<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Changkhui's Weblog</title>
	<atom:link href="http://changkhui.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://changkhui.wordpress.com</link>
	<description>My Podcast Experience</description>
	<lastBuildDate>Mon, 14 Dec 2009 15:26:11 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='changkhui.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/e89f3b362cbfaa01879e74b439675f61?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Changkhui's Weblog</title>
		<link>http://changkhui.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://changkhui.wordpress.com/osd.xml" title="Changkhui&#8217;s Weblog" />
		<item>
		<title>๕ ชอบ/ไม่ชอบ ปี ๒๕๕๒</title>
		<link>http://changkhui.wordpress.com/2009/12/10/%e0%b9%95-%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b9%92%e0%b9%95%e0%b9%95%e0%b9%92/</link>
		<comments>http://changkhui.wordpress.com/2009/12/10/%e0%b9%95-%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b9%92%e0%b9%95%e0%b9%95%e0%b9%92/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Dec 2009 16:19:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>changkhui</dc:creator>
				<category><![CDATA[Personal]]></category>
		<category><![CDATA[podcast]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างคุย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://changkhui.wordpress.com/?p=381</guid>
		<description><![CDATA[สมัยเป็นเรียนปริญญาตรี ชอบบทความประจำปีของนิตยสารสีสัน ที่เที่ยวไปไล่ถามนักวิจารณ์ทั้งหนังและเพลงถึงสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ อย่างละ ๕ เรื่อง เขียนกันสั้นๆ สุดแล้วแต่ใครจะเลือกอะไร สนุกดี บางคนก็อาจจะเป็นหนัง ๕ เรื่องที่ชอบและไม่ชอบ แต่ส่วนใหญ่จะไปกันเรื่อย ไม่ว่าจะเป็นเพลง โฆษณา การเมือง แล้วแต่ใครจะเลือกอะไร
ตอนที่จัดช่างคุยใหม่ๆ ผมเคยลองทำเล่นๆช่วงสิ้นปี ๕๐ รวบรวมบรรดาคนจัดช่างคุยทั้งหมด(ในเวลานั้น)มาเล่าว่า ชอบและไม่ชอบอะไรบ้าง แต่กว่าจะบันทึกเพื่อนๆที่ร่วมจัดได้หมด ก็หมดบรรยากาศปีใหม่ไปแล้ว ก็เลยไม่เคยได้นำไฟล์นั้นมาเผยแพร่ให้ฟัง
มาปีที่แล้ว ความอยากยังมีอยู่ เลยชวนเพื่อนๆ และคนฟังมาลองเล่นดูบ้าง ผมสนุกมาก เพราะมันได้หลากความคิดดีเหลือเกิน เรื่องที่หลายๆคนชอบ ก็เป็นเรื่องเล็กๆ ซึ่งมันฟังแล้ว น่ารักและจริงใจดี ในขณะที่&#8221;ไม่ชอบ&#8221;ของหลายๆคนนั้น ฟังแล้วใจหาย ผมยังจำที่หนิง(คนจัด&#8221;เรื่องบ้านบ้าน&#8221;)เล่าเรื่องไม่ชอบของเธอได้ หนึ่งในนั้นคือ บรรยากาศความไม่สงบของชายแดนภาคใต้ เพราะหนิงเป็นคนยะลา อยู่มาตั้งแต่กำเนิด เคยชินที่จะอยู่ในพื้นทีที่ว่ากันว่ามีความขัดแย้งกันมาตั้งแต่เธอยังเด็ก
แต่ในวันที่เธอเล่านั้น เธออยู่ที่หาดใหญ่ ทั้งๆที่เธอกลับไปอยู่ปีใหม่กับพ่อและแม่ แต่เนื่องจากเครื่องบินลงที่หาดใหญ่ ช่วงเย็นแล้ว ทำให้เธอไม่สามารถเดินทางไปยะลาได้ทันที เพราะจะเป็นการนั่งรถเข้าพื้นที่ตอนกลางคืน ซึ่งเริ่มไม่ปลอดภัย หนิงเล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยก่อนนั้น สถานะการณ์ยังไม่แย่ขนาดนี้ แต่ในระยะสามสี่ปีที่ผ่านมานี้ สถานะการณ์กลับแย่ลงไปมาก ฟังแล้ว พลอย&#8221;ไม่ชอบ&#8221;ไปด้วย
ปีนี้ ผมติดใจ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=381&subd=changkhui&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>สมัยเป็นเรียนปริญญาตรี ชอบบทความประจำปีของนิตยสารสีสัน ที่เที่ยวไปไล่ถามนักวิจารณ์ทั้งหนังและเพลงถึงสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ อย่างละ ๕ เรื่อง เขียนกันสั้นๆ สุดแล้วแต่ใครจะเลือกอะไร สนุกดี บางคนก็อาจจะเป็นหนัง ๕ เรื่องที่ชอบและไม่ชอบ แต่ส่วนใหญ่จะไปกันเรื่อย ไม่ว่าจะเป็นเพลง โฆษณา การเมือง แล้วแต่ใครจะเลือกอะไร</p>
<p>ตอนที่จัดช่างคุยใหม่ๆ ผมเคยลองทำเล่นๆช่วงสิ้นปี ๕๐ รวบรวมบรรดาคนจัดช่างคุยทั้งหมด(ในเวลานั้น)มาเล่าว่า ชอบและไม่ชอบอะไรบ้าง แต่กว่าจะบันทึกเพื่อนๆที่ร่วมจัดได้หมด ก็หมดบรรยากาศปีใหม่ไปแล้ว ก็เลยไม่เคยได้นำไฟล์นั้นมาเผยแพร่ให้ฟัง</p>
<p>มาปีที่แล้ว ความอยากยังมีอยู่ เลยชวนเพื่อนๆ และคนฟังมาลองเล่นดูบ้าง ผมสนุกมาก เพราะมันได้หลากความคิดดีเหลือเกิน เรื่องที่หลายๆคนชอบ ก็เป็นเรื่องเล็กๆ ซึ่งมันฟังแล้ว น่ารักและจริงใจดี ในขณะที่&#8221;ไม่ชอบ&#8221;ของหลายๆคนนั้น ฟังแล้วใจหาย ผมยังจำที่หนิง(คนจัด&#8221;เรื่องบ้านบ้าน&#8221;)เล่าเรื่องไม่ชอบของเธอได้ หนึ่งในนั้นคือ บรรยากาศความไม่สงบของชายแดนภาคใต้ เพราะหนิงเป็นคนยะลา อยู่มาตั้งแต่กำเนิด เคยชินที่จะอยู่ในพื้นทีที่ว่ากันว่ามีความขัดแย้งกันมาตั้งแต่เธอยังเด็ก</p>
<p>แต่ในวันที่เธอเล่านั้น เธออยู่ที่หาดใหญ่ ทั้งๆที่เธอกลับไปอยู่ปีใหม่กับพ่อและแม่ แต่เนื่องจากเครื่องบินลงที่หาดใหญ่ ช่วงเย็นแล้ว ทำให้เธอไม่สามารถเดินทางไปยะลาได้ทันที เพราะจะเป็นการนั่งรถเข้าพื้นที่ตอนกลางคืน ซึ่งเริ่มไม่ปลอดภัย หนิงเล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยก่อนนั้น สถานะการณ์ยังไม่แย่ขนาดนี้ แต่ในระยะสามสี่ปีที่ผ่านมานี้ สถานะการณ์กลับแย่ลงไปมาก ฟังแล้ว พลอย&#8221;ไม่ชอบ&#8221;ไปด้วย</p>
<p>ปีนี้ ผมติดใจ ไล่ถามคนฟังที่อยากเล่นด้วยอีก เพราะหลายๆคนเริ่มรู้ทางแล้ว พอๆกับผมก็รู้จักคนฟังเพิ่มขึ้นมาก ผ่านทาง Twitter เลยถือเป็นโอกาสดีที่จะได้พูดคุยกันบ้าง หลังจากที่ได้ทักทายกันบนอินเตอร์เน็ท</p>
<p>เนื่องจากว่าผมอยากฟังคนฟังมากกว่าที่จะเล่าของตัวเอง ก็เลยขอถือโอกาสนี้ เขียนของตัวเองไว้ที่นี่ก็แล้วกัน ส่วนในรายการ ผมอยากให้ฟังคนฟังรายการมาเล่าให้ฟังมากกว่า</p>
<p>๕ไม่ชอบปีนี้</p>
<p>๑) กทช. ผมได้มีโอกาสไปสัมผัสกทช.มากขึ้นในปีนี้ ด้วยหน้าที่การงาน ทั้งในเวที 3G และ WiMAX ทำให้รู้จักกทช.มากขึ้น เห็นประเด็นขัดแย้งมากขึ้น และเห็นใจกทช.มากขึ้น แต่โดยรวม ผมยังอดรู้สึกผิดหวังองค์กรนี้โดยรวมไม่ได้ ผมเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า องค์กรนี้ล้มเหลวโดยโครงสร้างทั้งหน้าที่และความรับผิดชอบ(จากรธน.) และกลไกการสรรหากรรมการนั้น ทำให้เราได้อดีตข้าราชการประจำที่ประสบความสำเร็จในการทำงานราชการ แต่ขาดความสามารถในการตัดสินใจเชิงนโยบาย เขียนไป ก็จะยาวและต้องอธิบายตัวเองมากขึ้น ผมขอละไว้ ณ ที่นี้ เพราะจะทำให้เสียอารมณ์ทั้งคนอ่านและคนเขียน ยังมีเรื่องไม่ชอบอีกตั้ง ๔ เรื่องให้อ่าน</p>
<p>๒) รายการโทรทัศน์ ๓-๕-๗-๙ พ่อผมเสียชีวิตตั้งแต่ผมอายุ ๑๐ ปี คุณแม่ผมเป็นเสาหลักของครอบครัวมาตั้งแต่ยังสาว ทำให้ท่านไม่มีเวลาพักผ่อนหย่อนใจกับโทรทัศน์มากนัก ผมเองก็ได้รับการปลูกฝังเรื่องการอ่านมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ผมไม่ติดโทรทัศน์มากนัก และหลายๆครั้งที่เปิดดู ผมต้องเลี่ยงไปดูเคเบิล เพราะทั้ง ๔ ช่องยังคงเอกลักษณ์หลายๆอย่างเหมือนเมื่อช่วงสมัยที่พ่อผมยังมีชีวิตอยู่ ทั้ง ๔ ช่องดูจะทำตัวเหินห่าง consumer กลุ่ม B up ขึ้นไปทุกที ทั้งรูปแบบ และเนื้อหา</p>
<p>๓) ลาจากรถคันปัจจุบัน เจ้า Camry สีแดง ปี ๑๙๙๗ ผ่านมา ๒แสนกม. แสดงอาการให้เห็นว่า เขาอยากจะหยุดแล้ว เมื่อเข้าศูนย์ครั้งล่าสุด ได้รับการประเมินค่าซ่อมเฉียดหนึ่งแสนบาท ทำให้ผมต้องไปเข้าอู่ข้างนอก และคิดเรื่องรถใหม่ แล้วเราจะเงินที่ไหนดี โชคยังดี บุพการียังเมตตาให้หยิบยืมก่อน สภาพภายนอกของเจ้าคันนี้ยังดีอยู่ แอร์ก็ยังใชได้ แต่ช่วงล่างและระบบไฟทำให้ผมต้องตัดใจ ขอบคุณสำหรับความทรงจำดีๆที่เราอยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะการขึ้นลงภูเก็ตด้วยกัน (ผมขับไปคนเดียว) มันไม่เคยสร้างปัญหาเลย และไม่เคยมีอุบัติเหตุใหญ่ๆอะไรเลยเหมือนกัน เสียดาย</p>
<p>๔) เหตุการณ์เดือนเม.ย. รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน ห้างร้านและองค์กรประกาศหยุดงาน ถนนร้าง เพราะมีการขู่ระเบิดรถแก๊ส ปิดล้อมอนุสาวรีย์ เข้ายึดและทำร้ายทรัพย์สินโรงแรมที่มีการจัดงานระดับรัฐบาลระหว่างประเทศ เหล่านี้เกิดขึ้นในเมษายน ๒๕๕๒</p>
<p>๕) ความขี้เกียจของตัวเอง ไม่เขียนมาก เพราะอายและส่วนตัวเกินไปนิด เอาเป็นว่ายังมีหลายๆเรื่องที่มักจะผลัดวันประกันพรุ่งอยู่เรื่อย แย่</p>
<p>5 ชอบปีนี้</p>
<p>๑) twitter ทำให้ผมรู้จักคนเพิ่มขึ้นอีกมาก จับความรู้สึกของคนที่อยู่ใน community และ Life Style ใกล้ๆกันได้เร็วขึ้น และสื่อสารได้เร็วมาก มีคนเคยบอกว่า twitter น่าจะได้รับการปรับสถานะให้เป็น protocol คล้ายๆอีเมล HTTP หรือ FTP ไปเลย แทนที่มันจะเป็นของบริษัทเดียว เพราะมันกระทบคนหมู่มากเหลือเกิน ผมเริ่มคล้อยตามแล้วแฮะ</p>
<p>๒) audiobook</p>
<p>ปีนี้ได้อ่าน Charlie Wilson&#8217;s War, Born Standing Up, Getting Things Done, Groundswell, How We Decide, Lucky Man, Obsessive Brading Disorder, Socialnomics, A Whole New Mind, What Got You Here Won&#8217;t Get You There, My Remarkable Journey และนิยายอีกสามสี่เล่ม อ่านได้มากขึ้น ใช้เงินน้อย เท่านี้ก็ไม่ต้องอธิบายแล้วมั้ง</p>
<p>๓)น้ำใจออนไลน์</p>
<p>เสื้อช่างคุย &#8211; Open ชวนคุย - สัมมนาช่างคุยชวนทำพอดคาสท์ &#8211; CC Salon &#8211; ถ่ายทอดสด iHear ที่วาวี - ได้รับหนังสือที่คนฟังเขียนและส่งมาให้ ไม่ได้เงินแต่ก็ไม่เสียเงิน เดี๋ยวเราก็ตายแล้ว น้ำใจที่ได้รับตอนที่ยังมีๆกันอยู่สำคัญกว่า หวังว่าปีหน้า คงได้ทำอะไรสนุกๆแบบนี้อีกนะ</p>
<p>๔) Ricoh GX200 เป็นความรู้สึกแว่บเดียวตอนที่เดินผ่านร้านใน IT Mall ว่ากล้องตัวนี้อาจจะตอบโจทย์ เพราะเป็นเลนส์มุมกว้าง ได้มาก็ไม่เสียใจ เป็นอุปกรณ์คู่ใจที่พาไปไหนต่อไหน เหมือนโทรศัพท์มือถือและ iPod เก็บความทรงจำดีๆไว้เยอะ รู้สึกดีทุกครั้งที่ใช้</p>
<p>๕) Snow Leopard หลังจากที่ใช้เจ้า Tiger อยู่กว่า ๒ ปี ไม่ยอมเปลียนเป็น Leopard เพราะเสียดายเงิน แต่เริ่มพบปัญหาซอฟท์แวร์เล็กๆน้อยๆ และโปรแกรมอื่นๆเริ่มไม่รองรับการทำงานบน Tiger ทำให้เหมือนโดนบังคับกลายๆ แต่ผิดคาด นอกจากจะได้ OS ใหม่แล้ว ยังได้ความรู้สึกว่าได้เครื่องใหม่ด้วย ใช้มาแล้ว ๒ เดือน ยังมองไม่เห็นความจำเป็นในการซื้อเครื่องใหม่ (แต่ถ้ามีสปอนเซอร์ ก็รับนะครับ) โดยรวมๆแล้ว ประทับใจมาก</p>
<p>สนุกดีที่ได้เขียน</p>
<p><strong><span style="text-decoration:underline;">เพิ่มเติม</span></strong></p>
<p>หลังจากที่เขียนเรื่องนี้ไปแล้ว และเริ่มปล่อยช่างคุยตอน ๕ ชอบ/ไม่ชอบแล้ว มีหลายท่านเขียนของตัวเองไว้ที่ Blog ด้วย ขอใส่ลิงค์ไว้ที่นี่นะครับ</p>
<p><a rel="nofollow" href="http://ow.ly/LSLM" target="_blank">http://ow.ly/LSLM โดย Phz<br />
</a></p>
<p><a rel="nofollow" href="http://ow.ly/LM7o" target="_blank">http://ow.ly/LM7o โดย วิทย์</a></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/changkhui.wordpress.com/381/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/changkhui.wordpress.com/381/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/changkhui.wordpress.com/381/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/changkhui.wordpress.com/381/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/changkhui.wordpress.com/381/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/changkhui.wordpress.com/381/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/changkhui.wordpress.com/381/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/changkhui.wordpress.com/381/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/changkhui.wordpress.com/381/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/changkhui.wordpress.com/381/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=381&subd=changkhui&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://changkhui.wordpress.com/2009/12/10/%e0%b9%95-%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b9%92%e0%b9%95%e0%b9%95%e0%b9%92/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/9a35f77f64a710b8c9492e1b442a7e3c?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">changkhui</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เพื่อนบนอินเตอร์เน็ท</title>
		<link>http://changkhui.wordpress.com/2009/12/09/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%97/</link>
		<comments>http://changkhui.wordpress.com/2009/12/09/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%97/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Dec 2009 16:21:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>changkhui</dc:creator>
				<category><![CDATA[podcast]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://changkhui.wordpress.com/?p=345</guid>
		<description><![CDATA[เขียนให้ นิตยสาร Go Training เดือนธันวาคม ๒๕๕๒
กั้ง (@Kangg) เป็นเจ้าของเว็บไซด์ Siampod.com เป็นเว็บแรกๆที่ผมรู้จักในการทำพอดคาสท์ เพราะมีนิตยสารแนะนำเอาไว้ ถ้าไม่ใช่ A Day ก็เป็น GM นี่แหละ เมื่อช่างคุยเกิดใหม่ๆ ผมไปโพสท์เปิดตัวที่นี่เป็นที่แรก หลังจากที่ทำรายการไปหลายตอน และเริ่มมีหลายรายการ ก็ได้เจอกันครั้งแรก เพราะกั้งอยากรู้จัก เลยเมลมานัด ทำท่าจะเลี้ยงข้าวผมด้วยซ้ำ จากนั้น เราก็เจอกันตามงานสัมมนาต่างๆ เวลามีปัญหา กั้งก็โทรมาปรึกษาบ้าง และบางครั้งผมเองก็ต้องโทรไปขอความช่วยเหลือจากกั้ง เมื่อตอนที่ผมซื้อเครื่องแมคเครื่องแรก ผมก็โทรถามความเห็นจากกั้ง และโดยไม่ได้ขอ กั้งมาหาผมถึงที่ร้าน เพื่อช่วยเลือก และในวันหนึ่ง ผมก็เชิญกั้งมาออกรายการ กั้งก็มาหลายครั้ง แต่ตอนที่โดนมากที่สุด คือเมื่อผมเชิญให้มาเล่าประวัติของ  iPod มีคนชอบตอนนี้มากจนนำไปโพสท์แนะนำใน Pantip.com โดยบอกว่าเป็นประวัติ iPod ที่ดีที่สุดที่เคยฟังมา ผ่านมาสามปี จนป่านนี้ ผมเองยังไม่รู้จักอะไรมากมายนักเกี่ยวกับตัวกั้ง แต่นั่นก็ไม่สำคัญ เพราะที่ผ่านมา มิตรภาพที่เรามีต่อกัน ก็มากเกินพอแล้ว
และกั้งนี่เอง เป็นคนแนะนำให้ผมได้รู้จักกับน้องคนถัดมา คือ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=345&subd=changkhui&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เขียนให้ <a href="http://www.traininginfomedia.com">นิตยสาร Go Training</a> เดือนธันวาคม ๒๕๕๒</p>
<p>กั้ง (<a href="http://www.twitter.com/Kangg">@Kangg</a>) เป็นเจ้าของเว็บไซด์ <a href="http://www.siampod.com">Siampod.com</a> เป็นเว็บแรกๆที่ผมรู้จักในการทำพอดคาสท์ เพราะมีนิตยสารแนะนำเอาไว้ ถ้าไม่ใช่ A Day ก็เป็น GM นี่แหละ เมื่อช่างคุยเกิดใหม่ๆ ผมไปโพสท์เปิดตัวที่นี่เป็นที่แรก หลังจากที่ทำรายการไปหลายตอน และเริ่มมีหลายรายการ ก็ได้เจอกันครั้งแรก เพราะกั้งอยากรู้จัก เลยเมลมานัด ทำท่าจะเลี้ยงข้าวผมด้วยซ้ำ จากนั้น เราก็เจอกันตามงานสัมมนาต่างๆ เวลามีปัญหา กั้งก็โทรมาปรึกษาบ้าง และบางครั้งผมเองก็ต้องโทรไปขอความช่วยเหลือจากกั้ง เมื่อตอนที่ผมซื้อเครื่องแมคเครื่องแรก ผมก็โทรถามความเห็นจากกั้ง และโดยไม่ได้ขอ กั้งมาหาผมถึงที่ร้าน เพื่อช่วยเลือก และในวันหนึ่ง ผมก็เชิญกั้งมาออกรายการ กั้งก็มาหลายครั้ง แต่ตอนที่โดนมากที่สุด คือเมื่อผมเชิญให้มาเล่าประวัติของ  iPod มีคนชอบตอนนี้มากจนนำไปโพสท์แนะนำใน Pantip.com โดยบอกว่าเป็นประวัติ iPod ที่ดีที่สุดที่เคยฟังมา ผ่านมาสามปี จนป่านนี้ ผมเองยังไม่รู้จักอะไรมากมายนักเกี่ยวกับตัวกั้ง แต่นั่นก็ไม่สำคัญ เพราะที่ผ่านมา มิตรภาพที่เรามีต่อกัน ก็มากเกินพอแล้ว</p>
<p>และกั้งนี่เอง เป็นคนแนะนำให้ผมได้รู้จักกับน้องคนถัดมา คือ ฟอร์ด</p>
<p>ฟอร์ด (<a href="http://www.twitter.com/FordAntitrust">@FordAntitrust</a>) เป็นเด็กนครสวรรค์ ที่ไปรำ่เรียนที่ <span style="text-decoration:underline;">คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์</span> (<em>แก้ไขตามความเห็นที่ ๑</em>) มหาวิทยาลัยนเรศวร ตอนที่ช่างคุยออกมาตอนแรก ฟอร์ดยังเรียนอยู่ปี ๔ มี <a href="http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/">Blog</a> เป็นของตัวเอง รู้จักรายการช่างคุยผ่านทาง Siampod.com  เพราะฟอร์ดเป็นเว็บมาสเตอร์ให้กั้ง (ปัจจุบันไม่ได้เป็นแล้วนะครับ) พอผมโพสท์แนะนำช่างคุยที่นั่นปุ๊ป ฟอร์ดก็ติดตามมาเลย จากนั้น ฟอร์ดก็เมลมาแนะนำทางแก้ปัญหาเทคนิคที่ผมติดขัด พอยากมากนัก หรือกินเวลามากไป ผมก็เริ่มขอให้ฟอร์ดช่วย จนกระทั่งฟอร์ดเรียนจบ เข้ามาทำงานในกรุงเทพ ทำให้ผมได้รู้จักน้องคนนี้มากขึ้น ผมก็เริ่มเชิญให้มาจัดรายการด้วยกัน เริ่มรู้จักแนวทางและความถนัด ผมก็เริ่มขอให้ฟอร์ดช่วยเล็กๆน้อยๆมากขึ้น จนชวนไปคุยงานสัมนาช่างคุยชวนทำพอดคาสท์ และได้อาศัยให้ช่วยงานต่างๆที่ผมได้ไปลองทำ ฟอร์ดกลายเป็นคนที่ผมมักจะขอให้มาช่วย เมื่อผมติดปัญหาทางไอที ที่น่าจะบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อ คือเมื่อฟอร์ดและผมมาเจอกันใน Facebook  ทำให้เรามาทราบว่า ฟอร์ดและผมเกิดวันเดียวกัน (แม้จะห่างกัน ๑๔ ปีก็เถอะ)</p>
<p>วิทย์ (<a href="http://www.twitter.com/simplywit">@simplywit</a>) เป็นคนฟังรายการอีกคนหนึ่งที่เข้ามาโพสท์ความเห็นในเว็บบอร์ดช่างคุย แต่วิทย์มักจะฟังรายการไม่หลับไม่นอน ของคุณสุทิน ตันรัตนากร (อู๊ด) ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ฟังรายการอีกท่าน ชื่อ เพิซ์ท (<a href="http://www.twitter.com/phz">@Phz</a>) ก็เข้ามาโพสท์ในเว็บบอร์ด ผมทราบแน่ๆว่า Phz เชี่ยวชาญด้านเสียง หรือ Audio Production แต่มาทราบภายหลังว่า วิทย์และ Phz เป็นเพื่อนกัน และอยู่ในวงการ audio ทั้งคู่ โดยที่วิทย์เป็นเจ้าของเว็บ <a href="http://www.polypink.com">Polypink.com</a> และ Phz เป็นเจ้าของเว็บ <a href="http://www.PassionSound.com">PassionSound.com</a> เมื่อเห็นโพส์ทไปหลายๆครั้งเข้า เมื่อผมมีปัญหาด้านการบันทึกเสียง ก็เลยต้องขอให้สองท่านนี้ช่วย จากนั้น ผมก็เชิญให้ทั้งสองมาพูดในงานช่างคุยชวนทำพอดคาสท์ ทั้งคู่รู้จริงในเรื่องที่ตัวเองพูด และเต็มใจช่วยทุกครั้งที่โทรไปรบกวน ต่อมาเมื่อผมต้องการคนที่มาช่วยในการทำงาน production ด้านเสียงที่จริงจังขึ้น ผมก็มักจะวานให้วิทย์ช่วยด้วย</p>
