๑๗. สื่อหลักเริ่มมอง

หลายๆคนคงได้เห็นงาน MacWorld 2008 เมื่อกลางเดือนมกราคม ๒๕๕๑ (ที่เพิ่งผ่านมา) เป็นงานที่ทุกคนจำได้ว่า เป็นการเปิดตัว MacBook Air โดยมีการเล่น gimmick โดยใส่เครื่อง MacBook Air ในซองเอกสารสีน้ำตาล แล้ว Steve Jobs ก็เทเครื่องนี้ออกมาจากซอง น่าประทับใจมาก

แต่เสียดายที่หลายๆคนอาจจะมองข้ามอีกช่วงหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งช่วงดังกล่าว เป็นตอนที่แนะนำการให้เช่าหนัง (Video Rental) ซึ่งถ้าเป็นเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่า สตูดิโอใหญ่จะยอม แต่ก็เป็นไปแล้ว เพราะไม่อย่างนั้น คนรับชมอาจจะหันไปหาทางเลือกอื่นๆ ที่ทางสตูดิโออาจจะไม่ได้เงิน เช่น ไปโหลดทาง BitTorrent

ในช่วงดังกล่าว ทางแอปเปิลก็ได้ไปเชิญ CEO ของ 20th Century Fox มากล่าวแนะนำบริการ ผมเองก็เพิ่งสะดุดใจหลังจากที่ได้ยินที่เขาพูด เพราะเป็นการให้เหตุผลที่เข้าท่ามาก เขาบอกว่า เนื้องานของการทำหนังนั้น ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า ทำใ้เร็วที่สุด ใช้เงินให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วก็ฉายให้มีคนมาดูมากที่สุดเท่าที่ทำได้ ส่วนจะทำอย่างไรให้คนมาดูเยอะนี่สิ ที่ต้องมาพิจารณา เขาบอกว่า หลักๆแล้ว ผู้ชมต้องการให้บริการเหล่านี้ทำให้ได้ตาม ๕ ข้อนี้

๑) มีให้เลือกเยอะ (A wide varieties of choices)

๒) เข้าถึงง่าย (Easy Access)

๓) ใช้งานง่าย (Convenience)

๔) สามารถรับชมได้ ทุกที่ทุกเวลาที่ต้อง (Able to control where, when and how they consume it)

๕) สามารถพกพาไปไหนต่อไหนได้ (Portability)

และนั่นทำให้เขาต้องมามองหาสื่อใหม่ที่สามาถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ แล้วก็คลายปมว่า สุดท้ายก็ได้คำตอบว่า ต้องทำให้ใช้งานใน iPod ให้ได้ ฟังแล้วแน่นอนว่า เอียงไปทางแอปเปิล แต่เนื้อหาทั้ง ๕ ข้อนั้น ผมว่า เข้าท่ามาก ลองนึกถึงรายการพอดคาสท์ทั้งหลายที่เรารับชม หรือรับฟังกันสิครับ (แน่นอน รวมทั้งเว็บพอดคาสท์อย่างช่างคุยด้วย) ตรงตามคุณสมบัติหมดทั้ง ๕ ข้อเลย

คนที่พูดนั้นเป็น CEO ของสตูดิโอฮอลลีวูดที่เห็นแล้วมีการเปลี่ยนแปลง ต้องหานวัตกรรมใหม่ออกมาช่วย ผมจำได้ว่า เคยอ่านในหนังสือ Work in Progress ของ Michael Eisner ซึ่งเป็น CEO ของ Disney ได้ออกมากล่าวถึง เมื่อตอนต้องตัดสินใจปล่อยหนังของดิสนีย์ในรูปแบบวิดีโอ หรือดีวีดีเหมือนกัน เขาบอกว่า หลายๆเสียง ณ เวลานั้น ก็คัดค้าน เพราะนั่นหมายถึงรายได้จากการฉาย Rerun ตามโรงทุก ๕ ปี ๑๐ ปีจะหายไปเลย แต่เมื่อ CFO ออกมาคิดเลขให้เห็นถึง Time Value of Money แล้ว ทุกคนก็ต้องยอมรับ รายได้จากการขายจะดีกว่าจากการฉาย Rerun

ผ่านมาถึงยุค ๒๐๐๐ ทุกคนก็ต้องมาคิดใหม่อีกครั้งว่า จะทำอย่างไรกับปรากฏการณ์ของสื่อใหม่เหล่านี้ และเราก็ได้เห็นแล้วอย่างน้อยก็จากขยับของ 20th Century Fox คราวนี้ แล้วบ้านเราล่ะ เราได้เห็นบ้างหรือยัง

ทุกอย่างมันต้องมาด้วยกันมั้งครับ ถึงจะเริ่มเห็นการเคลื่อนไหวหลายๆอย่างได้ ไม่ว่าจะเป็น

๑) นายทุน – สตูดิโอหนัง ค่ายเพลง สถานีโทรทัศน์

๒) ผู้ผลิตผลงาน – ผู้สร้างหนัง นักดนตรี ผู้ผลิตรายการ

๓) สภาพแวดล้อม – กฏหมาย infrastructure (ระบบสื่อสาร ไฟฟ้า ฯลฯ) ลักษณะทางสังคม

๔)  ผู้รับชม

ดูๆแล้ว ข้อ ๑ กับ ข้อ ๓ กระมังที่ทำให้สื่อใหม่ ยังเป็นสิ่งที่สื่อใหญ่ยังเพียงแค่ “จับตาดูอยู่เงียบๆ”

โฆษณา

เล่าเรื่องแบบมืออาชีพ ตอน ๑

เขียนให้ นิตยสาร Go Training เดือนเมษายน ๒๕๕๑

อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในองค์กร หลายๆคนคงตอบว่า คน ผมเองก็ตอบว่าคน แต่ Peter Drucker ซึ่งยกย่องกันว่า เป็นปรมาจารย์ทางด้านการจัดการ (Management Guru) แย้งว่า ไม่ใช่ เขาบอกว่า คนสามารถหามาเปลี่ยนได้ ในแง่ว่า บ้านเมืองยังต้องเปลี่ยนผู้นำ องค์กรก็ต้องเคยเปลี่ยน CEO นับประสาอะไรกับพนักงานทั่วๆไป ที่วันดีคืนดีั อาจจะลาออก หรือประสบเหตุให้ต้องออกไป แต่องค์กรโดยรวมก็ยังอยู่ได้

Drucker บอกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเวลาครับ หาซื้อไม่ได้ เก็บไม่ได้ หายแล้วก็หายไป ให้แทนกันก็ไม่ได้ ผมอ่านบทความนี้มากว่า ๑๐ ปี ทุกวันนี้ ก็ยังจำได้ หาทางแย้งในใจหลายต่อหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าจริง

