คนรุ่นใหม่

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนตุลาคม ๕๒

ประมาณ ๑๕ ปีที่แล้ว คุณกิติศักดิ์ สุวรรณโภคิณ (นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดัง) เคยกล่าวไว้ในหอประชุมเอยูเอ ในเวทีของชมรมวิจารณ์บันเทิง พูดถึงหนังไทยเรื่องหนึ่งว่า เป็นหนังที่แย่มาก ไม่น่าเชื่อว่า ในพ.ศ.นั้น ยังมีคนทำหนังอย่างนี้ออกมาอีก ทั้งๆที่ผู้กำกับท่านนี้ เป็นผู้กำกับภาพในวงการภาพยนตร์ที่มีประวัติการทำงานที่ยาวนานมาก แล้วคุณกิติศักด์ก็มาสรุปตอนท้ายว่า คนเรานี่ก็แปลก ผู้กำกับภาพที่เก่งมากๆ ก็อยากจะมาเป็นผู้กำกับ ทั้งๆที่มันอาจจะไม่ใช่ความถนัดของตน ก็เลยกลายเป็นว่า วงการภาพยนตร์ก็จะได้ผู้กำกับแย่ๆออกมาคนหนึ่ง พร้อมกับสูญเสียผู้กำกับภาพที่ยอดเยี่ยมมากไปคนหนึ่งในเวลาเดียวกัน

คุณ สุจินต์ จันทร์นวลก็เคยเขียนไว้ในหนังสือ เขาว่าผมเป็นมืออาชีพ บอกไว้ว่ามีคนมาบ่นกันนักต่อนักว่า เมื่อมอบหมายคนที่ตัวเองปั้นขึ้นมาให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ หรือทำหน้าที่ดูแลคน ปรากฏว่า หลายๆคนดีแตก ไม่เห็นเก่งเหมือนตอนสมัยเป็นลูกทีมเลย แล้วท่านก็สรุปว่า ก็ไม่เห็นแปลกนี่ เพราะส่วนใหญ่เล่นพิจารณาเงื่อนไขการโปรโมทคนจากยอดขาย ความเก่งในการแก้ปัญหาเทคนิค ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกับการบริหารงานบุคคล ซึ่งเน้นการตัดสิน การทำงานเป็นทีม ภาวะการเป็นผู้นำ จะว่าไปแล้ว การเป็นหัวหน้าทีมที่ดี ก็ได้แตกต่างจากการเป็นโค้ชเลย ทำอย่างไรถึงจะหาทางผสมผสานความสามารถของคนในทีม ให้มีผลลัพธ์โดยรวมมากกว่าผลลัพธ์แต่ละบุคคลรวมกัน

แนวคิดนี้ได้รับ การพิสูจน์ให้เห็นในวงการกีฬาอาชีพ มีนักกีฬาอาชีพที่ประสบความสำเร็จสูงมากๆไม่กี่คนที่สามารถผันตัวเองมาเป็น ผู้ฝึกสอน หรือโค้ชที่ดีได้ นักเทนนิสระดับโลกที่เลื่องลือในอดีตอย่าง Jimmy Connors  ที่พอจะแสดงความสนใจที่มาเป็นผู้ฝึกสอนอยู่บ้าง ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในระดับที่ทุกคนต้องหันกลับมามอง นักบาสเกตบอลสุดยอดของโลกอย่างไมเคิล จอร์แดน ก็ไปได้ไม่ดีนัก เมื่อมาเป็นผู้บริหารทีมบาสเกตบอล ทั้งสองทีมที่เขาได้มีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมหลังจากที่เลิกเล่นไปแล้ว ก็ไม่ได้มีผลงานที่น่าประทับใจเท่าไร และที่เห็นกันจนชิน คือนักฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นลีกระดับโลกอย่างฟุตบอลอังกฤษ หรือทีมชาติ มีอยู่ไม่กี่คนที่จะไปได้ในระดับของฟรานซ์ เบคเคนบราวน์ และแม้ว่า มาราโดนากำลังพิสูจน์ตัวเอง กับโอกาสที่ได้รับ แต่ผลงานในตอนต้น ก็ไม่ได้ดูดีเท่าไรนัก

ในทางกลับกัน ผู้ฝึกสอนที่ประสบความสำเร็จในระดับที่ยอมรับกันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น Phil Jackson ผู้ฝึกสอนที่นำทีมอย่าง Chicago Bulls คว้าแชมป์ ๖ สมัย และ LA Lakers อีก ๓ สมัย Alex Ferguson ผู้นำตัวจริงของทีม Manchester United ที่คว้าแชมป์มาหลายถ้วยจนเลิกนับกันได้แล้ว หรือบรรดาโค้ชนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกส่วนใหญ่ ต่างล้วนแล้วแต่เป็นผู้เล่นในอดีตที่ไม่ได้มีประวัติการเล่นที่โดดเด่นมาก นัก เมื่อเทียบกับผู้เล่นในยุคเดียวกัน ความสามารถในการบริหารคน เป็นคนละเรื่องความเชี่ยวชาญทางเทคนิคจริงๆ

ที่ผมเขียนเรื่องนี้ เนื่องจากผมได้มีโอกาสสัมผัสคนรุ่นใหม่ๆหลายๆคนผ่านจากเว็บไซด์ที่ผมดูแล ผ่านทาง Twitter และช่องทางอินเตอร์เน็ทอื่นๆ ทำให้ได้เห็นแนวทางการดำเนินชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแปลกไปจากที่ผมคุ้นเคยมา ในอดีต เรามักจะคุ้นเคยกับค่านิยมในการทำงานในองค์กรใหญ่ และไต่เต้าไปตามสายงาน หรืออาจจะเปลี่ยนงานบ้าง แต่ก็เป็นการเติบโตไปในอุตสาหกรรมนั้นๆ แต่คนรุ่นใหม่ๆจำนวนไม่น้อย ที่เลือกจะออกมาประกอบธุรกิจของตัวเอง ไม่ได้ไปสมัครงานที่ไหน ไม่ต้องใช้ทรานสคริปท์ หรือใบปริญญาเป็นใบเบิกทาง แต่เลือกที่จะรับงานเอง ทำเป็นอาชีพอิสระ เนื่องจากว่า ช่องทางที่ผมรู้จักคนเหล่านี้เป็นช่องทางของอินเตอร์เน็ท จึงทำให้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่ประกอบวิชาชีพทางด้านอินเตอร์เน็ท ไอที คอมพิวเตอร์ หลายๆคนได้ไปลองทำงานในกรอบขององค์กรมาสักระดับหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ว่า เห็นโอกาสที่ตัวเองก็น่าจะทำได้ ก็อึดอัดที่จะต้องรอกระบวนการตัดสินใจที่ต้องผ่านมาเป็นชั้น ตามธรรมชาติขององค์กร ก็เลยตัดสินใจออกมาประกอบอาชีพอิสระ หรือไม่อย่างนั้น หลายๆคนก็เลือกที่จะทำทั้งสองอย่างพร้อมๆกันไป

รู้จักแล้วนึกชอบ เหมือนกันครับ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเก่งจริง (เพราะไม่อย่างนั้นก็คงไม่รอด) และในขณะเดียวกันก็รู้ด้วยว่า จุดแข็งของตัวเอง (core competency) มีความรับผิดชอบ เพราะไม่อย่างนั้น ก็จะปิดงานไม่ได้ และที่สำคัญ ดูเหมือนว่า ในกลุ่มที่ออกมาทำธุรกิจของตัวเอง พวกเขาค่อนข้างที่จะพอใจที่จะอยู่รวมตัวกันหลวมๆ รับงานเท่าที่ทำได้ และไม่พยายามขยายกิจการให้ใหญ่จนเป็นภาระจนเกินไปนัก ถ้ามีงานที่นอกเหนือจากงานที่ตัวเองถนัด ก็จะไป outsource ต่อกับเพื่อนๆภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่า ซึ่งก็ดูจะเหมาะสมกับงานทางด้านไอทีดี