<p>เบญ (<a href="http://www.twitter.com/Bentale">@Bentale</a>) เป็นสาวคนแรกที่ส่งเมลมาทักทายช่างคุย ตอนนั้นผมยังนึกไม่ออกว่า เรามีคนฟังเป็นผู้หญิงบ้างไหม จนเบญเมลมา และเบญก็กลายเป็นคนฟังคนแรกที่เราเชิญมาคุยในรายการด้วยกัน ในรายการ&#8221;ไม่หลับไม่นอน&#8221; จากนั้น เบญก็กลายเป็นคนช่วยผลักดันให้เราได้เป็นที่รู้จัก โดยทำ eBook แจกตามสื่อต่างๆ ออกแบบโลโก้ทุกรายการ ออกแบบนามบัตรช่างคุย จนถึงออกแบบเสื้อ และเบญก็แนะนำให้ผมรู้จัก blog ของสาวอีกท่านหนึ่งที่ <a href="http://www.Fringer.org">http://www.Fringer.org</a> เธอบอกว่า คนนี้เป็นนักเขียนแนวสังคม รุ่นใหม่ที่มาแรง ผมอ่านดูแล้วก็ชอบใจ เธอคนนี้มีชื่อเล่นว่า ยุ้ย สฤณี อาชวานันทกุล (<a href="http://www.twitter.com/fringer">@fringer</a>)  แต่ผมยังนึกกลัวๆ เพราะบทความออกไปแนวจริงจังและเศรษฐศาสตร์พอสมควร จนมาเจอที่เธอแนะนำคอร์สหนึ่งที่เธอเรียนที่ Harvard (เธอจบปริญญาตรีที่นั่น) ผมค่อนข้างชอบวิดีโอตอนนี้ เพราะอาจารย์สอนได้สนุกมากและเข้าใจง่าย เลยเมลขอสัมภาษณ์เรื่องนี้ ปรากฏว่า เธอตอบกลับมาเร็วมาก พร้อมกับให้เบอร์มือถือมาเลย เมื่อผมบันทึกรายการเสร็จ ผมชอบใจในอัธยาศัยมาก เลยชวนมาเป็นแขกรับเชิญอีกหลายๆตอน และเมื่อเราจัดสัมมนา ผมก็เชิญเธอมาอีกครั้ง ซึ่งเธอก็ตอบรับอย่างเต็มใจ และเมื่อกลุ่มที่เธอมีส่วนร่วม จัดกิจกรรม <a href="http://cc.in.th">Creative Common</a> ขึ้น ผมก็เลยขอไปบันทึกรายการบ้าง โดยงานนั้นใช้ขื่อว่า CC Salon</p>
<p>แต่ ๒ วันก่อนเริ่มงาน คุณอาร์ท (<a href="http://www.twitter.com/bact">@Bact</a>) (ผู้ประสานงานหลักในการจัดงานของ Cretive Commons Thailand) ติดต่อให้ผมช่วยดำเนินรายการให้ด้วย เนื่องจากติดภาระกิจของทางบ้านกระทันหัน</p>
<p>ผมรู้จักพัชร (<a href="http://www.twitter.com/iPattt">@iPattt</a>) ครั้งแรกในงานสัมมนา CC Salon โดยผมเองกลายไปเป็นพิธีกรรับเชิญแบบรู้ตัวล่วงหน้า ๒ วัน พัชรและเพื่อนเป็นผู้รับเชิญในวงเสวนา จากนั้นไม่นาน พัชรก็มา follow ผมใน Twitter เราไม่ได้คุยกันอีกเลย แต่ผมเข้าใจว่า พัชรพอจะทราบว่า เว็บช่างคุยเป็นเนื้อหาแนวไหน แต่ไม่ได้ติดตาม ผมเองก็ได้รับทราบว่า พัชรมี <a href="http://www.iPattt.com">Blog</a> และ มีวงดนตรีที่เล่นประจำชื่อว่าวง <a href="http://www.iHearband.com">iHear</a> มีที่เล่นประจำที่ร้านกาแฟ วาวี สาขาอารีย์ เพราะผมก็พอเห็นกระแสตอบรับเหมือนกัน ในแวดวง Twitter ที่ผมเห็นๆอยู่ แล้วก็มีมาวันหนึ่งให้ทางพัชรชวนให้ผมไปบันทึกเทปที่นั่น ผมก็ลองไปตามคำเชิญ ทำให้ผมได้ไปรู้จักคนอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่อยากเอ่ยมาก เพราะทราบมาว่า ทาง  Go Training ตั้งใจจะทำเป็นเรื่องวงนี้เป็น scoop พิเศษ แต่ผมก็เพิ่งจะไปทราบภายหลังว่า พัชร จบมาทางด้านวิศวกรรม ทำงานเป็นเจ้าของบริษัทร่วมกับเพื่อนๆ รับงานทำเว็บไซด์ให้กับองค์กรต่างๆ ที่ดังๆ ก็เป็นเว็บช่วยชาติ (<a href="http://www.chuaichart.com">http://www.chuaichart.com</a>) ของรัฐบาล และเขาเล่นดนตรีในตอนกลางคืน ทั้งตามงานแต่งงาน ร้านอาหารหรือคลับ รวมทั้งเล่นในสตูดิโอ โดยมีงานเด่นๆก็คือการทำงานให้กับคุณบอยด์ โกสิยพงษ์ น่าทึ่งมาก และเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้เอง ผมได้ทดลองถ่ายทอดสดการแสดงดนตรีของวง iHear ขึ้น โดยอาศัยบริการของทางบริษัทที่ผมทำงานอยู่ และได้วิทย์มาช่วยควบคุมด้านเสียง และได้ฟอร์ดมาดูแลการจัดการหน้าเว็บในการถ่ายทอด ถ้าจะมีเรื่องที่น่ายินดีขึ้นไปอีก ก็คือว่าน้องเบญเลือกใช้บริการวง iHear สำหรับงานแต่งงานของเธอในปีหน้าด้วย</p>
<p>ทั้งหมดเป็นตัวอย่างของคนที่ผมได้รู้จัก ในระยะเวลาประมาณ ๓ ปีที่ผ่านมานี่เอง ผ่านทางอินเตอร์เน็ท ทั้งจากเว็บช่างคุย และงานสัมมนาทางอินเตอร์เน็ท บางคนก็แนะนำตัวเองมาทางอีเมล บ้างก็ทาง Twitter และ Facebook เมื่อรู้จักกันไปนาน ตามกันไป ตามกันมา เห็นวิธีการเขียน วิธีคิด เราก็พอจะทราบ&#8221;ทาง&#8221;ของแต่ละคน ด้วยความที่ผมมีอายุมากที่สุด และค่อนข้างเปิดเผยตัว ทำให้น้องๆหลายๆคนค่อนข้างวางใจ สามารถไหว้วานได้ โดยไม่ต้องคิดมากเรื่องวัตถุประสงค์แอบแฝง ยังมีอีกหลายคนที่ผมได้รู้จัก และหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ แต่เนื่องจากว่า เนื้อหาไม่สามารถร้อยให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ ก็ขอละไว้ ซึงถ้ามีโอกาส คงได้เล่าในต่อๆไป</p>
<p>ผมยังนึกไม่ออกว่า ถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ท ผมจะรู้จักคนรุ่นใหม่ๆรุ่นนี้ได้อย่างไร วิถีชีวิตของแต่ละคนดูจะไม่น่าเอื้อให้มาบรรจบกันได้ ยิ่งเมื่อมาใช้ Twitter แล้ว จะยิ่งเห็นการแสดงออกได้ชัดขึ้น บางคนดุดัน บางคนอารมณ์ผกผันจนน่าตกใจว่า เป็นคนเดียวกันกับที่เราเห็นก่อนหน้านี้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ มันทำให้เราเห็นภาพแต่ละคน&#8221;กลม&#8221;ขึ้น และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างน่าทึ่ง</p>
<p>แต่ก็นั่นแหละครับ ผมมักจะนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Rashomon ของ  Akira Kurosawa หนังสร้างตั้งแต่ปีค.ศ. ๑๙๕๐ แต่ข้อคิดจากเรื่องนี้ยังคงใช้ได้ดีอยู่เสมอ มนุษย์มักจะเล่าเรื่องที่เข้าข้างตัวเองเสมอ หลายๆคนที่ผมได้ติดตามอ่านจาก Blog มักจะให้ความรู้สึกที่ดี และน่าติดตาม แต่พอได้มารู้จักตัวตนจริงๆเข้า ก็รู้สึกได้ถึง&#8221;ภาพ&#8221;ที่สร้างกันมา เพราะ Blog ก็คือการเล่าเรื่องของตัวเอง แต่จะมีกี่คนเล่าเรื่องตัวเองในด้านมืด (ผมว่า น่าจะรู้สึกกันหลายๆคนนะครับ เรื่องการเขียน Blog ในแนว &#8220;รู้สึกดี&#8221; แต่ผมว่า มันน่าเบื่อชะมัดเลย) อินเตอร์เน็ทดูจะเป็น&#8221;หน้าต่าง&#8221;ที่ทำให้เราได้&#8221;เห็น&#8221;หลายๆคนมากขึ้น ง่ายขึ้น และขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลือกเปิด&#8221;ประตู&#8221;ไปทำความรู้จักพวกเขาหรือเปล่าเท่านั้นเอง</p>
<p>ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์น่ะครับว่า สังคมในอินเตอร์เน็ทที่หลายๆคนอาจจะรู้สึกว่า เป็นสังคมสีเทาๆ ไม่น่าไว้ใจ ผมไม่ได้คิดว่ามันจะต่างไปจากสังคมอื่นๆตรงไหน อินเตอร์เน็ทเป็นเพียง&#8221;สื่อ&#8221;ใหม่ เนื้อหาก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าเราจะรู้จักคนเหล่านี้จากสังคมไหน ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานอกจากจะทำให้เห็นว่า คนที่รู้จักกันทางอินเตอร์เน็ทไม่ได้เป็นเรื่องที่แตกต่างจากการรู้จักทางอื่นแต่อย่างใด และสังคมของโลกยุคใหม่ ดูจะมีเครื่องมือในการให้เรารู้จักคนได้มากขึ้น รอบด้านขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ</p>
<p>เจอกันหลังปีใหม่ครับ</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/changkhui.wordpress.com/345/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/changkhui.wordpress.com/345/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/changkhui.wordpress.com/345/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/changkhui.wordpress.com/345/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/changkhui.wordpress.com/345/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/changkhui.wordpress.com/345/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/changkhui.wordpress.com/345/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/changkhui.wordpress.com/345/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/changkhui.wordpress.com/345/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/changkhui.wordpress.com/345/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=345&subd=changkhui&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://changkhui.wordpress.com/2009/12/09/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/9a35f77f64a710b8c9492e1b442a7e3c?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">changkhui</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>๒๑. ปรากฏการณ์ iHear ที่วาวี อารีย์</title>
		<link>http://changkhui.wordpress.com/2009/12/02/%e0%b9%92%e0%b9%91-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c-ihear-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://changkhui.wordpress.com/2009/12/02/%e0%b9%92%e0%b9%91-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c-ihear-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Dec 2009 17:36:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>changkhui</dc:creator>
				<category><![CDATA[The Long Tail]]></category>
		<category><![CDATA[podcast]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างคุย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://changkhui.wordpress.com/?p=353</guid>
		<description><![CDATA[ผมรู้จักพัชร (@iPattt) จากงาน Creative Common ที่ใช้ชื่อว่า CC Salon ซึ่งเป็นงานที่ผมตั้งใจเพียงแค่ไปขอบันทึกวิดีโอ เพื่อนำกลับมาออกในช่างคุย แต่ ๒ วันก่อนเริ่มงาน คุณอาร์ท (@Bact) (ผู้ประสานงานหลักในการจัดงานของ Cretive Commons Thailand) ติดต่อให้ผมช่วยดำเนินรายการให้ด้วย เนื่องจากติดภาระกิจของทางบ้านกระทันหัน
เมื่อต้องทำหน้าที่ดำเนินรายการ ทำให้ผมได้รู้จักผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคนโดยปริยาย พัชรและเม่น (@iMenn) (คู่หูของพัชร) เคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในการพยายามเปิดค่ายเพลงเป็นของตัวเอง และนำประสบการณ์ช่วงนั้นมาเล่าให้ฟังกัน งานนั้นเป็นงานแรกที่ผมได้รู้จักพัชร เกิดศิริ แต่กับเม่นนั้น ผมเคยไปฟังเม่นพูดในงาน WordCamp ครั้งแรกอยู่แล้ว ทราบดีว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง WordPress และมาทราบในภายหลังว่า เม่นเคยฟังรายการในช่างคุยด้วย วันนั้นผมได้เพียงพูดคุยกับทั้งคู่ระหว่างดำเนินงาน ไม่ได้ทำความรู้จักเท่าไรนัก เมื่อเลิกงาน ก็แยกย้ายกันไป
จากนั้น เมื่อทั้งหมดเริ่มตามกันใน Twitter ทำให้ผมพอจะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งคู่อยู่บ้าง และทำให้ทราบว่า พัชรยังคงเล่นดนตรีอยู่กับวงเฉพาะกิจที่ชื่อ iHear พร้อมๆกับทำงานในสายไอทีไปด้วย โดยพัชรไปเล่นคีย์บอร์ดที่ร้านกาแฟวาวี ที่ซอยอารีย์ ทุกเย็นวันอาทิตย์ แม้ผมไม่ได้ติดตามมากนัก แต่พอจะรู้สึกถึง&#8221;ความแรง&#8221;ของวงนี้ได้ รู้สึกสนใจอยู่นิดๆ เพราะมีกระแสที่แรงขึ้นเรื่อยๆใน [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=353&subd=changkhui&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ผมรู้จักพัชร (<a href="http://www.twitter.com/iPattt">@iPattt</a>) จากงาน Creative Common ที่ใช้ชื่อว่า CC Salon ซึ่งเป็นงานที่ผมตั้งใจเพียงแค่ไปขอบันทึกวิดีโอ เพื่อนำกลับมาออกในช่างคุย แต่ ๒ วันก่อนเริ่มงาน คุณอาร์ท (<a href="http://www.twitter.com/bact">@Bact</a>) (ผู้ประสานงานหลักในการจัดงานของ Cretive Commons Thailand) ติดต่อให้ผมช่วยดำเนินรายการให้ด้วย เนื่องจากติดภาระกิจของทางบ้านกระทันหัน</p>
<p>เมื่อต้องทำหน้าที่ดำเนินรายการ ทำให้ผมได้รู้จักผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคนโดยปริยาย พัชรและเม่น (<a href="http://www.twitter.com/imenn">@iMenn</a>) (คู่หูของพัชร) เคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในการพยายามเปิดค่ายเพลงเป็นของตัวเอง และนำประสบการณ์ช่วงนั้นมาเล่าให้ฟังกัน งานนั้นเป็นงานแรกที่ผมได้รู้จักพัชร เกิดศิริ แต่กับเม่นนั้น ผมเคยไปฟังเม่นพูดในงาน WordCamp ครั้งแรกอยู่แล้ว ทราบดีว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง WordPress และมาทราบในภายหลังว่า เม่นเคยฟังรายการในช่างคุยด้วย วันนั้นผมได้เพียงพูดคุยกับทั้งคู่ระหว่างดำเนินงาน ไม่ได้ทำความรู้จักเท่าไรนัก เมื่อเลิกงาน ก็แยกย้ายกันไป</p>
<p>จากนั้น เมื่อทั้งหมดเริ่มตามกันใน Twitter ทำให้ผมพอจะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งคู่อยู่บ้าง และทำให้ทราบว่า พัชรยังคงเล่นดนตรีอยู่กับวงเฉพาะกิจที่ชื่อ <a href="http://www.iHearband.com">iHear </a>พร้อมๆกับทำงานในสายไอทีไปด้วย โดยพัชรไปเล่นคีย์บอร์ดที่ร้านกาแฟวาวี ที่ซอยอารีย์ ทุกเย็นวันอาทิตย์ แม้ผมไม่ได้ติดตามมากนัก แต่พอจะรู้สึกถึง&#8221;ความแรง&#8221;ของวงนี้ได้ รู้สึกสนใจอยู่นิดๆ เพราะมีกระแสที่แรงขึ้นเรื่อยๆใน Twitter โดยเฉพาะช่วงที่มีการแสดงในวันนั้นๆ เพราะผมจะเห็นหลายๆความเห็นของหลายๆคนที่แสดงบน Twitter และมีการใช้งาน hashtag #iHear และ #Wawee</p>
<p>หลังจากนั้น ไม่กี่อาทิตย์ ในช่วงกลางเดือนตุลาคม ผมก็ได้รับ Tweet จากพัชร ชวนมาบันทึกรายการ โดยมีวิทย์(<a href="http://www.twitter.com/simplywit">@Simplywit</a>) น้องคนที่ช่วยเหลือผมหลายๆครั้งในการบันทึกเสียง ได้รับ tweet นี้ด้วย ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพัชรและวิทย์รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี และวิทย์เป็นคนช่วยบันทึกวิดีโอแทนผมในงาน CC Salon ที่พัชรก็ไปด้วยนั่นเอง ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไปแบบมีอะไรทำด้วย เพราะถ้าไปฟังเพลงเฉยๆ ผมก็นึกไม่ออกว่า ผมจะนั่งได้นานขนาดไหน เพราะผมไม่รู้จักใคร และทำท่าว่า ทุกคนจะรู้จักกันอยู่แล้ว</p>
<p>จากนั้นประมาณ ๒ อาทิตย์ ผมก็ไปตามที่ได้นัดกันไว้ แม้ผมจะเตรียมอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ตัวเองมี แต่เมื่อเจองานที่ต้องใช้ความชำนาญทางด้าน audio กับมืออาชีพจริงๆ ก็ทำให้ผมอึ้งและพบว่า ตัวเองไม่มีความรู้มากพอ โชคดีที่วิทย์ก็มา และทำหน้าที่เป็น sound engineer ให้ โดยผมทำหน้าที่บันทึกวิดีโอไว้ และทางวิทย์กับฉัตร(<a href="http://www.twitter.com/ichattt">@iChattt</a>) (นักดนตรีอีกท่านหนึ่งในวง)ทำหน้าที่เซ็ทอุปกรณ์และบันทึกเสียง (ขอนอกเรื่องนิดหนึ่ง วันนั้นเป็นวันแรกที่ผมได้รู้จักผู้ฟังช่างคุยอีกท่าน ที่ปกติอยู่ภาคใต้ แต่วันนั้นอยู่กทม. นั่นคือโอม(<a href="http://www.twitter.com/ohm4u">@Ohm4U</a>) และวันนั้น โอมก็มีส่วนช่วยในการเซ็ทอุปกรณ์ด้วย)</p>
<p>วง iHear เป็นการรวมตัวแบบหลวมๆ รับเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรกแบบจริงจัง เพราะหลายๆคนทำงานประจำในช่วงเวลาทำการ และรับเล่นดนตรีตามงานต่างๆเป็นงานอดิเรก โดยสลับสับเปลี่ยนแล้วแต่ใครจะว่าง มีสถานที่เล่นประจำคือที่ร้านวาวี ซอยอารีย์ ทุกเย็นวันอาทิตย์ โดยเริ่มเล่นที่นี่ตั้งแต่เมื่อประมาณปี ๕๐ แต่ในช่วงแรกๆ ยังไม่เป็นที่รู้จัก และมีผู้เล่นประจำไม่กี่คน คนส่วนใหญ่ในร้าน ก็มักจะไปทานกาแฟ มากกว่าจะไปฟังการเล่นดนตรี</p>
<p>แต่ในวันที่ผมไป ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ มีเหตุการณ์ที่ผิดคาดเล็กน้อย ซึ่งทางวงทำใจไว้อยู่บ้างแล้ว นั่นคือมีฝนตก แม้จะแค่เล็กน้อย แต่ก็เป็นอันตราบต่อการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า (ทั้งเครื่องดนตรีและเครื่องบันทึก) ทางวงและเจ้าของร้าน (คุณจิรัฏฐ์) จึงตกลงกันว่า ให้ย้ายเข้าไปเล่นในอาคารชั้นสอง</p>
<p>ตลอดเวลากว่า ๔ ชั่วโมงที่ผมอยู่บันทึกวิดีโอในวันนั้น ผมพบว่า นี่ไม่ใช่การเล่นดนตรีแบบที่เราเคยพบเห็นตามร้านอาหาร หรือร้านเหล้า แต่เป็นดูจะเป็นวงดนตรี 2.0 มากๆ</p>
<ul>
<li>สามารถเล่นเพลงได้หลายรูปแบบ (Varieties of contents)</li>
<li> มีนักดนตรีที่มาร่วมเล่นเลยโดยไม่ต้องซ้อม (Open Source) และ</li>
<li>เชื้อเชิญให้ผู็ฟังเข้ามาร่วมร้องเพลงด้วย (User-participations) มีทั้งร้องผิดคีย์ ร้องเพี้ยน ไปจนถึงมืออาชีพ พกไมค์ส่วนตัวมาเอง (วันนั้นมีวง Mellow Motif มาร่วมด้วย) เป็นปาร์ตี้ในคอนเสิร์ท หรือคอนเสิร์ทปาร์ตี้ ก็สุดแล้วแต่จะมอง</li>
<li>สื่อสารกับผู้คนรอบนอกในทันที (Real-time participation) โดยผ่าน Twitter ทั้งส่งภาพและข้อความ</li>
</ul>
<p>มีคนชอบวงดนตรีและมาร่วมกันฟังเพลง ไม่ใช่้เรื่องใหม่ เห็นกันมานักต่อนักทั้งโลก แต่ที่น่าสนใจในกรณีนี้คือ</p>
<ul>
<li>ทางวงไม่มีผลงานออกมาเป็นอัลบั้ม เล่นเพลงสนุกๆที่หลายๆคนสามารถร้องตามได้ และนักดนตรีก็&#8221;เซียน&#8221;พอที่จะเล่นได้ทุกรูปแบบ ทั้ง Rhythm &amp; Blues, Soul, Rock, Jazz จนถึงโดราเอมอน</li>
<li>แต่ละคนทำงานมากกว่า ๑ อย่าง เช่น งานเทคนิคทางด้านไอที</li>
<li>กระแสตอบรับ มาจากทางอินเตอร์เน็ททั้งสิ้น ทั้งอีเมล วิดีโอคลิปบน YouTube และที่สำคัญที่สุด คือ Twitter</li>
<li>ที่น่าทึ่งมากคือ เป็นการเมากาแฟกันล้วนๆ เพราะเป็นร้านกาแฟและที่ร้านไม่มีเครื่องดื่มผสมอัลกอฮอลล์ขาย</li>
</ul>
<p>มีบางช่วงเหมือนกันในคืนนั้น ที่ผมรู้สึก &#8220;ฉันมาทำอะไรที่นี่(เนี่ย)&#8221; เพราะแทบจะไม่รู้จักใคร อาศัยว่าใช้กล้องวิดีโอเป็นเครื่องมือในการเดินและขอทางเดินไปเดินมา แต่ก็รู้สึกชอบบรรยากาศและที่สำคัญ ผมได้รู้จักเพลงใหม่ๆหลายเพลง (ชอบจนไปหาซื้อในภายหลัง) วันนั้นมีเครื่องเป่าถึง ๓ ชิ้น Saxophone, Trumpet และ Flute ทำให้ภาพรวมดูดีมาก ที่สำคัญ ผมรู้สึกเหมือนมีส่วนร่วมในปรากฏการณ์พิเศษอย่างหนึ่ง น่าสนุก</p>
<p>คืนนั้นกลับมาแบบทั้งเหนื่อยและหิว แต่ก็ต้องรีบกลับ เพราะวันจันทร์ต้องไปทำงาน แต่ก็มีหลายๆความคิดผุดขึ้นในหัว ปรากฏการณ์แบบนี้ ไม่ได้มีให้เห็นกันบ่อยนัก มีความน่าสนใจโดยตัว content แต่ยังเป็นกลุ่มเล็กเกินไปกว่าที่สื่อกระแสหลักจะหันมาจับ คงน่าสนุกไม่น้อยถ้าเราสามารถขยาย exposure ในใหญ่ขึ้นได้ เพราะตัว content ดูน่าสนใจอยู่แล้ว เป็นความรู้สึกอยากลองในแง่ของ Producer</p>