ถ้าเวลาสำคัญขนาดนั้น แล้วเคยไหมครับ ที่เราเข้าไปฟังการพูด สัมมนา หรือการประชุม แล้วเรารู้สึกเสียดายเวลาจัง ไม่น้อยนะครับ ที่เราจะอยู่ในสถานะการแบบนั้น ผมได้ไปอ่านหนังสือเรื่อง Presentation Zen ของ Garr Reynolds แล้ว มีอยู่ตอนหนึ่งที่เขาเขียนไว้ ทำให้อดนึกถึงที่ Drucker เขียนไว้ไม่ได้ หนังสือเล่มนั้น เขียนเรื่องการทำอย่างไรให้การนำเสนองาน (Presentation) ออกมามีประสิทธิภาพ แล้วเขาก็บอกว่า ลองนึกดูก็แล้วกันว่า เวลาเรานำเสนองานแต่ละครั้ง ต้องเรียกคนมากี่คน แล้วต้องใช้เวลาเท่าไร ถ้าเราไม่สามารถนำเสนอได้ดี หรือไม่มีประสิทธิภาพ แต่ละคนจะเสียเวลามากขนาดไหน เพราะฉะนั้น ผู้ที่ทำหน้าที่นำเสนองาน อาจจะต้องเตรียมตัวมากหน่อย เพื่อเตรียมข้อมูลและซักซ้อม แต่เพื่อแลกกับเวลาของแต่ละคนที่เข้าร่วมงาน เมื่อลองคูณเลขเล่นๆแล้ว น่าจะคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปโดยรวม อ่านแล้วก็ชอบ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยากเหมือนกันนะครับ ชีวิตนี้มีไม่กี่ครั้ง ที่ได้เห็นคนนำเสนองานดีๆ หรือแม้แต่ตัวเอง ก็ไม่ได้ทำได้ดีทุกครั้ง ว่าแต่ว่า แล้วแบบไหนล่ะที่เรียกว่าดี

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ หลายๆคนอาจจะได้เคยเห็นคลิปวิดีโอของ Steve Jobs ไม่ว่าจะเป็นเปิดตัว iPhone ในงาน MacWorld เมื่อต้นปี ๕๐ หรือ งานเปิดตัว MacBook Air ที่ MacWorld เมื่อต้นปี ๕๑ ที่เพิ่งผ่านมาอยู่บ้าง อันนี้เป็นตัวอย่างการทำ Presentation ที่ดี ผมอยากแนะนำให้ลองไปหาดู จะไปที่เว็บไซด์ของ Apple ก็ได้ เพื่อดูเป็นตัวอย่างของการนำเสนอแบบมืออาชีพ ผมเองไม่ได้ใชเจ้า iPhone หรอกครับ ไม่ได้อยากได้เท่าไรนัก แต่ที่ต้องทึ่ง คือนานๆจะเห็นการโฆษณาล่วงหน้ากว่าครึ่งปี แล้วสามารถสร้างกระแสได้แรงทั้งโลกขนาดนั้น (ขายจริงปลายเดือนมิถุนายน ๕๐) ทั้งๆที่มีรุ่นเดียว ในขณะที่ยี่ห้ออื่นออกกันปีละไม่รู่้วากี่รุ่นต่อกี่รุ่น แต่ก็ไม่ได้สร้างกระแสความแรงได้เท่าที่ Steve Jobs ทำไว้ ต้องยอมรับว่า วันนั้น Steve ทำได้ดีจริงๆ แล้วก็ให้ไปได้อ่านหนังสือที่มีเนื้อหาในเชิงแนะนำการนำเสนองานที่ดี อยู่สองสามเล่ม อ่านแล้วก็ชอบครับ ก็เลยอยากจะเล่าให้ได้ฟังกันบ้าง

ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้ผมต้องกลับมาใช้งาน PowerPoint อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้จับอย่างเป็นจริงเป็นจัง มาหลายปี และเนื่องจากใช้เครื่อง Apple ทำให้ได้ใช้งานเจ้า Keynote ของตระกูล Apple ด้วย ก็เลยกลับมาดูเทคนิคการนำเสนองานอีกครั้ง ยิ่งคิด ยิ่งทำ ยิ่งรู้สึกว่า การนำเสนองานผ่านโปรแกรมพวกนี้ เป็นวิธีการฝึกคนให้เป็นนักเล่าเรื่องที่ดีทางหนึ่ง ไปๆมาๆ ผมว่า มันไม่ต่างจากการทำหนังสักเท่าไร ยิ่งซอฟท์แวร์สมัยนี้ ทำให้เราใส่เพลง เสียง ภาพและหนังได้ง่ายขึ้นมาก ยื่งทำให้การทำ presentation slide น่าสนุกมาก แต่ที่ยากคือต้องทำให้คนฟัง รู้สึกสนุกไปด้วย

ในหนังสือ Presentation Zen เน้นคุณสมบัติง่ายๆ แค่สามข้อคือ

  1. Simplicity (เข้าใจง่าย),
  2. Creativity (สร้างสรรค์) และ
  3. Brevity (กระชับ)

ยิ่งเมื่อไปเทียบดูกับที่ไ้ด้เห็นการนำเสนอแบบ Apple แล้ว จะยิ่งเห็นได้ชัดขึ้น

เท่าที่ได้เห็นหลายๆงาน Steve Jobs มักจะนิยมเริ่มเรื่องด้วยการนำเสนอผลงาน หรือยอดขายในรอบปีที่ผ่านมา ว่าทำไปได้เท่าไร เป็นอย่างไร โดยทำเป็นกราฟเแท่งง่ายๆ หรือเป็น Pie Chart พื้นๆ ผมดูหลายครั้งก็ยังอดนำมาใช้ไม่ได้ เพราะเขามักไม่นิยมเล่าเป็นตัวเลขที่ละเอียดนัก ไม่จำเป็นต้องบอกว่า ๖ เดือนที่ผ่านมา ทำยอดขายได้ ๖๑,๒๕๐,๐๐๐ ชิ้น แต่จะเขียนแค่ว่า ๖๑ ล้านชิ้น เท่านั้นเอง สั้นๆ ง่ายๆ รายละเอียดบนกราฟ ก็ไม่ได้สนใจสเกลมากนัก มักนิยมทำในเชิงเปรียบเทียบมากกว่า ดูแล้วก็เข้าใจง่ายดี ไม่ต้องคอยหาดูจาก Legend ของกราฟ ก็พอจะรู้ว่า เส้นไหนหลายถึงอะไร ตรงตามหลักการของ Simplicity, Creativity และ Brevity ดีจัง ยิ่งเมื่อนึกถึึงกราฟทีได้เห็นจากการ present ทั้งภายในบริษัท หรือจากคนภายนอกมาพูดให้ฟัง บางกราพต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน กว่าผมเองจะเข้าใจ และบางครั้งทำให้ขาดความต่อเนื่องในการฟังไปเลย