ไม่ว่าจะเป็นการ เลือกที่รู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม พวกเขาก็ดูเหมือนจะรู้ข้อจำกัดของตัวเองในแง่ที่รู้จักตัวเอง พวกเก่งทางเทคนิคๆมักจะไม่ชอบบริหารงานบุคคล ไม่อยากคิดเรื่องการโปรโมทคนทุกๆปี ไม่อยากคิดเรื่องเงินเรื่องทองมากจนกินเวลาที่พวกเขาอยากจะทำอย่างอื่น ไปๆมาๆ หลายคนเลือกที่จะรับงานแบบพอดีคำ ทำให้อยู่ได้ โดยไม่ต้องรีบขยายตัวมากนัก จะว่าดีก็ใช่ จะว่าน่าเสียดายโอกาส ก็เป็นไปได้ แต่ที่แน่ๆ คนกลุ่มนี้ก้าวข้ามปิรามิดของ Maslow พรวดเดียวไปที่ยอดเลย ไม่ได้ไต่หรือปีนหาความต้องการเป็นขั้นๆ เหมือนคนรุ่นก่อนๆ ที่สำคัญ คนเหล่านี้ (ตั้งแต่ ๒๐ ปีไปจนถึง ๓๐ ต้นๆ) มักจะมีความสามารถหลายทาง ที่ใช้งานทั้งสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา

หลายๆคนคงจะแย้งในใจว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นกับพวกที่อยู่ในวงการไอที แต่ที่ผมเจอด้วยตัวเอง กลับพบว่า พวกนี้หลายๆคนอยู่นอกวงการไอที แต่มองเห็นเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือครับ มีน้องคนหนึ่งร่ำเรียนมาทางด้านบัญชี ชมชอบดนตรีเป็นงานอดิเรก ลองแจกเพลงในอินเตอร์เน็ท เจอคนแนวเดียวกัน เลยรวมตัวเป็นวงดนตรีเฉพาะกิจ งานขายได้ เลยเปิดร้านอาหาร เพื่อรองรับการรวมตัวของพวกเขา และสามารถทำเป็นที่ซ้อมดนตรีได้ด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงในเมืองไทย ลอง search หาวงดนตรีโมโนโทนได้ ผมทั้งได้อ่านและเจอสมาชิกคนหนึ่งของวงแล้ว ทึ่งจริงๆ แล้วก็ยังมีน้องอีกคนหนึ่ง ซึ่งหารายได้เองมาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี ปัจจุบันนี้ ก็ทำงานมา ๒ ปี ทำงานประจำ รับงานอิสระ และเปิดเว็บเอง โดยยังสามารถนำรายได้มาเป็นค่าผ่าตัดตาให้แม่ด้วย เก่งจริงๆ
คนรุ่นใกล้ๆกันนี้ เราจะได้ยิน success story มาหลายคนแล้วจากฝั่งสหรัฐอเมริกา ลองนึกถึง YouTube ในช่วงแรก แม้จะดังเป็นพลุแตก แต่ก็ไม่มีรายได้ที่ชัดเจน อยู่ที่ทำงานเล็ก จำนวนคนนิดๆ เพียงเพื่อให้พออยู่ได้ จนกระทั่ง Google มาซื้อไป จะว่าไปเจ้าของ Google ทั้งสองคน คือ Sergey Brin และ Larry Page ก็เป็นตัวอย่างของคนรุ่นแรกๆของคนกลุ่มนี้ และเห็นไหมครับ ทั้งสองคนยังไปจ้าง Eric Schmidt ซึ่งมีอายุมากกว่าพวกเขาถึง ๑๘ ปี มาบริหารองค์กร เพื่อที่ทั้งสองจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่น่าสนุกกว่าดูงานบริหารบริษัท

จะ ว่าไปแล้ว ผู้ประกอบการรุ่นใหม่เหล่านี้คงเห็นบทเรียนจากยุคดอทคอมแตก เมื่อปี ๒๐๐๐ เลยทำให้ไม่มีใครที่คิดจะแสดงแผนว่าจะขยายตัวให้เป็นเท่าๆตัวในเวลาไม่กี่ปี (กรณีนี้ Google เป็นข้อยกเว้น) ดูแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่า ต้องทำตัวให้เล็ก ให้สามารถอยู่ได้ หรือไม่เช่นนั้น ก็จะรอวันที่องค์กรใหญ่จะมาทาบทามเข้าร่วมกิจการ

หลายๆบริษัทในบ้านเรา ในแวดวงเทคโนโลยี ที่มาทางสายไอที (ไม่ใช่ทางโทรคมนาคม) ก็ออกมาในแนวนี้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นบุกเบิกอย่าง Pantip.com ที่ตามที่ได้ติดตามมา ก็อยู่เล็กๆ ไม่ได้มีแนวโน้มจะขยายใหญ่โตเป็นเท่าๆตัวในเร็ววัน หรือบริษัทซอฟท์แวร์เล็กๆ ระดับไม่เกิน ๑๕ คน รับงานให้พอดีตัว แล้วก็นำเงินมาแบ่งกัน ไม่ต้องโตมากนัก คงคนให้ได้เดิมๆ เพื่อไม่กดดันตัวเองจนเกินไป และแต่ละคนก็เก่งพอที่มีรายได้มากกว่าทางเดียว ดังนั้นถ้าไม่พอ ก็ไปลองหาทางเอาเองก็แล้วกัน ดูเจ้า Twitter ที่โด่งดังไปทั้งโลก มีคนใช้มากมายตั้งแต่เด็กนักเรียน จนถึงระดับผู้นำประเทศทั้งไทยและสหรัฐอเมริกา ก็มีพนักงานแค่ ๓๐ คนเท่านั้นเอง (เท่าที่ได้อ่านมานะครับ)

ผมเองอยู่ในองค์กรใหญ่เป็นส่วนใหญ่ การเดินไปข้างหน้าขององค์กรใหญ่แทบจะทำแบบนี้ไม่ได้เลย เพราะอย่างน้อยๆ พนักงานทุกคนก็คาดหวังจะได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้นทุกปี เมื่อฐานเงินสูงขึ้น ดังนั้นเป้าหมายในการขายก็แทบที่จะเลี่ยงไม่ได้เลย ที่จะต้องตั้งให้สูงขึ้นด้วย กงจักรหรือวงเวียนนี้ เราๆท่านๆคงคุ้นกันดี เห็นแล้วอิจฉาคนเก่งๆรุ่นนี้ไม่ได้ ในขณะเดียวกัน เมื่อเราได้มีโอกาสได้ทำงานกับคนรุ่นนี้ในที่ทำงานของเรา ในกลุ่มที่เป็นพวก High-caliber มา ผมอดทำใจไม่ได้ว่า อีกไม่นาน พวกเขาก็คงไปจากองค์กร คนเหล่านี้มักจะอยู่ไม่นาน มีไม่กี่คนนักที่อยากจะเป็น corporate man

เขียน เรื่องนี้แบบไม่มีข้อสรุปอะไรมาก เป็นเพียงข้อสังเกตที่นำมาเล่าสู่กันฟัง เชื่อว่า ในอดีต คนที่มีลักษณะขบถในสายเลือดแบบนี้ มีให้เห็นทุกยุคทุกสมัย แต่ในโลกอินเตอร์เน็ท เราจะเห็นพวกนี้ได้ง่ายขึ้น พอๆกับพวกนี้ก็มีเวทีแสดงออกมากกว่าแต่ก่อนเยอะมาก ผมชอบที่คุณธนินทร์ เจียรวนนท์เคยกล่าวไว้ว่า ท่านเลือกใช้คนจากความสามารถที่เขามี  ไม่ใช่ใส่เขาไปในกรอบที่เราเขียนไว้ ยิ่งคิด ผมก็ว่ายิ่งจริงนะ หรือคุณว่าอย่างไร

ความเห็น (3)

มารยาทบนอินเตอร์เน็ท

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนกันยายน ๒๕๕๒

จากการที่ได้มีโอกาสจัดรายการ พูดคุยกับบุคคลๆต่างอาชีพหลายๆคน ผ่านทั้งทางพอดคาสท์ Twitter และเว็บบอร์ด ทำให้ผมได้เห็นปรากฏารณ์ทางอินเตอร์เน็ทในปีนี้หลายๆอย่าง จนเกิดความรู้สึกว่า หลายเรื่อง มันเป็นเรื่องใหม่จริงๆ ทีไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติเดิมใ้ห้เป็นพื้นฐาน น่าจะลองบันทึกเก็บไว้ดูบ้าง เผื่อจะสะกิดใจบางท่านให้คิดต่อบ้าง