<p>จากวันนั้น ผมก็ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พัชร เพื่อนำมาออกช่างคุย (ตอนที่ ๑๔๖) ทำให้ทราบที่มาที่ไปและแนวทางชัดขึ้น และพัชรก็แนะนำให้ผมสัมภาษณ์คุณปลาทอง (<a href="http://www.twitter.com/plajazz">@Plajazz</a>) มือทรัมเป็ต ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มเล่นดนตรีที่วาวี เป็นคนแรก (ช่างคุย ตอน ๑๔๘) ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ผมคันในความรู้สึกอยากเป็น Producer ขึ้นมาอีกมาก แทนที่เราจะเป็นเพียงมีส่วนร่วม เราน่าจะเป็นคนทำปรากฏการณ์นั้นเอง น่าจะสนุกไม่ใช่น้อย</p>
<p>ผมลองปรึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในบริษัท เพื่อหาทางทดลองถ่ายทอดสดวงนี้จากที่วาวีดู ทางบริษัทก็สามารถใช้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์การขายอินเตอร์เน็ท โดยไม่ได้เป็นการลงทุนมากมายนัก ทางวงและร้านก็สามารถใช้เป็น gimmick และประชาสัมพันธ์ได้ ส่วนตัวผมเอง ก็ได้ทดลองทำในสิ่งที่อยากทำ</p>
<p>ทุกฝ่ายตอบตกลงในเวลาอันสั้น ไม่มีใครเรียกร้องอะไรเลย รวมทั้งเจ้าของร้าน (คุณจิรัฏฐ์)ที่ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเป็นเรื่องใหม่ของทุกฝ่าย พอผมติดต่อไปพร้อมขอคำตอบโดยเร็ว ทุกคนก็ตอบตกลงแบบงงๆ เพราะนึกไม่ออกว่าต้องทำอย่างไรต่อ ผู้ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบจริงๆ</p>
<p>งานถ่ายทอดมีส่วนประกอบทั้งหมด ๕ ส่วน คือ</p>
<ol>
<li>งานเสียง (เนื่องจากเป็นการถ่ายทอดคอนเสิร์ต งานเสียงจึงประณีตและแยกออกมาเป็น production ต่างหาก)</li>
<li>งานวิดีโอ</li>
<li>สัญญาณอินเตอร์เน็ท</li>
<li>การทำ Streaming</li>
<li>การทำหน้าเว็บถ่ายทอด</li>
</ol>
<p>งานในส่วนที่ 3, 4 และ 5 ผมรับหน้าที่ไปประสานในบริษัท (<a href="http://www.Beenets.com/Live">http://www.Beenets.com/Live</a>) งานที่ ๑ นั้น ทางวงรับไปจัดการเอง เพราะมีความสามารถเป็น sound engineer กันหลายคน แต่สุดท้าย ก็มาลงที่น้องวิทย์คนเดิม (เจ้าตัวเขียนประสบการณ์ในครั้งนั้น ไว้ที่ <a href="http://www.polypink.com/2009/11/live-broadcasting-with-presonus-studiolive">http://www.polypink.com/2009/11/live-broadcasting-with-presonus-studiolive</a> ) ส่วนงานวิดีโอ ทางพัชรได้รับความร่วมมืออย่างดีมากจากคุณเดฟ (<a href="http://www.dawcomm.blogspot.com/">http://www.dawcomm.blogspot.com/</a>) รายละเอียดของการถ่ายทอดครั้งแรก ผมยังอยากแยกออกมาเป็นอีกบทความหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องที่มีหลายๆท่านถามมา และเป็นเรื่องเทคนิคที่ต้องอธิบายในระดับหนึ่ง</p>
<p>แม้ว่าเสียงตอบรับจะยังไม่มากนัก แต่ก็ดูจะเป็นที่ถูกใจในบรรดาแวดวงคนไอทีที่รู้จักกัน หลายๆคนที่อยู่ต่างจังหวัดก็ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมกับงานแบบนี้บ้าง ในขณะที่ผมเองก็พบว่า งาน production หน้างาน ก็ไม่ได้มากเกินไปนัก มิหนำซ้ำแรงงานหน้างานมีให้เห็นอยู่มากมาย เพียงแค่เอ่ยปาก ก็มีหลายๆคนพร้อมจะหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้ทันที</p>
<p>สำหรับหลายๆท่านที่ติดตามช่างคุยมา คงพอจะเห็นตัวตนของผมอยู่บ้าง และน่าจะเห็นทางหรือแนวทางที่ผมพยายามจะไป แต่กับหลายๆคนที่เพิ่งจะรู้จัก คงมองผมด้วยสายตาแปลกๆอยู่เหมือนกันว่า ผมเข้ามาทำอะไร มีจุดประสงค์อะไรกันแน่ เรื่องแบบนี้อธิบายไปก็เท่านั้น การกระทำน่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดี บทความนี้เขียนเพื่อเป็นที่ระลึกใน series ของช่างคุย อย่างน้อย ก็ได้ลองทำอะไรที่อยากทำอีกอย่างหนึ่งแล้ว</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/changkhui.wordpress.com/353/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/changkhui.wordpress.com/353/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/changkhui.wordpress.com/353/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/changkhui.wordpress.com/353/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/changkhui.wordpress.com/353/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/changkhui.wordpress.com/353/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/changkhui.wordpress.com/353/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/changkhui.wordpress.com/353/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/changkhui.wordpress.com/353/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/changkhui.wordpress.com/353/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=353&subd=changkhui&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://changkhui.wordpress.com/2009/12/02/%e0%b9%92%e0%b9%91-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c-ihear-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/9a35f77f64a710b8c9492e1b442a7e3c?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">changkhui</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>คิดต่าง ไม่เห็นจะผิด</title>
		<link>http://changkhui.wordpress.com/2009/11/12/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://changkhui.wordpress.com/2009/11/12/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 12 Nov 2009 16:45:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>changkhui</dc:creator>
				<category><![CDATA[podcast]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://changkhui.wordpress.com/?p=323</guid>
		<description><![CDATA[เขียนให้นิตยสาร Go Training  ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒
ได้มีโอกาสได้รับฟังรายการ Buzz Out Loud ของเว็บ CNET (CENT.com) ซึ่งเป็นรายการข่าวสารทางเทคโนโลยีรายวันของทางฝั่งสหรัฐอเมริกา ตอนที่ ๑๐๓๓ (วันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒, http://www.cnet.com/8301-19709_1-10302978-10.html?tag=mncol;title) แล้วให้สะดุดใจ เพราะว่า วันนั้นเป็นวันที่เชิญผู้ดำรงตำแหน่ง Chief Technology Officer ของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน (ของคุณ Barack Obama นี่แหละ) มาให้สัมภาษณ์ในรายการ ทั้งคำถามและคำตอบแต่ละอย่าง ฟังแล้วทำให้นึกถึงรัฐบาลบ้านเราไม่ได้ เพราะดูแล้วนอกจากจะให้ความหวังหรือความเห็นในทางลึกแล้ว ยังแสดงถึงความเชี่ยวชาญ หรือรู้จริง ของคนตอบอยู่ในที แม้จะมีการกรรเชียงถอยบ้างในหลายๆคำถาม แต่ก็เป็นแบบมีเชิง ฟังแล้วรู้ว่า คนตอบรู้จริง แต่เลือกที่จะไม่ตอบในบางเรื่อง
อย่างหนึ่งที่ทำให้ทึ่งคือ คนตอบแกชื่อ Aneesh Chopra ครับ ฟังแล้วให้ฉงน จนไปโหลดรายการที่เป็นเวอร์ชันวิดีโอมาดู แกเป็นแขกจริงๆด้วย แม้ accent จะไม่ใช่ แต่ชื่อก็บอกอยู่  [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=323&subd=changkhui&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เขียนให้นิตยสาร Go Training  ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒</p>
<p>ได้มีโอกาสได้รับฟังรายการ Buzz Out Loud ของเว็บ CNET (CENT.com) ซึ่งเป็นรายการข่าวสารทางเทคโนโลยีรายวันของทางฝั่งสหรัฐอเมริกา ตอนที่ ๑๐๓๓ (วันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒, <a href="http://www.cnet.com/8301-19709_1-10302978-10.html?tag=mncol;title">http://www.cnet.com/8301-19709_1-10302978-10.html?tag=mncol;title</a>) แล้วให้สะดุดใจ เพราะว่า วันนั้นเป็นวันที่เชิญผู้ดำรงตำแหน่ง Chief Technology Officer ของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน (ของคุณ Barack Obama นี่แหละ) มาให้สัมภาษณ์ในรายการ ทั้งคำถามและคำตอบแต่ละอย่าง ฟังแล้วทำให้นึกถึงรัฐบาลบ้านเราไม่ได้ เพราะดูแล้วนอกจากจะให้ความหวังหรือความเห็นในทางลึกแล้ว ยังแสดงถึงความเชี่ยวชาญ หรือรู้จริง ของคนตอบอยู่ในที แม้จะมีการกรรเชียงถอยบ้างในหลายๆคำถาม แต่ก็เป็นแบบมีเชิง ฟังแล้วรู้ว่า คนตอบรู้จริง แต่เลือกที่จะไม่ตอบในบางเรื่อง</p>
<p>อย่างหนึ่งที่ทำให้ทึ่งคือ คนตอบแกชื่อ Aneesh Chopra ครับ ฟังแล้วให้ฉงน จนไปโหลดรายการที่เป็นเวอร์ชันวิดีโอมาดู แกเป็นแขกจริงๆด้วย แม้ accent จะไม่ใช่ แต่ชื่อก็บอกอยู่  พอดูไปดูมา อีกตำแหน่งหนึ่งในรัฐบาลของ Obama คือ Chief Information Officer  ชื่อ Vivek Kundra ใช่ครับ เขาก็เป็นแขกเหมือนกันครับ อายุเพิ่งจะ ๓๕ ปีเท่านั้นเอง แล้วก็เป็น first generation ด้วย เพราะว่า พอไปดูประวัติ ปรากฏว่า แกเกิดที่อินเดียครับ แล้วก็ย้ายมาอยู่อเมริกา พร้อมครอบครัว ตั้งแต่อายุ ๑๐ ขวบ</p>
<p>รายละเอียดการแต่งตั้ง อยู่ที่</p>
<ul>
<li>Aneesh Chopra <a href="http://www.whitehouse.gov/blog/09/04/18/Weekly-Address-Efficiency-and-Innovation/">http://www.whitehouse.gov/blog/09/04/18/Weekly-Address-Efficiency-and-Innovation/</a></li>
<li>Vivek Kundra  <a href="http://www.whitehouse.gov/the_press_office/President-Obama-Names-Vivek-Kundra-Chief-Information-Officer/">http://www.whitehouse.gov/the_press_office/President-Obama-Names-Vivek-Kundra-Chief-Information-Officer/</a></li>
</ul>
<p>ผมไม่สามารถหาข้อมูลของคุณ Aneesh ได้จริงๆว่า เป็นเชื้อชาติไหน และเป็น First Generation ในอเมริกาหรือเปล่า แต่ของคุณ Vivek นี่ ข้อมูลตรงกันจากหลายๆที่ เป็นเรื่องที่น่าทึ่งทีเดียว ที่บุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของเขาจะมาจากเชื้้อชาติอื่นได้</p>
<p>แต่จะว่าไป บ้านเราในอดีตก็มีนะครับ ในสมัยอยุธยา เราก็มีเจ้าพระยาวิชาเยนต์ ซึ่งเป็นชาวโปรตุเกส และออกญาเสนาภิมุข ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น แต่ในพศ.นี้ ผมยังนึกไม่ออกว่า ถ้ามีการแต่งตั้งตำแหน่งที่เป็นหัวหน้าในเชิงนโยบายแบบนี้ในรัฐบาล จะได้รับแรงต่อต้านขนาดไหน ถ้าจำไม่ผิดในรัฐบาลของคุณทักษิณ ก็เคยมีการแต่งตั้งทำนองนี้เหมือนกัน ก็ยังโดนกระแสต่อต้านมาในระดับหนึ่งเลย ว่าแต่ว่า เราจะนับคนคนหนึ่งว่าเป็นคนไทย จากอะไรดี</p>
<ul>
<li>เกิดต่างแดน ก็น่าจะพอนับเป็นคนไทยได้ (พ่อไทย แม่ไทย แต่เกิดในต่างแดน)</li>
<li>เกิด เรียน และเติบโตในเมืองไทย ก็ยังไม่แน่ว่าจะใช่ ดูอย่างกรณีคนที่เกิดชายแดนไทย</li>
<li>อยู่เมืองไทยมานาน จนไม่กลับไปบ้านตัวเองแล้ว ก็ยังมีหลายๆคน ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นคนไทยอยู่ดี</li>
</ul>
<p>แต่จะว่าไปแล้ว การเป็นคนไทยโดยเชื้อชาติ ยังเป็นเรื่องที่สำคัญอยู่ในบ้านเรา ดูได้จากสิทธิในทรัพย์สิน (การซื้อครองที่ดิน การถือทรัพย์สิน สิทธิ์ในทางนิติกรรม) หรือสิทธิทางการเมือง (สิทธิ์ในการเลือกตั้ง สิทธิ์ในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง) ในขณะที่หลายๆแห่ง เรื่องนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ประเทศใกล้ๆตัวเราอย่างสิงคโปร์ ก็ดูจะเปิดรับเรื่องนี้มากขึ้น ยิ่งพอเห็นตัวอย่างของ CIO และ CTO ของสหรัฐอเมริกาแล้ว ทำให้ผมเริ่มเห็นแนวคิดหรือแนวทางปฏิบัติใหม่ๆมากขึ้น ในขณะที่เมืองไทย เมื่อไม่เกิน ๑๕ ปีมานี้ เรายังนำเรื่องชาติกำเนิดของคุณบรรหาร ศิลปอาชามาคุยกันอยู่เลย</p>
<p>พออ่านมามาถึง สองตำแหน่งของรัฐบาลสหรัฐฯดังกล่าว ก็นึกถึงอีกองค์กรหนึ่งประเทศออสเตรเลีย ชื่อว่า Macquarie Infrastructure Group (<a href="http://www.macquarie.com.au/au/mig/index.html">http://www.macquarie.com.au/au/mig/index.html</a>) ที่อยู่ในเครือ Macquarie Bank จำได้ว่า เคยอ่านเจอในนิตยสารฟอร์จูนเมื่อหลายปีก่อนแล้ว องค์กรนี้เป็นเอกชนครับ เขาทำหน้าที่ไปประมูลงานบริหาร สาธารณูปโภคในประเทศต่างๆที่ทางรัฐนั้นๆ ประสบปัญหาในการบริหาร ตอนแรกที่อ่านเรื่องนี้ ผมเองก็รู้สึกแปลกมากๆ ลองดูตัวอย่างของงานที่ทาง Macquarie Infrastructure Group ได้มานะครับ</p>
<ol>
<li>M6 Toll (ด่านผ่านทางมอเตอร์เวย์) ของประเทศอังกฤษ ด่านผ่านทางแห่งนี้ขาดทุนมาตั้งแต่ปีแรกที่เปิดทำการ (เปิดเมื่อปีคศ. ๒๐๐๔ นี่เอง) ปีแรกก็ขาดทุนทางบัญชีเข้าไป ๒๖.๕ ล้านปอนด์ แม้จะกำไรจากการดำเนินงานอยู่ ๑๖ ล้านปอนด์ แต่เมื่อเจอค่าดอกเบี้ยเงินกู้ ๔๓ ล้านปอนด์ ก็เลยทำให้ขาดทุนเข้า ๒๖.๕ ล้านปอนด์เลยทีเดียว เรื่องนี้ ผมเคยอ่านนานมากแล้ว แต่ไม่ได้จดไว้ว่า อ่านมาจากที่ไหน ข้อมูลนี้เลยขอยกมาจาก Wikipedia นะครับ อาจจะดูชุ่ยหน่อย แต่ผมค่อนข้างเชื่อข้อมูลนี้ ลองไปหาอ่านได้ที่นี่นะครับ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/M6_Toll">http://en.wikipedia.org/wiki/M6_Toll</a> แล้วก็ใช่ว่า ให้เอกชนมาดูแล้วจะไปได้นะครับ เท่าที่อ่านมานี่ โครงงานนี้ ก็ยังย่ำแย่อยู่ ถ้านึกภาพไม่ออก ก็นึกถึงด่านผ่านทางมอเตอร์เวย์ของเราที่เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพกับพัทยาน่ะครับ ลักษณะเดียวกัน</li>
<li>Chicago Skyway Tollbridge โครงการนี้ ก็เป็นโครงการเกี่ยวกับถนนเช่นกัน โดยเป็นการบริหารค่าผ่านทางโครงการนี้ โดยเป็นการเช่าใช้สิทธิ เป็นระยะเวลา ๙๙ ปี โดยเป็นการร่วมทุนกันระหว่างกลุ่ม Macquarie ที่ว่านี้ กับกลุ่มเงินทุนจากสเปน ที่ชื่อ <a title="Cintra" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Cintra">Cintra Concesiones de Infraestructuras de Transporte S.A.</a> รายละเอียดของโครงการนี้ มีอยู่ใน Wikipedia เช่นกันครับ อยู่ที่ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Chicago_Skyway">http://en.wikipedia.org/wiki/Chicago_Skyway</a> หรือจะดูเว็ปอย่างเป็นทางการของโครงการได้ที่ <a href="http://www.chicagoskyway.org">http://www.chicagoskyway.org</a></li>
</ol>
<p>นอกจากนี้ แล้วกลุ่ม Macquarie ยังมีโครงการด้่านพลังงานที่ Canada ด้านถนนที่ฝรั่งเศส และด้านถนนที่ Virginia อีก</p>
<p>อ่านแล้ว งงไหมครับว่า เขาทำกันได้อย่างไร ทั้งฝ่ายรัฐที่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาประมูลงาน และถือสิทธิในการบริหาร (รวมทั้งเก็บค่าบริการ) และฝ่ายผู้ไปบริหาร ที่แบกความเสี่ยงในการโดนยกเลิก หรือการดูแลโครงการ แนวคิดแบบนี้ มีมาได้อย่างไร ใครเป็นคนคิด ใครเป็นคนทำ และใครเป็นคนยอมให้ทำ ดูๆแล้ว คงเป็นไปได้ไม่ง่ายนักในเมืองไทย เอ หรือว่า ผมลืมเรื่องโฮปเวลล์ไปหว่า เสาก็ยังอยู่ แต่มันมีแค่นั้นจริงๆ มีแต่เสา</p>
<p>ที่ว่ามาทั้งสองเรื่องนี้ ก็เพราะมีการพูดถึงกระแสความมั่นคง ในการให้สัมปทานการให้บริการโทรคมนาคม 3G ซึ่งจุดประเด็นโดยทางกลุ่มทรู และได้รับการตอบรับในเชิงรับลูก จากทางด้านรัฐบาลด้วย ทำให้ผมเองต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่า การแข่งขันการค้าเสรีในธุรกิจโทรคมนาคม เป็นเรื่องที่ควรอยู่ในกิจการควบคุม หรือเป็นกิจการที่มีความเสี่ยงในเรื่องความมั่นคงขนาดไหน แน่นอน ผมเป็นเพียงลูกจ้างรับเงินเดือนธรรมดา ไม่มีแนวคิดลึกซึ้ง หรือความสามารถในการตีความเรื่องนี้ได้ นอกจากนี้แล้ว เมื่อผมแสดงความเห็นของตัวเองใน Facebook ก็ยังได้รับความเห็นจากหลายๆท่าน ให้โน้มน้าวไปในทางรักชาติ ความมั่นคง และชี้ให้เห็นถึงเมื่อกิจการอื่นๆในต่างประเทศ ที่มีกา่รรณรงค์ไม่ให้ขายให้ต่างชาติเหมือนกัน</p>
<p>ในฐานะที่เป็นวิศวกร ผมกลับไม่รู้สึกเป็นห่วงเรื่องของ 3G ในเชิงการให้บริการที่จะไปกระทบต่อความมั่นคงมากนัก ทั้งนี้ ผมเองก็ไม่สามารถที่จะอธิบายออกมาเป็นตัวอักษรได้ชัดเจน แต่ตัวอย่างข้างต้นที่ผมยกขึ้นมา น่าจะเป็นแนวคิดใหม่ๆที่ผมคิดว่า เราน่าจะนำมาประยุกต์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของไทย หรือของต่างประเทศก็ดี เป็นการลงทุนเพื่อแสวงหาผลกำไร บนธุรกิจเสรี ด้วยกลไกการแข่งขัน และรัฐก็มีหน้าที่ควบคุมการดำเนินการนั้นในกฎกติกาสากล มีตัวอย่างมากมายทั้งโลก</p>
<p>ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าจริงๆ คือการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้งาน โดยไม่ได้พัฒนาคนของเราให้สามารถทำได้เองมากกว่า เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ผู้ให้บริการทุกรายจะทำเหมือนกันหมดเลย คือไปซื้อเทคโนโลยีจากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นทวีปไหน เรื่องนี้ก็สามารถมองได้หลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการไหลออกของเงินไทย เพื่อไปซื้อเทคโนโลยีต่างชาติ การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งประเด็็นความมั่นคง</p>
<p>การสืบข้อมูล หรือการลักลอบดักฟัง โดยผ่านอุปกรณ์ที่ตัวเองเป็นผู้ผลิตเอง ทั้งซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ ดูจะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าการเข้าไปประมูลสัมปทานข้ามชาติเป็นไหนๆ สามารถทำได้เลย มิหนำซ้ำ ทำครั้งเดียว ยังสามารถนำไปใช้ได้ทั้งโลกเสียด้วยสิ แน่นอนว่า ไม่มีผู้ผลิต หรือ Supplier รายไหนในโลกจะทำแบบนั้น แต่คงห้ามคนคิดไม่ได้เหมือนกัน ถ้าถามถึงความน่าจะเป็น</p>
<p>เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีประเด็นในถกเถียงเยอะมาก สิ่งเดียวที่เราต้องยอมรับ คือการรับฟังความเห็นที่แตกต่างได้ แม้จะไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องเคารพสิทธิ์และความเห็นของผู้อื่น คนที่เห็นไม่เหมือนเรา ก็ได้หมายความว่า เขาผิด หลายๆคนที่ผมรู้จักรวมทั้งตัวผมเองด้วย เราออกจะมีแนวคิดไปในทางเปิดเสรีมากๆด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ได้รักชาติ เพราะจะว่าไป เราไม่ได้รู้สึกว่า มันเป็นเรื่องเดียวกัน</p>