ต่อมาเมื่อมีการเอ่ยถึงข้อดี ข้อเสีย หรือเป็นการบรรยายลักษณะของสินค้า เขาก็เพียงทำเป็น Bullet Points ของ Key Words นั้น ไม่ได้เขียนเป็นประโยคคำพูด เพื่อให้อ่านตาม อันนี้สำคัญนะครับ ถ้าเป็นการนำเสนองาน ในห้องประชุมใหญ่ การเขียนเป็นประโยคจะทำให้คนอ่านตาม แล้วพลอยทำให้เขาลดความสนใจของผู้พูด เพราะว่า ด้วยธรรมชาติมนุษย์ เราอดอ่านตามไมได้ ทั้งนี้ การทำสไลด์เพื่อเป็นการประกอบการพูด ไม่น่าจะต้องเขียนเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น เพราะเขาต้องการให้ฟังคนพูด ส่วนเอกสารที่ต้องให้เขานำติดตัวออกไป เมื่อสิ้นสุดงานแล้ว น่าจะเป็นเอกสารอีกชุดหนึ่ง ซึ่งมีคำบรรยายมากกว่าบนสไลด์ และสามารถนำไปอ่านทบทวนได้ในภายหลัง ลองไปดูสไลด์ที่อยู่บนจอของ Apple เมื่อ Steve Jobs หรือคนอื่นๆขึ้นมาพูดนะครับ จะเห็นได้ว่า มันจะสั้นมากๆ เห็นแล้วเข้าใจทันที โดยเราสามารถไปอ่านรายละเอียดตามได้ในภายหลัง จากเอกสารอื่นประกอบ ไม่ว่าจะเป็น Technical Specfications หรือ User Manual อื่นๆ เห็นแล้ว ก็ชอบ เพราะจริงๆแล้ว (๑) สไลด์ประกอบการบรรยาย (๒) Technical Specification และ (๓) คู่มือใช้งาน เป็นเอกสารสามชิ้น ที่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน ใช้คนละวาระ แต่เรามักจะนิยมทำรวมๆกัน เลยพลอยทำให้การนำเสนองาน ไม่น่าสนใจเท่าที่ควร อันนี้ต้องลองไปดูตอนที่ Apple พูดถึง Hardware รุ่นใหม่นะครับ เขาเล่าได้เป็นจุดๆ ในแบบที่น่าสนใจ และมักจะให้คนฟังไปหารายละเอียดต่อเอาเองจาก Technical Specification ซึ่งหลายๆครั้ง เป็นการหมกเม็ดข้อเสีย ไม่ให้จับได้ซะเฉยๆ เนียนมาก

ส่วนที่ซับซ้อนมาก เขามักจะนิยมใช้ภาพประกอบ อันนี้หลายๆคนทราบอยู่แล้วว่า การนำเสนองานด้วยภาพนั้น เข้าใจง่ายกว่าด้วยตัวอักษรแน่ๆ แต่ที่ยากคือ จะใช้ภาพแบบไหน จากไหน และวางภาพอย่างไรให้น่าสนใจ อันนี้อยากให้ลองไปหาดูหนังสือ Presentation Zen จังครับ เพราะมีตัวอย่างดีๆหลายแผ่น หรือลองไปดูที่เว็บของคนเขียนที่ http://www.presentationzen.com ดูครับ ทำได้น่าสนใจดี ถ้ามองย้อนกลับไปที่งาน Apple พอมาถึงตรงนี้แล้ว เขานิยมสาธิตให้ดูเลยครับ เพื่อให้เข้าใจ แต่สำหรับงาน Present ทั่วไป เรามักจะนิยมใช้ภาพกัน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นจากหนังสือ หรือจากเพื่อนๆที่อยู่ในวงการที่ปรึกษา หรือ consult มักจะแนะนำให้หาภาพที่เป็นมืออาชีพ หรือไม่อย่างนั้น ก็หลีกเลี่ยงการใช้การ์ตูน หรือคลิปอาร์ตที่แถมมากับ Microsoft Office เพราะมักจะทำให้ดูพื้น ใ้ห้ความรู้สึกไม่เป็นมืออาชีพ พลอยทำให้ไม่น่าสนใจ

และท้ายสุดของการ present งาน Steve Jobs มักจะนำราคามาเฉลย โดยยกข้อดีต่างๆนาๆ มาสรุป พร้อมกับยกตัวอย่างสินค้าคู่แข่งที่พอจะเปรียบเทียบได้ แล้วก็ค่อยเฉลยว่า ตั้งราคาไว้เท่าไร ซึ่งจะว่าไป หลายๆครั้งที่เราไป present งานเอง ถ้าเราทำได้ดีจริงๆ ลูกค้ามักจะถามข้ามช็อตอยู่แล้วว่า ตกลงเป็นราคาเท่าไร อันนี้เป็นสัญญาณที่ดีครับ ผมเองก็ชอบดูการลำดับสไลด์ของ Steve Jobs ในส่วนนี้ timing และ sequence ทำได้ดีทีเดียว เหมือนตอนดูหนังน่ะครับ ๑๕ นาทีสุดท้ายจะเป็นการค่อยๆคลายปมที่ผูกไว้ตั้งต้นเรื่อง ในหลักการเดียวกัน การเปิดราคาในตอนท้าย ดูแล้วน่าสนใจ ทั้งๆที่ราคาของสินค้า Apple เกือบทุกครั้ง มักจะตั้งไว้สูงกว่าคู่แข่ง หรืออย่างน้อยก็จะสูงกว่าที่ผมเดาไว้เสมอ (ยกเว้น Mac OsX อันนี้ถูกมาก) แต่ก็ดูน่าตื่นเต้นทุกครั้ง ดูแล้วก็ต้องนำมาประยุกต์น่ะครับ

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงข้อสังเกตุจากที่ได้เห็นงาน Presentation ที่ดี โดยที่ยังไม่ได้ว่ากันถึงเรื่องเทคนิคของการทำ presentation กันเลย ว่าจะทำอย่างไรให้น่าสนใจ น่าเสียดายที่เนื้อที่หมดแล้ว มาว่ากันตอนหน้าก็แล้วกันครับ ผมอยากนำทีี่เคยอ่านหลายๆเล่มมาเล่าให้่ฟังต่อ