เรื่องแรกนั้น ที่จริงเป็นเรื่องประเด็นที่เก่าแล้ว แต่พอจะมีเรื่องให้ขยายความได้ ก็คือเรื่องของการ forward mail หลา่ยๆคนคงเคยได้รับนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข่าวที่เป็นลักษณะ

  • “บอกให้ทราบ” (For Your Information) เช่น ผลร้ายจากการรับประทาน … ภาพการทรมาน … หรือ
  • ข่าวการกุศล เช่น การขอบริจาคโลหิตให้กับ… ซึ่งกำลังรออยู่ในห้องไอซียู

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับหมอที่ค่อนข้างมีส่วนร่วมในโลกอินเตอร์เน็ทท่านหนึ่ง ท่านใช้ชื่อในเว็บบอร์ดหลายๆแห่งว่า หมอแมว มักจะเข้าไปตอบคำถามใน Pantip.com ห้องหว้ากอเป็นประจำ

หมอเองก็รู้สึกแปลกๆกับข้อความของเมล์เหล่านี้อยู่เหมือนกัน นอกจากจะพยายามไขข้อข้องใจ และชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว บางครั้งยังถึงขั้นบันทึกเป็นวิดีโอบน YouTube ลองไปดูที่ (http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/03/X7678016/X7678016.html)นะครับ หมอแมวทำการทดลองขึ้นมา เพื่อให้ดูกันว่า เมล์ที่ส่งๆกันมานั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด ตอนที่ผมได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก ผมอดทึ่งไม่ได้ เพราะประสบการณ์ส่วนใหญ่ที่ผมเจอคือ ส่งต่อๆกัน โดยไม่ได้สนใจเลยว่า เนื้อหามีความน่าเชื่อถือขนาดไหน

เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ สมัยก่อน หลายๆคนคงเคยได้รับจดหมายลูกโซ่มาก่อน พอมาพ.ศ.นี้ เรื่องนี้ก็กลายร่างมาเป็น Forward Mails แทน แต่ข้อดีของเทคโนโลยีปัจจุบัน คือ เราสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และสามารถชี้แจงได้ แม้จะเจออีกด้านมืดของอีเมล์ก็คือ เราสามารถส่งต่อได้ง่ายมาก ง่ายกันจนส่งให้เลอะไปหมด โดยไม่ได้ตรวจสอบอะไรกันเลย มารยาทหรือธรรมเนียมปฏิบัติในการส่งต่อเมล์ประเภทนี้สักพักคงจะเข้าที่ เท่าที่สังเกตุดู เมล์ประเภทนี้ลดลงพอสมควร เพราะโปรแกรมหรือบริการอีเมล์หลายๆที่ทำหน้าที่กรองเมล์ในลักษณะแบบนี้ออกไปแล้ว และเชื่อว่า หลายๆคนก็เริ่มเอือม และไม่ส่งต่อๆกันมากเหมือนเมื่อสิบปีที่แล้ว

ที่น่าสังเกตุคือ เมล์ประเภทเรื่องตลกหรือภาพลามกอนาจารดูลดลงไป ถ้าไม่เป็นเพราะส่งกันมากจนเฝือไปแล้ว ก็เป็นเพราะใครๆก็หาดูได้แล้วกระมัง ทั้งนี้เพราะอินเตอร์เน็ทความเร็วสูงเริ่มกลายมาเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานแล้ว ส่วนเมล์ที่ยังนิยมส่งต่อกันอย่างต่อเนื่องยังคงจะเป็นเรื่องข้อมูล ข่าวสาร

แต่ที่ดูจะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ คือการนำเมล์เหล่านี้มากระจายต่อในระดับสื่อใหญ่ แม้ว่าอีเมล์เหล่านี้จะเป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว ในการใช้งานอินเตอร์เน็ืทและอีเมล์ทั่วๆไป แต่ความกดดันในการนำเสนอข่าวสารที่เริ่มซ้ำๆกันของสื่อเดิมๆ การลดต้นทุนการทำข่าว โดยการนำข่าวจากสื่ออื่นมาแทน เช่น รายการวิทยุหรือโทรทัศน์ที่มีการอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ ต้นทุนจากการซื้อข่าวจากแหล่งต่างประเทศที่สูง น่าจะทำให้น้ำหนักของ”เร็ว”และ”ใหม่” จะมีมากกว่า “จริง”และ”ตรวจสอบได้” ทำให้เราได้เห็นการนำ forward mails เหล่านี้มาอยู่บนพื้นที่ข่าวของสื่อใหญ่มากขึ้น

ที่น่าตกใจคือ เมื่อสื่อที่ทำหน้าที่ในเวทีใหญ่มีข้อผิดพลาด (เช่น กรณีไข่ปลอม เมื่อเดือนก่อน) เราจะไม่เห็นสื่อด้วยกันทำหน้าที่ตรวจสอบซึ่งกันและกัน เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว ผมสังเกตุเห็นตั้งแต่ก่อนยุคอินเตอร์เน็ทแล้ว ผมยังจำเหตุการณ์ เมื่อสมัยที่มีการจัดงานระดับชาติที่หอศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต เมื่อประมาณ ๙ ปีที่แล้วได้ มีการแจกคูปองรับประทานอาหารพิเศษให้กับกลุ่มบุคคลากรที่จำเป็นต้องประจำอยู่ที่นั่นหลายๆวัน ปรากฏว่า มีผู้ได้รับแจกคูปองดังกล่าวนำไปแลกเบียร์กระป๋องที่มีอยู่ในงาน โดยยอมแลกคูปองทั้งหมด เพื่อให้ได้เบียร์และยอมออกไปรับประทานอาหารข้างนอกแทน เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ก็มีเสียงถามหากันว่า เป็นใคร เป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานไหน แต่ต่อมาพบว่า เป็นการกระทำของผู้สื่อข่าวรายหนึ่ง เรื่องนี้ก็เงียบไปจากสื่ออย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบว่า เป็นใคร สำนักไหน ซึ่งในทางกลับกัน เมื่อดาราหรือนักแสดงท่านใดโดนจับโกหกได้ ก็จะโดนเล่นข่าวกันให้อายไปเลย

นานๆที เราจึงจะเห็นกรณีที่สื่อด้วยกัน วิจารณ์กันเอง ล่าสุดเท่าที่พอจะจำกันได้ คงจะเป็นกรณีลงรูปภาพจากเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการตกแต่งทางดิจิตอลขึ้น นำมาลงหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง จนสื่อด้วยกันต้องออกมาประนาม เพราะเป็นการบิดเบือนภาพข่าวอย่างชัดเจน และเป็นเรื่องที่ล่อแหลมต่อความมั่นคงด้วย

ในโลกของอินเตอร์เน็ทที่ใครก็สามารถเขียนข่าวได้ ส่งต่อข้อมูลได้ ไม่มากก็น้อย สื่อใหญ่นอกจากจะต้องแข่งขันให้เป็นที่สนใจอยู่เสมอแล้ว ยังต้องได้รับการตรวจสอบด้วย เนื่องจากภาษาไทยเป็นภาษาที่ีมีการใช้อยู่ในประเทศเราเท่านั้น ทำให้การตรวจสอบอยู่ในวงจำกัด แต่เรื่องนี้ต้องดูกันยาวๆครับ การนำ Forward Mail มาขยายความในสื่อใหญ่ สามารถทำได้ ทั้งในรูปแบบของการเล่นข่าว (และแก้ตัวกันเนียนๆว่า เพื่อเป็นการชี้แจงข่าวลือ) หรือเป็นเจตนาดีก็ได้ ลองดูตัวอย่างจากหมอแมวก็ได้ครับ การกระทำของหมอแมว เป็นเรื่องน่ายกย่อง และน่าจะเป็นตัวอย่างให้หลายๆคนดูเป็นตัวอย่าง รวมทั้งสื่อกระแสหลักด้วย

เรื่องใหม่อีกเรื่องหนึ่ง(อย่างน้อย ก็สำหรับผม) คือการอ้างอิง หรือ การนำบทความหรือข้อมูลของผู้อื่นไปใช้ โดยไม่ได้ลงที่มา เรื่องนี้เห็นกันมากมาย เปิดเว็บบอร์ดระดับชาติอย่าง Pantip.com เมื่อไร โอกาสที่จะเจอเรื่องพวกนี้ในกระทู้แนะนำมีมากกว่าครึ่ง ที่ผมติดใจกว่า คือการที่มีผู้นำบทความ หรือข้อมูลไปใช้ โดยบอกที่มาแล้ว แต่เจ้าของก็ยังไม่พอใจอยู่ดีนี่สิ เรื่องนี้สิน่าคิด