<p>นับวัน ผมจะยิ่งชอบ Twitter มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันให้ความเห็นที่แตกต่างได้ดีเหลือเกิน เมื่อเราเลือกที่จะ Follow คนได้แตกต่างกันมากๆ ลองดูนะครับ</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/changkhui.wordpress.com/323/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/changkhui.wordpress.com/323/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/changkhui.wordpress.com/323/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/changkhui.wordpress.com/323/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/changkhui.wordpress.com/323/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/changkhui.wordpress.com/323/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/changkhui.wordpress.com/323/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/changkhui.wordpress.com/323/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/changkhui.wordpress.com/323/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/changkhui.wordpress.com/323/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=323&subd=changkhui&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://changkhui.wordpress.com/2009/11/12/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/9a35f77f64a710b8c9492e1b442a7e3c?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">changkhui</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>คนรุ่นใหม่</title>
		<link>http://changkhui.wordpress.com/2009/10/15/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://changkhui.wordpress.com/2009/10/15/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Oct 2009 09:06:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>changkhui</dc:creator>
				<category><![CDATA[podcast]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://changkhui.wordpress.com/?p=320</guid>
		<description><![CDATA[เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนตุลาคม ๕๒
ประมาณ ๑๕ ปีที่แล้ว คุณกิติศักดิ์ สุวรรณโภคิณ (นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดัง) เคยกล่าวไว้ในหอประชุมเอยูเอ ในเวทีของชมรมวิจารณ์บันเทิง พูดถึงหนังไทยเรื่องหนึ่งว่า เป็นหนังที่แย่มาก ไม่น่าเชื่อว่า ในพ.ศ.นั้น ยังมีคนทำหนังอย่างนี้ออกมาอีก ทั้งๆที่ผู้กำกับท่านนี้ เป็นผู้กำกับภาพในวงการภาพยนตร์ที่มีประวัติการทำงานที่ยาวนานมาก แล้วคุณกิติศักด์ก็มาสรุปตอนท้ายว่า คนเรานี่ก็แปลก ผู้กำกับภาพที่เก่งมากๆ ก็อยากจะมาเป็นผู้กำกับ ทั้งๆที่มันอาจจะไม่ใช่ความถนัดของตน ก็เลยกลายเป็นว่า วงการภาพยนตร์ก็จะได้ผู้กำกับแย่ๆออกมาคนหนึ่ง พร้อมกับสูญเสียผู้กำกับภาพที่ยอดเยี่ยมมากไปคนหนึ่งในเวลาเดียวกัน
คุณ สุจินต์ จันทร์นวลก็เคยเขียนไว้ในหนังสือ เขาว่าผมเป็นมืออาชีพ บอกไว้ว่ามีคนมาบ่นกันนักต่อนักว่า เมื่อมอบหมายคนที่ตัวเองปั้นขึ้นมาให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ หรือทำหน้าที่ดูแลคน ปรากฏว่า หลายๆคนดีแตก ไม่เห็นเก่งเหมือนตอนสมัยเป็นลูกทีมเลย แล้วท่านก็สรุปว่า ก็ไม่เห็นแปลกนี่ เพราะส่วนใหญ่เล่นพิจารณาเงื่อนไขการโปรโมทคนจากยอดขาย ความเก่งในการแก้ปัญหาเทคนิค ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกับการบริหารงานบุคคล ซึ่งเน้นการตัดสิน การทำงานเป็นทีม ภาวะการเป็นผู้นำ จะว่าไปแล้ว การเป็นหัวหน้าทีมที่ดี ก็ได้แตกต่างจากการเป็นโค้ชเลย ทำอย่างไรถึงจะหาทางผสมผสานความสามารถของคนในทีม ให้มีผลลัพธ์โดยรวมมากกว่าผลลัพธ์แต่ละบุคคลรวมกัน
แนวคิดนี้ได้รับ การพิสูจน์ให้เห็นในวงการกีฬาอาชีพ มีนักกีฬาอาชีพที่ประสบความสำเร็จสูงมากๆไม่กี่คนที่สามารถผันตัวเองมาเป็น ผู้ฝึกสอน หรือโค้ชที่ดีได้ นักเทนนิสระดับโลกที่เลื่องลือในอดีตอย่าง Jimmy [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=320&subd=changkhui&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนตุลาคม ๕๒</p>
<p>ประมาณ ๑๕ ปีที่แล้ว คุณกิติศักดิ์ สุวรรณโภคิณ (นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดัง) เคยกล่าวไว้ในหอประชุมเอยูเอ ในเวทีของชมรมวิจารณ์บันเทิง พูดถึงหนังไทยเรื่องหนึ่งว่า เป็นหนังที่แย่มาก ไม่น่าเชื่อว่า ในพ.ศ.นั้น ยังมีคนทำหนังอย่างนี้ออกมาอีก ทั้งๆที่ผู้กำกับท่านนี้ เป็นผู้กำกับภาพในวงการภาพยนตร์ที่มีประวัติการทำงานที่ยาวนานมาก แล้วคุณกิติศักด์ก็มาสรุปตอนท้ายว่า คนเรานี่ก็แปลก ผู้กำกับภาพที่เก่งมากๆ ก็อยากจะมาเป็นผู้กำกับ ทั้งๆที่มันอาจจะไม่ใช่ความถนัดของตน ก็เลยกลายเป็นว่า วงการภาพยนตร์ก็จะได้ผู้กำกับแย่ๆออกมาคนหนึ่ง พร้อมกับสูญเสียผู้กำกับภาพที่ยอดเยี่ยมมากไปคนหนึ่งในเวลาเดียวกัน</p>
<p>คุณ สุจินต์ จันทร์นวลก็เคยเขียนไว้ในหนังสือ เขาว่าผมเป็นมืออาชีพ บอกไว้ว่ามีคนมาบ่นกันนักต่อนักว่า เมื่อมอบหมายคนที่ตัวเองปั้นขึ้นมาให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ หรือทำหน้าที่ดูแลคน ปรากฏว่า หลายๆคนดีแตก ไม่เห็นเก่งเหมือนตอนสมัยเป็นลูกทีมเลย แล้วท่านก็สรุปว่า ก็ไม่เห็นแปลกนี่ เพราะส่วนใหญ่เล่นพิจารณาเงื่อนไขการโปรโมทคนจากยอดขาย ความเก่งในการแก้ปัญหาเทคนิค ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกับการบริหารงานบุคคล ซึ่งเน้นการตัดสิน การทำงานเป็นทีม ภาวะการเป็นผู้นำ จะว่าไปแล้ว การเป็นหัวหน้าทีมที่ดี ก็ได้แตกต่างจากการเป็นโค้ชเลย ทำอย่างไรถึงจะหาทางผสมผสานความสามารถของคนในทีม ให้มีผลลัพธ์โดยรวมมากกว่าผลลัพธ์แต่ละบุคคลรวมกัน</p>
<p>แนวคิดนี้ได้รับ การพิสูจน์ให้เห็นในวงการกีฬาอาชีพ มีนักกีฬาอาชีพที่ประสบความสำเร็จสูงมากๆไม่กี่คนที่สามารถผันตัวเองมาเป็น ผู้ฝึกสอน หรือโค้ชที่ดีได้ นักเทนนิสระดับโลกที่เลื่องลือในอดีตอย่าง Jimmy Connors  ที่พอจะแสดงความสนใจที่มาเป็นผู้ฝึกสอนอยู่บ้าง ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในระดับที่ทุกคนต้องหันกลับมามอง นักบาสเกตบอลสุดยอดของโลกอย่างไมเคิล จอร์แดน ก็ไปได้ไม่ดีนัก เมื่อมาเป็นผู้บริหารทีมบาสเกตบอล ทั้งสองทีมที่เขาได้มีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมหลังจากที่เลิกเล่นไปแล้ว ก็ไม่ได้มีผลงานที่น่าประทับใจเท่าไร และที่เห็นกันจนชิน คือนักฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นลีกระดับโลกอย่างฟุตบอลอังกฤษ หรือทีมชาติ มีอยู่ไม่กี่คนที่จะไปได้ในระดับของฟรานซ์ เบคเคนบราวน์ และแม้ว่า มาราโดนากำลังพิสูจน์ตัวเอง กับโอกาสที่ได้รับ แต่ผลงานในตอนต้น ก็ไม่ได้ดูดีเท่าไรนัก</p>
<p>ในทางกลับกัน ผู้ฝึกสอนที่ประสบความสำเร็จในระดับที่ยอมรับกันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น Phil Jackson ผู้ฝึกสอนที่นำทีมอย่าง Chicago Bulls คว้าแชมป์ ๖ สมัย และ LA Lakers อีก ๓ สมัย Alex Ferguson ผู้นำตัวจริงของทีม Manchester United ที่คว้าแชมป์มาหลายถ้วยจนเลิกนับกันได้แล้ว หรือบรรดาโค้ชนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกส่วนใหญ่ ต่างล้วนแล้วแต่เป็นผู้เล่นในอดีตที่ไม่ได้มีประวัติการเล่นที่โดดเด่นมาก นัก เมื่อเทียบกับผู้เล่นในยุคเดียวกัน ความสามารถในการบริหารคน เป็นคนละเรื่องความเชี่ยวชาญทางเทคนิคจริงๆ</p>
<p>ที่ผมเขียนเรื่องนี้ เนื่องจากผมได้มีโอกาสสัมผัสคนรุ่นใหม่ๆหลายๆคนผ่านจากเว็บไซด์ที่ผมดูแล ผ่านทาง Twitter และช่องทางอินเตอร์เน็ทอื่นๆ ทำให้ได้เห็นแนวทางการดำเนินชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแปลกไปจากที่ผมคุ้นเคยมา ในอดีต เรามักจะคุ้นเคยกับค่านิยมในการทำงานในองค์กรใหญ่ และไต่เต้าไปตามสายงาน หรืออาจจะเปลี่ยนงานบ้าง แต่ก็เป็นการเติบโตไปในอุตสาหกรรมนั้นๆ แต่คนรุ่นใหม่ๆจำนวนไม่น้อย ที่เลือกจะออกมาประกอบธุรกิจของตัวเอง ไม่ได้ไปสมัครงานที่ไหน ไม่ต้องใช้ทรานสคริปท์ หรือใบปริญญาเป็นใบเบิกทาง แต่เลือกที่จะรับงานเอง ทำเป็นอาชีพอิสระ เนื่องจากว่า ช่องทางที่ผมรู้จักคนเหล่านี้เป็นช่องทางของอินเตอร์เน็ท จึงทำให้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่ประกอบวิชาชีพทางด้านอินเตอร์เน็ท ไอที คอมพิวเตอร์ หลายๆคนได้ไปลองทำงานในกรอบขององค์กรมาสักระดับหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ว่า เห็นโอกาสที่ตัวเองก็น่าจะทำได้ ก็อึดอัดที่จะต้องรอกระบวนการตัดสินใจที่ต้องผ่านมาเป็นชั้น ตามธรรมชาติขององค์กร ก็เลยตัดสินใจออกมาประกอบอาชีพอิสระ หรือไม่อย่างนั้น หลายๆคนก็เลือกที่จะทำทั้งสองอย่างพร้อมๆกันไป</p>
<p>รู้จักแล้วนึกชอบ เหมือนกันครับ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเก่งจริง (เพราะไม่อย่างนั้นก็คงไม่รอด) และในขณะเดียวกันก็รู้ด้วยว่า จุดแข็งของตัวเอง (core competency) มีความรับผิดชอบ เพราะไม่อย่างนั้น ก็จะปิดงานไม่ได้ และที่สำคัญ ดูเหมือนว่า ในกลุ่มที่ออกมาทำธุรกิจของตัวเอง พวกเขาค่อนข้างที่จะพอใจที่จะอยู่รวมตัวกันหลวมๆ รับงานเท่าที่ทำได้ และไม่พยายามขยายกิจการให้ใหญ่จนเป็นภาระจนเกินไปนัก ถ้ามีงานที่นอกเหนือจากงานที่ตัวเองถนัด ก็จะไป outsource ต่อกับเพื่อนๆภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่า ซึ่งก็ดูจะเหมาะสมกับงานทางด้านไอทีดี</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นการ เลือกที่รู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม พวกเขาก็ดูเหมือนจะรู้ข้อจำกัดของตัวเองในแง่ที่รู้จักตัวเอง พวกเก่งทางเทคนิคๆมักจะไม่ชอบบริหารงานบุคคล ไม่อยากคิดเรื่องการโปรโมทคนทุกๆปี ไม่อยากคิดเรื่องเงินเรื่องทองมากจนกินเวลาที่พวกเขาอยากจะทำอย่างอื่น ไปๆมาๆ หลายคนเลือกที่จะรับงานแบบพอดีคำ ทำให้อยู่ได้ โดยไม่ต้องรีบขยายตัวมากนัก จะว่าดีก็ใช่ จะว่าน่าเสียดายโอกาส ก็เป็นไปได้ แต่ที่แน่ๆ คนกลุ่มนี้ก้าวข้ามปิรามิดของ Maslow พรวดเดียวไปที่ยอดเลย ไม่ได้ไต่หรือปีนหาความต้องการเป็นขั้นๆ เหมือนคนรุ่นก่อนๆ ที่สำคัญ คนเหล่านี้ (ตั้งแต่ ๒๐ ปีไปจนถึง ๓๐ ต้นๆ) มักจะมีความสามารถหลายทาง ที่ใช้งานทั้งสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา</p>
<p>หลายๆคนคงจะแย้งในใจว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นกับพวกที่อยู่ในวงการไอที แต่ที่ผมเจอด้วยตัวเอง กลับพบว่า พวกนี้หลายๆคนอยู่นอกวงการไอที แต่มองเห็นเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือครับ มีน้องคนหนึ่งร่ำเรียนมาทางด้านบัญชี ชมชอบดนตรีเป็นงานอดิเรก ลองแจกเพลงในอินเตอร์เน็ท เจอคนแนวเดียวกัน เลยรวมตัวเป็นวงดนตรีเฉพาะกิจ งานขายได้ เลยเปิดร้านอาหาร เพื่อรองรับการรวมตัวของพวกเขา และสามารถทำเป็นที่ซ้อมดนตรีได้ด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงในเมืองไทย ลอง search หาวงดนตรีโมโนโทนได้ ผมทั้งได้อ่านและเจอสมาชิกคนหนึ่งของวงแล้ว ทึ่งจริงๆ แล้วก็ยังมีน้องอีกคนหนึ่ง ซึ่งหารายได้เองมาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี ปัจจุบันนี้ ก็ทำงานมา ๒ ปี ทำงานประจำ รับงานอิสระ และเปิดเว็บเอง โดยยังสามารถนำรายได้มาเป็นค่าผ่าตัดตาให้แม่ด้วย เก่งจริงๆ<br />
คนรุ่นใกล้ๆกันนี้ เราจะได้ยิน success story มาหลายคนแล้วจากฝั่งสหรัฐอเมริกา ลองนึกถึง YouTube ในช่วงแรก แม้จะดังเป็นพลุแตก แต่ก็ไม่มีรายได้ที่ชัดเจน อยู่ที่ทำงานเล็ก จำนวนคนนิดๆ เพียงเพื่อให้พออยู่ได้ จนกระทั่ง Google มาซื้อไป จะว่าไปเจ้าของ Google ทั้งสองคน คือ Sergey Brin และ Larry Page ก็เป็นตัวอย่างของคนรุ่นแรกๆของคนกลุ่มนี้ และเห็นไหมครับ ทั้งสองคนยังไปจ้าง Eric Schmidt ซึ่งมีอายุมากกว่าพวกเขาถึง ๑๘ ปี มาบริหารองค์กร เพื่อที่ทั้งสองจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่น่าสนุกกว่าดูงานบริหารบริษัท</p>
<p>จะ ว่าไปแล้ว ผู้ประกอบการรุ่นใหม่เหล่านี้คงเห็นบทเรียนจากยุคดอทคอมแตก เมื่อปี ๒๐๐๐ เลยทำให้ไม่มีใครที่คิดจะแสดงแผนว่าจะขยายตัวให้เป็นเท่าๆตัวในเวลาไม่กี่ปี (กรณีนี้ Google เป็นข้อยกเว้น) ดูแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่า ต้องทำตัวให้เล็ก ให้สามารถอยู่ได้ หรือไม่เช่นนั้น ก็จะรอวันที่องค์กรใหญ่จะมาทาบทามเข้าร่วมกิจการ</p>
<p>หลายๆบริษัทในบ้านเรา ในแวดวงเทคโนโลยี ที่มาทางสายไอที (ไม่ใช่ทางโทรคมนาคม) ก็ออกมาในแนวนี้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นบุกเบิกอย่าง Pantip.com ที่ตามที่ได้ติดตามมา ก็อยู่เล็กๆ ไม่ได้มีแนวโน้มจะขยายใหญ่โตเป็นเท่าๆตัวในเร็ววัน หรือบริษัทซอฟท์แวร์เล็กๆ ระดับไม่เกิน ๑๕ คน รับงานให้พอดีตัว แล้วก็นำเงินมาแบ่งกัน ไม่ต้องโตมากนัก คงคนให้ได้เดิมๆ เพื่อไม่กดดันตัวเองจนเกินไป และแต่ละคนก็เก่งพอที่มีรายได้มากกว่าทางเดียว ดังนั้นถ้าไม่พอ ก็ไปลองหาทางเอาเองก็แล้วกัน ดูเจ้า Twitter ที่โด่งดังไปทั้งโลก มีคนใช้มากมายตั้งแต่เด็กนักเรียน จนถึงระดับผู้นำประเทศทั้งไทยและสหรัฐอเมริกา ก็มีพนักงานแค่ ๓๐ คนเท่านั้นเอง (เท่าที่ได้อ่านมานะครับ)</p>
<p>ผมเองอยู่ในองค์กรใหญ่เป็นส่วนใหญ่ การเดินไปข้างหน้าขององค์กรใหญ่แทบจะทำแบบนี้ไม่ได้เลย เพราะอย่างน้อยๆ พนักงานทุกคนก็คาดหวังจะได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้นทุกปี เมื่อฐานเงินสูงขึ้น ดังนั้นเป้าหมายในการขายก็แทบที่จะเลี่ยงไม่ได้เลย ที่จะต้องตั้งให้สูงขึ้นด้วย กงจักรหรือวงเวียนนี้ เราๆท่านๆคงคุ้นกันดี เห็นแล้วอิจฉาคนเก่งๆรุ่นนี้ไม่ได้ ในขณะเดียวกัน เมื่อเราได้มีโอกาสได้ทำงานกับคนรุ่นนี้ในที่ทำงานของเรา ในกลุ่มที่เป็นพวก High-caliber มา ผมอดทำใจไม่ได้ว่า อีกไม่นาน พวกเขาก็คงไปจากองค์กร คนเหล่านี้มักจะอยู่ไม่นาน มีไม่กี่คนนักที่อยากจะเป็น corporate man</p>
<p>เขียน เรื่องนี้แบบไม่มีข้อสรุปอะไรมาก เป็นเพียงข้อสังเกตที่นำมาเล่าสู่กันฟัง เชื่อว่า ในอดีต คนที่มีลักษณะขบถในสายเลือดแบบนี้ มีให้เห็นทุกยุคทุกสมัย แต่ในโลกอินเตอร์เน็ท เราจะเห็นพวกนี้ได้ง่ายขึ้น พอๆกับพวกนี้ก็มีเวทีแสดงออกมากกว่าแต่ก่อนเยอะมาก ผมชอบที่คุณธนินทร์ เจียรวนนท์เคยกล่าวไว้ว่า ท่านเลือกใช้คนจากความสามารถที่เขามี  ไม่ใช่ใส่เขาไปในกรอบที่เราเขียนไว้ ยิ่งคิด ผมก็ว่ายิ่งจริงนะ หรือคุณว่าอย่างไร</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/changkhui.wordpress.com/320/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/changkhui.wordpress.com/320/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/changkhui.wordpress.com/320/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/changkhui.wordpress.com/320/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/changkhui.wordpress.com/320/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/changkhui.wordpress.com/320/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/changkhui.wordpress.com/320/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/changkhui.wordpress.com/320/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/changkhui.wordpress.com/320/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/changkhui.wordpress.com/320/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=320&subd=changkhui&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://changkhui.wordpress.com/2009/10/15/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/9a35f77f64a710b8c9492e1b442a7e3c?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">changkhui</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>มารยาทบนอินเตอร์เน็ท</title>
		<link>http://changkhui.wordpress.com/2009/09/21/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%97/</link>
		<comments>http://changkhui.wordpress.com/2009/09/21/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%97/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Sep 2009 15:24:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>changkhui</dc:creator>
				<category><![CDATA[podcast]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://changkhui.wordpress.com/?p=259</guid>
		<description><![CDATA[เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนกันยายน ๒๕๕๒
จากการที่ได้มีโอกาสจัดรายการ พูดคุยกับบุคคลๆต่างอาชีพหลายๆคน ผ่านทั้งทางพอดคาสท์ Twitter และเว็บบอร์ด ทำให้ผมได้เห็นปรากฏารณ์ทางอินเตอร์เน็ทในปีนี้หลายๆอย่าง จนเกิดความรู้สึกว่า หลายเรื่อง มันเป็นเรื่องใหม่จริงๆ ทีไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติเดิมใ้ห้เป็นพื้นฐาน น่าจะลองบันทึกเก็บไว้ดูบ้าง เผื่อจะสะกิดใจบางท่านให้คิดต่อบ้าง
เรื่องแรกนั้น ที่จริงเป็นเรื่องประเด็นที่เก่าแล้ว แต่พอจะมีเรื่องให้ขยายความได้ ก็คือเรื่องของการ forward mail หลา่ยๆคนคงเคยได้รับนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข่าวที่เป็นลักษณะ

&#8220;บอกให้ทราบ&#8221; (For Your Information) เช่น ผลร้ายจากการรับประทาน &#8230; ภาพการทรมาน &#8230; หรือ
ข่าวการกุศล เช่น การขอบริจาคโลหิตให้กับ&#8230; ซึ่งกำลังรออยู่ในห้องไอซียู

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับหมอที่ค่อนข้างมีส่วนร่วมในโลกอินเตอร์เน็ทท่านหนึ่ง ท่านใช้ชื่อในเว็บบอร์ดหลายๆแห่งว่า หมอแมว มักจะเข้าไปตอบคำถามใน Pantip.com ห้องหว้ากอเป็นประจำ
หมอเองก็รู้สึกแปลกๆกับข้อความของเมล์เหล่านี้อยู่เหมือนกัน นอกจากจะพยายามไขข้อข้องใจ และชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว บางครั้งยังถึงขั้นบันทึกเป็นวิดีโอบน YouTube ลองไปดูที่ (http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/03/X7678016/X7678016.html)นะครับ หมอแมวทำการทดลองขึ้นมา เพื่อให้ดูกันว่า เมล์ที่ส่งๆกันมานั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด ตอนที่ผมได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก ผมอดทึ่งไม่ได้ เพราะประสบการณ์ส่วนใหญ่ที่ผมเจอคือ ส่งต่อๆกัน โดยไม่ได้สนใจเลยว่า [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=259&subd=changkhui&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เขียนให้<a href="http://www.traininginfomedia.com">นิตยสาร Go Training</a> ฉบับเดือนกันยายน ๒๕๕๒</p>
