๑๖. โอกาสเกิดของสื่อใหม่

สื่อมวลชนที่คนนึกถึงอันดับแรกๆ น่าจะได้แก่ โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร เหล่านี้เป็นสื่อที่เข้าถึงมวลชนได้มหาศาล และเป็นที่เข้าถึงได้ง่าย ทุกเพศ ทุกวัย และเนื่องจากเป็นสื่อใหญ่ โครงสร้างธุรกิจจึงออกแบบให้อยู่ได้โดยโฆษณา

พี่ตุ้ม(สรกล/หนุ่มเมืองจันท์)เคยบอกไว้ว่า ในบรรดาสิ่งพิมพ์ทั้งสามประเภทใหญ่ นิตยสารอยู่ได้ด้วยโฆษณา รายได้จากการขายไม่ได้ช่วย และเป็นต้นทุนที่เอาเรื่องอยู่ หนังสือพิมพ์อยู่ได้ด้วยโฆษณาเช่นกัน โดยมีรายได้จากการขายพอจะหักกลบลบหนี้ค่าพิมพ์ได้บ้าง ส่วนพอกเก็ตบุ๊ค มียอดขายเป็นรายได้ล้วนๆ และมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ (ถ้าขายได้นะ)

แล้วพอดคาสท์​ล่ะ

เท่าที่เห็นจากของต่างประเทศ สื่อประเภทนี้ยังอยู่ในขั้นแบเบาะ ผู้คนจับตามอง ให้ความสนใจ แต่ยังไม่ให้เงิน (เศร้า) ได้มีโอกาสฟังบทสนทนาของผู้ก่อตั้ง Podshow.Com ในรายการ This Week in Tech เมื่อประมาณต้นปีนี้ ก็ได้แต่ทำใจเหมือนกัน ถ้าคิดจะหาเลี้ยงตัวด้วยสื่อแนวนี้ เพราะคุณ Ron Bloom ให้สัมภาษณ์ว่า เขามีรายการในมือหลายพัน (น่าจะประมาณ ๕ พัน ถ้าจำไม่ผิด) แต่ที่ทำเงินได้ มีเพียงร้อยละ ๑๐ (ถ้าผิดพลาด มาโทษผมได้ครับ อาศัยความจำอย่างเดียว ไม่ได้กลับไปหาฟังใหม่) นั่นก็แสดงว่า พอดคาสท์ในเวลานี้ อยู่ในขั้นทดลอง เท่านั้น และคุณ Leo Laporte เองก็ยังพูดว่า คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักคำว่า Podcast หรอก นั่นขนาดในสหรัฐอเมริกานะ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นมาได้ ก็อาจจะเป็นเทอมที่ติดปากเร็วก็ได้ เหมือนอย่าง Blog, iPod, BitTorrent ก็ได้

ผมเห็นด้วยกับที่หลายๆคนในวงการพอดคาสท์สหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นไว้ว่า แอปเปิลเป็นบริษัทที่มีส่วนร่วมมือ และผลักดันให้วงการพอดคาสท์เกิดมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการรองรับการทำงานพอดคาสท์ใน iPod/iTunes iPhone และที่น่าสนใจมากคือ Apple TV (แต่น่าเสียดายว่า เงียบเหลือเกินในเวลานี้)

จากเดิมที่สื่ออย่างพอดคาสท์ต้องรับชมทางคอมพิวเตอร์อย่างเดียว เราเริ่มมีตัวเลือกมากขึ้น สามารถรับชมทางเครื่อง iPod ได้ พกพาไปไหนต่อไหนได้ ฟังเมื่อไรก็ได้ ดูเป็นวิดีโอก็ได้ ต่อมาอยู่ในโทรศัพท์ด้วย พกง่ายเข้าไปอีก และเมื่อมาถึง Apple TV  ก็กลายเป็นว่า เรารับชมทางทีวีได้้ด้วย ปีนี้กลายเป็นปีแรกที่เราสามารถผลิตรายการวิดีโอในไทย แล้วนำไปฉายในทีวีได้ทั่วโลก(ที่มี AppleTV และอินเตอร์เน็ท) ดังนั้นผมจึงคิดว่า ผู้ทำรายการคงต้องทำรายการให้รองรับ Life Style ของคนรับชมมากขึ้น มีทางเลือกให้ทั้งเสียง วิดีโอ สามารถโหลดผ่านทาง iTunes ให้ไปอยู่ที่เครื่องไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น iPod, iPhone หรือ Apple TV ในขณะที่ต้องเตรียมหน้าเว็บไว้ด้วย content มีอย่างเดียวได้ แต่คงต้องเตรียมช่องรับชมไว้หลายทาง