Blogger หรือคนที่เขียน Blog หลายๆคนมีรายได้จากการขายแบนเนอร์ที่หน้าเว็บโดยตรง ดังนั้นปริมาณ Traffic ที่วิ่งมาที่เว็บเป็นสิ่งที่เจ้าของเว็บเหล่านี้ ให้ความสำคัญมาก ถ้าเว็บอื่นๆมานำข้อมูลไปใช้ แม้จะให้เครดิตไว้เต็มที่ แต่ก็เป็นการแบ่ง traffic จากเจ้าของข้อมูลเดิมไป จริงอยู่ว่า เจ้าของเนื้อหาสามารถนำลิขสิทธิ์มาคลุมไว้ได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การหยิบยืมเพลง ภาพ เสียง ในสื่อเดิมๆอย่างโทรทัศน์ วิทยุ นั้น ถือว่าการให้เครดิตว่า เพลง ภาพ และเสียงนี้มาจากไหน ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่พอรับได้ (ในกรณีที่ใช้ไม่มาก หรือไม่ได้เป็นเนื้อหาหลัก)

แต่ในโลกอินเตอร์เน็ทนั้น traffic วัดกันชัดเจนมาก บอกได้ทุกอย่างทั้งที่มาของแต่ละคลิก บอกได้ด้วยว่ามาจากที่ไหน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ Blogger หลายๆรายให้ความสำคัญ ดังนั้นการนำข้อมูลไปใช้ ควรจะ”ขอก่อนทำ” มากกว่าที่จะเป็น “โดนจับแล้วค่อยบอก”

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมเองก็ไม่เคยนึกว่าจะเป็นประเด็น คือการใช้งานที่เป็นการรายงานสด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการใหม่ๆอย่าง Twitter ซึ่งเป็นการโพสท์ข้อความสั้น ไม่เกิน ๑๔๐ ตัวอักษร ถ้าเราสนใจอยากอ่านของใคร ก็ไปตาม “Follow” คนคนนั้น เราก็จะได้อ่านสิ่งที่เขาหรือเธอเขียนได้ทันทีที่มีข้อความใหม่ คนดังระดับโลกคนแรกๆที่ผมพอจะนึกออก คือวุฒิสมาชิก Barack Obama (ตำแหน่ง ณ เวลานั้น) ที่หันมาใช้บริการพวก Social Media ทั้งหลาย เพื่อสื่อข้อมูลออกไปให้กว้างที่สุด และทีมงานของเขาก็เลือกใช้ Twitter เพื่อแจ้งกำหนดการเดินทาง กำหนดการปราศัยตามเมืองต่างๆ การใช้ Twitter นี้สนุกมาก ถ้าเราตามคนหลายๆคน เราจะได้เห็นความคิดที่แตกต่างกันหลายๆแนว และวัดอุณหภูมิความร้อนแรงของเรื่องต่างในสังคมได้เป็นอย่างดี

การใช้งาน Twitter อย่างหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก คือการรายงานข่าว หรือรายงานสด ไม่ว่าจะเป็นรายงานบรรยากาศคอนเสิร์ต การแถลงข่าว บรรยากาศการทานข้าวในหมู่เพื่อนฝูง หรือแสดงความคิดเห็นต่อรายการโทรทัศน์ที่ตัวเองกำลังดูอยู่ จะเป็นรายการละครโทรทัศน์ หรือการสัมภาษณ์ก็ได้

ที่ผมพบว่า เป็นประเด็น คือมีเหตุการณ์รายงานการแถลงข่าวของสินค้าใหม่ที่กำลังจะเข้ามาในเมืองไทย มีคนสนใจติดตามหลายคนว่า ผู้นำเข้าจะขายเมื่อไร ที่ราคาเท่าไร ก็ให้มี Blogger ท่านหนึ่ง ไปร่วมงานแถลงข่าว ทำหน้าที่รายงานข่าวนี้ทาง Twitter ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาแฟนๆสินค้ายี่ห้อนี้มาก เมื่อการแถลงข่าวเสร็จสิ้นลง ก็มีผู้ที่ติดตามข่าวท่านหนึ่ง นำข้อมูลจาก Twitter ทั้งหมด ไปสรุปเป็นเนื้อหาและนำไปโพสท์ที่เว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง ในเวลาอันรวดเร็ว โดยบอกที่มาว่า มาจากเว็บของ Blogger ท่านที่ส่ง Twitter มานี่เอง สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตาม Twitter ของ Blogger ท่านนี้ ก็สามารถอ่านข่าวได้ และก็เห็นเครดิตของ Blogger ท่านนี้ด้วย ทุกอย่างน่าจะไปด้วยดี แต่…

เมื่อ Blogger ท่านที่ส่งข้อความ Twitter นั้นมาเห็นข่าวในเว็บบอร์ดนี้เข้า ก็เกิดอารมณ์ไม่พอใจอย่างมาก เพราะการที่ท่านนี้ออกไปทำข่าว ก็เพื่อกลับมาทำเป็นข่าวที่ Blog ของตัวเอง แต่เมื่อมีคนนำข้อมูลทั้งหมดไปสรุปแล้ว ข่าวที่จะเขียนก็หมดความใหม่ไปโดยทันที เพราะมีคนนำไปเขียนแล้ว

เรื่องนี้จบลงด้วยดีครับ เมื่อผู้ที่นำข่าวไปสรุปท่านนั้นมาเห็นเข้า ก็รีบไปโพสท์ขอโทษและแสดงความบริสุทธิ์ใจทันที ไม่ได้มีเจตนาจะชุบมือเปิบแต่อย่างใด และเจ้าตัว Blogger เองที่เป็นเจ้าของข่าว ก็ใจกว้างพอที่จะจบเรื่องนี้ไป เมื่อได้เห็นการแสดงความเป็นสุภาพบุรุษของผู้สรุปข่าว

สำหรับผม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ เมื่อก่อนนี้ เราอ่านข่าวผ่านสื่อเดิมๆกันมา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือ โทรทัศน์ ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นการส่งนักข่าวอาชีพออกไปเก็บข่าวกันมาทั้งนั้น พอมาเดี๋ยวนี้ เรื่องเฉพาะทางมากๆ ก็จะมีผู้สนใจเรื่องนั้นๆทำหน้าที่เป็นสื่อเองโดยปริยาย ทำให้เกิดการเรียนรู้มารยาทใหม่กันไปในตัว จะว่าไป การที่รายการโทรทัศน์นำหนังสือพิมพ์มาอ่านออกอากาศให้ฟัง ก็ไม่ต่างจากเรื่องนี้มากเท่าไร แต่ก็เหมือนจะพึ่งกันอยู่ในที รายการโทรทัศน์บ้านเราส่วนใหญ่เมื่อออกอากาศแล้ว ก็จบกันไป ไม่มีโอกาสให้ได้ดูทางอินเตอร์เน็ทอย่างเป็นทางการมากนัก ทำให้คนที่อยากรู้ต่อ ก็ต้องไปหาอ่านเอาเองจากข้างนอกเอง

แต่ถ้าทุกอย่างอยู่บนอินเตอร์เน็ทหมด เรื่องพวกนี้คงต้องระมัดระวังกันมากขึ้น

เรื่องเดิมๆที่นักเขียน Blog หลายๆคนน่าจะทำใจได้แล้ว คือ

  • การที่โดนผู้อื่นลอกผลงานเขียน ไปเป็นของตัวเอง
  • การส่งต่อไปบทความใน Blog ไปเป็น Forward Mail โดยไม่แจ้งที่มา
  • การนำรูปถ่ายไปใช้ โดยไม่ได้รับอนุญาติ

ตัวอย่างข้างต้นเป็นเรื่องที่ผมเข้าใจว่า ทุกคนทำใจกันไปนานแล้ว แม้จะยอมรับไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้มีทางที่จะไปป้องกันอะไรได้มากนัก ในเวลานี้ แต่ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมก็เห็นมันมักจะกลับมาแสดงผลเกือบทุกครั้ง จากแวดวงของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ทกันเองนี่แหละ ที่มักจะช่วยกันจับผู้ร้ายบนคีย์บอร์ดได้ทุกครั้ง แม้ในบางครั้งจะกินเวลาเป็นปีๆก็ตาม