<p>จากการที่ได้มีโอกาสจัดรายการ พูดคุยกับบุคคลๆต่างอาชีพหลายๆคน ผ่านทั้งทางพอดคาสท์ Twitter และเว็บบอร์ด ทำให้ผมได้เห็นปรากฏารณ์ทางอินเตอร์เน็ทในปีนี้หลายๆอย่าง จนเกิดความรู้สึกว่า หลายเรื่อง มันเป็นเรื่องใหม่จริงๆ ทีไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติเดิมใ้ห้เป็นพื้นฐาน น่าจะลองบันทึกเก็บไว้ดูบ้าง เผื่อจะสะกิดใจบางท่านให้คิดต่อบ้าง</p>
<p>เรื่องแรกนั้น ที่จริงเป็นเรื่องประเด็นที่เก่าแล้ว แต่พอจะมีเรื่องให้ขยายความได้ ก็คือเรื่องของการ forward mail หลา่ยๆคนคงเคยได้รับนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข่าวที่เป็นลักษณะ</p>
<ul>
<li>&#8220;บอกให้ทราบ&#8221; (For Your Information) เช่น ผลร้ายจากการรับประทาน &#8230; ภาพการทรมาน &#8230; หรือ</li>
<li>ข่าวการกุศล เช่น การขอบริจาคโลหิตให้กับ&#8230; ซึ่งกำลังรออยู่ในห้องไอซียู</li>
</ul>
<p>ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับหมอที่ค่อนข้างมีส่วนร่วมในโลกอินเตอร์เน็ทท่านหนึ่ง ท่านใช้ชื่อในเว็บบอร์ดหลายๆแห่งว่า หมอแมว มักจะเข้าไปตอบคำถามใน Pantip.com ห้องหว้ากอเป็นประจำ</p>
<p>หมอเองก็รู้สึกแปลกๆกับข้อความของเมล์เหล่านี้อยู่เหมือนกัน นอกจากจะพยายามไขข้อข้องใจ และชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว บางครั้งยังถึงขั้นบันทึกเป็นวิดีโอบน YouTube ลองไปดูที่ (<a href="http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/03/X7678016/X7678016.html">http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/03/X7678016/X7678016.html</a>)นะครับ หมอแมวทำการทดลองขึ้นมา เพื่อให้ดูกันว่า เมล์ที่ส่งๆกันมานั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด ตอนที่ผมได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก ผมอดทึ่งไม่ได้ เพราะประสบการณ์ส่วนใหญ่ที่ผมเจอคือ ส่งต่อๆกัน โดยไม่ได้สนใจเลยว่า เนื้อหามีความน่าเชื่อถือขนาดไหน</p>
<p>เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ สมัยก่อน หลายๆคนคงเคยได้รับจดหมายลูกโซ่มาก่อน พอมาพ.ศ.นี้ เรื่องนี้ก็กลายร่างมาเป็น Forward Mails แทน แต่ข้อดีของเทคโนโลยีปัจจุบัน คือ เราสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และสามารถชี้แจงได้ แม้จะเจออีกด้านมืดของอีเมล์ก็คือ เราสามารถส่งต่อได้ง่ายมาก ง่ายกันจนส่งให้เลอะไปหมด โดยไม่ได้ตรวจสอบอะไรกันเลย มารยาทหรือธรรมเนียมปฏิบัติในการส่งต่อเมล์ประเภทนี้สักพักคงจะเข้าที่ เท่าที่สังเกตุดู เมล์ประเภทนี้ลดลงพอสมควร เพราะโปรแกรมหรือบริการอีเมล์หลายๆที่ทำหน้าที่กรองเมล์ในลักษณะแบบนี้ออกไปแล้ว และเชื่อว่า หลายๆคนก็เริ่มเอือม และไม่ส่งต่อๆกันมากเหมือนเมื่อสิบปีที่แล้ว</p>
<p>ที่น่าสังเกตุคือ เมล์ประเภทเรื่องตลกหรือภาพลามกอนาจารดูลดลงไป ถ้าไม่เป็นเพราะส่งกันมากจนเฝือไปแล้ว ก็เป็นเพราะใครๆก็หาดูได้แล้วกระมัง ทั้งนี้เพราะอินเตอร์เน็ทความเร็วสูงเริ่มกลายมาเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานแล้ว ส่วนเมล์ที่ยังนิยมส่งต่อกันอย่างต่อเนื่องยังคงจะเป็นเรื่องข้อมูล ข่าวสาร</p>
<p>แต่ที่ดูจะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ คือการนำเมล์เหล่านี้มากระจายต่อในระดับสื่อใหญ่ แม้ว่าอีเมล์เหล่านี้จะเป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว ในการใช้งานอินเตอร์เน็ืทและอีเมล์ทั่วๆไป แต่ความกดดันในการนำเสนอข่าวสารที่เริ่มซ้ำๆกันของสื่อเดิมๆ การลดต้นทุนการทำข่าว โดยการนำข่าวจากสื่ออื่นมาแทน เช่น รายการวิทยุหรือโทรทัศน์ที่มีการอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ ต้นทุนจากการซื้อข่าวจากแหล่งต่างประเทศที่สูง น่าจะทำให้น้ำหนักของ&#8221;เร็ว&#8221;และ&#8221;ใหม่&#8221; จะมีมากกว่า &#8220;จริง&#8221;และ&#8221;ตรวจสอบได้&#8221; ทำให้เราได้เห็นการนำ forward mails เหล่านี้มาอยู่บนพื้นที่ข่าวของสื่อใหญ่มากขึ้น</p>
<p>ที่น่าตกใจคือ เมื่อสื่อที่ทำหน้าที่ในเวทีใหญ่มีข้อผิดพลาด (เช่น กรณีไข่ปลอม เมื่อเดือนก่อน) เราจะไม่เห็นสื่อด้วยกันทำหน้าที่ตรวจสอบซึ่งกันและกัน เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว ผมสังเกตุเห็นตั้งแต่ก่อนยุคอินเตอร์เน็ทแล้ว ผมยังจำเหตุการณ์ เมื่อสมัยที่มีการจัดงานระดับชาติที่หอศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต เมื่อประมาณ ๙ ปีที่แล้วได้ มีการแจกคูปองรับประทานอาหารพิเศษให้กับกลุ่มบุคคลากรที่จำเป็นต้องประจำอยู่ที่นั่นหลายๆวัน ปรากฏว่า มีผู้ได้รับแจกคูปองดังกล่าวนำไปแลกเบียร์กระป๋องที่มีอยู่ในงาน โดยยอมแลกคูปองทั้งหมด เพื่อให้ได้เบียร์และยอมออกไปรับประทานอาหารข้างนอกแทน เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ก็มีเสียงถามหากันว่า เป็นใคร เป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานไหน แต่ต่อมาพบว่า เป็นการกระทำของผู้สื่อข่าวรายหนึ่ง เรื่องนี้ก็เงียบไปจากสื่ออย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบว่า เป็นใคร สำนักไหน ซึ่งในทางกลับกัน เมื่อดาราหรือนักแสดงท่านใดโดนจับโกหกได้ ก็จะโดนเล่นข่าวกันให้อายไปเลย</p>
<p>นานๆที เราจึงจะเห็นกรณีที่สื่อด้วยกัน วิจารณ์กันเอง ล่าสุดเท่าที่พอจะจำกันได้ คงจะเป็นกรณีลงรูปภาพจากเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการตกแต่งทางดิจิตอลขึ้น นำมาลงหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง จนสื่อด้วยกันต้องออกมาประนาม เพราะเป็นการบิดเบือนภาพข่าวอย่างชัดเจน และเป็นเรื่องที่ล่อแหลมต่อความมั่นคงด้วย</p>
<p>ในโลกของอินเตอร์เน็ทที่ใครก็สามารถเขียนข่าวได้ ส่งต่อข้อมูลได้ ไม่มากก็น้อย สื่อใหญ่นอกจากจะต้องแข่งขันให้เป็นที่สนใจอยู่เสมอแล้ว ยังต้องได้รับการตรวจสอบด้วย เนื่องจากภาษาไทยเป็นภาษาที่ีมีการใช้อยู่ในประเทศเราเท่านั้น ทำให้การตรวจสอบอยู่ในวงจำกัด แต่เรื่องนี้ต้องดูกันยาวๆครับ การนำ Forward Mail มาขยายความในสื่อใหญ่ สามารถทำได้ ทั้งในรูปแบบของการเล่นข่าว (และแก้ตัวกันเนียนๆว่า เพื่อเป็นการชี้แจงข่าวลือ) หรือเป็นเจตนาดีก็ได้ ลองดูตัวอย่างจากหมอแมวก็ได้ครับ การกระทำของหมอแมว เป็นเรื่องน่ายกย่อง และน่าจะเป็นตัวอย่างให้หลายๆคนดูเป็นตัวอย่าง รวมทั้งสื่อกระแสหลักด้วย</p>
<p>เรื่องใหม่อีกเรื่องหนึ่ง(อย่างน้อย ก็สำหรับผม) คือการอ้างอิง หรือ การนำบทความหรือข้อมูลของผู้อื่นไปใช้ โดยไม่ได้ลงที่มา เรื่องนี้เห็นกันมากมาย เปิดเว็บบอร์ดระดับชาติอย่าง Pantip.com เมื่อไร โอกาสที่จะเจอเรื่องพวกนี้ในกระทู้แนะนำมีมากกว่าครึ่ง ที่ผมติดใจกว่า คือการที่มีผู้นำบทความ หรือข้อมูลไปใช้ โดยบอกที่มาแล้ว แต่เจ้าของก็ยังไม่พอใจอยู่ดีนี่สิ เรื่องนี้สิน่าคิด</p>
<p>Blogger หรือคนที่เขียน Blog หลายๆคนมีรายได้จากการขายแบนเนอร์ที่หน้าเว็บโดยตรง ดังนั้นปริมาณ Traffic ที่วิ่งมาที่เว็บเป็นสิ่งที่เจ้าของเว็บเหล่านี้ ให้ความสำคัญมาก ถ้าเว็บอื่นๆมานำข้อมูลไปใช้ แม้จะให้เครดิตไว้เต็มที่ แต่ก็เป็นการแบ่ง traffic จากเจ้าของข้อมูลเดิมไป จริงอยู่ว่า เจ้าของเนื้อหาสามารถนำลิขสิทธิ์มาคลุมไว้ได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การหยิบยืมเพลง ภาพ เสียง ในสื่อเดิมๆอย่างโทรทัศน์ วิทยุ นั้น ถือว่าการให้เครดิตว่า เพลง ภาพ และเสียงนี้มาจากไหน ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่พอรับได้ (ในกรณีที่ใช้ไม่มาก หรือไม่ได้เป็นเนื้อหาหลัก)</p>
<p>แต่ในโลกอินเตอร์เน็ทนั้น traffic วัดกันชัดเจนมาก บอกได้ทุกอย่างทั้งที่มาของแต่ละคลิก บอกได้ด้วยว่ามาจากที่ไหน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ Blogger หลายๆรายให้ความสำคัญ ดังนั้นการนำข้อมูลไปใช้ ควรจะ&#8221;ขอก่อนทำ&#8221; มากกว่าที่จะเป็น &#8220;โดนจับแล้วค่อยบอก&#8221;</p>
<p>อีกเรื่องหนึ่งที่ผมเองก็ไม่เคยนึกว่าจะเป็นประเด็น คือการใช้งานที่เป็นการรายงานสด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการใหม่ๆอย่าง Twitter ซึ่งเป็นการโพสท์ข้อความสั้น ไม่เกิน ๑๔๐ ตัวอักษร ถ้าเราสนใจอยากอ่านของใคร ก็ไปตาม &#8220;Follow&#8221; คนคนนั้น เราก็จะได้อ่านสิ่งที่เขาหรือเธอเขียนได้ทันทีที่มีข้อความใหม่ คนดังระดับโลกคนแรกๆที่ผมพอจะนึกออก คือวุฒิสมาชิก Barack Obama (ตำแหน่ง ณ เวลานั้น) ที่หันมาใช้บริการพวก Social Media ทั้งหลาย เพื่อสื่อข้อมูลออกไปให้กว้างที่สุด และทีมงานของเขาก็เลือกใช้ Twitter เพื่อแจ้งกำหนดการเดินทาง กำหนดการปราศัยตามเมืองต่างๆ การใช้ Twitter นี้สนุกมาก ถ้าเราตามคนหลายๆคน เราจะได้เห็นความคิดที่แตกต่างกันหลายๆแนว และวัดอุณหภูมิความร้อนแรงของเรื่องต่างในสังคมได้เป็นอย่างดี</p>
<p>การใช้งาน Twitter อย่างหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก คือการรายงานข่าว หรือรายงานสด ไม่ว่าจะเป็นรายงานบรรยากาศคอนเสิร์ต การแถลงข่าว บรรยากาศการทานข้าวในหมู่เพื่อนฝูง หรือแสดงความคิดเห็นต่อรายการโทรทัศน์ที่ตัวเองกำลังดูอยู่ จะเป็นรายการละครโทรทัศน์ หรือการสัมภาษณ์ก็ได้</p>
<p>ที่ผมพบว่า เป็นประเด็น คือมีเหตุการณ์รายงานการแถลงข่าวของสินค้าใหม่ที่กำลังจะเข้ามาในเมืองไทย มีคนสนใจติดตามหลายคนว่า ผู้นำเข้าจะขายเมื่อไร ที่ราคาเท่าไร ก็ให้มี Blogger ท่านหนึ่ง ไปร่วมงานแถลงข่าว ทำหน้าที่รายงานข่าวนี้ทาง Twitter ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาแฟนๆสินค้ายี่ห้อนี้มาก เมื่อการแถลงข่าวเสร็จสิ้นลง ก็มีผู้ที่ติดตามข่าวท่านหนึ่ง นำข้อมูลจาก Twitter ทั้งหมด ไปสรุปเป็นเนื้อหาและนำไปโพสท์ที่เว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง ในเวลาอันรวดเร็ว โดยบอกที่มาว่า มาจากเว็บของ Blogger ท่านที่ส่ง Twitter มานี่เอง สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตาม Twitter ของ Blogger ท่านนี้ ก็สามารถอ่านข่าวได้ และก็เห็นเครดิตของ Blogger ท่านนี้ด้วย ทุกอย่างน่าจะไปด้วยดี แต่&#8230;</p>
<p>เมื่อ Blogger ท่านที่ส่งข้อความ Twitter นั้นมาเห็นข่าวในเว็บบอร์ดนี้เข้า ก็เกิดอารมณ์ไม่พอใจอย่างมาก เพราะการที่ท่านนี้ออกไปทำข่าว ก็เพื่อกลับมาทำเป็นข่าวที่ Blog ของตัวเอง แต่เมื่อมีคนนำข้อมูลทั้งหมดไปสรุปแล้ว ข่าวที่จะเขียนก็หมดความใหม่ไปโดยทันที เพราะมีคนนำไปเขียนแล้ว</p>
<p>เรื่องนี้จบลงด้วยดีครับ เมื่อผู้ที่นำข่าวไปสรุปท่านนั้นมาเห็นเข้า ก็รีบไปโพสท์ขอโทษและแสดงความบริสุทธิ์ใจทันที ไม่ได้มีเจตนาจะชุบมือเปิบแต่อย่างใด และเจ้าตัว Blogger เองที่เป็นเจ้าของข่าว ก็ใจกว้างพอที่จะจบเรื่องนี้ไป เมื่อได้เห็นการแสดงความเป็นสุภาพบุรุษของผู้สรุปข่าว</p>
<p>สำหรับผม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ เมื่อก่อนนี้ เราอ่านข่าวผ่านสื่อเดิมๆกันมา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือ โทรทัศน์ ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นการส่งนักข่าวอาชีพออกไปเก็บข่าวกันมาทั้งนั้น พอมาเดี๋ยวนี้ เรื่องเฉพาะทางมากๆ ก็จะมีผู้สนใจเรื่องนั้นๆทำหน้าที่เป็นสื่อเองโดยปริยาย ทำให้เกิดการเรียนรู้มารยาทใหม่กันไปในตัว จะว่าไป การที่รายการโทรทัศน์นำหนังสือพิมพ์มาอ่านออกอากาศให้ฟัง ก็ไม่ต่างจากเรื่องนี้มากเท่าไร แต่ก็เหมือนจะพึ่งกันอยู่ในที รายการโทรทัศน์บ้านเราส่วนใหญ่เมื่อออกอากาศแล้ว ก็จบกันไป ไม่มีโอกาสให้ได้ดูทางอินเตอร์เน็ทอย่างเป็นทางการมากนัก ทำให้คนที่อยากรู้ต่อ ก็ต้องไปหาอ่านเอาเองจากข้างนอกเอง</p>
<p>แต่ถ้าทุกอย่างอยู่บนอินเตอร์เน็ทหมด เรื่องพวกนี้คงต้องระมัดระวังกันมากขึ้น</p>
<p>เรื่องเดิมๆที่นักเขียน Blog หลายๆคนน่าจะทำใจได้แล้ว คือ</p>
<ul>
<li> การที่โดนผู้อื่นลอกผลงานเขียน ไปเป็นของตัวเอง</li>
<li>การส่งต่อไปบทความใน Blog ไปเป็น Forward Mail โดยไม่แจ้งที่มา</li>
<li>การนำรูปถ่ายไปใช้ โดยไม่ได้รับอนุญาติ</li>
</ul>
<p>ตัวอย่างข้างต้นเป็นเรื่องที่ผมเข้าใจว่า ทุกคนทำใจกันไปนานแล้ว แม้จะยอมรับไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้มีทางที่จะไปป้องกันอะไรได้มากนัก ในเวลานี้ แต่ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมก็เห็นมันมักจะกลับมาแสดงผลเกือบทุกครั้ง จากแวดวงของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ทกันเองนี่แหละ ที่มักจะช่วยกันจับผู้ร้ายบนคีย์บอร์ดได้ทุกครั้ง แม้ในบางครั้งจะกินเวลาเป็นปีๆก็ตาม</p>
<p>หวังว่า บทความนี้พอจะเปิดประเด็นให้กลับไปคิดกันบ้างนะครับ สวัสดีครับ</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/changkhui.wordpress.com/259/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/changkhui.wordpress.com/259/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/changkhui.wordpress.com/259/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/changkhui.wordpress.com/259/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/changkhui.wordpress.com/259/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/changkhui.wordpress.com/259/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/changkhui.wordpress.com/259/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/changkhui.wordpress.com/259/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/changkhui.wordpress.com/259/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/changkhui.wordpress.com/259/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=259&subd=changkhui&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://changkhui.wordpress.com/2009/09/21/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/9a35f77f64a710b8c9492e1b442a7e3c?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">changkhui</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>Charlie Wilson&#8217;s War</title>
		<link>http://changkhui.wordpress.com/2009/09/02/charlie-wilsons-war/</link>
		<comments>http://changkhui.wordpress.com/2009/09/02/charlie-wilsons-war/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Sep 2009 10:09:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>changkhui</dc:creator>
				<category><![CDATA[Personal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://changkhui.wordpress.com/?p=305</guid>
		<description><![CDATA[หนังบางเรื่อง เพลงบางเพลง หนังสือบางเล่ม แม้ไม่ได้ดู ไม่ได้ฟัง ไม่ได้อ่าน แต่เรามักจะมีความรู้สึกคุ้นเคย เพราะเป็นที่กล่าวขวัญอยู่เนืองๆ แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน เรื่องเหล่านี้ก็ยังกลับมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ จนในที่สุด เราก็อดไปหามาเสพจนไม่ได้ เพื่อให้ได้รู้ว่า มันมีอะไรนักหนา
หนังที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนี้ เท่าที่นึกออก คือเรื่อง The God Father เพราะเป็นหนังที่มีหนังเรื่องอื่นๆอ้างอิงอยู่เรื่อย พอๆกับโดนล้อเลียนอยู่บ่อย Citizen Kane, Casablanca ก็เช่นกัน ดูแล้ว ก็ทึ่ง ทั้งๆที่อ่านคำวิจารณ์มาแล้วจนพรุน ที่ชอบที่สุดคือ Rashomon เพราะว่าแก่นของเรื่องเป็นสิ่งที่เจออยู่เป็นประจำ
เพลงอย่าง Bohemian Rhapsody (Queen), Imagine (John Lennon) หรือ Blowing in the Wind (Bob Dylan) ก็เช่นกัน ฟังมากี่ที ก็ยังมีความรู้สึกว่า สมดังคำร่ำลือจริงๆ
เรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกสงสัยมานานมากแล้ว คือเรื่องของอัฟกานิสถาน อ่านนิยายในแนว Political Thriller หลายๆเล่มแล้ว มักจะมีเรื่องสงครามในอัฟกานิสถานเป็นพื้นหลังอยู่เนืองๆ อ่านแล้วก็สงสัยว่า [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=305&subd=changkhui&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>หนังบางเรื่อง เพลงบางเพลง หนังสือบางเล่ม แม้ไม่ได้ดู ไม่ได้ฟัง ไม่ได้อ่าน แต่เรามักจะมีความรู้สึกคุ้นเคย เพราะเป็นที่กล่าวขวัญอยู่เนืองๆ แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน เรื่องเหล่านี้ก็ยังกลับมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ จนในที่สุด เราก็อดไปหามาเสพจนไม่ได้ เพื่อให้ได้รู้ว่า มันมีอะไรนักหนา</p>
<p>หนังที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนี้ เท่าที่นึกออก คือเรื่อง The God Father เพราะเป็นหนังที่มีหนังเรื่องอื่นๆอ้างอิงอยู่เรื่อย พอๆกับโดนล้อเลียนอยู่บ่อย Citizen Kane, Casablanca ก็เช่นกัน ดูแล้ว ก็ทึ่ง ทั้งๆที่อ่านคำวิจารณ์มาแล้วจนพรุน ที่ชอบที่สุดคือ Rashomon เพราะว่าแก่นของเรื่องเป็นสิ่งที่เจออยู่เป็นประจำ</p>
<p>เพลงอย่าง Bohemian Rhapsody (Queen), Imagine (John Lennon) หรือ Blowing in the Wind (Bob Dylan) ก็เช่นกัน ฟังมากี่ที ก็ยังมีความรู้สึกว่า สมดังคำร่ำลือจริงๆ</p>
<p>เรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกสงสัยมานานมากแล้ว คือเรื่องของอัฟกานิสถาน อ่านนิยายในแนว Political Thriller หลายๆเล่มแล้ว มักจะมีเรื่องสงครามในอัฟกานิสถานเป็นพื้นหลังอยู่เนืองๆ อ่านแล้วก็สงสัยว่า เรื่องนี้มีพื้นหลังอย่างไร จากนั้น พอมีข่าวเรื่องเหตุการณ์ขับเครื่องบินชนตึก WTC ข่าวไล่ล่า Osama Bin Laden แล้วก็ยิ่งน่าทึ่งใหญ่ เพราะอ่านไปอ่านมา เรื่องพวกนี้ ร้อยเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันด้วย สงสัยจริงๆ</p>
<p>ผมจำไม่ได้แล้วว่า ผมได้ยินชื่อหนัง Charlie Wilson&#8217;s War ครั้งแรกจากที่ไหน แต่จำได้ว่า ชื่อเรื่องค่อนข้างสะดุดหู ถ้าจำไม่ผิด ดูจะเป็นการเขียนถึงหนังเรื่องนี้ในแง่ว่า ไม่ประสบผลสำเร็จในแง่รายได้เท่าไรนัก ทั้งๆที่ใช้นักแสดงระดับแม่เหล็ก อย่าง Tom Hanks, Julia Roberts และ Philip Seymour Hoffman และที่สำคัญ สร้างจากเรื่องจริง พอได้อ่านเรื่องย่อ ยิ่งทำให้ผมทึ่งเข้าไปใหญ่ เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องจริงแล้ว มันยังเป็นหนังสือมาก่อน และมันยังเกี่ยวข้องกับ Afghanistan เสียด้วยสิ แต่ก็ไม่ได้ไปหามาดู จนกระทั่งเมื่อต้องเลือกหนังสือสักเล่มมาฟัง เพราะต้องใช้เครดิตที่สมัครไว้กับ Audible ทำให้ผมต้องมาหาหนังสืออ่าน (ตกลงว่า มันเป็นการอ่าน หรือเป็นการฟังกันแน่นะเนี่ย) แล้วก็มาเจอหนังสือเล่มนี้เข้าให้ ทำใจอยู่นานว่า จะเลือกดีไหม เพราะเป็น audiobook ที่ยาวมาก นานถึง ๒๐ ชั่วโมง แต่ก็คิดว่า ถ้าไม่ได้ฟัง ก็คงไม่ไปหามาอ่านเหมือนกัน เพราะน่าจะหนาเกินแบกไปไหนต่อไหน ว่าแล้วก็เลือกมา</p>