ด้วย infrastructure ปัจจุบัน เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องเริ่มต้น แต่ความเป็นไปได้ทางเทคนิค เราได้เห็นแล้ว และไม่ต้องเป็นมืออาชีพ ก็สามารถทำได้ด้วย

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ผมว่าเราเริ่มเห็นความสามารถทาง supply แล้วล่ะว่ามาแน่ และง่ายขึ้นเรื่อยๆ แล้วเรื่อง Demand ล่ะ อันนี้จากสิ่งที่เราเห็นรอบตัว และจากประสบการณ์ที่ทำมา ผมว่า Demand สำหรับ content นั้นมีมานานแล้ว อย่างที่บอกเคยเขียนไปในตอนต้นๆน่ะครับ โทรทัศน์และวิทยุทำหน้าที่ป้อน content ที่เป็นที่ต้องการสำหรับคนหมู่มาก (เป็นหมื่น แสน ล้านคน)ไปแล้ว แต่โลกนี้ยังมีเรื่องอีกมากที่เป็นที่สนใจของคนในหมู่ที่เล็กลงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถโบราณ หนังทดลองแปลก ดนตรีแนวทางใหม่ๆ ผมเชื่อว่า เรื่องราวพวกนี้จะค่อยๆลงไปอยู่ในอินเตอร์เน็ท ในรูปแบบพอดคาสท์มากขึ้น ดูจากรายการของคนไทยเองที่ทำๆกันให้ได้เห็น ก็เริ่มเห็นแล้วว่า มีหลากหลายแนวทาง ต่างๆกันไป ไม่ว่าจะเป็น Dual Geek, DuoCore Tv, SukiFlix  หรือที่มาแรงอย่าง FukDuk TV หลายๆรายการทำ Production ได้ไม่แพ้รายการโทรทัศน์ทีเดียว

กลับมาเรื่องการแจ้งเกิดของพอดคาสท์บ้าง ดูเผินๆ Demand ก็มี Supply ก็พร้อม น่าจะเกิดได้ แต่พอดูในรายละเอียด คงต้องใช้เวลาในการหาจุดสมดุลย์อยู่บ้าง ลงโฆษณาโทรทัศน์ มีโอกาสให้คนได้ดูเป็นหมื่นเป็นแสน ลงโฆษณาในเว็บไซด์ก็ยังเป็นหมื่นๆ แต่ลงในพอดคาสท์ ยังอยู่ในหลักพัน คนลงโฆษณาคงคิดหนักหน่อย แม้จะมีข้อดีที่มี shelf life สูงมาก ตรงจุดกว่า วัดการรับชมได้แม่นกว่า ในขณะที่โทรทัศน์ วิทยุ นั้น ลงครั้งเดียว ผ่านแล้วก็ผ่านไป กลุ่มคนรับชมกว้าง(ไม่โฟกัส) วัดความนิยมจากการสำรวจ(มีความคลาดเคลื่อนสูง) แต่คนลงโฆษณาคงตอบเจ้าของเงินได้ง่ายกว่า เพราะอย่างน้อยๆ เรื่องนี้ใครๆเขาก็ทำกัน (เหมือนซื้อคอมพิวเตอร์ IBM จะอย่างไรก็ไม่โดนด่า เพราะซื้อของแพงไว้ก่อน)

คนทำพอดคาสท์เองก็คงปวดหัวกับเรื่องนี้กันทุกคน โดยเฉพาะคนที่ทำรายการวิดีโอ แม้ว่าต้นทุนในการออกอากาศไม่มีค้ำคอ เหมือนรายการโทรทัศน์ แต่ Production  Cost ก็ไม่ได้น้อยไปกว่าการผลิตรายการโทรทัศน์เท่าไร  ก็ได้แต่ให้กำลังใจล่ะครับต้องทำใจ  ขอไปร้องไห้ก่อนนะ