หวังว่า บทความนี้พอจะเปิดประเด็นให้กลับไปคิดกันบ้างนะครับ สวัสดีครับ

ความเห็น (2)

Charlie Wilson’s War

หนังบางเรื่อง เพลงบางเพลง หนังสือบางเล่ม แม้ไม่ได้ดู ไม่ได้ฟัง ไม่ได้อ่าน แต่เรามักจะมีความรู้สึกคุ้นเคย เพราะเป็นที่กล่าวขวัญอยู่เนืองๆ แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน เรื่องเหล่านี้ก็ยังกลับมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ จนในที่สุด เราก็อดไปหามาเสพจนไม่ได้ เพื่อให้ได้รู้ว่า มันมีอะไรนักหนา

หนังที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนี้ เท่าที่นึกออก คือเรื่อง The God Father เพราะเป็นหนังที่มีหนังเรื่องอื่นๆอ้างอิงอยู่เรื่อย พอๆกับโดนล้อเลียนอยู่บ่อย Citizen Kane, Casablanca ก็เช่นกัน ดูแล้ว ก็ทึ่ง ทั้งๆที่อ่านคำวิจารณ์มาแล้วจนพรุน ที่ชอบที่สุดคือ Rashomon เพราะว่าแก่นของเรื่องเป็นสิ่งที่เจออยู่เป็นประจำ

เพลงอย่าง Bohemian Rhapsody (Queen), Imagine (John Lennon) หรือ Blowing in the Wind (Bob Dylan) ก็เช่นกัน ฟังมากี่ที ก็ยังมีความรู้สึกว่า สมดังคำร่ำลือจริงๆ

เรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกสงสัยมานานมากแล้ว คือเรื่องของอัฟกานิสถาน อ่านนิยายในแนว Political Thriller หลายๆเล่มแล้ว มักจะมีเรื่องสงครามในอัฟกานิสถานเป็นพื้นหลังอยู่เนืองๆ อ่านแล้วก็สงสัยว่า เรื่องนี้มีพื้นหลังอย่างไร จากนั้น พอมีข่าวเรื่องเหตุการณ์ขับเครื่องบินชนตึก WTC ข่าวไล่ล่า Osama Bin Laden แล้วก็ยิ่งน่าทึ่งใหญ่ เพราะอ่านไปอ่านมา เรื่องพวกนี้ ร้อยเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันด้วย สงสัยจริงๆ

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ผมได้ยินชื่อหนัง Charlie Wilson’s War ครั้งแรกจากที่ไหน แต่จำได้ว่า ชื่อเรื่องค่อนข้างสะดุดหู ถ้าจำไม่ผิด ดูจะเป็นการเขียนถึงหนังเรื่องนี้ในแง่ว่า ไม่ประสบผลสำเร็จในแง่รายได้เท่าไรนัก ทั้งๆที่ใช้นักแสดงระดับแม่เหล็ก อย่าง Tom Hanks, Julia Roberts และ Philip Seymour Hoffman และที่สำคัญ สร้างจากเรื่องจริง พอได้อ่านเรื่องย่อ ยิ่งทำให้ผมทึ่งเข้าไปใหญ่ เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องจริงแล้ว มันยังเป็นหนังสือมาก่อน และมันยังเกี่ยวข้องกับ Afghanistan เสียด้วยสิ แต่ก็ไม่ได้ไปหามาดู จนกระทั่งเมื่อต้องเลือกหนังสือสักเล่มมาฟัง เพราะต้องใช้เครดิตที่สมัครไว้กับ Audible ทำให้ผมต้องมาหาหนังสืออ่าน (ตกลงว่า มันเป็นการอ่าน หรือเป็นการฟังกันแน่นะเนี่ย) แล้วก็มาเจอหนังสือเล่มนี้เข้าให้ ทำใจอยู่นานว่า จะเลือกดีไหม เพราะเป็น audiobook ที่ยาวมาก นานถึง ๒๐ ชั่วโมง แต่ก็คิดว่า ถ้าไม่ได้ฟัง ก็คงไม่ไปหามาอ่านเหมือนกัน เพราะน่าจะหนาเกินแบกไปไหนต่อไหน ว่าแล้วก็เลือกมา

ไม่ผิดหวังครับ

คนเขียนหนังสือเรื่องนี้ ชื่อคุณ George Crile ครับ เขาเป็นนักข่าวในรายการสารคดีข่าว 60 Minutes ที่ลือลั่นมานานของสหรัฐอเมริกา เขาได้ไปทำข่าว อัฟกานิสถาน (ในช่วงประมาณค.ศ. ๑๙๘๖ ถึง ๑๙๘๘) ก็เลยทำให้ได้รู้จักคุณ Charlie Wilson และได้รับทราบเรื่องราวหลายๆเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปไห้ในสังคมการเมืืองสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งมีเหตุการณ์  ๙/๑๑ ที่ตึก World Trade Center แกก็เลยรวบรวมข้อมูลทั้งหมด พร้อมทั้งร้อยเรื่องราวให้ต่อเนื่องกัน และทำเป็นหนังสือออกมา เมื่อปี  ๒๕๔๖ นี่เอง

คุณ Charlie Wilson เป็นสมาชิกสภา (Congressman) ของสหรัฐฯครับ ปัจจุบันนี้ (ปี ๒๕๕๒) ยังมีชีวิตอยู่ อายุ ๗๖ ปีแล้ว แต่วางมือจากการเมืองไปนานแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ เป็นผู้ที่มีบทบาทสูงมากในการบริหารงบลับ เพื่อใช้ในการสนับสนุนภารกิจปฏิบัติงานของ CIA

จากในหนังสือ เขามาตัดเข้าเรื่องถึงรัสเซียเข้ายึดอัฟกานิสถานเลย โดยไม่อารัมภบทมากนักว่า ทำไมถึงโดนยึด ซึ่งแม้จะขัดใจผมนิดหน่อย แต่ก็ดีเหมือนกัน ไม่ยืดเยื้อดี มีการเล่าแรงบันดาลใจของคุณ Charlie ว่า ทำไมถึงอยากเข้าไปช่วยพวกกบฏมูจาฮิดีน ซึ่งลุกขึ้นมาต่อต้านการเข้ายึดของรัสเซียด้วยปฏิบัติการกองโจร โดยปูพื้นฐานการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน จนมาทำงานการเมือง และได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองสากล

อยากจะรวบรัดให้สั้นๆไว้ตรงนี้ว่า สงครามในอัฟกานิสถานนั้น มาสิ้นสุดประมาณปี ๒๕๓๒ โดยก่อนหน้านั้นประมาณสิบปี (๒๕๒๒) ทางรัสเซียไ้ด้ส่งกองกำลังเข้าไปยึดไว้ โดยมีกองกำลังพื้นเมือง (กลุ่มมูจาฮิดีน)ต่อต้าน โดยได้รับการสนับสนุนเบื้องหลัง(โดยไม่เปิดเผยตัว)จากปากีสถานและหน่วยงาน CIA

ที่น่าแปลกคือ การสนับสนุนของ CIA ครั้งนี้เป็นการสนับสนุนโดยผ่านงบลับจากสภาสูงในสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวของของอิหร่าน คอนทรา โดยที่สื่อมัวไปเล่นเรื่องอิหร่าน คอนทรา (ซึ่งพัวพันไปถึงประธานาธิบดีในขณะนั้น คือคุณ Ronald Reagan) ทำให้ไม่ได้เข้ามาคุ้ยเขี่ยเรื่องของอัฟกานิสถาน (ซึ่งเป็นการดำเนินการในส่วนของสภา ทั้งๆที่ไม่น่าจะใช่หน้าที่หลักของสภา ควรมีหน้าที่ในการคุมงบและตรวจสอบเท่านั้น) และงบที่ว่านี้ เป็นงบที่ได้รับอนุมัติติดต่อกันมาหลายปี จนในที่สุด ก็เป็นโครงการของ CIA ที่ได้รับการช่วยเหลือมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อตั้ง CIA มา โดยเริ่มต้นจากปีละ ๕ ล้านเหรียญ มาเป็นปีละ ๕๐๐ ล้านเหรียญ จากงบลับของสหรัฐ และนอกจากนี้ กลุ่มกบฏผู้ต่อต้านนี้ ยังได้รับเงินสนับสนุนที่จำนวนที่เท่ากัน(กับที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐฯ) โดยได้มาจากเจ้าชายของซาอุดี อาระเบีย (ทั้งนี้ เนื่องจากสถานะการณ์ของสงครามเย็น ทำให้เพื่อนบ้านพลอยกลัวการบุกของรัสเซียไปด้วย)

