๑๓. คุณธรรมน้ำมิตร

ช่างคุยจะเป็นช่างคุยไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้เพื่อนๆมาช่วยกัน มากันแบบไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร

เพื่อนๆกลุ่มแรกที่ชวน แน่นอนย่อมเป็นเพื่อนๆที่ผมเจอบ่อย กลุ่มที่เล่นสควอชด้วยกันนี่แหละ ฟังแล้วดูเป็นกลุ่มมีฐานะ เพราะเป็นกีฬาที่หาเล่นไม่ง่ายนัก แต่ในความเป็นจริง พวกเราตีกันฟรีครับ สนามที่คอนโดที่ผมอยู่เปิดให้เล่นฟรี เข้าใจว่าสมัยก่อสร้าง มีที่เหลือในที่จอดรถ ก็เลยสร้างสนามนี้เสียเลย ไม่มีติดแอร์อะไรทั้งสิ้น พวกเราก็มาเล่นกันประจำอยู่แล้ว (อย่างที่เคยเล่าไปในตอนก่อน)

นอกจากบอย และโกศล(อยู่ที่อเมริกา)แล้ว นอกนั้นในกลุ่มแรกนี่ ไม่มีใครรู้จักพอดคาสท์เลย ไม่ว่าจะเป็นนุ้ย(วิรุฬห์์) จ๊อบ หรือ วรวัฒน์ จนถึงทุกวันนี้ ผมว่า ทั้งสามคนก็ไม่ได้ฟังพอดคาสท์ไหนๆอยู่ดี (ผมว่านะ) แต่เมื่อชวนแล้ว ทุกคนก็ไม่ปฏิเสธ ท่าทางจะสนุกด้วย พวกเรารู้สึกตั้งแต่ต้นแล้วว่า ทำรายการเสียงสนุกและง่ายกว่าทำวิดีโอ สงสัยประสบการณ์ทำ Wikipedia เทปแรกทำให้หลายๆคนรู้สึกเขินๆ

ในกลุ่มนี้นี่ ยังมีคนที่เล่นสควอชด้วยอีกสองสามคน แต่ไม่อยู่ในสายงานไอทีหรือโทรคมนาคม เราก็เลยไม่ได้ชวนมาจัด แต่พอนานเข้า นานเข้า ไอเดียเริ่มบรรเจิด เอ๊ะ รายการนี้ เราก็น่าจะทำได้ ไอ้นี่ก็น่าสนใจ อ้าว ชั้ยมานั่งรออยู่ทำไม มาจัดรายการช่างคุยกับสถาปนิกซะ (ชื่อรายการในเวลานั้น) เดี๋ยวเราโทรไปตามต๊ะมาเอง เออ นั่นสิ กานกับอู๊ดชอบคุยกันเรื่องบันเทิง (แบบไร้สาระ) ก็ถ้าอย่างนั้นแล้ว ทำไมไม่จัดเป็นอีกรายการล่ะ กลายเป็น”ไม่หลับไม่นอน”แล้วเอ๋นั่นน่ะ นั่งอยู่เฉยๆทำไม ลองคิดมาสักรายการสิ กลายเป็นเรื่องรถไปเฉยเลย แถมไปชวนยุทธมาอีก (หลายๆครั้งผมก็ไปร่วมบันทึกรายการ โดยยุทธเป็นคนเลี้ยงขวดเขียวด้วย) โอ๊ะ นั่นเบ้ อยู่ซอยเอกมัยเหมือนกัน ว่างๆก็แวะมาทักทาย ถ้าอย่างนั้นแล้ว เรามาจัดรายการด้วยเล่นๆเป็นครั้งเป็นคราวก็แล้วกัน กลายเป็น”นอกเรื่อง” อู๊ดเองก็เพิ่งกลับจากดำน้ำ ทำไมไม่ชวนหนิงกับคุณจิงมาเล่าเรื่องด้วยล่ะ ก็กลายเป็น”ดำน้ำ”

มันเป็นการแตกหน่อออกมาทำนองนี้นะครับ ไม่ใช่ว่า เราคิดว่า คนฟังอยากฟังอะไร แต่เราคิดว่า เพื่อนๆเราที่มีอยู่สามารถคุยกันเรื่องอะไร โดยไม่เป็นภาระในการจัดจนเกินไป แล้วมันก็แปลกดีนะครับ ส่วนผสมหลายๆอย่างดูจะแบ่งกันลงตัวเหมือนกัน เราโชคดีมากที่มีบอยและกานเป็น Utilities (ไม่รู้จะใช้คำไทยคำไหนดี) ทั้งสองคนเป็นผู้ให้ความช่วยเหลืออยู่ข้างหลัง โดยที่หลายๆคนไม่ทราบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหาข้อมูล หรือประชาสัมพันธ์ เวลามาคุยกันหลายๆคน หน้าที่จะแบ่งกันโดยอัตโนมัติ ฝ่ายข้อมูล ฝ่ายเสริม ฝ่ายกวน ฝ่ายพิธีกร ก็มีแฟนรายการบางท่านเหมือนกันที่ตั้งข้อสังเกตุนี้มาว่า มีส่วนผสมที่น่าสนใจ อันนี้ผมเองก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน

วันดีคืนดี คุณกั้งจาก Siampod.Com ก็เมล์มาอยากขอสัมภาษณ์ หลังจากที่เห็นผมประชาสัมพันธ์ที่นั่นอยู่สักพัก ก็เลยได้รู้จักและเจอตัวคุณกั้ง หลังจากนั้นไม่นาน กั้งก็ถามว่า พี่มีรายการกีฬาไหม มีคนสนใจลงโฆษณา ซึ่งตอนนั้น เราไม่มี แต่มันทำให้ผมได้คิดต่อ ก็เลยถามคุณเอ๋ เพราะเราก็รู้จักคุณเก๊กทั้งคู่ เป็นเพื่อนสนิทของเพื่อนเราในกลุ่มนี้เหมือนกัน คุณเอ๋ก็บอกว่า เคยชวนแล้ว แต่คุณเก๊กไม่ว่าง แต่หลังจากนั้น ไม่นาน ไม่ทราบว่าคุณเอ๋ไปชวนอย่างไร คุณเก๊กหนีบพี่ฟาห์มาที่คอนโดผม บันทึกสามเทปรวดในคืนนั้น ผมเองก็เพิ่งรู้จักพี่ฟาห์คืนนั้นเอง พวกนี้คุยกันเหมือนครูพละคุยกัน มีเฮฮาตามประสาคนเล่นกีฬา ไม่เครียด ไปๆมาๆ นี่เป็นอีกรายการที่ผมไม่ต้องดูแลการผลิต คนจัดเขาจัดการกันเองได้ และรู้สึกว่า จะสนุกมากที่ได้ทำรายการ

พี่ตุ้มก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ผมประทับใจ แม้จะนับได้ว่า เป็นนักเขียนรุ่นใหญ่ ในสายงานข่าว แต่ตัวจริงพี่ท่านเหมือนตัวหนังสือที่พี่เขียน เฮฮา ใจดี อย่างมีหลักการ ผมประทับใจในความช่วยเหลืออย่างมาก แต่เนื่องจากผมเองก็ยังไม่ทราบ จะหารายได้มาเป็นเรื่องเป็นราวอย่างไร และประกอบกับระยะทางจากคอนโดผมไปยังมติชน ก็เป็นระยะทางไม่น้อย ความสนิทสนมคุ้นเคยยังผิวเผิน ผมพบว่า ผมผลิตรายการนี้ลำบากกว่าที่ประเมิณไว้ในตอนแรก ถ้าเรามีผู้สนับสนุนจริงจัง ผมคงสามารถจัดรายการได้อย่างมีคุณภาพ มีการเตรียมสคริปต์ หัวข้อเรื่อง เราคงทำรายการได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว ทำให้ผมค่อยๆเพลาเรื่องช่างคุยกับหนุ่มเมืองจันท์ไป แม้จะเสียดายไม่น้อยไปกว่าคนฟัง แต่ดูแล้วจะฝืนกำลังตัวเองไปเปล่าๆ เสียดายครับ แต่ดีใจที่พบว่า นักเขียนที่เราพบเป็นคนเดียวกับที่เราคาดไว้ ยังประทับใจน้ำใจอยู่จนทุกวันนี้ เพราะพี่ตุ้มก็ไม่คิดเงินครับ

นอกจากเราจะมีคนจัดรายการที่ไม่คิดค่าตัวแล้ว เรายังมีคนจัดรายการที่เสียเงินด้วย หมอจิ๋วและหมอหนึ่งเป็นคนที่ช่วยซื้อเสื้อช่างคุยกันคนละสี่ห้าตัว ด้วยแรงสงสาร และอย่างที่เอ่ยไปแล้ว พี่จิ๋วยังเป็นคนหา MacBook Pro ให้ผมด้วย น้ำใจของทั้งสองท่าน ไม่ทราบว่าจะตอบแทนอย่างไร และเนื่องด้วยข้อจำกัดของจรรยาแพทย์ และระเบียบของแพทย์สภา ทำให้เราไม่สามารถเปิดเผยหรือโปรโมตได้มากกว่าที่เราทำอยู่