<blockquote><p>ไม่ผิดหวังครับ</p></blockquote>
<p>คนเขียนหนังสือเรื่องนี้ ชื่อคุณ George Crile ครับ เขาเป็นนักข่าวในรายการสารคดีข่าว 60 Minutes ที่ลือลั่นมานานของสหรัฐอเมริกา เขาได้ไปทำข่าว อัฟกานิสถาน (ในช่วงประมาณค.ศ. ๑๙๘๖ ถึง ๑๙๘๘) ก็เลยทำให้ได้รู้จักคุณ Charlie Wilson และได้รับทราบเรื่องราวหลายๆเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปไห้ในสังคมการเมืืองสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งมีเหตุการณ์  ๙/๑๑ ที่ตึก World Trade Center แกก็เลยรวบรวมข้อมูลทั้งหมด พร้อมทั้งร้อยเรื่องราวให้ต่อเนื่องกัน และทำเป็นหนังสือออกมา เมื่อปี  ๒๕๔๖ นี่เอง</p>
<p>คุณ Charlie Wilson เป็นสมาชิกสภา (Congressman) ของสหรัฐฯครับ ปัจจุบันนี้ (ปี ๒๕๕๒) ยังมีชีวิตอยู่ อายุ ๗๖ ปีแล้ว แต่วางมือจากการเมืองไปนานแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ เป็นผู้ที่มีบทบาทสูงมากในการบริหารงบลับ เพื่อใช้ในการสนับสนุนภารกิจปฏิบัติงานของ CIA</p>
<p>จากในหนังสือ เขามาตัดเข้าเรื่องถึงรัสเซียเข้ายึดอัฟกานิสถานเลย โดยไม่อารัมภบทมากนักว่า ทำไมถึงโดนยึด ซึ่งแม้จะขัดใจผมนิดหน่อย แต่ก็ดีเหมือนกัน ไม่ยืดเยื้อดี มีการเล่าแรงบันดาลใจของคุณ Charlie ว่า ทำไมถึงอยากเข้าไปช่วยพวกกบฏมูจาฮิดีน ซึ่งลุกขึ้นมาต่อต้านการเข้ายึดของรัสเซียด้วยปฏิบัติการกองโจร โดยปูพื้นฐานการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน จนมาทำงานการเมือง และได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองสากล</p>
<p>อยากจะรวบรัดให้สั้นๆไว้ตรงนี้ว่า สงครามในอัฟกานิสถานนั้น มาสิ้นสุดประมาณปี ๒๕๓๒ โดยก่อนหน้านั้นประมาณสิบปี (๒๕๒๒) ทางรัสเซียไ้ด้ส่งกองกำลังเข้าไปยึดไว้ โดยมีกองกำลังพื้นเมือง (กลุ่มมูจาฮิดีน)ต่อต้าน โดยได้รับการสนับสนุนเบื้องหลัง(โดยไม่เปิดเผยตัว)จากปากีสถานและหน่วยงาน CIA</p>
<p>ที่น่าแปลกคือ การสนับสนุนของ CIA ครั้งนี้เป็นการสนับสนุนโดยผ่านงบลับจากสภาสูงในสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวของของอิหร่าน คอนทรา โดยที่สื่อมัวไปเล่นเรื่องอิหร่าน คอนทรา (ซึ่งพัวพันไปถึงประธานาธิบดีในขณะนั้น คือคุณ Ronald Reagan) ทำให้ไม่ได้เข้ามาคุ้ยเขี่ยเรื่องของอัฟกานิสถาน (ซึ่งเป็นการดำเนินการในส่วนของสภา ทั้งๆที่ไม่น่าจะใช่หน้าที่หลักของสภา ควรมีหน้าที่ในการคุมงบและตรวจสอบเท่านั้น) และงบที่ว่านี้ เป็นงบที่ได้รับอนุมัติติดต่อกันมาหลายปี จนในที่สุด ก็เป็นโครงการของ CIA ที่ได้รับการช่วยเหลือมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อตั้ง CIA มา โดยเริ่มต้นจากปีละ ๕ ล้านเหรียญ มาเป็นปีละ ๕๐๐ ล้านเหรียญ จากงบลับของสหรัฐ และนอกจากนี้ กลุ่มกบฏผู้ต่อต้านนี้ ยังได้รับเงินสนับสนุนที่จำนวนที่เท่ากัน(กับที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐฯ) โดยได้มาจากเจ้าชายของซาอุดี อาระเบีย (ทั้งนี้ เนื่องจากสถานะการณ์ของสงครามเย็น ทำให้เพื่อนบ้านพลอยกลัวการบุกของรัสเซียไปด้วย)</p>
<p>ทั้งการผ่านงบ การประสานงานกับ CIA รวมถึงความช่วยเหลือจากซาอุฯ Egypt และปากีสถาน ล้วนเกิดจากการประสานงานและดำเนินงานของ Charlie Wilson จนทำให้เกิดเป็นชื่อของหนังสือเล่มนี้ เพราะเขาเป็นคนมีส่วนอย่างมากในการสนับสนุนการต่อสู้ในอัฟกานิสถาน จนกระทั่งทางรัสเซียต้องถอยออกไปในที่สุด และจากนั้นไม่นาน สงครามเย็นก็ล่มสลาย เพราะรัสเซียไม่สามารถแบกภาระทางการเงินในการช่วยเหลือทางทหารได้อีกต่อไป สหภาพโซเวียต (USSR) แตกออกเป็นหลายๆประเทศ ตลอดจนถึงการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน</p>
<p>ถ้าตัดประเด็นที่ีมาของการไหลเวียนงบประมาณทิ้งไป เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีของรัฐบาลสหรัฐฯ (แม้่จะเป็นการดำเนินการของสมาชิกสภาพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นก็ตาม) ที่สามารถต่อสู้ในยุคของสงครามเย็นมาได้ แต่เรื่องนี้ไม่ได้จบดีเท่าไรนัก เมื่อกองทัพรัสเซียถอยทหารออกไป (เท่ากับยอมแพ้ โดยปริยาย) แต่ปรากฏว่า รัฐบาลสหรัฐฯในเวลานั้น ไม่ได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือต่อ รวมทั้งการเคลื่อนไหวในสภาโดย Charlie เอง ก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าในช่วงแรก ไม่มีการจัดระเบียบการปกครอง ปล่อยให้อัฟกาสิสถานเป็นรัฐอิสระ ที่ไม่มีผู้นำอย่างเป็นทางการ เกิดสงครามกลางเมือง เป็นการแย่งชิงแผ่นดิน โดยกองกำลังกองโจร และทำให้สถานการณ์โดยรวมของประเทศตกลงไปอีก และหนึ่งในผู้เคลื่อนไหวของกลุ่มมูจาฮีดีนนี้ คือ Osama Bin Laden ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวในภายหลัง จนเหตุการณ์บานปลายกลายเป็นเหตุการณ์เครื่องบินชนตึก WTC ในที่สุด</p>
<p>Charlie Wilson เองก็ยังออกมาบ่นๆในตอนท้ายของการปฏิบัติการทั้งหมดนี้ว่า เราทำดีมาเกือบหมดแล้ว แต่ดันทำพังในตอนท้าย ทั้งหมดนี้ ผู้เขียนหนังสือเลือกที่จะนำการเคลื่อนไหวของ Charlie Wilson เป็นตัวเดินเรื่อง โดยให้ภาพทั้ง ๒ ด้านของเขา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการดื่ม การเที่ยว พื้นฐานการศึกษา แนวทางการเมือง และข่าวฉาวทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับเขาตลอดยุค ๘๐ เท่าที่ผมสามารถสัมผัสได้ ผู้เขียนเองก็พยายามไปสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องหลายๆคน ในแง่ว่า นอกจากอุดมการณ์ทางการเมือง (ที่ต้องการตีรัสเซีย)แล้ว Charlie เองได้ผลตอบแทนอย่างอื่น นอกจากเรื่องการเที่ยว อภิสิทธิ์ และการยอมรับทางสังคม หรือไม่ พูดง่ายๆว่า ได้รับเงินจากการเคลื่อนไหวดังกล่าวหรือไม่ ก็ไม่ปรากฏว่า มีหลักฐานใดบ่งบอกว่า จะมีเหตุการณ์ดังกล่าว อ่านแล้วมันก็แปลกดี สมกับที่ตั้งชื่อเป็น Charlie Wilson&#8217;s War จริงๆ</p>
<p>สิ่งที่น่าทึ่งที่สุด สำหรับผม คือการที่มีหนังสือเล่มนี้ออกมาวางขายได้ และมีคนนำไปทำเป็นหนังด้วย พฤติกรรมของ Charlie Wilson ในหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องจริงที่มีหลักฐานยืนยัน ทั้งเรื่องในสภาและเรื่องส่วนตัว</p>
<p>ในส่วนของการทำงานในสภานั้น เราจะได้รับทราบขั้นตอนการทำงาน และขั้นตอนการ&#8221;ลัด&#8221;งาน การหาช่องทางในการบริหารงบประมาณของประเทศ หลายเรื่องไม่ใช่เป็นตัวอย่างที่ดีนัก และบางเรื่องก็ส่งภาพลบให้กับการเมืองสหรัฐฯ ซึ่งแม้เราจะเห็นอยู่เนืองๆในหนังหลายๆเรื่อง แต่หนังสือเล่มนี้ เขียนจากเรื่องจริง เป็นการตีแผ่โดยตรง แต่ทำไมการเมืองของบ้านเมืองเขา ถึงยอมให้มีหนังสือแบบนี้ออกมาได้</p>
<p>ถ้ามาย้อนมองดูบ้านเราบ้าง ผมเชื่อว่า เรามีเรื่องที่น่าสนใจในอดีตมากมาย ที่สามารถนำมาเขียนเป็นเล่มๆได้ แต่เนื่องจากวัฒนธรรม และนิสัยของคนไทยเรากระมัง ทำให้ไม่มีใครอยากเขียนเรื่องพวกนี้มากนัก นอกจากจะเป็นนักข่าวต่างชาติ หรือไม่ก็ต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษไปเลย เพื่อลดความรุนแรงทางตรงออกไป ยิ่งถ้าเป้นเรื่องคล้ายๆ Charlie Wilson&#8217;s War ที่เป็นเรื่องการเมือง และการทหารด้วยแล้ว ชาตินี้เราคงไม่ได้เห็นพลเรือนคนไหนกล้าเขียนเรื่องพวกนี้ ที่ดูจะออกมาได้ใกล้เคียงสุด ก็เป็นงานเขียนของเสธ์ฯ แดง ซึ่งก็เขียนโดยทหารเอง แต่ก็เป็นงานเขียนที่ออกมาในแนว&#8221;ถ่ายทอดบทพูด&#8221; มากกว่าจะเป็นงานเขียนในเชิงสารคดี ที่ต้องมีแหล่งข้อมูลอ้างอิง</p>
<p>อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ผมรู้สึกสว่างขึ้นเยอะ ทั้งเรื่องอัฟกานิสถาน สงครามเย็น จนถึง Osama Bin Laden ตอนนี้ที่อยากอ่านกว่า คืองานเขียนของไทยในแนวนี้บ้าง &#8220;ลับ ลวง พราง&#8221; ของคุณวาสนา นาน่วม น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี น่าจะเป็นเรื่องถัดไปที่ผมน่าจะไปหามาอ่าน เสียดายคุณวาสนาไม่ได้ทำเป็น audiobook ซึ่งน่าจะเป็นงานทดลองที่น่าสนุกเหมือนกันนะ</p>
<p>ต้องขอออกตัวก่อนจริงๆว่า ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ที่อ่านเล่มนี้ ก็เพราะอยากรู้เนื้อหาที่เป็นพื้นฐาน เพื่อจะได้ไปอ่านหนังสือเล่มอื่นๆต่อไป สำหรับคนที่สนใจนะครับ แนะนำให้อ่านจากหนังสือ เพราะผมให้บังเอิญได้ดูหนังเรื่องนี้ ๓๐ นาทีสุดท้าย เลยทำให้ไม่แนะนำให้ดูหนังครับ เพราะตัวหนังใส่ความเป็น drama เยอะมากไป ตัวละครที่ Julia Roberts เล่นนั้น ในหนังสือ เธอมีบทบาทสูงแค่ในช่วงครึ่งแรกเท่านั้นเอง แต่เมื่อมาเป็นหนัง ก็เลยต้องทำให้ดูมีบทบาทขึ้น และทำให้เนื้อเรื่องโดยรวมอ่อนไปเลย น่าจะทำหนังออกมาในแนวของ Michael Moore มากกว่า หรือไม่ก็เป็นแบบ All the President&#8217;s Men ก็ได้ น่าจะได้ผลที่ดีกว่า</p>
<p>ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/changkhui.wordpress.com/305/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/changkhui.wordpress.com/305/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/changkhui.wordpress.com/305/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/changkhui.wordpress.com/305/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/changkhui.wordpress.com/305/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/changkhui.wordpress.com/305/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/changkhui.wordpress.com/305/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/changkhui.wordpress.com/305/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/changkhui.wordpress.com/305/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/changkhui.wordpress.com/305/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=305&subd=changkhui&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://changkhui.wordpress.com/2009/09/02/charlie-wilsons-war/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/9a35f77f64a710b8c9492e1b442a7e3c?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">changkhui</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>๒๐. สอนทำพอดคาสท์</title>
		<link>http://changkhui.wordpress.com/2009/08/27/%e0%b9%92%e0%b9%90-%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%97%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://changkhui.wordpress.com/2009/08/27/%e0%b9%92%e0%b9%90-%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%97%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 Aug 2009 16:26:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>changkhui</dc:creator>
				<category><![CDATA[podcast]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://changkhui.wordpress.com/?p=274</guid>
		<description><![CDATA[ผมเคยได้รับเชิญให้ไปพูดเรื่องพอดคาสท์มา ๓ ครั้ง ประกอบกับทางนิตยสาร Go Training เองก็อยากจัดกิจกรรมขึ้น ก็เลยตกลงจัดงานกัน เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๒ ทั้งนี้เนื่องในโอกาสครบรอบ ๓ ปีที่ทำมาด้วย เมื่องานผ่านไปด้วยดี ผมก็อยากรวบรวมบทสรุปให้กับตัวเองว่า ถ้ามีต่อๆไปอีก ควรจะเตรียมการอย่างไรบ้าง
หัวข้อต่างๆในงานวันที่ ๒๓ สิงหา เป็นการกำหนดโดยผมเอง นึกขึ้นมาจากประสบการณ์ น่าจะเป็นเรื่องที่คนสนใจอยากทำ น่าจะอยากฟัง จากนั้นก็ค่อยคิดว่าจะหาใครมาช่วยพูด โดยมีข้อกำหนดหลักๆในใจคือ ต้องรู้จริงและไม่คิดค่าตัว (อันหลังนี่ เป็นเพราะเราก็ไม่มีเงินจะให้ใครเหมือนกัน) ผมได้หัวข้อมาทั้งหมด ๖ หัวข้อ คือ

แนะนำ podcast และ ภาพรวมกระบวนการในการผลิต podcast
การทำ production ด้านเสียง
การทำ production ด้าน video
การทำ web production
ความรู้เบื้องต้นด้านลิขสิทธิ์ และกฏหมายที่เกี่ยวข้อง
บทเรียนและ FAQ

หัวข้อที่ ๑ และ ๖ นั้น ผมสามารถทำได้เอง แต่หัวข้อ ๒, ๓, ๔ และ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=274&subd=changkhui&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ผมเคยได้รับเชิญให้ไปพูดเรื่องพอดคาสท์มา ๓ ครั้ง ประกอบกับทางนิตยสาร Go Training เองก็อยากจัดกิจกรรมขึ้น ก็เลยตกลงจัดงานกัน เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๒ ทั้งนี้เนื่องในโอกาสครบรอบ ๓ ปีที่ทำมาด้วย เมื่องานผ่านไปด้วยดี ผมก็อยากรวบรวมบทสรุปให้กับตัวเองว่า ถ้ามีต่อๆไปอีก ควรจะเตรียมการอย่างไรบ้าง</p>
<p>หัวข้อต่างๆในงานวันที่ ๒๓ สิงหา เป็นการกำหนดโดยผมเอง นึกขึ้นมาจากประสบการณ์ น่าจะเป็นเรื่องที่คนสนใจอยากทำ น่าจะอยากฟัง จากนั้นก็ค่อยคิดว่าจะหาใครมาช่วยพูด โดยมีข้อกำหนดหลักๆในใจคือ ต้องรู้จริงและไม่คิดค่าตัว (อันหลังนี่ เป็นเพราะเราก็ไม่มีเงินจะให้ใครเหมือนกัน) ผมได้หัวข้อมาทั้งหมด ๖ หัวข้อ คือ</p>
<ol>
<li>แนะนำ podcast และ ภาพรวมกระบวนการในการผลิต podcast</li>
<li>การทำ production ด้านเสียง</li>
<li>การทำ production ด้าน video</li>
<li>การทำ web production</li>
<li>ความรู้เบื้องต้นด้านลิขสิทธิ์ และกฏหมายที่เกี่ยวข้อง</li>
<li>บทเรียนและ FAQ</li>
</ol>
<p>หัวข้อที่ ๑ และ ๖ นั้น ผมสามารถทำได้เอง แต่หัวข้อ ๒, ๓, ๔ และ ๕ นั้น มีหลายคนที่เชี่ยวชาญกว่าผมมากนัก ก็เลยถือโอกาสสร้างความสัมพันธ์โดยเชิญหลายๆคนที่ผมมั่นใจว่า รู้จริงแน่ๆมาพูด เพื่อที่เราเองก็จะได้รู้ไปด้วย</p>
<p>สิ่งที่ประทับใจเป็นอย่างแรก ก็คือ ทุกคนตอบรับมาอย่างดี ไม่มีอิดเอื้อน เพียงแต่ขอให้ยืนยันวันและเวลามาให้ได้เท่านั้นเอง ซึ่งอันนี้ ก็ต้องขอบคุณทางนิตยสาร Go Training ที่เป็นธุระในการติดต่อสถานที่ ซึ่งก็ได้รับความเอื้อเฟื้ออย่างดีจากทางโตโยต้า และนอกจากนี้ ทางคนรู้จักในแวดวงของ Go Training ยังเอื้อเฟื้อให้อีกที่หนึ่งเผื่อเลือกเอาไว้ ซึ่งแม้เราไม่ได้ใช้ ก็ต้องขอขอบคุณกันไปด้วย</p>
<p>เนื่องจากหลายๆคนที่มาพูดในวันนั้น เคยผ่านงาน camp ต่างๆมาแล้ว ดังนั้น ผมไม่ค่อยห่วงเรื่องการพูดมากนัก อย่างไรก็ดี ทาง Go Training ก็ขอให้มีการจัดการประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจให้ตรงกันก่อนล่วงหน้า ๑ อาทิตย์ ซึ่งปรากฏว่า มีตัวแทนมาครบจากทุกหัวข้อในการพูด น่าทึ่งมากๆ</p>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 410px"><img title="Audience at the Changkhui Podcast Seminar" src="http://www.changkhui.com/images/HostPhotos/Photo_ChangkhuiSeminar-at-theStyle.png" alt="Audience at the Changkhui Podcast Seminar" width="400" height="300" /><p class="wp-caption-text">Audience at the Changkhui Podcast Seminar</p></div>
<p>เมื่อถึงวันจริง แม้จะมีคนลงชื่อที่หน้าเว็บช่างคุยประมาณ ๕๕ คน ผมก็ทำใจว่า น่ามีคนมาทั้งหมด รวมคนจัดด้วย ไม่เกิน ๕๐ คน แต่ก็ค่อนข้างผิดคาด มีคนเกิน ๘๐ คนด้วยซ้ำ หลายๆคนบอกว่าเป็นร้อย</p>
<p>สิ่งแรกในการผลิตพอดคาสท์ที่ทุกคนต้องเจอไม่ว่าจะเป็นการทำรายการเสียงหรือวิดีโอ คือเรื่องการบันทึกเสียง ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เสียง (audio) มีรายละเอียดมากกว่าที่ผมเคยคิดไว้มาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไมค์ การวางไมค์ โปรแกรมในการบันทึก เทคนิคในการบันทึก ทางเลือกในการบันทึกนอกสถานที่ ปัญหาที่ต้องเจอเมื่อบันทึกเสียงผ่าน VoIP เช่น Skype เสียง feedback ที่เราไม่ได้ยินขณะบันทึกเสียง การสำคัญของเสียงในการบันทึกวิดีโอ การมอนิเตอร์เสียงเมื่อบันทึกวิดีโอ ทั้งหมดนี้ ผมมาพบบทเรียนราคาแพงหลายๆครั้ง ดังนั้นผมจึงให้ความสำคัญของเสียงค่อนข้างมาก ในบรรดาคนรู้จักในแวดวงคนฟังรายการช่างคุย ผมรู้จักน้องๆสามท่านที่ทำงานในสาขานี้ และพร้อมที่จะช่วยทุกครั้งที่โทรไปหา เนื่องจากวิทย์ (<a href="http://www.polypink.com">Polypink.com</a>) และ Phz (<a href="http://www.passionsound.com">Passionsound.com</a>) เป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว ก็เลยเป็นเรื่องง่ายที่ผมจะขอให้ทั้งคู่มาทำหน้าที่ในการบรรยายในหัวข้อนี้ ผมค่อนข้างที่จะชอบฟังการพูดที่่มีคนช่วยกันพูดสองคนขึ้นไปมากกว่าคนเดียว ด้วยหลายๆเหตุผล ก็เลยค่อนข้างตรงใจ แต่ที่ไม่ทราบมาก่อนเลย คือคู่นี้เคยขึ้นเวทีด้วยกันมาหลายครั้งแล้ว</p>
<p>และทั้งคู่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง คนที่รู้จริง ต่อให้ทักษะในการเล่าเรื่องไม่มากนัก แต่ก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้ในแบบที่คนฟังทั่วๆไป ทราบได้ว่าเป็นตัวจริง หัวข้อที่ทั้งสองคนเลือกมาพูด ค่อนข้างตรงใจผม แต่เนื่องจากเวลาที่เริ่มสาย (เพราะเมื่อเวลา ๙ โมงตรง ยังมีคนมาไม่มากนัก ทำให้เริ่มช้าไปประมาณ ๑๕ นาที) ทำให้ผมจำเป็นต้องเลือกตัดส่วนของการสาธิตการบันทึกเสียงออกไป ทั้งๆที่ทั้งสองคนเตรียมมาอย่างดี และแจ้งให้ผมทราบก่อนแล้ว (เอาไว้ เรามาทำเป็นวิดีโอพอดคาสท์สอนก็แล้วกันนะ)</p>
<p>หัวข้อถัดมา เป็นหัวข้อที่เราจำเป็นต้องเลื่อนขึ้นมาเป็น ๑๑ โมงเช้า เพราะยุ้ย (<a href="http://www.fringer.org">Fringer.org</a>)คนดัง มีเหตุให้ต้องไปงานเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ของเธอ ที่สยามพารากอนในตอนบ่าย ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร</p>
<p>เนื้อหาด้านกฏหมาย ลิขสิทธิ์ และ creative common เป็นเรื่องที่หลายๆคนในเมืองไทยมองข้าม แต่เนื่องจากสื่อในอินเตอร์เน็ทเป็นสื่อนานาชาติ โดยสภาพ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังและเสริมสร้างค่านิยมให้หลายๆคนได้รับทราบไว้ ผมเองก็ยอมรับว่า ไม่ได้ศึกษาเรื่องราวเหล่านี้มากนัก แต่ให้ความระมัดระวังโดยตลอด และเนื่องจากรับฟังพอดคาสท์จากต่างประเทศอยู่ตลอด ทำให้พอเห็นข้อพึงระวังอยู่ เมื่อจัดงานนี้ขึ้นมา หัวข้อนี้ผมมีตัวเลือกในใจอยู่แล้วว่า ต้องเป็นยุ้ย ในรอบ ๓ ปีหลังนี้ ในคนรุ่นใกล้ๆกัน ผมว่า ยุ้ยโดดเด่นมากในแง่สิ่งที่เธอทำ แต่เนื่องจากผมอยากฟังเธอพูดมากกว่าจะเป็นพิธีกรคู่กับเธอ ทำให้ผมต้องมองหาคนช่วย</p>
