๑. แนะนำ The Long Tail

เมื่อได้อ่านหนังสือเรื่อง The Long Tail ของ Chris Anderson แล้ว ก็ทำให้นึกได้ว่า พอทคาสท์ที่เราทำอยู่ถือได้ว่าเป็นเรื่องของ The Long Tail เหมือนกัน ผมเลยอยากเล่าบ้าง ว่าทฤษฏีนี้ เท่าที่ได้พบประสบมา ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ชอบมากครับ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และคาดหวังว่า จะมีคนนำมาประยุกต์ใช้บ้าง ในบ้านเรา อย่างน้อยๆ เท่าที่ผมได้เห็นสถิติของเว็บ ช่างคุย ก็คิดว่ามันนำมาใช้ได้ครับ แล้วพร้อมๆกันนั้น ก็ทำให้ผมพอจะนึกออก ว่าจะเพิ่มรายการในช่างคุยได้อย่างไร แต่ก่อนอืน มาเล่าเรื่อง The Long Tail ก่อน

เดิมที่ เรามักใช้ Pareto’s Law มาอธิบายหลักการตลาดทั่วๆไป กฏ ๘๐ / ๒๐ น่ะครับ นั่นคือ ยอดขาย ๘๐ เปอร์เซ็นต์ มาจากลูกค้า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เลยพลอยทำให้ทุกคนนำเรื่องนี้ มาประยุกต์ใช้ กับขายของ ของตนเอง แต่หนังสือเล่มนี้ ยกตัวอย่างที่นำมาแย้งเรื่องนี้ครับ โดยคุณคริส แย้งว่า ที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะสินค้าทั้งหมด โดนจำกัดโดยพื้นที่ครับ

หนังสือเล่มนั้น พยายามอธิบายถึงผลกระทบของอินเตอร์เน็ท ที่มีต่อการซื้อขายทั่วๆไป เขายกตัวอย่างคร่าว เพื่ออธิบายว่า demand ของสินค้าทั้งหลายเหล่านี้ โดนจำกัดที่ความสามารถในการ supply ของผู้ให้บริการ ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็ต้องลองนึกถึงแผ่นซีดีในร้านขายเพลง หรือหนังสือที่มีขายในร้านหนังสือ แต่ละร้านก็จะนำเพลง หรือ ซีดีที่ตัวเองต้องมั่นใจว่า จะขายได้ มาขายก่อน เพราะไม่สามารถแบกต้นทุนของซีดี หรือหนังสือที่ขายได้ไม่มากนัก มาไว้ในร้าน ดังนั้น เราก็จะเห็นได้่ว่า ทุกๆร้านก็จะมีหนังสือหรือซีดีเหมือนๆกัน ตัวอย่างในหนังสือเล่มนั้นยังยกตัวอย่างว่า แต่ละปี ในสหรัฐอเมริกา มีหนังสือผลิตออกมา ๓ล้านเล่ม แต่ร้านหนังสือระดับใหญ่มากๆอย่าง Borders หรือ Barnes and Noble ก็ยังมีที่เก็บเพียงแค่ ๓ แสนเล่มเท่านั้นเอง แล้วที่เหลือล่ะ จะไปขายที่ไหน แล้วแต่ละปีที่เพิ่มขึ้นล่ะ จะเอาหนังสือไปไว้ที่ไหน

เมื่อมีการซื้อขายในอินเตอร์เน็ทเกิดขึ้น ข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ในการเก็บ ก็หายไปในทันที โดยคุณคริสเปิดเรื่อง โดยยกตัวอย่างการขายเพลงบนอินเตอร์เน็ท เมื่อเจ้าของการร้าน Rhapsody ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขายเพลงบนอินเตอร์เน็ท ถามคุณคริสว่า รู้ไหมว่า มีกี่อัลบั้มจากกว่า ๑๐,๐๐๐ อัลบั้มที่มีให้เลือกใน http://www.rhapsody.com ที่สามารถขายได้อย่างน้อย หนึ่งเพลงจากอัลบั้มนั้นๆ ในรอบ ๓ เดือน ใครๆก็เดาผิดครับ รวมทั้งคุณคริสด้วย คำตอบคือ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ครับ ไม่น่าเชื่อนะครับ แสดงว่า ขายได้เกือบทุกอัลบั้มเลยทีเดียว แล้วถ้าไม่ตัดยอดที่ ๓ เดือน แล้วต่อให้ตัดยอดทุก ๑ ปี คงจะขายได้เฉียด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

ลองไปดูบทสัมภาษณ์ของคุณวรพจน์ นิ่มวิจิตร ของ RS Digital ที่ http://www.blognone.com/node/5514 นะครับ ผมว่า เราก็ได้เห็นเหมือนกันว่า ปรากฏการณ์นี้ก็เกิดกับบ้านเราเหมือนกัน นั่นคือเพลงเก่าๆที่หายาก กลับมาขายได้ในร้านบนอินเตอร์เน็ท โดยถ้าให้นำไปขายตามร้านต่างๆ ก็คงไม่มีเจ้าของร้านไหน อยากนำมาวางขายนัก ต้องให้เจ้าของโรงงานมาขายเอง อย่างที่เราพอเห็นอยู