พอเริ่มมีหลายรายการ เริ่มเป็นภาระ ก็ให้บังเอิญ คุณเบ้ไปเจอคุณแพนกับหมอรัฐเข้า เพื่อนเก่าสมัยมัธยม ก็เลยมาช่วยๆกันเล่าเรื่องหน่อย และด้วยความเป็นคนที่อยู่ในวงการศิลปะ คุณแพนก็เลยเป็นธุระให้้ผมไปเจอท่านอังคาร กัลยาณพงษ์ ครูปยุต เงากระจ่าง และภิญโญ (OPEN) นี่ก็เป็นอีกคนที่มาช่วย เพราะเป็นเพื่อนกัน

จากนั้น เมื่อมีีแฟนรายการ หลายๆคนก็เริ่มรู้จักกันมากขึ้น เมื่อมีเรื่องอยากเล่า เราก็ชวนมาเล่าซะเลย รู้ทางกันแล้วนี่ว่า ช่างคุยออกแนวไหน ทั้งเจ้าอุ้ม (ลูกกลมกลม) และฟอร์ด (เอาจริงเอาจัง) ก็เข้ามาร่วมขบวนกัน โดยไม่ต้องพูดกันเรื่องค่าตัว (เพราะรู้แน่ว่าไม่มี) ถ้าใครสนใจเข้าร่วม ก็ก้าวเข้ามาครับ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงไม่น่าสงสัยแล้วใช่ไหมครับว่า ทำไมผมถึงบทนี้ว่า คุณธรรมน้ำมิตร ซึ้งใจจริงๆ ถ้าสุดท้ายแล้ว ช่างคุยมีอันต้องปิดตัวลง ผมว่า ทุกคนก็คงมีความทรงจำดีช่างคุยอยู่บ้าง สำหรับผมเอง อย่างน้อยมันก็เป็นบันทึกความทรงจำชั้นดี ที่ไม่มีวันลืมเลยจริงๆ

จากจุดนี้ไป คงจะเริ่มเล่าในเรื่อง New Media และ Long Tail แล้วครับ ที่เล่าเรื่องเบื้องหลังก็เพราะอยากให้เห็นว่า ช่างคุยมีที่มาที่ไปอย่างไร หวังว่า ไม่เบื่อกันไปก่อนนะครับ

โฆษณา

๑๒. เสียงตอบรับ

ในช่วงแรก (ตั้งแต่สิงหาคม ถึง ธันวาคม ๒๕๔๙) ผมได้รับเสียงตอบรับน้อยมาก จนแทบถอดใจ แม้จะทำใจไว้บ้าง แต่ก็อดใจเสียไม่ได้อยู่ดี ถ้าไม่ได้เสียงตอบรับจากแฟนๆรายการคุยคุ้ยเต่า กับรายการไม่หลับไม่นอน ผมคงคิดหนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่า เราไม่ได้ทิ้งช่องไว้ให้แฟนรายการได้มาติดต่อมากนัก นอกจากอีเมล์

เรามี WordPress ใช้ครั้งแรกประมาณเดือนพฤศจิกายน ๔๙ โดยได้น้องฟอร์ดมาช่วย หลังจากที่ฟอร์ดเมล์มาแนะนำหัวข้อในไม่หลับไม่นอน แล้วผมก็ตามไปดูที่บล็อคของน้องเขา ถึงได้เห็นว่าเป็นคนที่มีความรู้ทางด้าน IT ก็เลยขอให้ช่วยหน่อย ซึ่งถึงตอนนั้น ผมก็ยังไม่รู้ว่า ฟอร์ดเป็นเว็บมาสเตอร์ของ Siampod

มื่อมีบล็อคให้ได้เล่น จึงเริ่มเห็นรูปร่างของแฟนรายการบ้าง ว่าเป็นอย่างไร คนแรกๆที่มาเล่นกับพวกเรา คือคุณ Lonely Dragon ซึ่งดูจากข้อมูลการเขียนแล้ว พวกเราก็อดหนาวๆไม่ได้ เพราะข้อมูลแน่นเหลือเกิน จนเราอดใจไม่ไหว ขอเชิญมาคุยในไม่หลับไม่นอน ตอนการ์ตูน ทั้งที่ตัวจริงแล้ว คุณก๊องเป็นแชมป์แฟนพันธ์แท้โกวเล้ง แต่เนื่องจากเป็นเจ้าของร้านหนังสือให้เช่า ก็เลยกลายเป็นพหูสูตรเรื่องหนังสือโดยปริยาย ทุกวันนี้ คุณก๊องก็ยังมาสังสรรค์กับพวกเราอยู่เป็นระยะ

คุณก๊องสอนผม โดยไม่รู้ตัว อย่างหนึ่งในวันที่เราเจอกันวันแรก ทั้งคุณก๊องและบอย (ช่างคุย) ชอบเรื่องวีรบุรุษสำราญ โดยคุณก๊องเสริมว่า เป็นเพราะชอบที่ตัวเอกในเรื่องคบกันด้วยใจ ยึดในน้ำใจ โดยไม่ต้องมองอย่างอื่น แล้วแกก็บอกว่า ลองนึกดูสิ คนเราเวลารู้จักกัน ก็มักจะเลียบๆเคียงๆถามเทือกเขาเหล่ากอ หรือการศึกษาไม่ได้ ด้วยสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เราแทบไม่ได้เห็นคนเราคบกันแบบในเรื่องนั้นเท่าไรแล้ว

ความเห็นนี้ติดอยู่ในหัวผมอยู่นาน ทุกครั้งที่ผมเห็นแฟนรายการคนใหม่ ผมอดมีคำถามในใจเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ไม่ได้ ไม่ว่าจะมาจากทางเมล์ เว็บบอร์ด หรือบล็อค เพราะโลกอินเตอร์เน็ทเป็นระบบเปิด เราไม่รู้จริงๆว่า แต่ละคนที่เข้ามาเป็นใคร แล้วก็เข้ามาด้วยจุดประสงค์ใด แต่พอได้ยินคุณก๊องพูดแบบนี้ ผมก็เปลี่ยนความคิดใหม่ เอาเป็นว่า ทุกคนที่เข้ามาทักทาย เขามีความชอบในเรื่องที่เราเสนอ แล้วอยากส่งเสียงบอก ก็พอแล้ว เขาจะเป็นใครก็ไม่เป็นไร บุคลิกของเว็บโดยรวม (Look and Feel) น่าจะเป็นกรอบให้เอง ว่าเราเป็นอย่างไร

มีคนเชียร์ให้ทำเป็นเว็บคล้ายๆ YouTube คือเป็น User-generated content ให้ใครก็ได้ส่งไฟล์เสียง หรือวิดีโอมา แล้วเราก็นำขึ้นเว็บ ดูแล้วน่าจะได้กระแส หรือหาเงินได้ ผมเองในตอนแรกก็ตอบไม่ได้ว่าทำไมไม่อยากทำ แต่มีความรู้สึกว่า มันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ ตอนนี้ ผมคิดว่าผมชัดขึ้น คือเราอยากทำ content เราไม่ได้อยากเป็นสื่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเขียนในลำดับต่อๆไป แต่เอาเป็นว่า ผมยังอยากรักษาภาพรวมของช่างคุยไว้ให้แข็งแรงก่อน แล้วจึงว่ากันเรื่อง expansion

ไม่ใช่ว่า ทุกรายการของเราได้รับการตอบรับในแง่บวก ส่วนใหญเราไม่ทราบด้วยซ้ำว่า มีคนชอบหรือไม่ เราเห็นแต่ว่ามีคนโหลด แต่ไม่มีเสียงตอบรับเลย แต่ที่ได้รับการตอบรับในแง่ลบ ในตอนแรกๆเลย คือเรียนเมืองนอก ผมจำไม่ได้แล้ว ว่าเราปล่อยเรียนเมืองนอกเป็นรายการที่เท่าไร มันเป็นความสนุกส่วนตัวจริงๆว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นรายการได้ มิหนำซ้ำ ต้นทุนในการผลิตรายการจริงๆมีราคาเป็นล้าน เพราะทุกคนไปต่างประเทศกันจริงๆ ประสบการณ์พวกนี้มีคุณค่า ต้นทุนสูง น่าจดจำ น่าถ่ายทอด แล้วทุกปีๆ ก็จะมีคนใหม่ๆไปลองกันอยู่เรื่อยๆ น่าจะได้เล่าให้คนที่อยากไปได้ฟังบ้าง ผมบันทึกเทปคนใกล้ตัวสามตอนรวด แล้วปล่อยออกไปเลยพร้อมๆกัน ปรากฏว่า มีเมล์มาติ ผมจำในรายละเอียดไม่ได้ว่า เขียนว่าอย่างไร แต่เป็นความเห็นในแง่ว่าเป็นรายการฟุ้งเฟ้อ แต่ละคนมีความเป็นอยู่สบายๆ น่าจะทำเรื่องของคนที่ประสบความลำบาก ต่อสู้จนสำเร็จมาเล่าบ้าง ผมจำได้ว่า ผมตอบไปในแง่ว่า ผมอยากถ่ายทอดประสบการณ์เท่านั้นเอง แต่ละคนที่มาออกรายการ ก็มีด้านลำบากด้วยกันทั้งสิ้น แต่ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรที่ต้องนำมาเล่า ขนาดผมเองผมก็ลำบากเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่เรื่องสนุกที่จะนำเรื่องเหล่านั้นมาเล่า ผมจำได้ว่าตอบไปประมาณนั้น แล้วผมก็ไม่ได้รับเสียงตอบกลับมา จนถึงวันนี้ ผมคิดว่า ช่างคุยชัดขึ้นมาก ว่าเราทำ content ประเภทไหน จนแทบไม่ต้องอธิบายอีก เมื่อตอนรายการดำน้ำออกมา ผมก็กลัวๆจะได้ยินความเห็นคล้ายๆอย่างที่ยกตัวอย่างมาเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีอะไร (จนถึง ณ เวลานี้นะครับ) หลายๆเรื่องจะมองว่าฟุ้งเฟ้อ ก็ใช่ แต่มันก็มีความน่าสนใจในศาสตร์นั้นๆอยู่พอสมควร รถโบราณจะว่าเป็นเรื่องของคนรวยก็ได้ แต่รถโฟลค์เต่ามันก็ไม่แพงเท่าไรนี่นา