หาคนทำแทน

เขียนให้ นิตยสาร Go Training เดือนมีนาคม ๒๕๕๑

Starbuck, Walmart, Apple, Dell ทั้งหมดนี้ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ที่หลายๆคนน่าจะเคยได้ยินชื่อกันบ้าง ทั้งหมดนี้อยู่กันคนละอุตสาหกรรม มีทั้งเครื่องดื่ม ขายปลีก และคอมพิวเตอร์ ทราบไหมครับว่า ทั้งสี่บริษัทนี้ มีอะไรเหมือนกันบ้าง

ทั้งสี่บริษัทนี้ เคยมียุคสมัยหนึ่งที่ผู้ก่อตั้งบริษัท ต้องกลับมาทำงานบริหารอีกครั้ง หลังจากที่ตัวเองวางมือไปแล้ว คุณ Howard Shultz ของ Starbuck ได้วางมือจากการบริหารไปหลายปี จนกระทั่งเมื่อปีัที่แล้ว ปี 2007 เขาต้องกลับมาใหม่ เมื่อบริษัทเริ่มประสบปัญหา จนทางบอร์ดต้องไปเชิญกลับมา

Sam Walton ก็เขียนถึงเรื่องนี้ในอัตชีวประวัติของตนเองเหมือนกัน (Sam Walton: Made in USA) โดยที่ช่วงหนึ่งเขาก็ตัดสินใจวางมือ และมอบให้คนที่เคยทำงานด้วยกัน ให้ช่วยดูแลต่อ แต่ก็ดำเนินงานผิดพลาด จนต้องกลับมาใหม่ อ่านบทนี้ในหนังสือเล่มนั้นแล้ว รู้สึกถึงความลำบากใจที่เขาต้องทำหน้าที่ปลดผู้บริหารออก แล้วก็กลับมาทำใหม่

ที่น่าทึ่งคือ การกลับมาของ Steve Jobs ที่โดนปลดออกจากบริษัทตัวเอง จนผ่านไปกว่า ๑๐ ปี บริษัทดูเหมือนจะดำดิ่งไปเรื่อยๆ ทางบอร์ดก็ตัดสินใจ ไปเชิญกลับมาใหม่ แล้วก็กลับมาได้สวยงามด้วย จนดูน่าเป้นห่วงว่า คนต่อไปใครจะมาแทนได้

แต่ที่ผมงงมากคือการกลับมาของ Michael Dell เพราะ Dell ทดลองใช้ระบบ CEO คู่อยู่นาน จน Michael Dell วางใจ และปล่อยให้คนที่เขาเลือกมาเอง ทำหน้าที่บริหารต่อไป ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์และบทวิเคราะห์เรื่องการวางมือของ Michael Dell หลายแห่ง จนเชื่อว่า ไม่น่าจะพลาด แต่แล้วก็จนได้ Michael Dell ก็ต้องกลับมาบริหารอีก ภายในเวลาไม่กี่ปี อดคิดไม่ได้ว่า เกิดอะไรขึ้น

เคยได้คุยกับเจ้าของกิจการ แล้วได้ยินเขาบ่นไหมครับว่า ลูกน้องทำไม่ได่อย่างใจ หรือบางครั้ง ผมก้ได้ยินว่า อยากหาใครสักคนมาทำเรื่องเหล่านี้แทน เพื่อที่เขาหรือเธอจะได้ไปทำเรื่องอื่นที่อยากทำอีก บ่อยนะครับ ที่ผมได้ยินทั้งสองอย่างนี้ ผมอดนึกเปรียบเทียบกับกรณีข้างต้นไม่ได้ บางครั้งผมก็อดเตือนเพื่อนๆหรือคนรู้จักเหล่านั้น ให้ลองดูกรณีข้างต้นดูบ้างว่า การหาคนทำแทนเนี่ย มันอาจจะยากกว่าที่คิด เพราะอะไรน่ะหรือครับ น่าจะเป้นเพราะว่า ความรู้สึกเป็นเจ้าของต่างกัน และทิศทางในการสร้างแบรนด์ก็ไม่เหมือนกัน การที่จะถ่ายทอดแนวคิดของการสร้างธุรกิจ ให้เข้าใจตรงกัน เป็นเรื่องที่ยาก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ Apple ในสมัยที่ไม่มี Steve Jobs กับสมัยที่เขากลับเข้ามาใหม่ จะเห็นได้ว่า แนวทางการสร้างบริษัท สินค้า เป็นคนละแนวกันโดยสิ้นเชิง ผู้นำองค์กรในสมัยที่ Steve ไม่อยู่ ก็มีแนวทางการทำงานที่แตกต่างกันออกไป และพลอยทำให้แบรนด์ Apple ค่อยๆเสื่อมมนต์ขลังลง จนเมื่อ Steve กลับเข้ามา เหล่าแฟนๆถึงได้รู้สึกโล่งใจ

แต่กรณีที่น่าพิศวงมาก คือกรณีของ Dell เพราะทั้งสองคนทำงานด้วยกันมานาน จนน่าจะอ่านใจกันออกว่า ความคิดน่าจะออกไปแนวไหน แต่เมื่อมีปัญหาหลังจากที่ปล่อยให้เดินเดี่ยว ก็ต้องไปตาม Michael กลับมาจนได้

ในบ้านเราก็ดูเหมือนจะมีกรณีคล้ายๆกันแบบนี้ให้เห็นเยอะมาก แต่น่าจะเป้นเหตุผลว่า ผู้ที่มาแทน ทำได้ถูกต้อง แต่ไม่ถูกใจ มากกว่าจะเป็นกรณีของทั้งสี่บริษัทข้างต้น (ที่ผู้ดำเนินงานต่อ พาบริษัทไปผิดทิศ ผิดทาง เข้ารกเข้าพง จนต้องไปตามคนมาคุมบังเหียรใหม่)

ผมนึกถึงผู้บริหารมืออาชีพที่เข้าไปอยู่ในเครือข่ายโรงหนังใหญ่ในบ้านเรา ที่มีผู้บริหารมืออาชีพเข้าไปร่วมในตำแหน่งบริหาร แต่ก็ทำได้ไม่นาน ก็ต้องอำลาจากเก้าอี้ไป หรือกรณีของคุณอภิรักษ์ ที่เข้าไปทำหน้าที่เป็น CEO ร่วมที่ Orange แต่ก็ขอลาออกเพื่อไปลงสมัครผู้ว่ากทม. การหาตัวเลือกสำหรับคนในระดับนี้นั้น เรื่องเงินไม่ได้เป็นปัจจัยแล้ว แต่น่าจะเป้นเรื่องแนวทางการทำงาน มากกว่าว่าไม่ถูกใจ ทั้งๆที่ก่อนจะเลือกคนเข้ามา ผมก็เข้าใจว่า เจ้าของกิจการคงจะคิดแล้วคิดอีก