ทั้งการผ่านงบ การประสานงานกับ CIA รวมถึงความช่วยเหลือจากซาอุฯ Egypt และปากีสถาน ล้วนเกิดจากการประสานงานและดำเนินงานของ Charlie Wilson จนทำให้เกิดเป็นชื่อของหนังสือเล่มนี้ เพราะเขาเป็นคนมีส่วนอย่างมากในการสนับสนุนการต่อสู้ในอัฟกานิสถาน จนกระทั่งทางรัสเซียต้องถอยออกไปในที่สุด และจากนั้นไม่นาน สงครามเย็นก็ล่มสลาย เพราะรัสเซียไม่สามารถแบกภาระทางการเงินในการช่วยเหลือทางทหารได้อีกต่อไป สหภาพโซเวียต (USSR) แตกออกเป็นหลายๆประเทศ ตลอดจนถึงการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน

ถ้าตัดประเด็นที่ีมาของการไหลเวียนงบประมาณทิ้งไป เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีของรัฐบาลสหรัฐฯ (แม้่จะเป็นการดำเนินการของสมาชิกสภาพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นก็ตาม) ที่สามารถต่อสู้ในยุคของสงครามเย็นมาได้ แต่เรื่องนี้ไม่ได้จบดีเท่าไรนัก เมื่อกองทัพรัสเซียถอยทหารออกไป (เท่ากับยอมแพ้ โดยปริยาย) แต่ปรากฏว่า รัฐบาลสหรัฐฯในเวลานั้น ไม่ได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือต่อ รวมทั้งการเคลื่อนไหวในสภาโดย Charlie เอง ก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าในช่วงแรก ไม่มีการจัดระเบียบการปกครอง ปล่อยให้อัฟกาสิสถานเป็นรัฐอิสระ ที่ไม่มีผู้นำอย่างเป็นทางการ เกิดสงครามกลางเมือง เป็นการแย่งชิงแผ่นดิน โดยกองกำลังกองโจร และทำให้สถานการณ์โดยรวมของประเทศตกลงไปอีก และหนึ่งในผู้เคลื่อนไหวของกลุ่มมูจาฮีดีนนี้ คือ Osama Bin Laden ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวในภายหลัง จนเหตุการณ์บานปลายกลายเป็นเหตุการณ์เครื่องบินชนตึก WTC ในที่สุด

Charlie Wilson เองก็ยังออกมาบ่นๆในตอนท้ายของการปฏิบัติการทั้งหมดนี้ว่า เราทำดีมาเกือบหมดแล้ว แต่ดันทำพังในตอนท้าย ทั้งหมดนี้ ผู้เขียนหนังสือเลือกที่จะนำการเคลื่อนไหวของ Charlie Wilson เป็นตัวเดินเรื่อง โดยให้ภาพทั้ง ๒ ด้านของเขา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการดื่ม การเที่ยว พื้นฐานการศึกษา แนวทางการเมือง และข่าวฉาวทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับเขาตลอดยุค ๘๐ เท่าที่ผมสามารถสัมผัสได้ ผู้เขียนเองก็พยายามไปสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องหลายๆคน ในแง่ว่า นอกจากอุดมการณ์ทางการเมือง (ที่ต้องการตีรัสเซีย)แล้ว Charlie เองได้ผลตอบแทนอย่างอื่น นอกจากเรื่องการเที่ยว อภิสิทธิ์ และการยอมรับทางสังคม หรือไม่ พูดง่ายๆว่า ได้รับเงินจากการเคลื่อนไหวดังกล่าวหรือไม่ ก็ไม่ปรากฏว่า มีหลักฐานใดบ่งบอกว่า จะมีเหตุการณ์ดังกล่าว อ่านแล้วมันก็แปลกดี สมกับที่ตั้งชื่อเป็น Charlie Wilson’s War จริงๆ

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุด สำหรับผม คือการที่มีหนังสือเล่มนี้ออกมาวางขายได้ และมีคนนำไปทำเป็นหนังด้วย พฤติกรรมของ Charlie Wilson ในหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องจริงที่มีหลักฐานยืนยัน ทั้งเรื่องในสภาและเรื่องส่วนตัว

ในส่วนของการทำงานในสภานั้น เราจะได้รับทราบขั้นตอนการทำงาน และขั้นตอนการ”ลัด”งาน การหาช่องทางในการบริหารงบประมาณของประเทศ หลายเรื่องไม่ใช่เป็นตัวอย่างที่ดีนัก และบางเรื่องก็ส่งภาพลบให้กับการเมืองสหรัฐฯ ซึ่งแม้เราจะเห็นอยู่เนืองๆในหนังหลายๆเรื่อง แต่หนังสือเล่มนี้ เขียนจากเรื่องจริง เป็นการตีแผ่โดยตรง แต่ทำไมการเมืองของบ้านเมืองเขา ถึงยอมให้มีหนังสือแบบนี้ออกมาได้

ถ้ามาย้อนมองดูบ้านเราบ้าง ผมเชื่อว่า เรามีเรื่องที่น่าสนใจในอดีตมากมาย ที่สามารถนำมาเขียนเป็นเล่มๆได้ แต่เนื่องจากวัฒนธรรม และนิสัยของคนไทยเรากระมัง ทำให้ไม่มีใครอยากเขียนเรื่องพวกนี้มากนัก นอกจากจะเป็นนักข่าวต่างชาติ หรือไม่ก็ต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษไปเลย เพื่อลดความรุนแรงทางตรงออกไป ยิ่งถ้าเป้นเรื่องคล้ายๆ Charlie Wilson’s War ที่เป็นเรื่องการเมือง และการทหารด้วยแล้ว ชาตินี้เราคงไม่ได้เห็นพลเรือนคนไหนกล้าเขียนเรื่องพวกนี้ ที่ดูจะออกมาได้ใกล้เคียงสุด ก็เป็นงานเขียนของเสธ์ฯ แดง ซึ่งก็เขียนโดยทหารเอง แต่ก็เป็นงานเขียนที่ออกมาในแนว”ถ่ายทอดบทพูด” มากกว่าจะเป็นงานเขียนในเชิงสารคดี ที่ต้องมีแหล่งข้อมูลอ้างอิง

อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ผมรู้สึกสว่างขึ้นเยอะ ทั้งเรื่องอัฟกานิสถาน สงครามเย็น จนถึง Osama Bin Laden ตอนนี้ที่อยากอ่านกว่า คืองานเขียนของไทยในแนวนี้บ้าง “ลับ ลวง พราง” ของคุณวาสนา นาน่วม น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี น่าจะเป็นเรื่องถัดไปที่ผมน่าจะไปหามาอ่าน เสียดายคุณวาสนาไม่ได้ทำเป็น audiobook ซึ่งน่าจะเป็นงานทดลองที่น่าสนุกเหมือนกันนะ

ต้องขอออกตัวก่อนจริงๆว่า ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ที่อ่านเล่มนี้ ก็เพราะอยากรู้เนื้อหาที่เป็นพื้นฐาน เพื่อจะได้ไปอ่านหนังสือเล่มอื่นๆต่อไป สำหรับคนที่สนใจนะครับ แนะนำให้อ่านจากหนังสือ เพราะผมให้บังเอิญได้ดูหนังเรื่องนี้ ๓๐ นาทีสุดท้าย เลยทำให้ไม่แนะนำให้ดูหนังครับ เพราะตัวหนังใส่ความเป็น drama เยอะมากไป ตัวละครที่ Julia Roberts เล่นนั้น ในหนังสือ เธอมีบทบาทสูงแค่ในช่วงครึ่งแรกเท่านั้นเอง แต่เมื่อมาเป็นหนัง ก็เลยต้องทำให้ดูมีบทบาทขึ้น และทำให้เนื้อเรื่องโดยรวมอ่อนไปเลย น่าจะทำหนังออกมาในแนวของ Michael Moore มากกว่า หรือไม่ก็เป็นแบบ All the President’s Men ก็ได้ น่าจะได้ผลที่ดีกว่า

ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ

ความเห็น (1)