ผมอดนึกถึงบทสัมภาษณ์ของคุณนิติพงษ์ ห่อนาก ที่อ่านเจอในนิตยสารฉบับไหนก็จำไม่ได้แล้วว่า เวลาพักผ่อนจะไม่ฟังเพลงของเฉลียง เพราะเพลงของเฉลียงเครียด อันน้ีผมก็ว่าจริงนะ เนื้อหาเพลงของเฉลียงกับของคาราบาว(ในยุคต้นๆ) มีความหมายไปในทำนองเดียวกัน แต่เล่าเรื่องจากคนละอารมณ์ ทำได้ดีทั้งคู่ แล้วแต่ใครจะชอบ ผมก็อยากเสนอช่างคุยแบบมีสาระ สนุกๆ ในรูปแบบของเราเหมือนกัน

รายการช่างคุยกับหมอเป็นรายการที่ผมอยากจะทำในอารมณ์ที่ฉีกออกไป รายการหมอ ชีวิตและสุขภาพ มีทุกประเทศ ทั้งโลก เนื้อหาก็เชื่อว่า ไม่แตกต่างกัน แต่จะทำอย่างไรให้น่าสนใจในแบบของเรา ทุกวันนี้ ผมยังหาคำตอบอยู่ เป็นโจทย์ที่ผมยังงงๆอยู่ แต่โชคดีมหาศาล ที่หมอทั้งสองท่านเล่นด้วย ว่าอย่างไร ว่าตามกัน เสียงตอบรับรายการนี้ มีน้อยมาก จนผมจับทางไม่ถูก เมล์ที่หมอได้รับ เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่สามารถเผยแพร่ได้ ในขณะเดียวกัน การให้คำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษร โดยไม่ได้ตรวจด้วยตัวเองเลย ก็เป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่และสุ่มเสี่ยงเหมือนกัน โดยรวมๆ ผมคิดว่า ผมยังหา Long Tail ของหมวดหมู่นี้ไม่เจอ ยังต้องคลำกันต่อไป จริงอยู่ที่เราทำเพื่อเพิ่มความรู้ แต่ถ้าทำแล้ว มันไม่เป็นที่สนใจของใครเลย มันเสียดายเวลาเหมือนกัน

เสียงตอบรับของรายการที่มีมากที่สุด คือ ไม่หลับไม่นอน ทั้งๆที่ยอดดาวน์โหลดยังสู้รายการช่างคุยไม่ได้ด้วยซ้ำ (ไม่ต้องพูดถึง คุยคุ้ยเต่า) น่าจะเป็นเพราะหัวข้อบันเทิง เป็นหัวข้อที่เข้าถึงง่าย คนไทยชอบ และจะว่าไป บุคลิกของอู๊ดและกาน น่าจะมีเสน่ห์มากพอที่จะทำให้คนอยากเล่นด้วย โดยเฉพาะการออกทะเลเป็นระยะๆของอู๊ด เมื่อเรามีเว็บบอร์ด ก็มีคนเข้าร่วมอย่างสนุกสนาน โดยที่บางเรื่องไม่เกี่ยวกับไม่หลับไม่นอนเลย ผมเดาว่า คนโพสท์ตามที่เขาคิดว่า อยากคุยกับใคร โดยไม่เจาะจงเรื่อง ก็ดีเหมือนกัน ลักษณะคำถาม-คำตอบของแต่ละห้อง ก็บอกบุคลิกของแต่ละคนดี (แต่ก็ยืนยันความคิดเดิมว่า เกลียดซีรียส์เกาหลี ถ้าอ่านแล้ว ไม่เข้าใจ กรุณาไปหาอ่านได้ที่เว็บบอร์ดไม่หลับไม่นอน) ขนาดเจ้าฟอร์ดเอง ซึ่งน่าจะติดตามช่างคุยมาก่อนใคร เมื่อมีเมล์แรกมาที่ช่างคุย ดันแนะนำให้เราวิจารณ์หนัง Casino Royale ในไม่หลับไม่นอนเฉยเลย แถมปรากฏตัวครั้งแรก ก็เป็นรายการไม่หลับไม่นอน ตอนการ์ตูนซะอีก นี่แหละ ฝีมืออู๊ดกับกานล่ะ

การที่เราบอกอะไรออกไป โดยไม่ตั้งใจ หลายๆครั้ง เราก็ได้รับผลตอบรับมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อประมาณธันวาคม ๒๕๔๙ ผมได้มีโอกาสเจอกับเพื่อนเก่า สมัยเป็นนักเรียน AFS ด้วยกันที่ออสเตรเลีย ก็เลยเล่าให้ฟังว่า ผมทำอะไรอยู่ ที่ผมงงพอสมควร คือดูเหมือนว่า เขาจะรู้จักคำว่าพอดคาสท์ แล้วก็มีเปรยเบาๆว่า อ๋อ มึงเองเหรอ แต่ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร แต่ผมก็บอกไปว่า ถ้าถึงสิ้นปี ๔๙ แล้ว ยังมองไม่เห็นว่า จะทำไปทำไม คงเลิกแล้วล่ะ

หลังจากนั้น สองสามวัน ก็มีคนเข้ามาโพสท์ใน WordPress ให้กำลังใจ และเพิ่มเสริมข้อมูลใน ไม่หลับไม่นอน ให้ (สมัยนั้น เรายังใช้บล็อคอยู่) โดยใช้ชื่อว่า เบน ดูจากลีลาและข้อมูลการเขียนแล้ว นอกจากจะเป็นแฟนตัวจริงของช่างคุยแล้ว ความแน่นของข้อมูลไม่เป็นรองคุณก๊องเลย ก็เลยได้เมล์กลับไปคุย ผมมาสังเกตุเห็นนามสกุลคุ้นๆ ถึงได้ทราบว่า เป็นน้องของเพื่อนผมคนนั้นนั่นเอง ซึ่งติดตามช่างคุยอยู่สักพักแล้ว แถมยังไปแนะนำคนที่บ้านให้รู้จักด้วย มิน่าล่ะ เจ้าเพื่อนคนนั้นถึงได้รู้จัก และกลับไปบอกน้องว่า เป็นเพื่อนของพี่เอง แล้วก็เล่าเรื่องที่ผมบ่นๆว่า อาจจะเลิก เจ้าเบนจึงรีบมาปรากฏตัว

เชื่อไหมครับว่า ต่อมา เบนกลายมาเป็นแขกรับเชิญในไม่หลับไม่นอน ช่างคุยกับหมอ เชิญแขกมาคุยคุ้ยเต่า ออกแบบโลโกใหม่ทั้งหมดของช่างคุยทุกรายการ ทำอีบุ๊ก ส่งเมล์ประชาสัมพันธ์ให้ ดึงเจ้าอุ้ม(ซึ่งภายหลังมาทำลูกกลมกลม)ให้มารู้จัก และจูงมือพาผมเข้ามติชน แนะนำให้ผมรู้จักพี่ตุ้ม สรกล (หนุ่มเมืองจันท์) กว่าช่างคุยจะมาถึงตอนนี้ได้ ผมต้องยอมรับว่า ไม่มากก็น้อย เจ้าเบนมีส่วนช่วยผลักดันสูงมาก

ไม่น่าเชื่อนะครับ ว่าเสียงบ่นเบาๆกับเพื่อนในวันนั้น จะส่งแรงผลักดันมาได้ขนาดนี้

๑๑. ปรับปรุงเทคนิค

ในระหว่างเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙ จนถึง พฤษภาคม ๒๕๕๐ ผมใช้เจ้า IBM Thinkpad X30 เป็นอาวุธคู่ใจ เครื่องนี้อยู่กับผมมาตั้งแต่ตุลาคม ๒๕๔๗ รวมเวลาที่ได้ใช้มัน ๓ ปี ชอบมาก เครื่องบาง เล็ก เหมาะสำหรับพกพา ทนทานมาก ทุกอย่างที่ใช้ตอนนั้นเป็น Windows Platform ทั้งหมด ไล่มาตั้งแต่