ทั้งนี้คงจะเป็นการฉายภาพแนวคิดของเจ้าของกิจการพอสมควร ว่าเจ้าตัวคิดอย่างไร ที่นิยมทำกันมากๆทั้งในและนอกประเทศ โดยที่ผมสรุปเอาเอง ก็มี คือ

๑) ส่งมอบกิจการให้ลูกหลานทำต่อไป โดยกรณีที่ลูกหลานโตไม่ทัน ก็ให้หามืออาชีพที่ไว้ใจได้มาทำหน้าที่นี้ไปก่อน ในบ้านเรานี่ ผมยังนึกไม่ออกว่า มีกิจการไหนไม่ทำแบบนี้บ้าง ไม่ว่าจะเป้นธนาคาร ห้างสรรพสินค้า อุตสาหกรรมเกษตร และอื่นๆ ในเมืองนอก เท่าที่นึกออก ก็คุณ Rupert Murdoch หรือกลุ่มแฟชัน วิธีนี้ เป็นที่นิยมเพราะง่ายที่สุด ประหยัดสุด เงินทองไม่รั่วไหล และรับประกันได้ว่า กิจการยังอยู่ในมือ

๒) การเล็งหามืออาชีพจริงๆมารับช่วงต่อเพื่อขยายกิจการออกไป ในบ้านเรา ผมยังนึกไม่ค่อยออก ที่พอจะใกล้เคียงบ้าง ก้เป็นกิจการที่ถือกำเนิดมาจากมืออาชีพอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป้นปูนซิเมนต์ไทย ธนาคารบางแห่ง ในขณะที่ในต่างประเทศ แนวทางนี้ดูจะหาตัวอย่างได้ง่ายกว่ามาก เช่น ไมโครซอฟท์ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เขาเฟ้นหามืออาชีพจริงๆ เข้ามาทำแทน หรือ GE และ IBM ที่ผ่านจุดตั้งไข่ไปนานมากแล้ว จนดูจะมีแนวทางการทำ succession plan กันเป็นเรื่องเป็นราวดี

๓) ่แนวทางที่สามนี่สิ ผมว่าเป็นสุดยอดแล้ว นั่นคือ ไม่หาตัวทงตัวแทนแล้ว ขายกิจการทิ้งไปเลย อันนี้เป้นการพิสูจนใจกันพอสมควรว่า ตัดใจได้จริงหรือเปล่า บ้านเราที่เห็นๆ ก้ทั้งชินคอร์ป และ DTAC นี่แหละ ใจถึงกันจริงๆ

ทั้งสามแนวทางนี้ ผมชอบมองแบบที่สองมากที่สุด เพราะเป้นการแสดงความสามารถเฉพาะตัวของเจ้าของกิจการจริงๆ ว่า สามารถหาตัวตายตัวแทนได้จริงหรือเปล่า ที่ผมเห็นเค้าลางอยุ่บ้าง ก็เป็นเครือใหญ่ๆอย่างซีพี ที่เห็นมืออาชีพอยู่ในนั้นบ้าง ดูแล้วน่าสนใจว่า ผู่ใหญ่ระดับนั้นดูแลคนอย่างไร ให้อยู่ในองค์กรได้นานๆ และดูเหมือนว่า จะสามารถวางใจให้ดูแลงานกันต่อไปได้ สามารถแถลงข่าว หรือทำหน้าที่เป็นตัวแทนองค์กรได้ โดยไม่ต้องรออนุมัติอีกที ลองสำรวจองค์กรของตัวเองดูสิครับ ว่ามี succession plan กันหรือเปล่า ไม่แน่นะครับ คุณอาจจะมองเห็นเบื้องหลังการติดสินใจหลายๆอย่างได้ไม่ยาก เพราะเจ้าของกิจการเขากำลังทำ succession plan อยู่ก็ได้ แต่การทำเจ้า plan ที่ว่าเนี่ย ไม่ได้หมายความว่า เขาจะหาใครมาแทนเสมอไปนะครับ เขาอาจจะทำเพื่อให้มั่นใจว่า มีการถ่วงดุลอำนาจกัน จนไม่มีมาแทนที่เขาได้ ก็เป็นได้ ใครจะไปรู้

คิดแบบ Google

เขียนให้ นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

สิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารหรือผู้จัดการมักจะตัดสินใจไม่ถูกว่า ควรจะจัดเวลาให้พนักงานแต่ละคนเท่าไร คือการฝึกอบรม งบฝึกอบรมอาจจะเป็นตัวหนึ่งที่โดนหั่นก่อน เวลาองค์กรต้องรัดเข็มขัด ในขณะเดียวกัน เรามักจะให้งาน หรือ”สั่งงาน”นั่นแหละ จนมองข้าม หรือเหลือเวลาเพียงน้อยนิด เพื่อให้คนในทีมพัฒนาตัวเอง ที่แน่ๆ ผมก็เป็นครับ เพราะนอกจากเราจะมีงานล้นมือแล้ว การขออนุมัติงบในการฝึกอบรมนั้น วัดผลได้ลำบาก พูดได้ไม่เต็มปาก ทั้งๆที่ทุกคนก็ทราบว่า ไม่มากก็น้อย การได้พัก ได้ออกไปเจอโลกภายนอก และเรียนรู้เพิ่มเติม เป็นเรื่องดี ที่เขียนมานี้น่ะ ก็เพราะผมสะกิดใจมากๆ หลังจากที่ได้ฟังรายการพอดคาสท์ของนิตยสาร Business Week (http://www.businessweek.com) และตามไปอ่านบทความของเรื่องนี้ (ประจำฉบับวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๐) ที่เว็บไซด์ดังกล่าว ทึ่งมากๆ พอกับรู้สึกว่า มันโดนครับ มันโดน

บทความที่ว่า เขาเขียนเรื่องเกี่ยวกับ Google ครับ โดยที่เราต้องทราบเป็นพื้นก่อนว่า ที่ Google เนี่ย เขายอมให้พนักงานทุกคนแบ่งเวลา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของการทำงาน ไปทำเรื่องอะไรก็ได้ ที่ไม่เกี่ยวกับงาน บางคนอาจจะไปวาดรูป บางคนอาจจะไปเรียนภาษา ไม่่ว่ากัน ทีนี้ ในเรื่องนี้เนี่ย เขาพูดถึงพนักงานท่านหนึ่ง ชื่อว่า Christophe Bisciglia อายุ ๒๗ ปี ทำงานที่นี่มาแล้วกว่า ๕ ปี เขาเอาเวลาที่ว่านี้น่ะ ไปสอนหนังสือครับ เขากลับไปสอนที่ University of Washington ที่เขาจบมา เขากลับไปสอนเรื่องอะไรทราบไหมครับ เขาไปสอนเรื่อง วิธีการคิดเและแนวทางการเขียนโปรแกรมแบบ Google ครับ เขาพบว่า หลายคนนึกภาพไม่ออก หรือไม่เข้าใจว่า วิธีการคิดแบบ Google หรือ การที่ต้องออกแบบระบบที่รองรับการทำงานที่มีโหลดเป็นพันๆเท่าของระบบปกตินั้น ต้องทำอย่างไร ปริมาณทราฟฟิคที่ Google ต้องรับในแต่ละวันสูงมาก และมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าใช้วิธีการทำงานแบบเก่า จะทำไม่ทัน