๒๐. สอนทำพอดคาสท์

ผมเคยได้รับเชิญให้ไปพูดเรื่องพอดคาสท์มา ๓ ครั้ง ประกอบกับทางนิตยสาร Go Training เองก็อยากจัดกิจกรรมขึ้น ก็เลยตกลงจัดงานกัน เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๒ ทั้งนี้เนื่องในโอกาสครบรอบ ๓ ปีที่ทำมาด้วย เมื่องานผ่านไปด้วยดี ผมก็อยากรวบรวมบทสรุปให้กับตัวเองว่า ถ้ามีต่อๆไปอีก ควรจะเตรียมการอย่างไรบ้าง

หัวข้อต่างๆในงานวันที่ ๒๓ สิงหา เป็นการกำหนดโดยผมเอง นึกขึ้นมาจากประสบการณ์ น่าจะเป็นเรื่องที่คนสนใจอยากทำ น่าจะอยากฟัง จากนั้นก็ค่อยคิดว่าจะหาใครมาช่วยพูด โดยมีข้อกำหนดหลักๆในใจคือ ต้องรู้จริงและไม่คิดค่าตัว (อันหลังนี่ เป็นเพราะเราก็ไม่มีเงินจะให้ใครเหมือนกัน) ผมได้หัวข้อมาทั้งหมด ๖ หัวข้อ คือ

  1. แนะนำ podcast และ ภาพรวมกระบวนการในการผลิต podcast
  2. การทำ production ด้านเสียง
  3. การทำ production ด้าน video
  4. การทำ web production
  5. ความรู้เบื้องต้นด้านลิขสิทธิ์ และกฏหมายที่เกี่ยวข้อง
  6. บทเรียนและ FAQ

หัวข้อที่ ๑ และ ๖ นั้น ผมสามารถทำได้เอง แต่หัวข้อ ๒, ๓, ๔ และ ๕ นั้น มีหลายคนที่เชี่ยวชาญกว่าผมมากนัก ก็เลยถือโอกาสสร้างความสัมพันธ์โดยเชิญหลายๆคนที่ผมมั่นใจว่า รู้จริงแน่ๆมาพูด เพื่อที่เราเองก็จะได้รู้ไปด้วย

สิ่งที่ประทับใจเป็นอย่างแรก ก็คือ ทุกคนตอบรับมาอย่างดี ไม่มีอิดเอื้อน เพียงแต่ขอให้ยืนยันวันและเวลามาให้ได้เท่านั้นเอง ซึ่งอันนี้ ก็ต้องขอบคุณทางนิตยสาร Go Training ที่เป็นธุระในการติดต่อสถานที่ ซึ่งก็ได้รับความเอื้อเฟื้ออย่างดีจากทางโตโยต้า และนอกจากนี้ ทางคนรู้จักในแวดวงของ Go Training ยังเอื้อเฟื้อให้อีกที่หนึ่งเผื่อเลือกเอาไว้ ซึ่งแม้เราไม่ได้ใช้ ก็ต้องขอขอบคุณกันไปด้วย

เนื่องจากหลายๆคนที่มาพูดในวันนั้น เคยผ่านงาน camp ต่างๆมาแล้ว ดังนั้น ผมไม่ค่อยห่วงเรื่องการพูดมากนัก อย่างไรก็ดี ทาง Go Training ก็ขอให้มีการจัดการประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจให้ตรงกันก่อนล่วงหน้า ๑ อาทิตย์ ซึ่งปรากฏว่า มีตัวแทนมาครบจากทุกหัวข้อในการพูด น่าทึ่งมากๆ

Audience at the Changkhui Podcast Seminar

Audience at the Changkhui Podcast Seminar

เมื่อถึงวันจริง แม้จะมีคนลงชื่อที่หน้าเว็บช่างคุยประมาณ ๕๕ คน ผมก็ทำใจว่า น่ามีคนมาทั้งหมด รวมคนจัดด้วย ไม่เกิน ๕๐ คน แต่ก็ค่อนข้างผิดคาด มีคนเกิน ๘๐ คนด้วยซ้ำ หลายๆคนบอกว่าเป็นร้อย

สิ่งแรกในการผลิตพอดคาสท์ที่ทุกคนต้องเจอไม่ว่าจะเป็นการทำรายการเสียงหรือวิดีโอ คือเรื่องการบันทึกเสียง ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เสียง (audio) มีรายละเอียดมากกว่าที่ผมเคยคิดไว้มาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไมค์ การวางไมค์ โปรแกรมในการบันทึก เทคนิคในการบันทึก ทางเลือกในการบันทึกนอกสถานที่ ปัญหาที่ต้องเจอเมื่อบันทึกเสียงผ่าน VoIP เช่น Skype เสียง feedback ที่เราไม่ได้ยินขณะบันทึกเสียง การสำคัญของเสียงในการบันทึกวิดีโอ การมอนิเตอร์เสียงเมื่อบันทึกวิดีโอ ทั้งหมดนี้ ผมมาพบบทเรียนราคาแพงหลายๆครั้ง ดังนั้นผมจึงให้ความสำคัญของเสียงค่อนข้างมาก ในบรรดาคนรู้จักในแวดวงคนฟังรายการช่างคุย ผมรู้จักน้องๆสามท่านที่ทำงานในสาขานี้ และพร้อมที่จะช่วยทุกครั้งที่โทรไปหา เนื่องจากวิทย์ (Polypink.com) และ Phz (Passionsound.com) เป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว ก็เลยเป็นเรื่องง่ายที่ผมจะขอให้ทั้งคู่มาทำหน้าที่ในการบรรยายในหัวข้อนี้ ผมค่อนข้างที่จะชอบฟังการพูดที่่มีคนช่วยกันพูดสองคนขึ้นไปมากกว่าคนเดียว ด้วยหลายๆเหตุผล ก็เลยค่อนข้างตรงใจ แต่ที่ไม่ทราบมาก่อนเลย คือคู่นี้เคยขึ้นเวทีด้วยกันมาหลายครั้งแล้ว

และทั้งคู่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง คนที่รู้จริง ต่อให้ทักษะในการเล่าเรื่องไม่มากนัก แต่ก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้ในแบบที่คนฟังทั่วๆไป ทราบได้ว่าเป็นตัวจริง หัวข้อที่ทั้งสองคนเลือกมาพูด ค่อนข้างตรงใจผม แต่เนื่องจากเวลาที่เริ่มสาย (เพราะเมื่อเวลา ๙ โมงตรง ยังมีคนมาไม่มากนัก ทำให้เริ่มช้าไปประมาณ ๑๕ นาที) ทำให้ผมจำเป็นต้องเลือกตัดส่วนของการสาธิตการบันทึกเสียงออกไป ทั้งๆที่ทั้งสองคนเตรียมมาอย่างดี และแจ้งให้ผมทราบก่อนแล้ว (เอาไว้ เรามาทำเป็นวิดีโอพอดคาสท์สอนก็แล้วกันนะ)

หัวข้อถัดมา เป็นหัวข้อที่เราจำเป็นต้องเลื่อนขึ้นมาเป็น ๑๑ โมงเช้า เพราะยุ้ย (Fringer.org)คนดัง มีเหตุให้ต้องไปงานเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ของเธอ ที่สยามพารากอนในตอนบ่าย ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร

เนื้อหาด้านกฏหมาย ลิขสิทธิ์ และ creative common เป็นเรื่องที่หลายๆคนในเมืองไทยมองข้าม แต่เนื่องจากสื่อในอินเตอร์เน็ทเป็นสื่อนานาชาติ โดยสภาพ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังและเสริมสร้างค่านิยมให้หลายๆคนได้รับทราบไว้ ผมเองก็ยอมรับว่า ไม่ได้ศึกษาเรื่องราวเหล่านี้มากนัก แต่ให้ความระมัดระวังโดยตลอด และเนื่องจากรับฟังพอดคาสท์จากต่างประเทศอยู่ตลอด ทำให้พอเห็นข้อพึงระวังอยู่ เมื่อจัดงานนี้ขึ้นมา หัวข้อนี้ผมมีตัวเลือกในใจอยู่แล้วว่า ต้องเป็นยุ้ย ในรอบ ๓ ปีหลังนี้ ในคนรุ่นใกล้ๆกัน ผมว่า ยุ้ยโดดเด่นมากในแง่สิ่งที่เธอทำ แต่เนื่องจากผมอยากฟังเธอพูดมากกว่าจะเป็นพิธีกรคู่กับเธอ ทำให้ผมต้องมองหาคนช่วย