โฆษณา

๑๕. สถิติที่น่าสนใจ

(ผมเรียบเรียง ตอนที่ ๑๔ ใหม่นะครับถ้าใครได้อ่านมาก่อน อาจจะลองกลับไปดูใหม่ได้)

ตอนแรกที่ทำรายการ ก็ตั้งใจจะทำเป็นรายการเสียงอย่างเดียว แต่ด้วยความอยากลอง (อย่างที่เขียนในตอนก่อน) ก็เลยทำรายการวิดีโอด้วย แต่ด้วยความขึ้เกียจ ประกอบกับเกรงใจคนฟัง ก็เลยทำลิงค์ดาวน์โหลด และ iTunes ลิงค์ ให้โหลดเสียง แล้วก็ใช้ Google Video เป็นตัวเล่น Flash Video หน้าเว็บ เผื่อจะมีคนอยากดูวิดีโอ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมทำพลาด เผลอกดอัพโหลดไฟล์วิดีโอ ไปที่เซิร์ฟเวอร์ที่อเมริกาด้วย ด้วยความเสียดายเวลาที่ทำไปแล้ว ก็เลยทำลิงค์หน้าเว็บให้ทั้งสองไฟล์เลย โดยที่ไฟล์วิดีโอใหญ่กว่าเสียงหลายเท่า เป็นรายการคุยคุ้ยเต่านี่แหละ ปรากฏว่า ยอดดาวน์โหลดเป็นวิดีโอสูงกว่าเสียงหลายเท่ามาก แปลกดี ทั้งๆที่มีคนบ่นว่า ไฟล์ใหญ่โหลดลำบาก แต่เมื่อให้เลือกเสียงและวิดีโอ ส่วนใหญ่ก็ยังเลือกวิดีโออยู่ดี

จากนั้นไม่นานก็ได้ไปฟังเสวนาของพี่ตุ้มและเฮีอฮ้อ ก็ได้ยินเฮียฮ้อพูดว่า ดูความสำเร็จของ YouTube ดูสิ มันแสดงให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ชอบดูทั้งภาพและเสียง มากกว่าเสียงอย่างเดียว ก็คงจริงล่ะครับ แต่ที่แน่ๆ content ต้องโดนพอสมควร เคยลองโพสท์ถามในเว็บบอร์ดคุยคุ้ยเต่าดู ว่า ถ้าเป็นไฟล์ใหญ่ๆจะโหลดไหม ก็ได้รับคำตอบทำนองว่า โหลดข้ามวันก็ยังทำมาแล้ว ขอให่้ทำออกมาเถอะ อื้อ! พลังของ content นี่แรงจริงๆ

นอกจาก content จะแรงแล้ว แรงเชียร์จาก Opinion Leader ก็สำคัญไม่น้อย แน่นอนว่า content ที่เราทำกับหนุ่มเมืองจันท์ ไม่มากก็น้อย ต้องมีคนอยากรับชม แต่ใครจะไปนึกว่า รายการที่คุณ Indies’ Girl ไปชวนคนดังจากห้องก้นครัวของ Pantip.Com จะมีแรงกระเพื่อมสูง ในตอนแรก ก็คาดอยู่แหละว่า จะมีคนมาเยอะจากการที่นกไปสัมภาษณ์คุณ Triny และคุณ Guzzie มาคุย แฟนๆของทั้งสองคนคงไม่น้อยทีเดียว แต่ที่งงกว่า คือคุณย่าดา เพราะท่านนำไปแนะนำใน Blog ของท่านด้วย (ที่เรียกว่าท่าน เพราะท่านอาวุโสกว่าผมมาก ใกล้ๆรุ่นแม่ผมเลยแหละ) แล้วปรากฏว่า ผ่านไปหลายเดือนๆ Blog นี้ก็ยังส่งลิงค์มาที่ช่างคุยอยู่อย่างสม่ำเสมอ น่าทึ่งจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าบทสัมภาษณ์ของทั้ง Triny และที่ Guzzie มาเล่าเรื่อง Delia Smith และ Martha Stewart ติดอันดับยอดโหลด Top5 มานานมากแล้ว