เอ๊ะ แล้วคำว่า The Long Tail มาจากไหน คุณคริสเขานำรูปกราฟมาเปรียบเทียบครับ ว่าโดยทั่วๆไป เราจะเห็นยอดขายสูงๆจัดเรียงอยู่ตามหัวกราฟ เช่น หนังสือที่มียอดขายสูงสุด โดยเรียงจากมาก ไปหาน้อย แล้วก็จะเห็นตามร้านต่างๆสต็อคสินค้าที่มีอยู่ทางหัวกราฟ แล้วก็ตัดฉับที่อาจจะเป็น ๕๐๐ อันดับแรก เพราะเท่านี้ก็ไม่มีที่เก็บแล้ว เลยทำให้หางๆนั้น เราไม่ค่อยได้เห็น เพราะเดาว่า ยอดขายไม่มากนัก แต่ถ้านำมาเรียงกันต่อๆกันไป เราก็จะเห็นหางแถวยาว สุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว ก็เลยเรียกว่า The Long Tail ซึ่งผลของอินเตอร์เน็ทนี่แหละ ทำให้ The Long Tail ซึ่งเดิมที เราไม่ได้สนใจ กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจไปได้ เพราะเราไม่เคยได้เห็นกันมาก่อน ถ้าจำไม่ผิด คุณคริส จะใช้คำว่า Unlimited Supplies create unlimited demands. ทั้งนี้ มันเกิดขึ้นได้ เพราะต้นทุนของการ supply (ผ่านอินเตอร์เน็ท)มันต่ำพอที่จะทำนั่นเอง

นึกดูสิครับ รายการโทรทัศน์ทั่วไป เสนอรายการใหม่ๆ แต่เมื่อทางเคเบิลนำรายการเด็ก สมัยโบราณอย่าง  Masked Rider (หรือไอ้มดแดง) อุลตร้าแมน ก็ยังมีคนสนใจ

อะแฮ่ม อยากจะบอกเหมือนกันว่า พอดคาสท์ทุกตอน ทุกรายการ ของช่างคุย ก็มีคนโหลด เหมือนกันครับ บอกแล้วว่า The Long Tail ใช้ได้ผล ต่อเรื่องการประยุกต์ใช้ในตอนสองก็แล้วกันครับ

Advertisements

4 thoughts on “๑. แนะนำ The Long Tail

  1. ฮ่าฮ่า คนแรกๆ จริงๆผมว่าคนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มัน่าจะมีคนไทยบ้างนะครับ หรือว่าเราขาดจินตนาการหรือเปล่า ทำไมอะไรๆที่เป็นที่จุดประกายทางความคิดชอบมาจากที่อื่น?

  2. ก่อนอื่นต้องบอกว่าอยากฟังพี่หงษ์พูดประเด็นนี้นานแล้ว (จะให้ดีอยากฟังเป็น podcast ด้วยก็จะดีเลยค่ะ อิอิ)

    สำหรับ The Long Tail…

    ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรสนิยมของคน เช่นหนังสือ เพลง หนัง (ต่างจาก Mass Product หรือ Consumer Product) น่าจะใช้ Long Tail มาอธิบายได้ รวมถึงเอามาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้

    หนังสือของคุณคริส แอนเดอร์สันเล่มนี้ จะว่าไปแกก็นำเอาแนวคิด The Long Tail มาใช้ตั้งแต่ Launch หนังสือเสียด้วย ถ้าจำไม่ผิด เริ่มต้นจริงๆเรื่องนี้เป็นเพียงบทความในนิตยสาร Wried ที่แกเป็น บ.ก. อยู่
    คนอ่าน feedback กลับมาดีมากแกก็เริ่มเขียนเพิ่ม พร้อมๆกับ Soft Launch ผ่าน Blog “The Long Tail” จนคนติดกัน บอกต่อๆกัน กลายเป็น Buzz ตั้งแต่ยังไม่เริ่มออกวางขาย

    แล้วเมื่อหนังสือพิมพ์ออกมา ก็ Bestseller ในเวลาอันสั้น

    แกฝ่าด่านหนังสือขายดีนับพันเล่มมาได้ ก็ด้วยเข้าใจกฏนี้
    เมื่อเข้าใจแล้วก็สร้าง demand ขึ้นมาได้ ไม่ปล่อยหนังสือตัวเองออกไปสู่ตลาดตามยถากรรม

    ถ้าจะถามว่าหัวใจของเรื่องนี้คืออะไร เบนว่ามันคือ อินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะยุค Broadband

    ทว่าเรื่องเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าคนที่กำหนดนโยบายขาดวิสัยทศน์ มองแต่ตัวเลขยอดขายโดยสรุป มองตลาดภาพรวม หรือคุ้นชินกับกับการขายผ่าน Retail

    เบนยังอ่านไม่จบเลยแหละพี่
    ตอนนี้หนังสือเรียนแทบเอามาถมที่ได้แล้ว

    ซึ่งคาดว่าต้องได้เอา “The Long Tail” มาเป็น พeference บ้างแน่ๆ

    ขอบคุณที่เอามาเล่าสู่กันฟัง และขอบคุณสำหรับหนังสือด้วยค่ะ 🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s