๑) Dreamweaver สำหรับเขียนเว็บทั้งหมด

๒) Audacity เป็นตระกูล Open Source สำหรับบันทึกเสียง ซึ่งผมประทับใจมาก ไม่เคยเจอปัญหาเลย แม้จะอ่านเจอจากบางเว็บว่า มีปัญหาเรื่องความเสถียรอยู่บ้าง แต่ผมไม่เคยเจอปัญหานี้เลย มันสามารถมิกซ์เสียงได้หลายแทรก (ผมจำข้อจำกัดไม่ได้) เพียงพอสำหรับบันทึกรายการพอดคาสท์เล็กอย่างช่างคุยได้สบายมาก

๓) Levelator ของ Gigavox เป็นโปรแกรมฟิลเตอร์ สำหรับปรับปรุงการบันทึกที่มีระดับเสียงไม่สม่ำเสมอ หรือมีเสียงรบกวน โปรแกรมนี้ฟรีครับ ทำไว้เพื่อแจกคนทำพอดคาสท์จริงๆ ผมรู้จักโปรแกรมนี้ เมื่อได้ฟังรายการ Podcast411 ซึ่งเป็นรายการสัมภาษณ์คนทำพอดคาสท์ด้วยกันโดยเฉพาะ พิธีกรของรายการเป็นคนเขียนหนังสือ Tricks of the Podcasting Masters ด้วยครับ ซึ่งครั้งหนึ่ง เขาได้สัมภาษณ์เว็บ Gigavox ซึ่งจัดรายการพอดคาสท์เหมือนกัน และเขาก็พูดแนะนำโปรแกรมตัวนี้ของ Gigavox เพราะคุณ Rob (พิธีกร)ก็ใช้อยู่เป็นประจำ เจ้า Levelator นี่มีแจกทั้งเวอร์ชัน Windows และ Mac ครับ พลังงานเหลือเฟือจริงๆ

๔) Windows Movie Maker สำหรับตัดต่อวิดีโอ อย่าหัวเราะไปครับ ตอนแรกเริ่มเนี่ย เราก็ใช้ของฟรีทั้งหมดเท่าที่เราหาได้นี่แหละ รวมทั้งเจ้าโปรแกรมนี้ด้วย ใช้งานง่ายครับ ลูกเล่นไม่มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับใช้งานเบื้องต้น ลองไปดูที่คุยคุ้ยเต่า ตอน ๕ (รถเอ๋) และ ๖ (รถยุทธ Karmann Ghia) อันนี้ ผมตัดต่อเองโดยใช้เจ้า Windows Movie Maker นี่แหละ

๕) Ulead อันนี้ต้องถามคุณเอ๋ครับ เป็นผู้เชี่ยวชาญและสอนให้ผมใช้ ผมได้ลองใช้งานอยู่สามตอน ที่เป็นคุณวนิษา เรซ ทั้งหมด (เรียนเมืองนอก และ คุยเฟื่องเรื่องฝึกอบรม ๒ ตอน) จากนั้นก็โยนให้คุณเอ๋ไป เพราะเครื่องผมเก่าเกินกว่าจะตัดต่อหนังได้ พอๆกับการทำ Post-production ของวิดีโอเนี่ย กินเวลาชะมัดเลย ยิ่งถ้าต้องตัดต่อ ใส่โลโก้ เพิ่มเสียง ผมไม่ค่อยสนุกเท่าไร แม้จะเห็นแล้วว่า รายการวิดีโอมีศักยภาพสูงมาก แต่มันก็เพิ่มความซับซ้อนด้านอื่น จนผมต้องเลี่ยง จนกว่าจะจำเป็น หรือไม่ก็เพื่อเพิ่มลูกเล่นเป็นครั้งเป็นคราว

๖) Wavepad อันนี้ผมไปลองๆหาจาก Download.Com เพื่อแปลงเสียงที่บันทึกจากโทรศัพท์มือถือ ให้เป็น WAV หรือ MP3 ผมว่ามันคงมีอีกหลายๆโปรแกรมแหละครับ ที่ทำได้ แต่อันนี้เป็นโปรแกรมที่ติดอันดับใน Download.Com เท่าที่จำได้ มีอยู่สองสามเทปที่ผมต้องบันทึกอย่างนี้ เท่าที่นึกออกก็เป็น ช่างคุยกับหนุ่มเมืองจันท์ ตอนจตุคาม รามเทพ เรียนเมืองนอก ตอน Syracuse University แล้วก็ มีดี ตอน Duran Duran จากนั้นผมก็พยายามเลี่ยงการบันทึกทางโทรศัพท์ เพราะคุณภาพเสียงมันน่าอึดอัดพอสมควร ถ้าต้องฟังนานๆ

๗) Skype, MSN และ Google Talk สำหรับการคุยทางไกล ที่จริงจากหนังสือต่างประเทศหลายๆเล่ม และรายการพอดคาสท์ดังๆหลายๆที่ แนะนำ Skype เป็นหลัก ซึ่งก็เห็นด้วย แต่บางวัน เราก็ต้องลองอันอื่น เมื่อ Skype มันไม่ได้เรื่องจริงๆ ช่างคุยตอนที่คุยกับคุณโกศล แรกๆ เป็นการบันทึกด้วย Audacity (โดยที่บางครั้งเราก็ใช้ MSN) แต่วิธีนี้เหนื่อยมากๆ และไม่ทำแล้ว เพราะต้องมาปรับเสียงที่ Audacity เยอะมาก ต่อมาคุณโกศลใช้ iMac แล้วก็ไปหาโปรแกรมสำหรับบันทึกเสียงมาเอง แล้วก็บันทึกให้ ผมเลยสบายไป

    อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์อื่นที่เราใช้ ก็เป็นไมโครโฟนถูกๆ ที่มากับชุด Soundblaster สมัยก่อน แล้วก็ต่อมาเราก็ไปซื้อไมค์ราคา ๙๐ บาทมาใช้เพิ่ม ผมลองทำเสื้อมาขายเพื่อหาเงินซืื้อมิกเซอร์ แต่กว่าจะได้ทุนก็เหนื่อย ส่วนของกำไร ก็มาทีละนิดๆหน่อยๆ และให้มีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินอยู่เป็นระยะๆ ก็เลยไม่ได้ซื้อจนบัดนี้

    ต่อมาพี่จิ๋วให้ความกรุณาซื้อเครื่อง MacBook Pro ให้ ผมก็เลยได้เปลี่ยนเครื่อง ในเวลานั้นผมสองจิตสองใจอยู่พอสมควรว่าควรจะใช้ Mac หรือไม่ เนื่องจากว่าใช้ Windows จนเคย แต่ได้ยินกิตติศัพท์ของ Garage Band ว่าเหมาะสมสำหรับพอดคาสท์มากๆ ก็เลยอยากลอง แล้วก็อีกอย่างก็คือ เราสามารถใช้ Windows บนเครื่อง Mac ได้ด้วย ก็เลยตัดสินใจซื้อ

    ถามว่าชอบ Mac ไหมเนี่ย ก็ต้องบอกว่า ชอบครับ ชอบมาก แต่ก็ไม่ได้เกลียด Windows ยังคิดถึงมันอยู่เหมือนกัน ทั้งสองอย่างมันมีที่ทางของมันอยู่ พอสมควร ถ้าจะมีใครสปอนเซอร์ Notebook ที่ลง Windows ผมก็ยังรับอยู่นะครับ แหะๆ คุณ Leo Laporte เคยพูดไว้ว่า Mac มีไว้สำหรับ Consumer และ Windows มีไว้สำหรับ Business คงมีแฟนๆ Mac เถียง โดยเฉพาะงานกราฟฟิค แต่ผมว่า คุณ Leo คงหมายถึงภาพรวมๆ ซึ่งผมพอจะนึกออก โดยเฉพาะหน่วยงานที่อิง Windows เยอะๆ คงมีเรื่องน่ารำคาญบ้าง เวลาใช้ Mac เอาเป็นว่า มีดีทั้งคู่แหละครับ

    เมื่อมาใช้ Mac โปรแกรมที่ผมได้พูดถึงไปบางตัว เริ่มหมดประโยชน์ เพราะมันไม่มีเวอร์ชัน Mac ลองมาดู ว่าผมต้องใช้อะไรบ้าง

    ๑) Dreamweaver อันนี้เหมือนเดิมเป๊ะ ไม่วุ่นวาย ดีจริง

    ๒) Garage Band ตัวนี้มาแทนที่ Audacity เต็ม ใช้งานง่ายดี แล้วก็เหมาะกับพอดคาสท์จริงๆนั่นแหละ แต่มันก็เรื่องมากพอสมควรในการจะ import ไฟล์ต่างๆลงไป โดยรวมๆผมชอบนะครับ ถ้าเจ้านี้ไปอยู่ใน Windows ได้ คงจะดีไม่น้อย