คูณคริสทอฟ แกกล้้่ามากครับ ที่ไปสอนเรื่องพวกนี้ ในมหาวิทยาลัย และที่แกกล้ากว่านั้น คือ การสั่งคอมพิวเตอร์กว่า ๔๐ เครื่อง เพื่อจำลองการทำงาน มาไว้ที่มหาวิทยาลัย โดยส่งบิลล์ไปเก็บที่ Google ครับ (ถ้าเป็นบ้านเรา นอกจากจะโดนไล่ออกแล้ว อาจจะโดนคดีอาญาด้วยนะเนี่ย) มันยังมีรายละเอียดอีกเยอะนะครับว่า เขาไปทำอะไร ได้อย่างไร แล้วมีใครเห็นบ้าง แต่อยากให้ไปลองหาอ่านจาก Business Week ดูนะครับ แต่เอาเป็นว่า CEO ของ Google ซึ่งก็คือ Eric Schmidt ทราบเรื่องนี้ดี รู้เห็นเป็นใจด้วย โดยจับตาดูอยู่ห่างๆ

มีเอกชน และหน่วยงานรัฐอื่นๆให้ความสนใจมากๆ และอยากให้ขยายไปสอนที่อื่นด้วย โดยเรียกวิชานี้ว่า Google 101 และเมื่อวันหนึ่ง คุณ Sam Palmisano ซึ่งเป็น CEO ของ IBM มาเยี่ยมคุณ Eric ที่ Google ระหว่างที่คุยกันมื้อเที่ยง ทาง Sam ก็พูดถึงเรื่องโครงงานที่ IBM ให้ความสำคัญ คุณ Eric ก็เลยพูดถึงเรื่องที่ คริสทอฟทำอยู่ โดยที่คริสทอฟเองก็นั่งทานอยู่ด้วย ก็เลยกลายเป็นโปรเจคใหญ่ที่ทาง Google และ IBM ร่วมกันทำ และพลอยทำใ้ห้คริสทอฟเอง ต้องไปทำงานนี้เป็นเรื่องเป็นราวเต็มเวลาไปเลย แทนที่จะเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในตอนต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เนื่องจากงานนี้ เป็นงานที่คริสทอฟเองอยากทำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ที่ผมรู้สึกว่า มันโดนเนี่ย มีหลายจุดครับ เพราะต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่เราจะเห็นองค์กรยอมให้คนของตนใช้เวลา ๒๐ เปอร์เซ้นต์ไปทำอะไรก็ได้ เพราะนั่นหมายความว่า ในหนึ่งอาทิตย์ พนักงานแต่ละคนมาทำงานแค่ ๔ วันก็พอแล้ว อีกหนึ่งวันที่เหลือ อยากจะทำอะไรก็ไปทำ ผมนับถือใจของผู้บริหารจริงๆ เพราะจากประสบการณ์การทำงานเห็น พนักงานบริษัททั่วไปใช้เวลา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ยังไม่เห็นมีท่าทีว่า จะทำงานเสร็จเลย แถมยังอาจจะต้องหอบงานกลับไปทำที่บ้านอีก
ที่สำคัญ Google เป็นองค์กรใหญ่นะครับ มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก มีพนักงานเป็นหมื่นๆคน และได้รับการยอบรับว่า เป็นบริษัทที่มีคนอยากทำงานมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา มีบุคลากรระดับหัวกะทิของโลกมาทำงานอยู่ที่นั่น หลายคนอาจจะบอกว่า แน่ล่ะสิ บริษัทมีเงินมากพอ อยู่ในช่วงขาขึ้น จะทำอะไรแปลกๆก็ได้ แต่ผมเชื่อว่า ทัศนคติในการคิดของผู้บริหารในเชิงกลยุทธต่างหาก ถึงทำให้เขาทำแบบนั้น และประสบความสำเร็จ ทุกอย่างอยู่ที่การคิด และวิสัยทัศน์จริงๆ ผมอดนึกไม่ได้ว่า ถ้าบริษัทไหนในบ้านเรา จะทำอย่างนี้บ้าง คงต้องมีกฏระเบียบว่า ให้ทำอะไรได้บ้าง หรือ ไม่ให้เอาเวลาไปทำอะไรบ้าง โดยอ้างว่า บ้านเราไม่เหมือนอเมริกา หรือไม่ก็บกว่า ทำงานที่บริษัทนี้นะ ไม่ใช้ Google ด้วยน้ำเสียงประชดประชันนิดๆ (คิดแล้วเซ็ง)

อีกจุดหนึ่งที่ชอบคือ การที่ช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงานที่อาวุโสน้อย มีน้อยมาก ในบทความดังกล่าว เขาบอกว่า เมื่อตอนที่คริสทอฟเริ่มงานที่ Google นั้น เขานั่งตรงข้ามกับออฟฟิสของคุณ Eric ก็เลยทำให้สนิทสนมกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งต้องนึกชม CEO อยู่ในใจว่า วางตัวได้ดี พอๆกับตาแหลมพอที่จะมองออกว่า ใครเป็นพวก high caliber บ้าง (จะว่าไป ชั่วโมงนี้ พนักงาน Google คงแทบจะเป็น High Celiber กันหมด) คิดถึงว่า CEO ของ IBM กับ CEO ของ Google ทานข้าวเที่ยงกันที่ canteen ของบริษัท โดยมีพนักงานระดับ Junior นั่งด้วยแล้ว มันบอกถึงวัฒนธรรมองค์กรหลายๆอย่าง โดยไม่ต้องอธิบาย และที่ชอบมากๆ คือ การที่ยอมให้คนภายในนำเรื่องราวไปสอนภายนอกได้ นับถึอครับ นับถือ

