๖. จุดประกาย ช่างคุย

ฟัง podcast อยู่ประมาณสามเดือน ระหว่างนั้น ผมก็ได้อ่านหนังสือ The World is Flat ของคุณ Thosmas Friedman ประเด็นหลักของหนังสือเล่มนั้นมีคนเขียนถึงเยอะแล้วครับ ผมไม่อยากเอ่ยซ้ำ แต่ที่คาใจหลังจากอ่านหนังสือเล่มนั้นจบ ก็คือว่า เอ๊ะ คนในประเทศเราพร้อมที่จะแข่งขันกัน ขนาดไหน อุปสรรคหนึ่งที่เราเจอกันก็คือ ภาษา

คนในบ้านเราไม่เก่งภาษาอังกฤษ เรื่องนี้เป็นที่ยอมรับกัน แต่องค์ความรู้ใหม่ในโลกเกิดขึ้นตลอดเวลา มีอยู่สักกีี่คนที่สามารถถ่ายทอดได้ เมื่อเปิดทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นสื่อหลัก เราก็จะเห็นเรื่องที่ทำไว้ป้อนคนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุผลทางการตลาด อย่างที่เขียนไว้ในตอนแรก The Long Tail น่ะครับ จะว่าไป รายการทีวีของตลาดภาษาอังกฤษที่ใหญ่ที่สุด คือ รายการในสหรัฐอเมริกา ก็ไม่ได้มีรายการที่มีสาระมากเท่าไร แต่เนื่องจากขนาดที่ใหญ่กว่า ทำให้ตลาดที่เป็นส่วน Long Tail ของเขาก็ยังมีขนาดใหญ่อยู่ดี แต่โลกนี้ มีอยู่กี่ประเทศที่พูดภาษาไทยล่ะ

ตลาด content เป็นตลาดของคนไทยนะครับ ผมเชื่ออย่างนั้น หลายๆธุรกิจ เราเห็นคนต่างชาติสามารถเข้ามาแข่งขันได้สบายๆ โดยไม่ต้องพึ่งคนไทย หรือไม่ก็จ้างคนไทยไว้ทำตามที่เขาสั่งเท่านั้นเอง ผมไม่ได้ต่อต้านต่างชาติ ผมเชื่อในเรื่องตลาดเสรี เท่าที่ได้เห็นมาหลายปี ผมเห็นต่างชาติพยายามเข้ามาในตลาด content เหมือนกัน แต่ไม่เกิดแฮะ เมื่อเกือบ ๒๐ ปีีก่อน ผมเห็นต่างชาติพยายามเข้ามาบุกตลาดเพลงไทย แล้วดูสิครับ ก็ยังไม่มีใครใหญ่เท่าแกรมมีและอาร์เอส (แม่้ว่าจะมาแพ้ภัยดิจิตอลก็เถอะ อันนี้เป็นคนละเรื่องกัน) ตลาดหนังสือพิมพ์ยิ่งแล้วใหญ่ ยังไม่เห็นมีใครอยากเข้ามาแข่งกับหนังสือพิมพ์บ้านเราได้เลย  ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ไทย หรืออังกฤษ ตลาดนิตยสาร ก็เห็นมีแต่คนไทยไปซื้อหัวหนังสือต่างชาติมา แล้วก็จัดการกันเอง ตลาดทีวี และวิทยุ ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครเข้ามาได้ ถึงจะมีเข้ามาบ้าง ก็ไม่เกิดการแทนที่กัน แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่ต่างชาติไม่เข้ามา ก็คงเป็นเพราะว่า เป็นตลาดที่เล็กเกินไปละกระมัง ออกเงินลงทุนสร้างหนังไทย หรือนิตยสารไทย ถึงจะพอมีโอกาสได้ แต่คงไม่คุ้มค่าลงทุนเท่าไร และเวลาสักเท่าไร

แล้วเจ้า podcast นี่ล่ะ จะมีใครทำไหมเนี่ย ทำไมมันไม่มี  content ไทยสักที เพราะอย่างที่ว่า ข้างต้น ผมก็เดาเอาว่า ไม่น่ามีใครทำ ถ้าไม่ใช่คนไทยด้วยกันเอง ช่วยกันทำ ถ้าเราได้มีส่วนหนึ่งที่สามารถเพิ่มองค์ความรู้ได้ ก็น่าลอง (ไหนๆ ผมก็ตกงานแล้ว ไม่มีอะไรต้องเสีย) หนังสืออีกเล่มหนึ่ง คือ The Tipping Point ของ Malcalm Gladwell ก็เหมือนจะให้กำลังใจอยู่นัยๆ ว่า เราสามารถเริ่มจากอะไรที่เล็กๆก็ได้

แล้วเราจะทำเรื่องอะไรล่ะ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s