<p>ผมเห็นอาร์ท (<a href="http://bact.blogspot.com">http://bact.blogspot.com</a>) ครั้งแรกใน <a href="http://www.duocore.tv">DuoCore.TV</a> โดยอาร์ททำหน้าที่เป็นพิธีกรรับเชิญ พอจะมองเห็นว่าเป็น&#8221;นักคิด&#8221;อีกคนหนึ่ง จากนั้นก็มาเห็นเคลื่อนไหวอยู่ในแวงดง Netizen และ Creative Common เมื่อต้องหาตัวเลือกให้ขึ้นคู่กับยุ้ย ผมก็นึกถึงอาร์ทขึ้นมาทันที ก็เลยติดต่อไป โดยที่ไม่ได้รู้จักมาก่อน และอาร์ทก็ตอบรับกลับมาง่ายๆว่า ไ้ด้ครับ</p>
<p>และนี่ก็เป็นอีกคู่หนึ่งที่ผมมาทราบในภายหลังว่า ขึ้นเวทีคู่กันมาหลายงานแล้ว เออ ง่ายดี ไม่ต้องซักซ้อมอะไรมาก เพราะเชื่อว่า คู่นี้ขึ้นมาหลายเวทีแล้ว</p>
<p>เมื่อมาถึงหัวข้อวิดีโอ ผมแทบไม่ต้องคิดมาก เลือกอดัม (<a href="http://www.fukduk.tv">FukDuk.tv</a>) ทันที เพราะรายนี้ ทำเรื่องนี้เป็นอาชีพ ทำเว็บทางด้านนี้ และเคยเห็นลีลาการพูดมาแล้วในงาน Apple Pro Day เมื่อเดือนตุลาคม ๕๑</p>
<p>เนื่องจากว่า เคยเห็นลีลามาแล้ว ทำให้ผมนึกกลัวๆเหมือนกันว่า คนฟังอาจจะไม่ชอบสไตล์นี้ แต่ชัวโมงนี้ ดูไม่มีใครมีประสบการณ์มากไปกว่าเว็บนี้แล้ว ผลตอบรับในการพูดของอดัมในวันนั้น คงไม่ต้องบอกมาก รู้แต่ว่าความเห็น(ทางบวก)เพียบตาม Twitter และ Blog ต่างๆ</p>
<p>หัวข้อสุดท้ายของวันนั้น เป็นยาขมสำหรับมือใหม่ทำเว็บ หรือมือใหม่ทำพอดคาสท์ เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว ไม่ได้แตกต่างจากการแนะนำให้คนเขียนเว็บเลย ตัวเลือกของผมในหัวข้อนี้ ไม่ยาก เพราะมีฟอร์ด (<a href="http://www.thaithinkpad.com">http://www.thaithinkpad.com</a>) ขาแจมทุกงาน Camp ต่างๆอยู่แล้ว จากนั้นก็หาคู่หูให้เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ยาก เพราะมีอั้ม (<a href="http://www.ScriptDD.com">http://www.ScriptDD.com</a>) เป็นรุ่นพี่ทางวิชาการที่ฟอร์ดสนิทอยู่แล้วมาช่วย</p>
<p>หัวข้อนี้จะว่าไปแล้ว จะทำให้ง่ายก็ได้ โดยบอกไปว่า ให้ไปหา CMS ดีๆมาลง หรือให้ไปใช้บริการ Blog ต่างๆก็ได้ สำหรับคนที่พอจะรู้จักคำศัพท์ทางเทคนิคเหล่านี้อยู่แล้ว ก็แล้วไป แต่สำหรับคนฟังที่มาจากสายของ Go Training ซึ่งเป็นผู้ฟังในแวดวง HR แล้ว เรื่องนี้น่าจะยากพอสมควร ยังดีที่ลีลาการพูดของสองเกลอต่างวัย ทำให้หัวข้อนี้ผ่านไปด้วยดี สลับกับเสียงหัวเราะเป็นระยะๆ เสียดายอั้มไม่ได้นำโชว์รูปการปั่นสายไหม (ซึ่งเป็นงานเสริมของเขา)ให้ดู ไม่อย่างนั้นคงจะฮาไปกว่านี้อีก</p>
<p>จากนั้น ก็ถึงเวลากล่าวลา เสียดายที่เพื่อนๆที่มาร่วมกันจัดช่างคุยหลายๆคน กลับไปกันก่อนหน้านี้แล้ว  ไม่ว่าจะเป็นต๊ะ (เรื่องบ้านบ้าน) ยุทธ (คุยคุ้ยเต่า) หนิง (เรื่องบ้านบ้าน) เบญจ์ (ช่างคุย) เหลือเพียง หวอ (ช่างคุย) เอ๋ (คุยคุ้ยเต่า) พี่จิง (ดำน้ำ) และอู๊ด (ไม่หลับไม่นอน และ <a href="http://www.oknation.net/blog/sutintan">http://www.oknation.net/blog/sutintan</a>)</p>
<p>เนื่องจากคนฟังหลายๆคนดูจะเต็มที่มาแล้วทั้งวัน รวมทั้งผมเองด้วยที่เหนื่อยเหลือเกิน (จากกิจกรรมของวันก่อนหน้านี้ และในวันนั้น ที่เริ่มตั้งแต่ดีห้า) ทำให้ผมค่อนข้างรวบรัดในตอนท้ายพอสมควร เลยไม่ได้พูดอะไรต่อมากนัก และที่เสียดายจริงๆ คือไม่ได้รู้จักคนที่มาฟังให้มากไปกว่านี้ หลายๆคนนั้น ผมมาทราบในภายหลังว่า เป็นคนฟังที่มาให้ความเห็นทั้งทางเว็บบอร์ด Twitter และอีเมล์ แต่ไม่ได้มาแสดงตัวทักทาย รู้สึกดีใจมากๆที่ผู้ฟังเก่าแก่หลายๆท่านมาช่วยกันให้กำลังใจ และคอยช่วยถาม หรือให้ความเห็นเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณพิพัฒน์ คุณวิษณุ ปรีและอี้ (ZadZad.com) น้องเม่น (<a href="http://mEnE078.wordpress.com">http://mEnE078.wordpress.com</a>) กั้ง (<a href="http://www.Siampod.com">Siampod.com</a>) คุณพิทยา (ที่นำขนมมาให้) คุณยุทธนาและภรรยา ฯลฯ สำหรับหลายๆท่านที่ผมไม่ได้เอ่ยชื่อมา ณ ที่นี้ ผมขออภัยด้วยครับ</p>
<p>หลายๆคนคงไม่ทราบว่า คนที่เหนื่อยมากๆจริงในงานนี้ คือทีมงานของ Go Training ที่มาช่วยกันตั้งแต่เช่าตรู่ ทั้งยกของ จัดสถานที่ เตรียมป้าย จัดบูท และประสานงานกับทาง Toyota ไปๆมาๆ ทาง Go Training ดูจะได้เครดิตน้อยไปนิดกับงานนี้ หวังว่า ทางกองบรรณาธิการคงไม่น้อยใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นก ภรรยาผมเอง ขอบคุณมากๆ</p>
<p>อีกคนที่ไม่อาจจะลืมได้ คือเบญจ์ ไทยอาภรณ์ (<a href="http://www.oknation.net/blog/philharmonics">http://www.oknation.net/blog/philharmonics</a>) ที่ขับรถพาลูกน้อยตัวเล็กและภรรยา พร้อมนำน้ำกระป๋องที่ไปขอสปอนเซอร์มาให้จากที่ทำงาน พร้อมกับควักเงินส่วนตัวซื้อกระหรี่ปั๊ปมาให้จากสระบุรี โดยเข้ามาเช่าโรงแรมค้างคืนล่วงหน้า ๑ คืนด้วย มิหนำซ้ำยังมาบันทึกรายการไม่หลับไม่นอนกับอู๊ด ถึง ๒ ตอน ตั้งแต่วันเสาร์ (ยังไม่รวมว่า ซื้อเสื้อช่างคุยไปแล้ว ๓ ตัวด้วยนะ) ขอบคุณมากๆจริงๆครับ</p>
<p>ว่าแล้ว ผมขอใส่ลิงค์ Blog และเว็บบอร์ดทีี่เกี่ยวกับตัวงานไว้เป็นที่ระลึกตรงนี้ด้วย</p>
<ol>
<li><a href="http://changkhui.com/smf/index.php?topic=954.0">http://changkhui.com/smf/index.php?topic=954.0</a></li>
<li><a href="http://www.polypink.com/2009/08/changkhui-seminar">http://www.polypink.com/2009/08/changkhui-seminar</a></li>
<li><a href="http://www.oknation.net/blog/chaiyospun/2009/08/25/entry-1">http://www.oknation.net/blog/chaiyospun/2009/08/25/entry-1</a></li>
<li><a href="http://www.siampod.com/wp/2009/08/23/changkhui-seminar/">http://www.siampod.com/wp/2009/08/23/changkhui-seminar/</a></li>
<li><a href="http://www.oknation.net/blog/sutintan/2009/08/28/entry-1">http://www.oknation.net/blog/sutintan/2009/08/28/entry-1</a></li>
</ol>
<p>สำหรับสไลด์ และวิดีโอของงานนั้น ผมได้ทยอยนำขึ้นหน้า<a href="http://www.changkhui.com">เว็บช่างคุย</a>ไว้แล้ว</p>
<p>แต่ ณ เวลานี้ ถ้าต้องมาร่างหลักสูตรในการให้แนวทางการทำเบื้องต้น ผมจะเพิ่มหัวข้อใหม่ดังนี้</p>
<ol>
<li>แนะนำ podcast และ ภาพรวมกระบวนการในการผลิต podcast</li>
<li>podcast production
<ul>
<li>การทำ production ด้านเสียง</li>
<li>การทำ production ด้าน video</li>
<li>การทำ production บนคอมพิวเตอร์ (Skype recording, Screen Capture และ Enhanced Podcast)</li>
</ul>
</li>
<li>web production
<ul>
<li>Site Development</li>
<li>RSS and iTunes Submission</li>
</ul>
</li>
<li>ความรู้เบื้องต้นด้านลิขสิทธิ์ และกฏหมายที่เกี่ยวข้อง</li>
<li>บทเรียนและ FAQ</li>
</ol>
<p>ดูซิว่า จะมีโอกาสได้ไปพูดที่ไหนอีกไหมนี่</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/changkhui.wordpress.com/274/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/changkhui.wordpress.com/274/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/changkhui.wordpress.com/274/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/changkhui.wordpress.com/274/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/changkhui.wordpress.com/274/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/changkhui.wordpress.com/274/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/changkhui.wordpress.com/274/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/changkhui.wordpress.com/274/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/changkhui.wordpress.com/274/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/changkhui.wordpress.com/274/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=274&subd=changkhui&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://changkhui.wordpress.com/2009/08/27/%e0%b9%92%e0%b9%90-%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%97%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/9a35f77f64a710b8c9492e1b442a7e3c?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">changkhui</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.changkhui.com/images/HostPhotos/Photo_ChangkhuiSeminar-at-theStyle.png" medium="image">
			<media:title type="html">Audience at the Changkhui Podcast Seminar</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>โลกใบใหม่</title>
		<link>http://changkhui.wordpress.com/2009/08/09/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://changkhui.wordpress.com/2009/08/09/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 09 Aug 2009 12:37:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>changkhui</dc:creator>
				<category><![CDATA[Training InfoMedia]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://changkhui.wordpress.com/?p=224</guid>
		<description><![CDATA[เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนสิงหาคม
ดูหนัง ฟังเพลง นั่งรถเที่ยว เป็นกิจกรรมที่เราทำกันแทบจะทุกคน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง หรือไม่อย่างนั้น ก็ทำทั้ง ๓ อย่างเลยแหละ ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ทั้ง ๓ กิจกรรมนี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์โลกเพิ่งจะทำกันเป็นกิจวัตร เมื่อศตวรรษที่แล้วนี้เอง
มนุษย์เราคิดค้นวิธีที่จะขับเคลื่อนรถได้นานแล้วล่ะ แต่ก็ต้องรอจนคุณ Henry Ford ผลิตเจ้า Model T ในปี ๑๙๒๗ ในราคาที่ย่อมเยาได้ก่อน การใช้รถยนต์ถึงได้แพร่หลายขึ้น จนทำให้ก่อเกิดอุตสาหกรรมยานยนต์ กลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ระดับโลก และอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น ขนส่งมวลชน ไปรษณีย์ แข่งรถยนต์ ฯลฯ
เรื่องการฟังเพลงนั้น ก็เพิ่งจะต้นศตวรรษที่แล้วเช่นกัน ที่มีการบันทึกเสียงเก็บไว้ได้ กลายเป็นเรื่องตื่นตาตื่นใจ สามารถรับฟังเสียงเพลงที่เราต้องการฟัง เมื่อใดก็ได้ โดยผ่านสื่ออย่างแผ่นเสียง เทป ซีดี ดีวีดี กลายเป็นอุตสาหกรรมเพลงที่มีผลประโยชน์มหาศาล
เรื่องหนังนั้นก็เช่นกัน แม้ว่ามนุษย์เราจะคิดค้นวิธีบันทึกภาพได้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ ๑๙ แต่ก็ต้องใช้เวลาจนถึงต้นศตวรรษที่ ๒๐ ถึงจะมีอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกิดขึ้นได้ จากนั้นถึงมีภาพยนตร์ที่มีเสียง (The Jazz [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=224&subd=changkhui&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนสิงหาคม</p>
<p>ดูหนัง ฟังเพลง นั่งรถเที่ยว เป็นกิจกรรมที่เราทำกันแทบจะทุกคน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง หรือไม่อย่างนั้น ก็ทำทั้ง ๓ อย่างเลยแหละ ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ทั้ง ๓ กิจกรรมนี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์โลกเพิ่งจะทำกันเป็นกิจวัตร เมื่อศตวรรษที่แล้วนี้เอง</p>
<p>มนุษย์เราคิดค้นวิธีที่จะขับเคลื่อนรถได้นานแล้วล่ะ แต่ก็ต้องรอจนคุณ Henry Ford ผลิตเจ้า Model T ในปี ๑๙๒๗ ในราคาที่ย่อมเยาได้ก่อน การใช้รถยนต์ถึงได้แพร่หลายขึ้น จนทำให้ก่อเกิดอุตสาหกรรมยานยนต์ กลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ระดับโลก และอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น ขนส่งมวลชน ไปรษณีย์ แข่งรถยนต์ ฯลฯ</p>
<p>เรื่องการฟังเพลงนั้น ก็เพิ่งจะต้นศตวรรษที่แล้วเช่นกัน ที่มีการบันทึกเสียงเก็บไว้ได้ กลายเป็นเรื่องตื่นตาตื่นใจ สามารถรับฟังเสียงเพลงที่เราต้องการฟัง เมื่อใดก็ได้ โดยผ่านสื่ออย่างแผ่นเสียง เทป ซีดี ดีวีดี กลายเป็นอุตสาหกรรมเพลงที่มีผลประโยชน์มหาศาล</p>
<p>เรื่องหนังนั้นก็เช่นกัน แม้ว่ามนุษย์เราจะคิดค้นวิธีบันทึกภาพได้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ ๑๙ แต่ก็ต้องใช้เวลาจนถึงต้นศตวรรษที่ ๒๐ ถึงจะมีอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกิดขึ้นได้ จากนั้นถึงมีภาพยนตร์ที่มีเสียง (The Jazz Singer ปี ๑๙๒๗) และกว่าจะมีสี ก็น่าจะอยู่ในช่วงทศวรรษ ๑๙๕๐ แล้ว แล้วก็มาถึงอุตสากรรมโทรทัศน์</p>
<p>แต่ทั้งหมดนี้ ต้องมีปัจจัยอื่นๆเอื้อหนุน ถึงจะประสบความสำเร็จได้</p>
<blockquote><p>มีรถ ก็ต้องมีถนนรองรับ และมีสถานีบริการน้ำมัน</p>
<p>บันทึกเพลงได้ ก็ต้องมีเครื่องเล่นเทปวางขาย และที่สำคัญต้องมีเพลงให้ฟัง</p>
<p>บันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ ก็ต้องมีโรงฉาย และต้องมีหนังให้ดู</p></blockquote>
<p>ทำไมผมถึงเขียนถึงเรื่องนี้นะหรือครับ ก็เพราะผมอยากจะปูเรื่องให้เห็นว่า กิจวัตรหลายๆอย่างที่เราทำกันนี้ เป็นเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้น เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วนี่เอง และก็ใช้เวลานานพอสมควรกว่าเราจะปรับตัว สามารถนำ technology breakthrough มาประยุกต์ใช้ และก็ต้องรอจนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเกิดขึ้น จึงจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมาได้ เจ้าตัวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวอย่างที่ยกมา ก็ไม่ใช่อื่นไกลที่ไหน มันก็คือไฟฟ้านั่นเอง</p>
<p>หลายๆคนก็น่าจะรู้สึกเหมือนๆกันว่า ตอนนี้ พวกเรากำลังจะข้ามเข้าสู่รอยต่อการเปลี่ยนแปลงนี้อีกครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อมีการเปลี่ยนศตวรรษที่ผ่านมานี่แหละ และเจ้าตัวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ว่า ก็คืออินเตอร์เน็ทนี่เอง</p>
<p>จากประมาณปี ๑๙๙๕ ที่มีคนสามารถประยุกต์การใช้งานคอมพิวเตอร์แบบกราฟฟิค ให้นำมาใช้กับอินเตอร์เน็ทที่มีอยู่แล้ว เราก็ใช้เวลากว่าสิบปี เราถึงเริ่มเห็นการใช้งานอินเตอร์เน็ทในรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาให้อยู่ในระดับ ที่คนทั่วๆไปเริ่มจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้เอง</p>
<p>จากช่วงแรกๆ คนที่สามารถเขียนเว็บเป็นของตัวเอง ต้องเป็นคนที่ออกจะแนว Geek เล็กน้อย เพราะต้องมีความรู้ในเรื่องการเขียน HTML อยู่บ้าง จึงจะพอทำได้ ก็กลายเป็นว่า มีการคิดค้นซอฟท์แวร์ให้ใครก็ได้ สามารถเปิด Blog เป็นของตัวเองได้ เปิดช่องให้คนรุ่นห้าสิบปี หรือหกสิบปีขึ้นไป ก็สามารถมีเว็บเพจ เปิด Blog เป็นของตัวเองได้แล้ว</p>
<p>องค์กรต่างๆก็เริ่มจากใช้อินเตอร์ในการสื่อสาร (อีเมล์) เบื้องต้น ก็ขยายเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ ติดต่อลูกค้า และกลายเป็นช่องทางขายใหม่ในที่สุด</p>
<p>ในเมืองไทยเราเอง สมัยที่อินเตอร์เน็ทความเร็วสูงออกมาใหม่ หลายๆคนก็ยังตั้งข้อกังขาว่า จะมีคนยอมจ่ายเงินเพื่อเอาความเร็วขนาดนี้ไปทำอะไร ซึ่งพอมาถึงทุกวันนี้ ประเด็นที่ตั้งไว้ ก็ตกไป เพราะเมื่อระบบ infrastructure พื้นฐานเกิดขึ้น คนเก่งๆหลายๆคนก็ช่วยกันปล่อยของดีออกมาเต็มอินเตอร์เน็ทไปหมด ไม่ว่าจะเป็น YouTube, BitTorrent, Internet TV, Podcastingและอื่นๆอีกมาก จนตอนนี้กลับมาบ่นกันแทนว่า อินเตอร์เน็ทช้าเหลือเกิน</p>
<p>มีหนังสือ (แนะนำหนังสืออีกแล้ว อย่าเพิ่งเบื่อกันไปก่อนนะครับ) ที่กล่าวถึงปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องเป็นราว และขายดีกันไปทั้งโลกคือ The World is Flat ของ Thomas Friedman ซึ่งพูดถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนีั้กับสังคมโดยรวม และโดยเฉพาะที่อเมริกา เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ The World is Flat ออกมานานหลายปีแล้ว (ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘) จากนั้นก็มีหนังสือหลายๆเล่มที่ต่อยอดปรากฏดังกล่าว โดยนำไปขยายความในบริบทของตัวเอง</p>
<p>เล่มหนึ่งที่ผมมักจะยกมาใช้เสมอๆ คือ The Long Tail โดย Chris Anderson ที่พูดถึงผลกระทบเมื่ออินเตอร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ช่องทางการจำหน่ายขยายใหญ่ขึ้นมาก ทำให้ขนาดของ Demand ที่โดนจำกัดโดย Supply แบบเดิมๆเปลี่ยนไป มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก และเปิดช่องให้กับ Supply เดิมที่หาผู้ซื้อไม่เจอ ให้มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดใหม่ได้ ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดคือ เมื่อคุณไปเดินซื้อหนังสือภาษาอังกฤษจาก AsiaBook และ Kinokuniya แล้ว ยังไม่เจอเล่มที่อยากได้ คุณสามารถสั่งซื้อจาก Amazon.com ได้เลย ทางเลือกของเราไม่ได้โดนจำกัดจากช่องทางจัดจำหน่ายแบบเดิมๆอีกต่อไป</p>
<p>ล่าสุด คุณ Chris Anderson ก็มีผลงานใหม่ออกมาชื่อว่า Free โดยขยายความในส่วนของตลาดใหม่นี้ว่า ในโลกอินเตอร์เน็ทที่หลายๆอย่างเป็นของฟรี ผู้ผลิตจะอยู่กันได้อย่างไร คุณ Chris แกไม่ได้เขียนวิเคราะห์อย่างเดียวนะครับ แกทำหนังสือขาย พร้อมกับแจกฟรีด้วย ทั้งในรูปแบบของ Google Book และ Audiobook แม้ว่าในงานชิ้นหลังนี้ จะมีเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์หลายๆแห่งในด้านลบบ้าง ในแง่เนื้อหา และการไม่ให้เครดิตเนื้องานที่แกไปนำบางส่้วนมาจาก Wikipedia แต่แนวคิดของคุณ Chris เป็นเรื่องน่าสนใจนะครับ สำหรับคนที่ชอบแนวคิดใหม่ๆ</p>
<p>และก็มีหนังสืออีกหนึ่งเล่ม ที่พูดขยายความของผลกระทบที่ The World is Flat กล่าวไว้ โดยขยายความในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ต้องต่อสู้ในตลาดการแข่งขันใหม่ว่า ควรจะมีคุณลักษณะใดบ้าง โดยหนังสือเล่มนี้ ท้าวความจากแนวคิดเรื่องสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวาว่า จากเดิมในโลกยุกเดิมๆ เราจะเห็นคนที่เก่งในการใช้งานสมองซีกซ้าย(เหตุผล) ซึ่งมักจะเป็นอาชีพทางด้านแพทย์ วิศวกร ทนายความ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จโดยเฉลี่ยสูงกว่าสายงานอื่น แต่ในโลกใบใหม่ ด้วยเงื่อนไขการแข่งขันที่เปลี่ยนไป คนที่พัฒนาการใช้งานสมองซีกขวา(ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้สึก) มากๆ น่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่า พร้อมกับเสนอคุณลักษณะ ๖ ประการที่ควรจะมีทั้งในองค์กรและส่วนตัว เพื่อที่จะเป็นการติดอาวุธในโลกยุคใหม่ หนังสื่อเล่มนี้ชื่อว่า A Whole New Mind โดย Daniel Pink ครับ ผมไม่ได้ซื้อหนังสือ แต่ซื้อเป็น Audiobook ฟังจาก iPod เนื้อหาสนุก น่าติดตาม</p>