ผมเองได้มีโอกาสรับชมรายการพอดคาสท์ของ Stanford University ซึ่งเชิญบุคคลในวงการมาเล่าเรื่องที่เขาทำ เท่าที่พอจะเปิดเผยได้ มาเล่าให้นักศึกษาระดับ MBA ฟัง ก็ได้เจอคนที่ทำ GMail และคนที่ทำ Google Mobile Interface มาเล่าแนวคิดของเขาให้ฟัง ทึ่งครับ ทึ่งมาก

สุดท้ายนี้ ก็อยากวกกลับมาที่เปิดเรื่องทิ้งเอาไว้ เราสามารถนำแนวทางแบบ Google มาใช้กับการฝึกอบรมได้นะครับ แทนที่จะคิดว่า ต้องส่งคนของเราไปเรียนอะไร อาจจะโยนกลับไปถามคนในทีมแทนว่า อยากเรียนอะไร แล้วก็ให้ไปทำเลย วัดเป็นไตรมาสก็พอไหว ประหยัดงบได้ด้วย ผมว่าคนของเราพอรู้แหละว่า เขาควรจะไปเรียนอะไร หรือถ้าเก่งขนาดคริสทอฟ ยิ่งสบายใจเข้าไปใหญ่ ทั้งสองฝ่าย แต่คุยกับฝ่ายบุคคล หรือเจ้าของบริษัทให้ดีนะครับ จะได้ไม่มีปัญหาในภายหลัง อ่านเรื่องนี้ แล้วสะกิดใจครับ หวังว่า เมื่อได้อ่านแล้ว จะรู้สึกคันไปด้วย เหมือนผมนะครับ

iPod รุ่นใหม่ และเกมการตลาดของ Apple

เขียนให้ http://www.siampod.com

โดย ภาสกร หงษ์หยก
Passakorn@changkhui.com
๗ กันยายน ๒๕๕๐

แอปเปิลคงเป็นไม่กี่บริษัทในโลก ที่มีแฟนบริษัท ในความหมายที่ว่า ไม่ว่าจะมีสินค้าและบริการอะไรออกมา ก็มีคนคอยติดตาม วิจารณ์ และอุดหนุนสินค้าอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งนี้หมายถึงตลาดผู้บริโภคทั่วไป โดยยกตลาดธุรกิจแยกออกไป เห็นกันบ่อยๆ  คนที่ใช้เครื่องแมคอินทอช มักจะมี iPod และถ้าไม่มี iPhone ก็จะร่ำๆอยากได้ หรือไม่ก็มีอาการพูดถึงบ่อยโดยไม่ตั้งใจ ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงแค่คนไทย ที่ฟังๆจากรายการของอเมริกัน ก็พอจะเดาๆความรู้สึกได้ ลองนึกถึงแบรนด์อื่นๆที่สามารถเทียบเคียงได้บ้าง ก็พอจะได้แบบเป็น Product Line นั้นๆเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่าคลาสสิคอย่างรถ Volkswagen Beetle ที่มีแฟนเหนียวแน่นมาก แต่ VW ในปัจจุบันก็ไม่ได้สามารถเก็บเกี่ยวตลาดนี้ได้เท่าไร เป็น segment ที่เป็นเอกเทศมาก หรือ อย่าง Sony ที่ปัจจุบันอยู่ในสถานะการณ์ลุ่มๆดอนๆ (คงเหมือนแอปเปิล ยุคทศวรรษ ๙๐) ก็มีหลาย Production Line มาก ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูป กล้องวิดีโอ ทีวี เครื่องเล่นดีวีดี เครื่องเล่นเกมส์ เครื่องเล่น MP3 และอีกหลายๆอย่าง เช่ือเหลือเกินว่า คงมีหลายๆคน หรือหลายๆบ้านเหมือนกันที่เป็น Sony ทั้งบ้าน แต่ Sony ก็ยังดูจะขาดเสน่ห์ลึกๆอย่าง Apple

ณ เวลานี้ ถ้า Apple จะขายทีวี ตู้เย็น พัดลม เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น กล้องถ่ายรูป กล้องวิดีโอ รถ นาฬิกาข้อมือ หรือ แปรงสีฟันไฟฟ้า ก็เชื่อได้ว่า คงขายได้และมีคนชอบแน่ๆ แค่ออกมาปีละอย่าง ก็พอแล้ว แต่เมื่อออกครบหมดทุกอย่างแล้ว ความเป็น Apple ก็คงมีเสน่ห์น้อยลง (อดนึกถึงหนังสือการตลาดเก่าแก่ระดับคลาสสิค อย่าง Positioning ของ Al Ries และ Jack Trout ไม่ได้) แต่ลองอ่านดูต่อไป เพราะผู้เขียนเชื่อว่า Apple คงยังไม่ทำ

นอกเรื่องไปเยอะ ที่เขียนมาข้างต้น ก็เพราะทึ่งมากที่ทุกครั้ง เวลา Steve Jobs ออกมาแนะนำสิินค้าใหม่ คนทั้งโลกก็จะเฝ้าดูและบอกข่าวต่อๆกัน โดยไม่ต้องลงทุนประชาสัมพันธ์เลย อย่างน้อยๆที่เห็นในบ้านเรา ในระยะปีสองปีที่ผ่านมา เห็นคนเฝ้าอ่านรายงานข่าวบรรทัดต่อบรรทัด (จากการรายงานสดในห้องแถลงข่าว) แล้วก็มากระจายข่าวแล้ว อดชื่นชมความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ไม่ได้ และถึงแม้บางครั้ง สินค้านั้นๆอาจจะไม่เป็นที่ถูกใจ หรือประสบความสำเร็จมากนัก แต่ความที่ตัวข่าวยังมีคนพูดถึง หรือให้ความสำคัญ ก็น่าจะพอใจแล้ว เว็บบอร์ดของช่างคุยเอง (Changkhui.Com) ก็ยังมีคนมาเขียนข่าวเลย

ดังนั้นทุกครั้งที่ Apple มีสินค้าใหม่ทีไร ทั้งโลกก็อดจับตามองไม่ได้ เพราะไม่มากก็น้อย นี่คือก้าวย่างการตลาดของผู้นำ มีผลต่อทิศทางการตลาด และการปล่อยสินค้าตระกูล iPod เมื่อวันที่ ๕ กันยายนที่ผ่านมา ก็ทำให้นึกถึงคำพูดในวงเสวนาของเฮียฮ้อกับหนุ่มเมืองจันท์ (ที่ประชาชาติธุรกิจ) ไม่ได้ ที่ว่า ความสำเร็จของ YouTube ทำให้เห็นได้ว่า ผู้บริโภคไม่ได้นิยมแค่เสียงแล้ว ตอนนี้ผู้บริโภคชอบภาพด้วย