สถิติของเว็บไซด์เป็นเรื่องของการคาดคะเนในระดับหนึ่ง ผมนำ Log ไฟล์ของ Hosting Server มาวิเคราะห์ผ่านโปรแกรมไม่ต่ำกว่า ๕ โปรแกรม นอกจากผลจะไม่เท่ากันแล้ว มันยังต่างกันมาก อย่างมีนัยสำคัญเลยล่ะ คุยคุ้ยเต่ามียอด Request หลายๆพัน แต่มียอด Incomplete สูงมากพอๆกัน รายการอื่นมียอดลดลงมา แต่ก็มีสัดส่วน Request และ Incomplete พอๆกันกับคุยคุ้ยเต่า สุดท้ายผมเลือกจะเชื่อโปรแกรมที่ให้ค่าต่ำสุด เพราะอย่างน้อยก็มั่นใจว่า ไม่เกินเหตุ และไม่หลอกตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ไม่น่าสนใจไปเหมือนกัน เวลาหาสปอนเซอร์

หลายๆคนแนะนำให้ใช้ Google Adsense ผมก็ลองนะครับ แต่่ด้วยประสบการณ์ส่วนตัว ผมแทบไม่ไปหน้าเว็บของรายการที่ตัวเองรับชมเป็นประจำ เพราะเรารับไฟล์ผ่าน RSS หรือ iTunes อยู่แล้ว ทำให้โฆษณาหน้าเว็บดูไม่น่าสนใจไปเลย เมื่อมาดูสถิติ RSS แล้วก็สอดคล้องกับที่เราเดาไว้ เพราะยอดคนเข้ามาผ่าน RSS สูงขึ้นเรื่อยๆ และเกินครึ่งหนึ่งของคนที่มาทั้งหมด จากนั้น ผมก็ลองใช้สถิติของ Alexa มาลองดู ก็ใจเสียไปเหมือนกัน เพราะอันดับล่อเข้าไปที่กว่าสองล้านของโลก  แต่เมื่อเวลาผ่านไป อันดับของเราก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ผมก็ไม่ทราบจริงๆว่า Alexa นี่ทำงานอย่างไร ดูทั้ง http visits และ XML ด้วยหรือไม่ แต่ก็ดูเป็นกลางดี และเป็นไซด์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก เช่นกันก็มีคนแนะนำให้ใช้ True Hits แต่เมื่อต้องเสียเงิน ผมก็ต้องขอผ่านไปก่อน ไม่มีรายได้ ก็เลยไม่อยากเพิ่มรายจ่าย

ดังนั้นรายการพอดคาสท์จะใช้โฆษณาในรายการเป็นหลัก และก็เป็นข้อดีด้วย เพราะมันจะอยู่อย่างนั้นตลอดไป ไม่ว่าคนฟังจะมาฟังเมื่อไร เราสัมภาษณ์คุณวนิษา เรซไปตั้งหลายเดือน ก่อนที่เธอจะไปปรากฏตัวในรายการจับเข่าคุยของคุณสรยุทธ ยอดดาวน์ก่อนหน้านั้น ก็ธรรมดา แต่เมื่อรายการจับเข่าคุยออกอากาศไป ทำให้คนไปค้นชื่อเธอใน Google กันใหญ่ ทำให้มาเจอเว็บเรา ทำให้ยอดดาวน์โหลดและยอดรับชมทะลุไปหลายพันในช่วงนั้น และเทปนี้เป็นเทปที่เราได้ DTAC เป็นสปอนเซอร์ เราใส่โลโก้ DTAC ไว้ที่มุมจอ ก็เลยทำให้ผมรู้สึกดีไปด้วย เพราะอย่างน้อย เราก็ทำให้ DTAC ได้รับ Exposure ไปด้วย ที่จริงก็ต้องขอบคุณคุณหนูดีด้วย เพราะวันนั้นเธอมาที่บ้าน เพื่อบันทึกรายการของนก (คุยเฟื่องเรื่องฝึกอบรม) แต่ผมไปขอบันทึกเทปต่อ ซึ่งเธอก็ยินดี แถมเธอยังซื้อเสื้อช่างคุยไปด้วย ๒ ตัวแน่ะ (มาถึงที่แล้วยังเสียเงินอีก)