    ๓) iMovie ไว้สำหรับตัดต่อหนัง โดยรวมแล้ว ดีกว่า Windows Movie Maker มาก แต่มันก็ยังเป็นโปรแกรมสำหรับงานวิดีโอพื้นๆ จริงๆ โดยมีเพลงประกอบสั้นๆหลายๆเพลงให้ใช้

    ๔) Skype, MSN และ Google Talk พวกนี้เหมือนเดิม

    ๕) IShowU มีไว้สำหรับบันทึกหน้าจอครับ ผมนำมาใช้ในรายการทางหนีทีไล่

    ๖) Audio Hijack Pro สำหรับบันทึกเสียงที่ใช้ผ่าน Skype หรือ MSN หรือลำโพงของเครื่อง ช่างคุย ตอน Office and Factory เป็นตอนแรกที่ใช้โปรแกรมนี้

    ๗) Google Earth อันนี้ไม่ต้องอธิบายมาก ใช้ในทางหนีัทีไล่ตลอด

    ๘) Levelator ยังคงใช้อยู่ครับ

    ๙) Handbrake สำหรับแปลง DVD ให้เป็น MP4 หรือ AVI อันนี้เป็นของ Open Source

    ๑๐) iTunes และ QuickTime Pro สำหรับแปลงไฟล์ให้เป็น MP3 หรือ วิดีโอในรูปแบบของ iPod Video หรือ Apple TV

      สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดสำหรับการเขียนเว็บบน Mac ก็คือ เราไม่มี Internet Explorer ให้ใช้ ต้องคอยถามเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นกาน (ไม่หลับไม่นอน) นก หรือ เอ๋ ให้ช่วยดูหน้าจอด้วย ว่าเห็นอะไรตกหล่นบ้าง เพราะ IE แต่ละเวอร์ชันแสดงผล CSS ไม่เหมือนกัน

      หวังว่าจะใช้ Final Cut Pro เป็นในเร็ววัน เพราะผมอยากลองอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน ยังมีอีกหลายรายการที่อยากทำ แต่คงต้องค่อยเป็นค่อยไป

      ——————

      เพิ่มเติม (๒๓ เมษายน)
      ปัจจุบันเราได้ใช้ไมโครโฟนของ Samson C03U ซึ่งเป็น USB Microphone พบว่า ดูดเสียงได้ดีกว่า เจ้า Belkin Mic ที่ต่อกับ iPod VDO 60GB ของผม สุดแล้วแต่วันนั้น สะดวกพกอุปกรณ์ไปเยอะๆไหม ถ้าใช้ Samson จะได้คุณภาพที่ดีขึ้น

      ของเล่นอีกชิ้นที่เราใช้ก็คือ Plantronics Headsets DSP400 ซึ่งใช้สำหรับการบันทึกเสียงสนทนาผ่าน Skype ได้เสียงที่ดีมาก ดีกว่าใช้ไมค์ที่มากับเครื่อง MacBook Pro อันนี้ แนะนำให้ใช้ครับ หรือไม่อย่างนั้น ก็เป็น Logitech Premium Notebook Headset ซึ่งต่อผ่าน USB เหมือนกัน ใช้ได้ดีทีเดียว

      ๑๐ คุยคุ้ยเต่า

      คุยคุ้ยเต่า ทำให้ผมเริ่มจะเห็นและสัมผัส The Long Tail โดยที่ยังไม่รู้จักเทอมนี้เลย ณ เวลานั้น

      แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น อยากเล่าบรรยากาศของคืนที่เราบันทึกรายการครั้งแรก เพราะมันสนุกดีครับ

      คืนนั้นเราบันทึกเทปทั้งหมด ๔ ตอน ด้วยประสบการณ์ที่ผมพอมีบ้างในตอนนั้น ทำให้ผมอยากเก็บเทปให้มากที่สุด เพราะไม่อยากกวนให้มาบันทึกกันบ่อยๆ ทั้งที่บ้านยุทธกับบ้านผมห่างกันไม่น่าเกิน ๕ กิโลเมตร ส่วนเอ๋กับผมนั้น เรามีเหตุให้ต้องเจอกันทุกอาทิตย์อยู่แล้ว

      ตอนแรก ทั้งยุทธและเอ๋คงไม่ได้ตั้งใจ จะบันทึกรายการกันมากมาย แต่ผมเองที่อยากให้บันทึก ๔ เทป โดยที่ขอร้องแกมบังคับ แล้วก็พยายามนึกคำถามให้ สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ ระหว่างบันทึกรายการ คือสองคนนี้ต่อเรื่องกันได้ลื่นมาก ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ก็ต้องบอกว่า Chemistry ตรงกัน วันนั้น เราบันทึกรายการเทป ๑ ถึง ๔ รวด โดยไม่ได้มีสคริปต์ แต่ก็ทำกันไปได้อย่างราบรื่น (แม้ปัญหาที่เราพบกันในภายหลังคือ คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์แย่)

      คงต้้องบอกที่มาที่ไปก่อนว่า ทั้งยุทธและเอ๋ ก็เป็นเพื่อนมัธยมห้องเดียวกัน เหมือนบอย วิรุฬห์ อู๊ด และหวอ ทำให้ทั้งสองรู้จักกันมานาน เมื่อมาทำรายการด้วยกัน ก็มีเรื่องเล่าเยอะ แถมชอบรถเหมือนกันอีก ดังนั้นเรื่องเล่าจะมีมาก เต็มไปด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เทปที่หลายๆคนชอบน่าจะเป็นเทปคาร์มานน์เกียร์ตกเขา (๒) ซึ่งตอนที่เราบันทึกรายการ เราก็หัวเราะกันเอง ทั้งที่ฟังกันมาไม่รู้กี่สิบรอบ

      เมื่อคุยคุ้ยเต่าออกอากาศไปได้ประมาณ ๒ ตอน คุณยุทธและเอ๋ก็เริ่มไปโพสท์ตามเว็บบอร์ด ของชุมชนคนรักรถเต่าทั้งหลาย ตอนนั้นแหละครับ เป็นครั้งแรก ที่ช่างคุยมีคนมาหน้าเว็บถึงร้อย บอกตามตรง ผมไม่ได้คาดว่า จะได้รับการตอบรับเท่าไรเลย แต่อยากให้เพื่อนมาเล่าในสิ่งที่เขาชอบเท่านั้นเอง เสียงตอบรับจากเว็บบอร์ดต่างๆออกมาดีมากๆ ตอนนั้น เรายังไม่มีเว็บบอร์ด เพราะผมยังทำไม่เป็น แล้วก็ไม่อยากดูแลเว็บบอร์ดด้วย ก็เลยอาศัยเว็บบอร์ดที่อื่นเป็นที่เผยแพร่ข่าว เมื่อมีเสียงตอบรับดี เราก็เลยนัดรวมตัวกันเพื่อซ่อมเทปสาม โดยอัดเสียงเพิิ่มเพื่อขอบคุณแฟนรายการ เนื่องจากอากาศเย็นวันนั้น ร้อนผิดปกติ ผมเลยเปิดพัดลมแรงๆ โดยที่ยุทธทักก่อนแล้วว่า ไม่มีเสียงเข้าไมค์เหรอ แต่ด้วยความชะล่าใจ ผมบอกไปว่า ไม่เป็นไร ลองไปพังเทป ๓ ดูนะครับ จะมีเสียงฟู่ๆ เป็นระยะๆ น่ารำคาญ หนวกหูเป็นที่สุด

      เมื่อมีเสียงตอบรับดี เราก็อยากลองของ ซึ่งผมอยากลองอยู่นานแล้ว อยากแก้มือเทปเดโม Wikipedia น่ะครับ อยากลองทำวิดีโอดู โดยทำกับคุยคุ้ยเต่านี่แหละ เพราะเนื้อเรื่องเอื้อมาก ก็เลยนัดคุณเอ๋ ให้มาลองบันทึกรายการกัน ซึ่งก็ปรากฏเป็นเทป ๕ ซึ่งเป็นเทปแรกของช่างคุย ที่เป็นวิดีโอ ผมยังนึกทึ่งในใจที่เอ๋ไม่เขินกล้องเลย มันเก่งจริงๆ เทป ๖ ซึ่งเป็นการบันทึกรถ Karmann Ghia ของยุทธ เป็นเทปสุดท้ายที่ผมได้มีส่วนในการโปรดิวซ์รายการ หลังจากนั้น ทั้งสองคนก็จัดรายการกันเอง โดยผมมีหน้าที่อัพโหลดเข้าเซิร์ฟเวอร์ และทำหน้าเว็บให้เท่านั้น เครดิตท้ายรายการที่มักใส่ชื่อผมเป็นโปรดิวเซอร์ เป็นการให้เกียรติ์กันเท่านั้นเอง เพราะจริงๆแล้ว ผมแทบไม่ได้ยุ่งอะไร ตอนนี้แหละ ที่ผมเริ่มเข้าใจตำแหน่งที่ลงในปกเทป/ซีดี ว่า Executive Producer กับ Producer ต่างกันอย่างไร

