนธรรมองค์กรหลายๆอย่าง โดยไม่ต้องอธิบาย และที่ชอบมากๆ คือ การที่ยอมให้คนภายในนำเรื่องราวไปสอนภายนอกได้ นับถึอครับ นับถือ

ผมเองได้มีโอกาสรับชมรายการพอดคาสท์ของ Stanford University ซึ่งเชิญบุคคลในวงการมาเล่าเรื่องที่เขาทำ เท่าที่พอจะเปิดเผยได้ มาเล่าให้นักศึกษาระดับ MBA ฟัง ก็ได้เจอคนที่ทำ GMail และคนที่ทำ Google Mobile Interface มาเล่าแนวคิดของเขาให้ฟัง ทึ่งครับ ทึ่งมาก

สุดท้ายนี้ ก็อยากวกกลับมาที่เปิดเรื่องทิ้งเอาไว้ เราสามารถนำแนวทางแบบ Google มาใช้กับการฝึกอบรมได้นะครับ แทนที่จะคิดว่า ต้องส่งคนของเราไปเรียนอะไร อาจจะโยนกลับไปถามคนในทีมแทนว่า อยากเรียนอะไร แล้วก็ให้ไปทำเลย วัดเป็นไตรมาสก็พอไหว ประหยัดงบได้ด้วย ผมว่าคนของเราพอรู้แหละว่า เขาควรจะไปเรียนอะไร หรือถ้าเก่งขนาดคริสทอฟ ยิ่งสบายใจเข้าไปใหญ่ ทั้งสองฝ่าย แต่คุยกับฝ่ายบุคคล หรือเจ้าของบริษัทให้ดีนะครับ จะได้ไม่มีปัญหาในภายหลัง อ่านเรื่องนี้ แล้วสะกิดใจครับ หวังว่า เมื่อได้อ่านแล้ว จะรู้สึกคันไปด้วย เหมือนผมนะครับ

Advertisements

4 thoughts on “คิดแบบ Google

  1. เห็นเขียนใน Go Training เลยไม่มีพื้นที่แสดงความคิดเห็น

    วิธีนี้ของ Christophe Bisciglia ทำให้ผมนึกถึง Google Tech Talk ครับ

    ไม่เกี่ยวกับการที่คนข้างใน Google ไปสอนข้างนอก แต่เป็นคนข้างนอกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือใครก็ตามใน Google มาสอนในคน Google

    ถ้านำมาประยุกต์ใช้ผมว่าจะเกิดการ Discussion และ E-Learning ได้ดีทีเดียว

  2. ขอบคุณนะครับ ที่มาให้ความเห็น

    ผมเองเคยมีประสบการณ์ตรง สมัยที่ TelecomAsia เปลี่ยนเป็น True
    ทางสายงานการตลาด ก็มีการเชิญบุคคลภายนอก มาพูดเหมือนกันเรื่องการเปลี่ยนแปลง
    น่าสนุกดี เท่าที่จำได้ คนที่มามีคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา คุณสมพล (ดีเจ) แล้วก็จำไม่ได้แล้ว ผมไม่ได้ไปฟังเอง แต่ดูจาก webcast ที่โต๊ะทำงาน สนุกดี

    ที่ทำงานหลายๆแห่ง ใหญ่ๆหน่อยในบ้านเรา ก็คงมีเหมือนกันมั้ง

  3. ขอบคุณมากนะคะสำหรับข้อมูล หนิงเองดูแลทางด้าน HR.อยู่ ดีจังเลยค่ะ จะได้เอาไปคุยกับเจ้านายได้ สำหรับไอเดียนี้ เพราะบางคนก็ยังไม่ค่อยมองเห็นความสำคัญของการฝึกอบรมเท่าไหร่นะคะ จริงไห๊ม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s