๑๔. คุณสมบัติเด่นของพอดคาสท์

จากที่ได้ลองๆทำพอดคาสท์มาเป็นปี ผมพอจะสรุปประสบการณ์ของตัวเองได้ว่า สื่อแนวใหม่มาทางสายอินเตอร์เน็ทในแนวที่เราทำอยู่นี่ มีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนโทรทัศน์ วิทยุ อยู่พอสมควร ที่พอจะยกเป็นตัวอย่างได้บ้าง ได้แก่

๑) รับชมได้ เมื่อต้องการ และพกพาได้

อันนี้ดูเผินๆ ไม่น่าตื่นเต้น เพราะหลายๆคนนึกถึงเครื่องบันทึกวิดีโอ เมื่อก่อนสมัย iPod ยังไม่เกิด ผมก็เข้าใจว่า มันไม่น่าตื่นเต้นเหมือนกัน จนเมื่ออุปกรณ์ที่เราสามารถพกพาได้ เช่น มือถือ หรือ iPod มีความสามารถมากขึ้น นอกจากจะเล่นเสียงได้แล้ว ยังเล่นวิดีโอได้อีก ผมมาบรรลุสัจธรรมตอนที่ลูกสองคนหัวเราะชอบใจที่ได้เห็นเจ้า Elmo ในพอดคาสท์ของ Sesame Street ซึ่งผมเปิดให้ดูในขณะที่ผมขับรถในต่างจังหวัด อันนี้เป็นคุณลักษณะเด่นเลยของพอดคาสท์ คือ แม้ว่าเราจะต้อง online เพื่อให้ได้ content แต่เราก็ยังสามารถรับชมได้ เมื่อเรา off-line และ บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการด้วย

คุณสมบัติเรื่องพกพาได้นี่ ถ้าไม่มี iPod คงไม่รู้สึกเท่าไร เพราะเมื่อก่อน ตอนที่ยังไม่มี ผมก็เฉยๆ จนเมื่อมี ก็ติดจนได้ เพราะมันช่วยได้ในหลายสถานการณ์จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเดินทาง รอนัดหมาย ก่อนนอน มันช่วยให้ไม่น่าเบื่อไปเยอะมากเลย

ต้องขอบคุณ Apple จริงๆ ที่ทำให้ iPod เกิด พอๆกับนึกเสียดายเว็บไซด์ดีๆ หรือความตั้งใจดีๆของคนไทยหลายๆแห่ง ที่ไม่ได้ทำ RSS feed หรือ ลิงค์ให้เก็บไฟล์ไปไว้ดู off-line ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่โทรทัศน์ หรือวิทยุไม่สามารถทำได้นะครับ นอกจากว่า เขาจะยอมให้ดาวน์โหลดไปรับชมกัน ซึ่งสื่อบ้านเรา ไม่ยอม แต่เราได้เห็นแล้วว่า สื่อต่างประเทศเริ่มให้การยอมรับมากข้ึนเรื่อยๆ ทั้ง NBC, ABC และ CBS ของสหรัฐอเมริกา สำหรับคนที่เดินทางในกรุงเทพ ไม่ว่าจะขับรถ หรือใช้รถโดยสารทั่วไป เราสามารถรับฟังพอดคาสท์ได้เมื่อเราต้องการ ที่จริงเราฟังวิทยุก็ได้ด้วยนะครับ ซึ่งผมเองก็ฟังเหมือนกัน แต่บางครั้ง เราก็มีเรื่องที่อยากฟังจริงๆในพอดคาสท์มากกว่า

๒) เนื้อหาตรงใจ

เรื่องนี้เป็นผลของ The Long Tail เต็มๆ คนที่มาทำรายการพอดคาสท์ส่วนใหญ่ น่าจะมาจากการที่ต้องการเสนอเนื้อหาอื่นๆบ้าง ที่ไม่อยู่ในสื่อใหญ่ ดังนั้นเนื้อหาและรูปแบบมักจะฉีกออกไป เพราะตอบสนองคนกลุ่มที่เล็กกว่า เล่นรายละเอียดได้มากกว่า ลองกลับมาที่คุยคุ้ยเต่าดูสิครับ รายการแบบนี้ ถ้าไปอยู่ในโทรทัศน์ ก็จะต้องไปเล่นเรื่องที่ใหญ่ข้ึ่นมา เพื่อให้อยู่รอดได้ พอมาเป็นเรื่องเฉพาะทางแบบนี้ ในรูปแบบเล็กๆอย่างพอดคาสท์ ก็ทำให้เราเล่นเนื้อหาได้ลึกกว่าเยอะ หลายๆรายการของคนไทยที่ทำกันมา ก็เป็นทำนองนี้ทั้งนั้น เช่น DuoCore ซึ่งเป็นรายการที่ดีมาก ทำการบ้านมาดี ลงรายละเอียดได้ลึกกว่ารายการโทรทัศน์ ทำให้คนในกลุ่มเป้าหมายชอบใจมากกว่า ที่จะไปรอดูในสื่อหลัก DualGeek ก็เช่นกัน เล่นเรื่องเดียวไปเลย ลงกันลึกๆแบบสะใจ