      ชุมชนคนรักรถเต่าทำให้ผมได้คิด คนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่มาก ไม่น้อย ไม่เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ลดลง มีคนเลิกสนใจ หรือล้มหายตายจากไป แต่ก็มีคนใหม่เข้ามาอยู่ตลอดเวลา Needs ในตลาดสำหรับ content นี้มี เสียงตอบรับจากคุยคุ้ยเต่าเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ แต่เดิมที ไม่มีคนเสิร์ฟ

      เร่ิมเห็นภาพของ The Long Tail หรือยังครับ รายการโทรทัศน์มีไว้ป้อน content ที่มีคนต้องการเป็นแสนๆขึ้นไป รายการวิทยุก็มีไว้่ป้อนคนเป็นหมื่นๆ แต่ content ที่มีคนชอบรองๆลงมา ปรากฏว่า ไม่มีที่ลง จนเมื่อบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ทเข้าถึงหมู่มาก content เหล่านี้ เริ่มมีทางเลือก จากที่โดนจำกัดโดยสื่อเดิมๆ content เหล่านี้เริ่มไหลทะลักออกมาทางอินเตอร์เน็ท จนต้องเรียกกันว่าเป็น New Media

      ๙. หาแนวร่วม

      เมื่อมีตอนแรก หลังจากที่คุยกันมาเกือบสามอาทิตย์แล้ว ภรรยาผม (นก / Indies’ Girl) ก็เลยทำบ้าง เพราะนกมีเรื่องในมืออยู่แล้ว จากการที่เป็นนักเขียนคอลัมน์ให้นิตยสาร Gourmet & Crusine เราก็เลยได้รายการมาอีก ๑ รายการ คือ Indies’ Kitchen โดยผมไม่ต้องดูแลเรื่องการผลิตเลย เพราะนกทำเองได้หมด แค่ช่วยเรื่องเทคนิคก็พอ เราก็ได้เห็น Indies’ Kitchen ออกมาเรื่อยๆในระยะนั้น

      จากนั้นผมก็นึกถึงเรื่องหมอ ผมรู้จักพี่จิ๋วจากการที่เราเรียน Exec-MBA ที่ศศินทร์ร่วมกัน ไม่ได้สนิทสนมมาก แต่มีอยู่คอร์สหนึ่งที่ผมได้ทำงานกลุ่มร่วมกับพี่จิ๋ว เป็นคอร์สที่สนุกที่สุดคอร์สหนึ่ง เท่าที่เรียนในศศินทร์ เพราะไม่มีการสอนแบบ Lecture แต่เป็นการให้แต่ละกลุ่มมาวิเคราะห์กรณีศึกษาหน้าชั้น แล้วก็ให้เพื่อนๆ และอาจารย์ช่วยกันยิงคำถาม เนื้อหาต้องไปอ่านเอาเอง โดยอาจารย์จะเป็นคนสรุปตอนท้ายของทุกเคสให้ ที่สนุกเพราะกลุ่มค่อนข้างเล็ก คือมีกันอยู่ ๔ คน โดยที่ผมเป็นคนเตรียมเรื่องคำนวณ พี่จิ๋วมักจะรับหน้าทีบรรยายตอนต้น เราต้องเจอกันหลังเลิกงาน เพื่อเตรียม present ทุกครั้งที่เจอกัน พี่จิ๋วจะเตรียมไวน์แดงไว้ให้ขวดหนึ่ง ทำไป จิบไวน์ไป ตอนเตรียมสไลด์แผ่นแรกๆ ก็สนุกดี แต่พอถึงตอนหน้าท้าย ที่ต้องคำนวณทีไร ผมเริ่มแย่ ต้องขอกลับไปทำต่อที่บ้านทุกที เราต้อง present ทั้งหมด ๓ เคส เพราะกลุ่มอื่นมี ๓ คน ทำ ๒ เคส เราคนเยอะ ต้องทำสาม ชอบมาก เพราะหมายถึงไวน์เพิ่มอีก ๒ ขวด (เจอกันประมาณ ๒ ครั้งต่อเคส) พอถึงวัน present ครั้งสุดท้าย สนุกเข้าไปอีก เราเจอกันคืนวันศุกร์ เพื่อ present วันเสาร์เช้า โดยตกลงกันไว้อย่างดี ว่าใครจะเป็นคนพูดตอนไหน พอผมมาถึงห้องเรียนวันเสาร์ เพื่อนในกลุ่มก็บอกด้วยน้ำเสียงตลกปนเศร้าว่า พี่จิ๋วติดทำคลอดด่วน มาไม่ได้ เราต้องจัดการกันเอง ที่เจ็บไปกว่านั้น ก็คือ คุณแม่ที่ต้องคลอดวันนั้น เป็นคนที่เรียนในรุ่นเดียวกันที่ศศินทร์นั่นแหละ ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดีในวันนั้น เสียดายที่วิชานั้นเป็นวิชาท้ายๆที่เรียนที่นั่น ถ้ารู้ว่า ทำงานกลุ่มกับพี่จิ๋วเป็นอย่างนี้ ผมคงได้มีโอกาสเก็บขวดเขียวกลับบ้านมากกว่านี้

      พออยากทำเรื่องหมอ ก็ติดต่อพี่จิ๋ว ก็ปรากฏว่า แกอยู่ที่อเมริกา แต่ SMS กลับมาบอกว่า Good Idea แต่พอเจอกันที่โรงพยาบาล ดันถามว่า podcast คืออะไร เมื่อคุยกันเรียบร้อยแล้ว ก็มาบันทึกรายการกัน หลังจากนั้น พี่จิ๋วก็แนะนำให้รู้จักกับหมอหนึ่ง กลายเป็นว่า ผมได้หมอทั้งสองท่านมาร่วมจัดรายการ แน่นอน ตอนนั้น บาทเดียวผมก็ยังไม่ได้ แต่ที่ยังดีก็คือ บาทเดียวสำหรับคนจัดก็ไม่ต้องเสียเหมือนกัน

      ณ จุดนั้น เรามีสามรายการแล้ว แต่ปริมาณคนเข้าเว็บก็ยังน้อยอยู่ ถ้าจำไม่ผิด ก็น่าจะเป็นหลักสิบต่อวัน แต่ผมก็ยังใจเย็น เพราะรู้ว่า content ยังน้อย แต่การที่มีหมอมาทำรายการ มันทำให้ดูดีขึ้นมาเยอะเลย แต่เสียงวิจารณ์ในตอนแรก ก็ยังอยากให้เราปรับปรุงหน้าเว็บ ให้ดูน่าเชื่อถือหน่อย ตอนนั้น จนใจจริงๆ แม้ว่าตอนนี้ จะทำได้ไม่เท่าไร แต่เมื่อเทียบกับตอนนั้นแล้ว ผมยังเพิ่งรู้จักการเขียนหน้าเว็บ แบบที่ใช้ Cascade Style Sheet เอง เมื่อเริ่มเขียนก็รู้แน่ว่า งานนี้ ต้องทำเอง ไม่สามารถให้ใครช่วยได้ เพราะ content เราเปลี่ยนแปลงบ่อย ถ้าต้องให้คนอื่นช่วย โดยไม่มีให้สักบาท คงยาก แล้วที่สำคัญที่สุด คือต้องรอ โดยไม่รู้ว่า ต้องรอถึงเมื่อไร นึกถึงที่ Jordan ว่าไว้น่ะครับ ถึงตอนนี้ ผมจะยังเขียนได้ไม่ดี แต่มันก็ดีขึ้นกว่า ๑ ปีที่ผ่านมามาก

      จุดพลิกจริงๆของช่างคุยก็มาถึง เมื่อผมชวนเอ๋มาจัดรายการ โดยไม่ได้เจาะจงว่า ต้องเป็นเรื่องอะไร ตอนนั้นผมยังไม่ได้อ่านเรื่อง The Long Tail แต่รู้แน่ๆว่า เป็นเรื่องอะไรก็ได้ ที่เราสามารถเล่าได้ โดยไม่ต้องท่อง หรือเป็นภาระในการค้น เอ๋โทรกลับมา บอกว่า ลองอ่านเมล์ดูนะ ลองเขียนสคริปท์ คร่าวๆแล้ว ผมเปิดเมล์ด้วยความทึ่ง เอ๋เขียนเป็น Microsoft Word ทำเป็นหัวข้อ ว่าจะพูดเรื่องอะไรเกี่ยวกับรถโฟล์คเต่า โดยบอกว่า จะชวนยุทธ มาทำรายการด้วย เราจัดแจงนัดเจอกันที่บ้านยุทธ โดยที่ยุทธไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย นอกจากอาหารเย็น ให้เพื่อนๆกิน แต่ที่ยุทธทำในวันน้ั้น และมีผลถึงวันนี้ ก็คือ ยุทธตั้งชื่อรายการเองครับ ให้ชื่อว่า คุยคุ้ยเต่า