ถ้าจะเสริมก็คงต้องเพิ่มว่า เทคโนโลยีและราคาในการให้ได้ content ที่เป็นภาพและเสียงคงเพิ่งมาถึงจุดที่ยอมรับได้เมื่อไม่กี่ปีนี้ิเอง เชื่อว่า คงมีคนเคยลองทำเว็บคล้ายๆ YouTube บ้างในอดีต แต่เนื่องจากราคาและพื้นที่ให้บริการ  Broadband ในระยะต้นๆ คงทำให้มีคนที่สามารถใช้บริการได้น้อย ยังไม่ต้องพูดถึงฝั่งผู้ให้บริการ ที่ต้องเตรียมถังข้อมูลที่ใหญ่มหาศาล และมีราคาสูงมากในอดีต บ้านเราเองก็เพิ่งจะสองสามปีหลังนี่เองที่ราคา broadband อยู่ในเกณท์ที่ผู้บริโภคทั่วไปรับได้ และทำให้เรารับชมวิดีโอทางอินเตอร์เน็ทในระดับคุณภาพภาพที่พอรับได้ และใช้เวลาในการโหลดไม่นานนัก

Apple คงเห็นสถิติจาก iTunes มากพอที่จะเดาทิศทางของตลาดได้ เพราะจะเห็นได้ว่า ตอนนี้นอกจากเจ้า iPod Shuffle ซึ่งเป็นตัวเล็กสุดแล้ว ที่เหลือสามารถรับชมวิดีโอได้หมด ทำให้ตอนนี้ ปัจจัยในการขาย Content ออนไลน์แบบวิดีโอ ครบหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ๑) การยอมรับของผู้บริโภค (market acceptance) ๒) ความพร้อมและบริการของอุปกรณ์ปลายทาง (Device) ๓) สื่อ (Medium)  และ ๔) Content (เพลง ภาพ และวิดีโอ)

พอมองจากมุมนี้ ก็จะเห็นได้ว่า Apple คุมเกมการตลาดของตัวเองอยู่จริงๆ ทั้งในส่วนของ Device ที่ผ่านอินเตอร์เน็ท (iPod ทั้งหมด) ทีวี (ผ่าน Apple TV) และ โทรศัพท์ (ผ่าน iPhone) โดยออกแบบให้ทุกชิ้น ต้องผ่าน Content Aggregator ของตัวเอง คือ iTunes Store และ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าที่ iPod ไม่สามารถรับวิทยุได้นั้น เป็นเพราะ Apple ไม่มีโอกาสได้อะไรเลยจากการให้ content วิทยุหรือเปล่า ก็เลยตัดการทำงานนี้ออกไป แต่ก็จะเป็นการมอง Apple ในแง่ร้ายมากเกินไปกระมัง

เห็นแล้วก็อดนึกถึง Nokia และ Sony ไม่ได้ ที่ Apple ได้เข้าไปรุกตลาดของทั้งสองแบรนด์ ซึ่งทั้งสองก็คงพยายามที่จะสร้างนวัตกรรมด้าน Device มาสู้ แต่ก็ยังขาดในสิ่งที่ Apple นำหน้าไปไกลแล้วที่ iTunes Store ในส่วนของ Content Aggregator

และในอีกฝั่งหนึ่ง เจ้าพ่อ Content ในตลาดโลก ทั้งค่ายหนังและค่ายเพลง ก็เริ่มหาทางสร้างทางเลือกอื่นที่อยู่นอก iTunes Store บ้าง เพราะการเร็วในการเติบโตของ iTunes Store คงเริ่มสร้างความอึดอัดในกับผู้สร้าง Content พอสมควร เชื่อว่า ทุกคนก็เห็นแน่ว่า ตลาดจะต้องไปในทิศทางที่ต้องการซื้อ-ขายวิดีโอทางอินเตอร์เน็ท แต่คงไม่มีคนคาดว่า ตลาดผู้บริโภคที่รับได้กับคุณภาพภาพที่เล็กขนาด iPod จะมีขนาดที่ใหญ่และโตเร็วขนาดนี้  จนเมื่อทุกคนเริ่มเห็นตลาดนี้ในมุมของ Apple ทุกคนก็ดูเหมือนจะตามหลังผู้นำไปแล้วก้าวใหญ่ๆเลยทีเดียว

ผู้เขียนเองก็ไม่นึกเช่นกันว่า ปัจจุบันจะมานั่งดูรายการ Diggnation ผ่าน iPod และตัวเองก็มานั่งทำ video podcast กับเพื่อนๆที่ ช่างคุย.คอม เพราะในทางหนึ่ง เราเห็นวิวัฒนาการและการต่อสู้ของรูปแบบดีวีดี ทั้ง HD-DVD และ BluRay ซึ่งเป็นที่เข้าใจและคาดเดากันได้ว่า เป็นตลาดที่ใหญ่และมีศักยภาพมาก แต่เมื่อมามองอีกทางหนึ่งในเครื่องเล่นตระกูล iPod ซึ่งเทียบคุณภาพไม่ได้กับอีกทางที่กล่าวข้างต้น แต่ก็น่าสนใจเหมือนกันว่า ตลาดนี้โตเอาโตเอา ว่ากันด้วยเรื่อง content ล้วนๆ โดยมี Apple เป็นผู้ควบคุมสเป็คโดยปริยาย ทั้งรูปแบบเสียง และขนาดวิดีโอ โดยกำหนดให้เป็นคุณสมบัติที่ต้องมีเพื่อเล่นในเครื่อง iPod, iPhone และ Apple TV ที่ตัวเองผลิต และถ้าจะให้ดี ก็ควรใช้อุปกรณ์เครื่องแมคอินทอช และซอฟท์แวร์ของ Apple ด้วยจะดีมาก (ซึ่งผู้เขียนก็ประสบกับตัวเองอยู่ในปัจจุบัน)

ผลกระทบของ iPod ตระกูลใหม่คงได้เห็นกันไม่นานนี้ ในเรื่องของแรงเหวี่ยงที่ทำให้เกิด Content ใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มของพวกที่อยู่ใน Long Tail (อยากแนะนำให้คนที่สนใจเรื่องสื่อแนวใหม่ และการตลาดในโลกดิจิตอลให้ได้อ่าน The Long Tail ของ Chris Anderson) สำหรับคนทำ podcast คนไทย คงได้มีโอกาสได้เห็นอะไรอีกมาก (ถ้าไม่หมดกำลังใจ และกำลังเงินกันไปก่อน) เอาไว้ว่างๆ จะเขียนมาให้อ่านกันอีก โดยเฉพาะเมื่อนำเรื่อง The Long Tail มาประยุกต์ใช้กับสถิติ Podcast ที่ช่างคุย.คอม ยังมีเรื่องให้เล่าได้อีกพอสมควร