ผมคิดเอาเองว่า เนื้อหาที่ลงลึกๆพวกนี้แหละ ที่จะทำให้พอดคาสท์น่าสนใจ โดยไม่ต้องไปดูรูปแบบของโทรทัศน์หรือวิทยุ เพราะขนาดกลุ่มเป้าหมายต่างกัน

๓) ไม่จำกัดความยาว

ข้อนี้ไม่ต้องอธิบายมาก เป็นเรื่องดีทัั้งคนฟังและคนทำ ถ้าเนื้อหาดี โดนใจ ชั่วโมงเดียวยังไม่พอเลย แต่ถ้าลากยาว น่าเบื่อ ครึ่งชั่วโมงก็ทรมานแล้ว ซึ่งก่อนจะไปถึงคนฟัง ผู้จัดก็สามารถเลือกได้ว่าจะตัดต่อให้เหลือเท่าไร จัดๆไป ก็พอรู้ทางครับ ว่า อันไหนควรปล่อยไป หรืออันไหนควรตัดออก ข้อดีข้อนี้นี่เป้นข้อดีที่สื่อใหญ่ไม่มีจริงๆ เพราะเงื่อนไขทางธุรกิจบีบอยู่

๔) ไร้พรมแดน

โทรทัศน์จำกัดอยู่ในประเทศ (อย่างน้อยในเมืองไทย) ถึงจะมีความพยายามออกนอกประเทศบ้าง แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก ส่วนวิทยุนั้นยิ่งแล้วใหญ่ จำกัดอยู่ในพื้นที่ที่เล็กกว่าโทรทัศน์มาก สถานีดังๆยังจำกัดอยู่ในกรุงเทพ ไม่น่าเชื่อว่า พอดคาสท์เล็กๆอย่างช่างคุยยังมีแฟนรายการจากทั่วโลก ทั้งจากเมล์ที่ได้รับ และจากสถิติของเว็บที่เห็นมา ในขณะเดียวกัน ผมก็ได้รับชมการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยในอเมริกา โดยไม่ต้องเดินทางหรือเสียค่าใช้จ่าย รายการดีๆเฉพาะทางมีให้เลือกมากมาย จากทั่วโลก

ผมเองก็ได้รับฟัง content ดีๆเยอะมากจากรายการพอดคาสท์ เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องที่อยากฟังแล้ว ยังเลือกฟังได้เมื่อพร้อม แถมโฆษณายังไม่มากเท่ารายการวิทยุที่มีให้ฟังทั่วไป มีแฟนรายการไม่น้อยเลย ที่บอกผมว่า ฟังรายการของพวกเราขณะออกกำลังกาย ไม่ว่าจะวิ่งหรือใน fitness center แถมบางครั้งคนก็หันมามอง เพราะฟังไป หัวเราะไปอยู่คนเดียว แล้วผมว่า คงมีไม่น้อยเลยที่ฟังก่อนนอน พอเคลิ้มๆค่อยปิดเครื่อง (อันนี้ผมเป็นเอง) น่าสนใจนะครับ ถ้าไม่ปล่อยให้โหลดไปรับชมกัน เราคงไม่ได้แฟนกลุ่มนี้

ต้องนึกขอบคุณข้อดีเหล่านี้จริงๆ เพราะทุกวันนี้ ช่างคุยตอนที่หนึ่งยังมีคนโหลดไปฟังอยู่เลย เพราะข้อดีเหล่านี้รวมกันนี่แหละ เฮ้อ! เมื่อไรจะมีคนมาลงโฆษณาอีกหนอ?