      ๘. แล้วก็มีตอนแรกจนได้

      สิ่งหนึ่งที่เราได้มาจากเทปเดโม wikipedia คือชื่อรายการครับ

      วันนั้นที่เราบันทึกรายการ บอยอาสานำเทปไปแปลงเป็นไฟล์ให้ โดยที่เราก็ยังไม่ได้ตั้งชื่อรายการกัน ผมตั้งโจทย์ไว้ว่า ต้องเป็นภาษาไทยเท่านั้น ให้ออกไปในแนวทางช่างคุยกัน อาทิตย์ต่อมา พอเรามาเจอกันอีก บอยก็นำแผ่นที่แปลงไฟล์แล้วมาให้ โดยเขียนไว้ที่แผ่นว่า ช่างคุย เพราะบอกว่า “ก็หงษ์บอกว่า ให้เป็นเหมือนช่างคุยกันไง” นั่นสิ คิดคำอย่างอื่นทำไมให้ยาก ว่าแล้วก็ไปจดโดเมน

      อยากขยายความเรื่องชื่อหน่อยหนึ่งครับ ว่าทำไมต้องเป็นภาษาไทย เมื่อตอนสมัยมัธยม ผมเคยเป็นนักเรียน AFS ไปอยู่ออสเตรเลีย ๑ ปี ระหว่างนั้น เพื่อนๆที่กรุงเทพทำเสื้อรุ่นกัน แล้วก็ส่งไปให้ เป็นเสื้อยืดคอปกแขนยาว สีเขียว สวยเชียว เราเลยใส่เป็นเสื้อหนาว เพื่อนออสเตรเลียชมว่า เสื้อสวย แต่มีอยู่คนหนึ่งถามว่า ทำไมพิมพ์ตัวอักษร(ชื่อรุ่น) เป็นภาษาอังกฤษ อึ้งไปนานเลยครับ ผ่านมา ๒๐ ปีก็ยังนึกถึงเรื่องนี้อยู่ นั่นสิ เราคนไทยมีภาษาพูด และตัวหนังสือ เป็นของเรา แต่ทำไมเราไม่นิยมใช้ภาษาไทยกันเท่าไร เวลาเสนองาน ทุกวันนี้ เราก็ยังเห็นอยู่นะครับ นิตยสารไทยที่ทำให้คนไทยอ่าน เนื้อหาข้างในเป็นภาษาไทยหมด แต่บนหน้าปก แทบจะไม่เห็นอักษรไทยอยู่เลย ผมเห็นชื่อยี่ห้อต่างๆของชาติอื่นที่ในประเทศเขาไมได้่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ก็ีพอมีให้เห็นนะครับ เขาใช้ภาษาของเขาตั้งชื่อ ผมนึกถึง Kinokuniya, Huawei, Haier, Fujitsu, Proton Saga, Samsung ก็เลยตั้งใจไว้ว่า จะพยายามใช้ภาษาไทยให้มากที่สุด เท่าที่จะพอทำได้ แต่เวลาเขียนอีเมล์นี่ ต้องยอมรับว่า ใช้ภาษาอังกฤษคล่องตัวกว่าเยอะ โดยเฉพาะชื่อเฉพาะอย่าง Wikipedia เนี่ย ผมว่าทับศัพท์จะคงรูปดีกว่า มองปราดเดียวโดยไม่ต้องอ่าน ก็รู้ว่าคำไหน

      พอได้ชื่อแล้ว ผมก็ไปจดโดเมน โดยเลือก GoDaddy เพราะเป็น Hosting ที่เป็นสปอนเซอร์ให้ DiggNation โดยไม่ได้มองที่เมืองไทยเลย เพราะสู้ราคาไม่ไหว คำนวณขนาดไฟล์ที่เราลองทำกันดูแล้ว ราคาต่างกันเยอะเหลือเกิน บาทแรกยังไม่ได้ อย่าไปจ่ายอะไรมากมายเลย แต่ที่แน่ๆ ผมไม่ได้สนใจเรื่องซื้อเซิร์ฟเวอร์เลย เพราะเห็นภาระในการดูแล มันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ เราทำ content ก็พอแล้ว แล้วก็ให้คนที่เก่ง hosting ทำหน้าที่ของเขาไป

      ปัญหาต่อมาก็คือ แล้วใครจะทำหน้าเว็บ มองหน้ากันแล้วก็หัวเราะ การเขียนโค๊ดครั้งล่าสุดของหลายๆคน ก็เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว แถมไม่มีใครได้ตาม web developement เลย ไม่ว่าจะเป็น XHTML, CSS, PHP หรืออื่นๆ แล้วจะทำยังไงหว่า

      ไม่มีทางเลือกครับ ต้องเขียนเอง ก็อยากทำเองนี่ ก็ต้องทำเองแหละ ณ เวลานั้น ผมไม่รู้จักคำว่า Content Management System นะครับ รู้จักแต่ HTML ถ้าใครได้เคยเห็นเว็บช่างคุยในช่วงแรกๆ (ปลายปี ๒๕๔๙) คงจำความอุบาทว์บนหน้าจอได้ แต่ตอนนั้น ผมก็ยังอดรู้สึกดีใจไม่ได้ว่า เออ หน้าแรกขึ้นแล้ว ทั้งที่เมื่อมองย้อนไป ยังเขียน HTML โดยยังเป็น table-based อยู่เลย

      แล้วปัญหาการอัดเสียงและวิดีโอล่ะ เราก็ค่อยๆอ่านไปน่ะครับ มีหลายๆเว็บบอกเอาไว้ ว่าต้องทำอย่างไร ที่ประทับใจมากๆ คือการอธิบายของ Leo Laporte ใน http://www.twit.tv เพราะคุณ Leo เขียนได้ละเอียดดีเหลือเกิน แต่ก็จนใจอยู่ตรงที่หลายๆอย่างที่คุณ Leo ใช้ เป็นอุปกรณ์ระดับมืออาชีพน่ะครับนอกจากจะแพงแล้ว เมืองไทยก็ไม่มีขาย

      พอเริ่มทำเป็น เราก็นึกถึงว่า คงมีคนอยากทำบ้าง ก็เลยเขียนวิธีการทำไว้ด้วยที่หน้าเว็บช่างคุย เผื่อคนอื่นอยากทราบ อย่างที่บอกตอนที่แล้วน่ะครับ content ไทยเนี่ย ก็ต้องพึ่งคนไทยด้วยกันเขียน ผมก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดานะครับ มีโลภ มีอิจฉาเหมือนกัน ถ้าเปิดเผยวิธีการทำงานหมด แล้วคนอื่นก็เลียนแบบได้สิ ความรู้่สึกนี้มีนะครับ แต่กลับไปที่จุดประสงค์แรกที่ตั้งใจทำ ถ้าเราต้องการเพิ่มองค์ความรู้ ก็นี่แหละ คือการเพิ่มองค์ความรู้ ก็เลยเขียนไว้ก็แล้วกัน ให้คนที่อยากทำ ได้มีโอกาสได้ทำซะบ้าง และเมื่อทำมาเป็นปีแล้ว ผมก็รู้สึกจริงๆนะครับ ว่าปัญหาเทคนิคนี่เป็นเรื่องเล็กมาก ทำอย่างไรถึงจะมีความอยากทำอย่างสม่ำเสมอมากกว่า ที่เป็นอุปสรรคใหญ่ ไว้ว่ากันเรื่องนี้ในบทอื่นดีกว่าครับ

      แล้วตอนแรก เราจะเรื่องอะไรล่ะ ผมนึกอะไรไม่ออก ก็เลยลองไล่คนรู้จักคร่าวๆว่า เราน่าจะลองสัมภาษณ์ใครได้ ก็มาลงตัวที่คุณทวีชัย ภูรีทิพย์ หรือบู้ เนื่องจากเราเคยเป็นเพื่อนร่วมงานกันมาก่อน แถมยังอยู่ใกล้บ้านเราด้วย โทรปุ๊ป ก็ตอบรับปั๊ป โดยที่บู้ก็ไม่รู้จัก podcast เหมือนกัน แต่ถ้าแค่สัมภาษณ์ เรื่องเล็ก

      สัมภาษณ์เสร็จปุ๊ป ก็นำขึ้นเว็บเลย แล้วก็นั่งสวดมนต์พึมพำว่า แล้วใครจะรู้จักเว็บกูวะ ให้บังเอิญว่า ตอนนั้นอ่าน A Day ซึ่งเขียนแนะนำเว็บหนึ่ง ชื่อว่า Siampod.Com ว่าเป็นเว็บที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบ iPod และ podcast ผมก็เลยตามไปดู ก็เห็นว่า มีส่วนของ podcast จริงๆ ก็เลยไปโพสท์แนะนำเว็บตัวเองที่นั่น

      วันรุ่งขึ้น Siampod ก็แนะนำช่างคุย โดยเขียนแนะนำไว้ให้ ในหน้าแรกของ Siampod เลย มียอดเข้าชมที่น่าตื่นเต้นมาก(ในเวลานั้น) ยอดดาวน์โหลดก็สูงขึ้นพรวด ผมยังรู้สึกดีเรื่องนี้ ไม่หาย เพราะผมไม่รู้จัก Siampod เลย มาหลายเดือนให้หลัง ถึงได้ทราบว่า เจ้าของเว็บชื่อ กั้ง และมีเว็บมาสเตอร์ชื่อ ฟอร์ด