<p>คุณสมบัติทั้งหกนี้ คือ Design, Story, Symphony, Empathy, Play และ Meaning ถ้าขยายความทั้งหกข้อ คงจะยาวมาก เหมือนเดิมครับ แนะนำให้ไปหาอ่าน</p>
<p>ที่เล่ามาทั้งสามเล่มนี้ เพราะผมได้ไปฟังความเห็นของคุณ Jason Calacanis ซึ่งเป็นคนที่อยู่แวดวงเทคโนโลยี และสร้างฐานะให้กับตัวเองมาแล้วจากการที่ขายเว็บของตัวเองได้ แกพูดไว้ในรายการ This Week in Tech (เป็นรายการพอดคาสท์ของ http://www.twit.tv) ในฐานะแขกรับเชิญ เมื่อมีการคุยกันถึงผลตกกระทบในภาวะเศรษฐกิจที่แย่มากๆในสหรัฐอเมริกา คนในแวดวงเทคโนโลยีควรจะทำอย่างไร เพราะมีการลดคนทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งแม้แต่บริษัทที่อยู่ในฐานะดีอย่างไมโครซอฟท์ หรือกูเกิล ยังมีมาตรการลดคนให้เห็นเหมือนกัน คุณ Jason กลับบอกว่า ในแง่องค์กรแล้ว ต้องบอกว่า ตอนนี้ เป็นโอกาสที่ดี ที่สามารถเลือกคนเก่งๆที่โดน Layoff จากที่อื่น มาไว้ในบริษัทของตัวเองได้ โอกาสอย่างนี้มีไม่มากนัก หลายๆคนที่โดนปลดออกมานั้น ไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาไม่เก่ง แต่เป็นเพราะกิจการที่พวกเขาอยู่ไม่สามารถปรับตัว หรือไม่ได้เตรียมตัวรับวิกฤต ทำให้ต้องปลดคนเก่งๆหลายๆคนออกไป อำนาจต่อรองจากผู้จ้างก็ได้เปรียบ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสดีที่จะตัดคนที่เป็นส่วนเกินออกไป อย่างไม่น่าเกลียด</p>
<p>แต่ที่ผมชอบมากคือ ตอนที่แกบอกว่า ในแง่ของปัจเจกบุคคลแล้ว ถ้าคุณอยู่ในข่ายที่โดนปลด หรือยังโชคดี ยังมีงาน แต่ไม่มีเนื้องานมากนัก ขณะนี้ก็เป็นโอกาสดี ที่จะเรียนรู้ Skill ใหม่ๆ เพราะจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในช่วง ๒๕๔๐ (คศ ๑๙๙๗) และช่วง ๒๕๔๔ (คศ ๒๐๐๑ ยุคดอทคอมแตกในสหรัฐฯ) มีบริการดีๆที่เกิดขึ้นในช่วงเหล่านี้ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับช่วงอื่น ทั้งนี้เป็นเพราะหลายๆคนตกงาน เลยใช้ช่วงเวลาที่เป็นวิกฤตินี้คิดค้นบริการหรือสินค้าดีๆขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเว็บดังๆในแง่ New Media อย่าง Digg.com ซึ่งเกิดในช่วงที่คุณ Kevin Rose (ผู้ก่อตั้งเว็บดังกล่าว) ตกงาน เมื่อสถานี Tech TV ปิดตัวลง หรือเว็บที่ทำหน้าที่เป็น Bookmark ทางอินเตอร์เน็ืท อย่าง Delicious.com เว็บที่ทำหน้าที่ค้นหาข้อมูลจาก Blog อย่างเดียว ก็เป็นผลพวงจากวิกฤติทั้งสิ้น บางคนแม้จะไม่ได้ตกงาน แต่ก็ใช้เวลาว่างที่มีในการสร้างโอกาสให้กับตัวเองขึ้นมา</p>
<p>เมื่อตอนที่ ฟัง A Whole New Mind แล้ว ผมกลับไปนึกถึงความเห็นของคุณ Jason ขึ้นมาทันที เพราะคุณลักษณะทั้งหกที่ควรมีนี้ มันเป็นการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานะการณ์ที่แกกล่าวไว้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเราเอง</p>
<p>ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะอยากให้หลายๆคนลองหาโอกาสให้กับตัวเองในช่วงวิกฤตินี้ดู เชื่อเหลือเกิน ทุกๆท่านจะต้องมีแนวคิดดีอยู่เยอะ น่าจะหาทางให้ตัวเองได้ไม่ยาก เพราะโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ เป็นโลกคนละใบกับที่คนรุ่นพ่อแม่เราอยู่แล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาส หวังว่า ทุกท่านจะสามารถหาทางของตัวเอง ผมคงได้เพียงแต่เล่าในสิ่งที่ผมได้ไปอ่านมา เผื่อเป็นแนวคิดที่หลายๆคนอาจจะมองข้ามไป พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/changkhui.wordpress.com/224/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/changkhui.wordpress.com/224/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/changkhui.wordpress.com/224/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/changkhui.wordpress.com/224/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/changkhui.wordpress.com/224/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/changkhui.wordpress.com/224/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/changkhui.wordpress.com/224/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/changkhui.wordpress.com/224/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/changkhui.wordpress.com/224/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/changkhui.wordpress.com/224/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=224&subd=changkhui&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://changkhui.wordpress.com/2009/08/09/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/9a35f77f64a710b8c9492e1b442a7e3c?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">changkhui</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ประสบการณ์การสอน</title>
		<link>http://changkhui.wordpress.com/2009/07/15/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://changkhui.wordpress.com/2009/07/15/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 15 Jul 2009 15:50:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>changkhui</dc:creator>
				<category><![CDATA[Personal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://changkhui.wordpress.com/?p=238</guid>
		<description><![CDATA[บันทึกเก็บไว้ เพราะมานึกๆดู ผมเองก็มีโอกาสได้เล่นอะไรสนุกๆอยู่บ้างเหมือนกัน หมายถึงการสอนหนังสือน่ะครับ บางครั้งก็เป็นการไปพูด ตามที่ได้รับเชิญมา
ครั้งแรกๆที่ได้รับเชิญให้ไปพูด น่าจะเป็นสมัยเรียนหนังสือมหาวิทยาลัย โดยที่ทางโรงเรียนเก่าเชิญให้กลับไปเล่าประสบการณ์การเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในโครงการ AFS เป็นการไปเล่าเรื่องการเตรียมตัวทั้งการสอบ การเดินทาง และประสบการณ์ที่ได้เจอ ถ้าจำไม่ผิด ผมน่าจะได้รับเชิญอยู่สองสามปี จากนั้นทางโรงเรียนคงเชิญคนที่ใหม่กว่ามาแทน
พอจบจากมหาวิทยาลัย ด้วยความที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษดี ทำให้ผมแม่นในการอ่านคู่มือของผลิตภัณท์ที่บริษัทนำมาจำหน่ายได้ดีกว่าเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน ประกอบกับเป็นสินค้ารุ่นใหม่ ไม่มีรุ่นพี่ในที่ทำงานรู้มากไปกว่าเราเท่าไรนัก ทำให้ผมมีข้อมูลในเรื่องสินค้ามากกว่าคนอื่น และเมื่อมีปัญหา ก็สามารถสอบถามกับผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมันได้ ทำให้ผมต้องทำหน้าที่ในถ่ายทอดความรู้ของสินค้าไปโดยปริยาย จนกระทั่งเมื่อลาออกไปศึกษาต่อ ก็ถ่ายทอดสิ่งที่เรารู้ไว้ โดยเขียนคู่มือเป็นภาษาไทยทิ้งไว้ ประสบการณ์ในการสอนช่วงนี้ ไม่ยากมากนัก ทำงานไปด้วย สอนไปด้วย จากที่เราเป็น  field engineer อยู่เแล้ว เรื่องแค่นี้สบายมาก
ต่อมาเมื่อต้องไปทำงานในต่างประเทศ ผมต้องทำหน้าที่ support ให้กับหลายประเทศ และเมื่อมีสินค้ารุ่นใหม่ๆมา ผมก็มีหน้าที่ไปฝึกอบรมที่สำนักงานใหญ่ เพื่อกลับมาถ่ายทอดให้กับวิศวกร และช่างเทคนิคในประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ เรื่องภาษาไม่ใช่ปัญหา เอกสารก็ไม่ต้องเตรียม สำนักงานใหญ่ทำให้หมด ที่เป็นปัญหาคือ ความเชี่ยวชาญในทางเทคนิค ในด้านลึกๆของสินค้าเหล่านี้ ทั้งนี้เพราะ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น 1st-level  support จากประเทศต่างๆเหล่านี้ มักจะเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ที่เขาต้องการรู้คือเรื่องใหม่ๆ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=238&subd=changkhui&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>บันทึกเก็บไว้ เพราะมานึกๆดู ผมเองก็มีโอกาสได้เล่นอะไรสนุกๆอยู่บ้างเหมือนกัน หมายถึงการสอนหนังสือน่ะครับ บางครั้งก็เป็นการไปพูด ตามที่ได้รับเชิญมา</p>
<p>ครั้งแรกๆที่ได้รับเชิญให้ไปพูด น่าจะเป็นสมัยเรียนหนังสือมหาวิทยาลัย โดยที่ทางโรงเรียนเก่าเชิญให้กลับไปเล่าประสบการณ์การเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในโครงการ AFS เป็นการไปเล่าเรื่องการเตรียมตัวทั้งการสอบ การเดินทาง และประสบการณ์ที่ได้เจอ ถ้าจำไม่ผิด ผมน่าจะได้รับเชิญอยู่สองสามปี จากนั้นทางโรงเรียนคงเชิญคนที่ใหม่กว่ามาแทน</p>
<p>พอจบจากมหาวิทยาลัย ด้วยความที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษดี ทำให้ผมแม่นในการอ่านคู่มือของผลิตภัณท์ที่บริษัทนำมาจำหน่ายได้ดีกว่าเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน ประกอบกับเป็นสินค้ารุ่นใหม่ ไม่มีรุ่นพี่ในที่ทำงานรู้มากไปกว่าเราเท่าไรนัก ทำให้ผมมีข้อมูลในเรื่องสินค้ามากกว่าคนอื่น และเมื่อมีปัญหา ก็สามารถสอบถามกับผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมันได้ ทำให้ผมต้องทำหน้าที่ในถ่ายทอดความรู้ของสินค้าไปโดยปริยาย จนกระทั่งเมื่อลาออกไปศึกษาต่อ ก็ถ่ายทอดสิ่งที่เรารู้ไว้ โดยเขียนคู่มือเป็นภาษาไทยทิ้งไว้ ประสบการณ์ในการสอนช่วงนี้ ไม่ยากมากนัก ทำงานไปด้วย สอนไปด้วย จากที่เราเป็น  field engineer อยู่เแล้ว เรื่องแค่นี้สบายมาก</p>
<p>ต่อมาเมื่อต้องไปทำงานในต่างประเทศ ผมต้องทำหน้าที่ support ให้กับหลายประเทศ และเมื่อมีสินค้ารุ่นใหม่ๆมา ผมก็มีหน้าที่ไปฝึกอบรมที่สำนักงานใหญ่ เพื่อกลับมาถ่ายทอดให้กับวิศวกร และช่างเทคนิคในประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ เรื่องภาษาไม่ใช่ปัญหา เอกสารก็ไม่ต้องเตรียม สำนักงานใหญ่ทำให้หมด ที่เป็นปัญหาคือ ความเชี่ยวชาญในทางเทคนิค ในด้านลึกๆของสินค้าเหล่านี้ ทั้งนี้เพราะ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น 1st-level  support จากประเทศต่างๆเหล่านี้ มักจะเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ที่เขาต้องการรู้คือเรื่องใหม่ๆ และการแก้ปัญหายากๆมากกว่า งานนี้ Hard Skill ในแง่ Product Knowledge ก็ว่ายากแล้ว ยังต้องมี Soft Skill ในเชิงการเตรียมรับการลองของไว้ด้วย ผมเริ่มเรียนรู้ว่า การใช้ไม้นวมมีข้อดีอย่างไร</p>
<p>ระหว่างนั้น ผมก็มีโอกาสรับงานสอนภายนอก ในหัวข้อเรื่องความรู้พื้นฐานทางโทรคมนาคม ซึ่งก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงมากนัก โดยรวมๆแล้ว เป็นเรื่องทางเทคนิค เป็นการหารายได้พิเศษที่สนุกดี แต่เหนื่อยจัง เพราะต้องเตรียมสไลด์และข้อมูลเยอะมาก</p>
<p>ต่อมาเมื่อกลับมาอยู่เมืองไทย ผมย้ายสายงานจากวิศวกรรม มาเป็นการพัฒนาผลิตภัณท์ ซึ่งออกมาเป็นงานเชิง commercial  มากขึ้น ผมต้องรับหน้าที่ในการถ่ายทอดสิ่งที่เราคิดและทำขึ้นมา ให้ทางเซลส์เข้าใจ เพื่อที่จะได้นำไปถ่ายทอดให้ลูกค้า อีกทีหนึ่ง งานนี้ ผมเรียนรู้่ถึงความสำคัญในวิธีการเล่าเรื่อง การลำดับเรื่องในการเล่า หลายๆครั้ง เมื่อเป็นเรื่องใหม่ เราก็ต้องออกไปอธิบายให้ลูกค้าฟังเอง เพราะทางเซลส์ยังไม่แม่นในตัวสินค้าพอ ผมเริ่มเห็นความสำคัญของการลำดับเรื่องให้คนอยากฟังต่อไป ตั้งแต่สไลด์แรกๆ พอๆกับการเล่าเรื่องด้วยภาพ ทำอย่างไรให้คนเข้าใจและคล้อยตามในเวลาอันสั้น และที่สำคัญ การเขียนสไลด์อย่างไร ให้คนที่ไม่ได้ฟังเราพูด ก็ยังพอจะเข้าใจได้ ทั้งนี้เพราะผมพบว่า สไลด์และเอกสารที่เราจัดเตรียมให้เซลส์และฝึกอบรมให้เป็นอย่างดี จะเป็นสิ่งเดียวที่ลูกค้าได้รับ เพราะเมื่อเราเทรนเสร็จ เซลส์ก็จะทำการแฟกซ์(ในยุคนั้น)เอกสารให้ลูกค้า แล้วก็บอกให้ลูกค้าไปอ่านเอง</p>
<p>จากนั้นผมก็ว่างเว้นเรื่องฝึกอบรมไปหลายปี เพราะหน้าที่การงานเปลี่ยนไป ต้องไปเป็นคนติดตามงานให้ผู้ใหญ่ ต้องไปเป็นหัวหน้าทีมขาย และต่อมาก็ลาออกไปทำงานกับเพื่อนในบริษัทเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เชิงภาพรวมมากกว่าที่จะลงรายละเอียด</p>
<p>แต่อยู่ๆที่ทำงานเดิม ก็มาติดต่อให้ช่วยกลับมาเป็นมวยแทนหน่อย เพราะต้องการคนมาถ่ายทอดประสบการณ์การประกอบธุรกิจในโลกเทคโนโลยีให้กับกลุ่มนักศึกษาฝึกงาน ที่ทางบริษัทคัดขึ้นมา เพื่อรับเข้าทำงานในอนาคต</p>
<p>บอกตามตรง ผมนึกไม่ออกว่า ผมจะไปเล่าอะไร ผมไม่ได้ไปยืนหน้าห้อง พูดต่อหน้าคนมาสักพักแล้ว แต่ก็รับปากไปให้ เพราะทางคนจัดงาน ไม่มีตัวเลือกแล้ว อยากให้มาช่วยจริงๆ จนถึงคืนก่อนที่จะไปสอน ผมก็ยังนึกไม่ออก เปิด PowerPoint ขึ้นมา ก็ลองเขียนเป็น Bullet ร่างหัวข้อของการทำธุรกิจขึ้นมา ตามที่ได้ร่ำเรียนมาใน MBA แต่ทำไปได้ ๑ แผ่น ผมก็รู้สึกว่า มันไม่น่าจะใช่ แล้วอยู่ๆ ผมก็นึกออก</p>
<p>วันนั้น ผมเข้าห้องเรียน พบน้องๆนักศึกษาปี ๓ และปี ๔ หลังจากที่ผมทำความรู้จักเบื้องต้น ซักถามพื้นฐานกันแล้ว ผมก็ชวนน้องเหล่านี้ให้มาช่วยกันสร้างเรื่องขึ้นมา</p>
<p>&#8220;วันนี้ เราจะมาขายของกัน&#8221; หลายๆคนทำหน้างงๆ (&#8220;เอ เรามาฟังนี่หว่า แล้วพี่คนนี้จะทำอะไรเนี่ย&#8221;)</p>
<p>&#8220;เอ้า เร็ว ลองคิดดูสิว่า เราอยากขายอะไร แล้วดูว่า ไอัที่เราคิดมันจะเป็นไปได้ไหม เอ้า เสนอมา เอาอะไรดี&#8221;</p>
<p>&#8220;ขายเสื้อค่ะ&#8221;</p>
<p>&#8220;กูรอดแล้ว&#8221; ในใจผมคิด มีคนเล่นด้วยแล้ว</p>
<p>จากนั้น ผมก็ใช้วิธี จดทุกอย่างบน spreadsheet บนหน้าจอ และให้ทุกๆคนพูดขึ้นมา ไล่มาตั้งแต่ขายอะไร ขายให้ใคร ราคาเท่าไร ขนาดตลาดใหญ่แค่ไหน เราจะวางตัวเป็นของถูกหรือของแพง ค่อยๆยิงคำถาม เพื่อให้ทุกคนคิด และจดสิ่งที่เราตกลงกันไว้ บนหน้าจอใหญ่</p>
<p>ในเมื่อโจทย์เป็นสิ่งที่ทุกคนตั้ง การแก้โจทย์ก็เป็นเรื่องสนุก เพราะทุกคนก็ต้องมานั่ง defend สิ่งที่ตัวเองคิด</p>
<p>&#8220;เสื้อที่เราจะขาย ราคาเท่าไร&#8221; &#8220;๒๐๐ บาทครับ/ค่ะ&#8221; หลายๆคนช่วยกันตอบ</p>
<p>&#8220;เราจะโฆษณาที่ไหน&#8221; &#8220;ติดป้ายทางด่วน&#8221;</p>
<p>&#8220;เสื้อ ๒๐๐ บาท เธอต้องขายกี่ตัวถึงจะคุ้่มค่าโฆษณาจ๊ะ แล้วคนที่ขับรถบนทางด่วน เป็นกลุ่มเป้าหมายของเธอใช่ไหมเนี่ย หรือเธอควรจะขายคนที่ยังนั่งรถเมล์อยู่&#8221; ทุกคนฮาลั่น เมื่อนึกได้</p>
<p>พอมาถึงต้นทุนการผลิด กระแสเงินสด หลายๆคนเริ่มรู้สึกสนุกมากขึ้น พอๆกับเครียดขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงการลงตาราง Profit/Loss หลายๆคนเริ่มสั่นหัว</p>
<p>&#8220;หนูว่า เราขายถูกไป&#8221; &#8220;ผมว่า ต้นทุนเราสูงไป&#8221; &#8220;หนูว่า เราต้องเปลี่ยนวิธีการประชาสัมพันธ์&#8221; ฯลฯ</p>
<p>เมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรมในวันนั้น หลายๆคนมาขอเซฟไฟล์กลับไป พร้อมๆกับเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ตลอด ๒ ชั่วโมงครึ่ง ผมไม่ได้พักเบรกและก็ไม่มีใครเดินออกก่อนเวลา</p>
<p>เหตุการณ์นี้ ผ่านมา ๓ ปีแล้ว ผมยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้อย่างแม่นยำ น้องๆหลายคนมายกมือไหว้ขอบคุณ มองผมด้วยสายตาที่ผมรู้สึกได้ว่า เขาอยากขอบคุณผม มากกว่าทีี่เขาแสดงออกอีก แต่ในทางกลับกัน คงไม่มีใครรู้หรอกว่า วันนั้น เป้นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกว่า ผมถ่ายทอดได้</p>
<blockquote><p>ผมอยากขอบคุณน้องๆในห้องในวันนั้น มากกว่าที่พวกเขามาขอบคุณผมอีก</p></blockquote>
<p>จากนั้น ผมก็ว่างเว้นเรื่องการฝึกอบรมไปนาน จนเมื่อต้นปีนี้เอง ก็มีทางโตโยต้ามาติดต่อให้ผมช่วยมาสอนเรื่องการทำพอดคาสท์ แค่พูดว่า พอดคาสท์ ผมก็ตอบตกลงในใจแล้ว โดยไม่ต้องถามด้วยซ้ำว่า เมื่อไร</p>
<p>แต่เมื่อมองย้อนกลับไป การสอนพอดคาสท์ในวันนั้น เป็นความสนุกของผมมากกว่าที่จะเป็นความสนุกของทุกคนโดยรวม ผมใช้เวลาในการเล่าเรื่องมากเกินไป โดยไม่ได้เตรียมและเผื่อเวลาในส่วนของการปฏิบัติให้ผู้เข้าร่วม ทั้งหมดนี้ ผมมารู้สึกเมื่อมองย้อนกลับไป ถ้ามีโอกาส อยากลับไปแก้ตัวจัง แม้จะรู้สึกได้ว่า หลายๆคนคงสนุกที่ได้ยินเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เชื่อว่าหลายๆคนอยากได้ลองทำมากกว่านี้</p>
<p>ล่าสุด ผมได้รับการติดต่อให้ไปถ่ายทอดประสบการณ์และแนะแนวการทำ presentation ให้กับนักศึกษาปีสี่ นับว่าเป็นหัวข้อที่ใหม่และท้าทายมาก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สนุก เป็นเรื่องที่ผมชอบ พอจะนึกวิธีเล่าได้หลายรูปแบบ มีหนังสือหลายๆเล่มที่ผมอยากจะยกมาเป็นตัวอย่าง การใช้กราฟ ภาพ การลำดับเรื่องฯลฯ</p>
<p>โดยสุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์คือการทำให้น้องๆเหล่านี้สามารถนำไปปรับปรุงวิธีการเล่าเรื่องของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการไปนำเสนองานวิจัย การเล่าเรื่องของตัวเองในการสัมภาษณ์งาน จนถึงการทำงาน</p>
<p>ขณะที่เขียนบทความนี้ ผมยังทำสไลด์ไม่เสร็จเลยครับ เอาใจช่วยด้วยนะ</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/changkhui.wordpress.com/238/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/changkhui.wordpress.com/238/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/changkhui.wordpress.com/238/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/changkhui.wordpress.com/238/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/changkhui.wordpress.com/238/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/changkhui.wordpress.com/238/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/changkhui.wordpress.com/238/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/changkhui.wordpress.com/238/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/changkhui.wordpress.com/238/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/changkhui.wordpress.com/238/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=changkhui.wordpress.com&blog=1875788&post=238&subd=changkhui&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://changkhui.wordpress.com/2009/07/15/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/9a35f77f64a710b8c9492e1b442a7e3c?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">changkhui</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>