      ๗. ลองทำ podcast

      เป็นเหมือนๆกันใช่ไหมครับ ที่เวลาเราดูรายการแฟนพันธ์แท้แล้ว เราอดถามตัวเราเองไม่ได้ว่า เอ๊ะ แล้วเรารู้อะไรบ้าง ที่ลึกมากพอจะไปคุยเรื่องอย่างนี้ได้ เกือบทั้งนั้นคงเหมือนๆกัน นั่นคือเราก็แค่ชอบ แล้วก็อยากรู้น่ะครับ แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

      ผมชอบอ่านครับ แต่ก็ไม่ได้ติดตามงานใครเป็นพิเศษ แถมความชอบในการอ่าน ก็เปลี่ยนไปตามช่วงอายุ (แต่ที่ไม่ชอบอ่านเลย คือแนวธรรมะ) ชอบฟังเพลง แต่ก็ไม่ได้ตามติดวง หรือแนวดนตรีใด เป็นพิเศษ ชอบดูหนัง แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องลึกซึ้งมากมาย มิหนำซ้ำ อายุยิ่งมาก กลับยิ่งชอบหนังแนวเบาๆ เน้นพล็อตเล็กๆก็พอแล้ว ไม่เหมือนสมัยอยู่มหาวิทยาลัย ที่ชอบหนังแนวหนักๆ ต้องคิด ต้องตีความ ยิ่งคิดยิ่งนึกไม่ออกว่า จะทำรายการอะไร พอมองๆรอบตัวเรา จึงได้เห็นว่า เรามีเพื่อนกลุ่มหนึ่งนี่ไง ที่พบปะกันเป็นประจำ น่าจะลองอะไรบางอย่างได้

      เพื่อนกลุ่มนี้คบกันมานานแล้วครับ ส่วนใหญ่ เรารู้จักกันมาตั้งแต่เข้ามัธยมศึกษาตอนปลาย ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปี ๒๕๒๘ ทุกวันเสาร์ ประมาณ ๕ ถึง ๖ คน ที่บ้านอยู่ใกล้ๆกัน เราจะมาเล่นกีฬา แล้วก็ทานข้าวเย็นด้วยกัน ที่เหลือ ก็นัดเจอะเจอกันบ้าง เป็นระยะๆ มีบ้างที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ แต่ก็มาบ่อย จนสนิทกันไปเอง

      แล้วเสาร์หนึ่ง ผมก็เสนอความคิดเรื่องการทำ podcast ขึ้น ทั้งนี้ พวกเราในกลุ่มมักจะอยู่ในสายงานวิศวกรรม ก็เลยคิดๆกันว่า น่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี (ก่อนที่จะมาเป็นคนแก่เล่าเรื่องในเวลาต่อมา) แล้วก็ให้แต่ละคนนำประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟัง ทุกคนเห็นด้วย โดยที่ยังนึกไม่ออกว่า จะคุยเรื่องอะไร แต่วันนั้น ผมเตรียมกล้องวิดีโอเอาไว้แล้ว

      ทุกวันนี้ ดีวีดีแผ่นนั้น ผมยังเก็บไว้อย่างดี ไม่ให้ใครได้เห็นอีก และหวังว่า จะไม่มีใครได้ดูตลอดไป เราคุยกันเรื่อง wikipedia โดยที่ไม่ได้เตรียมตัวกันมา ไม่ได้รู้เรื่องเทคนิคการบันทึกเสียง ขี้เกียจจัดแสง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแต่งกาย และไม่มีความต่อเนื่องของเนื้อหา ดูอย่างไรก็ตลกดี

      จากนั้น เราก็พยายามบันทึกกันอีกสองเทป โดยอัดเสียงผ่านเครื่องบันทึกวิดีโอ ซึ่งได้คุณภาพเสียงไม่ดีเท่าที่ควร ระหว่างนั้น ผมอาศัยคอนเนคชันเก่า โทรเข้าไปคุยกับผู้บริหารในบริษัทโทรคมนาคมเดิม ที่ผมเคยทำงานอยู่ เพื่อขอเนื้อที่เซิร์ฟเวอร์(ขอจริงๆนะครับ) พี่แจ๊ค (กรีกรณ์)ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงงงๆ ว่ากำลังจะทำอะไรหรือ ผมจึงขอนัดเข้าไปพบที่ทำงาน เพื่ออธิบายให้ฟัง เมื่อได้เจอ นำ podcast ของต่างประเทศให้ดู พี่แจ๊คก็เข้าใจ แต่เสียใจที่ไม่มีเซิร์ฟเวอร์ให้ยืม เพราะพี่ท่านได้ย้ายไปรับผิดชอบหน่วยงานใหม่เสียแล้ว แต่ก็มีข่าวดี คือ หน่วยงานใหม่นี้จะรับผิดชอบเรื่องการผลิตรายการให้กับเคเบิลทีวี ๑ ช่อง ซึ่งจะเป็นช่องใหม่ ต้องผลิต content ขึ้นมาใหม่ แล้วดูแล้ว สิ่งที่นายภาสกรว่ามา แม้จะหลุดคอนเซ็บท์ช่องไปบ้าง แต่ก็รับได้ เดี๋ยวจะให้ไปคุยกับหน่วยงานใต้บังคับบัญชา เพื่อคุยเรื่องการดำเนินงาน และแนวทางการหาสปอนเซอร์ต่อไป พี่แจ๊คเป็นพี่ที่ดีเสมอ จนถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังสำนึกบุญคุณที่ให้เวลาได้คุย

      จากนั้น ผมได้มีโอกาสได้คุยกับทีมงาน โดยผมนำดีวีดีที่บันทึก wikipedia (โดยบอกว่า นี่แหละคือ demo) ไปให้ ลองนึกดูนะครับ เท่าที่ผมพอจะนึกทบทวนได้ ทีมงานนี้ เป็นคนที่เคยทำรายการทีวี หรือไม่อย่างนั้น ก็มีประสบการณ์ทางด้านสื่อมาก่อน ที่แน่ๆ คือมีมากกว่าผม ทีมงานดูออกจะงงๆในสิ่งที่ผมอยากทำ พอๆกับคงขำในใจที่เห็นเดโมตลกๆของพวกเรา ที่ไม่มีการตัดต่อใดๆทั้งสิ้น ที่นำมาให้ดู ผมยอมรับว่า ผมนึกฉุน ที่พวกเขาไม่ได้เห็นภาพเดียวกับที่ผมเห็น คำถามแรกๆจะเป็นเรื่องหลักๆของการหาสปอนเซอร์ กลุ่มคนดูเป้าหมาย ผมนึกในใจทันทีว่า เราคงยังไม่พร้อมจะทำงานในแนวนี้ จากนั้น เราก็ลากัน โดยที่ต่างคน คงรู้คำตอบในใจว่า ต่างฝ่ายต่างไม่ใช่ ผมไม่ทราบว่า ทีมงานได้ไปชี้แจงพี่แจ๊คไว้อย่างไร แต่ผมได้มีโอกาสคุยกับพี่แจ๊คอีกหลังจากนั้นไปหลายเดือน แต่ก็ไม่เห็นพี่เขาจะว่าอะไร

      ผมยังนึกดีใจที่วันนั้น เราไม่ได้ไปทำรายการออกเคเบิล ไม่ได้มีเหตุผลอื่นมากไปกว่า ว่าต้นทุนในการออกไปหาสปอนเซอร์แต่ละครั้งนั้น สูงกว่าต้นทุนที่ผมผลิตรายการเองเสียอีก ผมสนใจที่จะทำ content ให้ออกมาก่อน เพื่อจะได้แก้ไขจากความผิดพลาด พอๆกับหาแนวทางให้เจอก่อน ถ้าไม่เช่นนั้น เราอาจจะต้องผลิตรายการตามใจผู้อุปถัมน์รายการ ซึ่งมันสวนทางกับความคิดที่จะทำในตอนแรก

      ณ เวลานี้ ไม่มากก็น้อย ช่างคุยก็พอจะมีบุคคลิกของเว็บอยู่บ้าง หลังจากที่เราได้ลองผิดลองถูก มาเป็นปี ผมนึกถึงคำพูดทีเคยได้ยินในวิดีโอของ Michael Jordan (ซึ่งเข้าใจว่า คงมีคนเขียนสคริปท์ให้พูดนะครับ แต่มันฟังดูมีนำหนักดี เมื่อ Jordan พูด) ว่า เมื่อตอนที่เขาไม่ติดทีมโรงเรียน เขาเสียใจมาก แล้วเขาก็กลับไปทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนัก จนในที่สุด เขาก็ประสบความสำเร็จ ผมชอบตอนท้ายที่เขาบอกว่า ถ้่าคุณล้มเหลว จงกลับไปฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อเตรียมพร้อมในคราวต่อไป ซึ่งถ้าคราวต่อไป คุณเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จอีก ก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อย คุณก็จะทำสิ่งนั้นได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการฝึกนั่นเอง

      ทุกวันนี้ ช่างคุยก็ยังต้องปรับปรุงอยู่ แต่ผมว่า มันก็ดีขึ้นอยู่เรื่อยๆนะ ว่ามั้ย