ผมเห็นอาร์ท (http://bact.blogspot.com) ครั้งแรกใน DuoCore.TV โดยอาร์ททำหน้าที่เป็นพิธีกรรับเชิญ พอจะมองเห็นว่าเป็น”นักคิด”อีกคนหนึ่ง จากนั้นก็มาเห็นเคลื่อนไหวอยู่ในแวงดง Netizen และ Creative Common เมื่อต้องหาตัวเลือกให้ขึ้นคู่กับยุ้ย ผมก็นึกถึงอาร์ทขึ้นมาทันที ก็เลยติดต่อไป โดยที่ไม่ได้รู้จักมาก่อน และอาร์ทก็ตอบรับกลับมาง่ายๆว่า ไ้ด้ครับ

และนี่ก็เป็นอีกคู่หนึ่งที่ผมมาทราบในภายหลังว่า ขึ้นเวทีคู่กันมาหลายงานแล้ว เออ ง่ายดี ไม่ต้องซักซ้อมอะไรมาก เพราะเชื่อว่า คู่นี้ขึ้นมาหลายเวทีแล้ว

เมื่อมาถึงหัวข้อวิดีโอ ผมแทบไม่ต้องคิดมาก เลือกอดัม (FukDuk.tv) ทันที เพราะรายนี้ ทำเรื่องนี้เป็นอาชีพ ทำเว็บทางด้านนี้ และเคยเห็นลีลาการพูดมาแล้วในงาน Apple Pro Day เมื่อเดือนตุลาคม ๕๑

เนื่องจากว่า เคยเห็นลีลามาแล้ว ทำให้ผมนึกกลัวๆเหมือนกันว่า คนฟังอาจจะไม่ชอบสไตล์นี้ แต่ชัวโมงนี้ ดูไม่มีใครมีประสบการณ์มากไปกว่าเว็บนี้แล้ว ผลตอบรับในการพูดของอดัมในวันนั้น คงไม่ต้องบอกมาก รู้แต่ว่าความเห็น(ทางบวก)เพียบตาม Twitter และ Blog ต่างๆ

หัวข้อสุดท้ายของวันนั้น เป็นยาขมสำหรับมือใหม่ทำเว็บ หรือมือใหม่ทำพอดคาสท์ เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว ไม่ได้แตกต่างจากการแนะนำให้คนเขียนเว็บเลย ตัวเลือกของผมในหัวข้อนี้ ไม่ยาก เพราะมีฟอร์ด (http://www.thaithinkpad.com) ขาแจมทุกงาน Camp ต่างๆอยู่แล้ว จากนั้นก็หาคู่หูให้เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ยาก เพราะมีอั้ม (http://www.ScriptDD.com) เป็นรุ่นพี่ทางวิชาการที่ฟอร์ดสนิทอยู่แล้วมาช่วย

หัวข้อนี้จะว่าไปแล้ว จะทำให้ง่ายก็ได้ โดยบอกไปว่า ให้ไปหา CMS ดีๆมาลง หรือให้ไปใช้บริการ Blog ต่างๆก็ได้ สำหรับคนที่พอจะรู้จักคำศัพท์ทางเทคนิคเหล่านี้อยู่แล้ว ก็แล้วไป แต่สำหรับคนฟังที่มาจากสายของ Go Training ซึ่งเป็นผู้ฟังในแวดวง HR แล้ว เรื่องนี้น่าจะยากพอสมควร ยังดีที่ลีลาการพูดของสองเกลอต่างวัย ทำให้หัวข้อนี้ผ่านไปด้วยดี สลับกับเสียงหัวเราะเป็นระยะๆ เสียดายอั้มไม่ได้นำโชว์รูปการปั่นสายไหม (ซึ่งเป็นงานเสริมของเขา)ให้ดู ไม่อย่างนั้นคงจะฮาไปกว่านี้อีก

จากนั้น ก็ถึงเวลากล่าวลา เสียดายที่เพื่อนๆที่มาร่วมกันจัดช่างคุยหลายๆคน กลับไปกันก่อนหน้านี้แล้ว  ไม่ว่าจะเป็นต๊ะ (เรื่องบ้านบ้าน) ยุทธ (คุยคุ้ยเต่า) หนิง (เรื่องบ้านบ้าน) เบญจ์ (ช่างคุย) เหลือเพียง หวอ (ช่างคุย) เอ๋ (คุยคุ้ยเต่า) พี่จิง (ดำน้ำ) และอู๊ด (ไม่หลับไม่นอน และ http://www.oknation.net/blog/sutintan)

เนื่องจากคนฟังหลายๆคนดูจะเต็มที่มาแล้วทั้งวัน รวมทั้งผมเองด้วยที่เหนื่อยเหลือเกิน (จากกิจกรรมของวันก่อนหน้านี้ และในวันนั้น ที่เริ่มตั้งแต่ดีห้า) ทำให้ผมค่อนข้างรวบรัดในตอนท้ายพอสมควร เลยไม่ได้พูดอะไรต่อมากนัก และที่เสียดายจริงๆ คือไม่ได้รู้จักคนที่มาฟังให้มากไปกว่านี้ หลายๆคนนั้น ผมมาทราบในภายหลังว่า เป็นคนฟังที่มาให้ความเห็นทั้งทางเว็บบอร์ด Twitter และอีเมล์ แต่ไม่ได้มาแสดงตัวทักทาย รู้สึกดีใจมากๆที่ผู้ฟังเก่าแก่หลายๆท่านมาช่วยกันให้กำลังใจ และคอยช่วยถาม หรือให้ความเห็นเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณพิพัฒน์ คุณวิษณุ ปรีและอี้ (ZadZad.com) น้องเม่น (http://mEnE078.wordpress.com) กั้ง (Siampod.com) คุณพิทยา (ที่นำขนมมาให้) คุณยุทธนาและภรรยา ฯลฯ สำหรับหลายๆท่านที่ผมไม่ได้เอ่ยชื่อมา ณ ที่นี้ ผมขออภัยด้วยครับ

หลายๆคนคงไม่ทราบว่า คนที่เหนื่อยมากๆจริงในงานนี้ คือทีมงานของ Go Training ที่มาช่วยกันตั้งแต่เช่าตรู่ ทั้งยกของ จัดสถานที่ เตรียมป้าย จัดบูท และประสานงานกับทาง Toyota ไปๆมาๆ ทาง Go Training ดูจะได้เครดิตน้อยไปนิดกับงานนี้ หวังว่า ทางกองบรรณาธิการคงไม่น้อยใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นก ภรรยาผมเอง ขอบคุณมากๆ

อีกคนที่ไม่อาจจะลืมได้ คือเบญจ์ ไทยอาภรณ์ (http://www.oknation.net/blog/philharmonics) ที่ขับรถพาลูกน้อยตัวเล็กและภรรยา พร้อมนำน้ำกระป๋องที่ไปขอสปอนเซอร์มาให้จากที่ทำงาน พร้อมกับควักเงินส่วนตัวซื้อกระหรี่ปั๊ปมาให้จากสระบุรี โดยเข้ามาเช่าโรงแรมค้างคืนล่วงหน้า ๑ คืนด้วย มิหนำซ้ำยังมาบันทึกรายการไม่หลับไม่นอนกับอู๊ด ถึง ๒ ตอน ตั้งแต่วันเสาร์ (ยังไม่รวมว่า ซื้อเสื้อช่างคุยไปแล้ว ๓ ตัวด้วยนะ) ขอบคุณมากๆจริงๆครับ

ว่าแล้ว ผมขอใส่ลิงค์ Blog และเว็บบอร์ดทีี่เกี่ยวกับตัวงานไว้เป็นที่ระลึกตรงนี้ด้วย

  1. http://changkhui.com/smf/index.php?topic=954.0
  2. http://www.polypink.com/2009/08/changkhui-seminar
  3. http://www.oknation.net/blog/chaiyospun/2009/08/25/entry-1
  4. http://www.siampod.com/wp/2009/08/23/changkhui-seminar/
  5. http://www.oknation.net/blog/sutintan/2009/08/28/entry-1

สำหรับสไลด์ และวิดีโอของงานนั้น ผมได้ทยอยนำขึ้นหน้าเว็บช่างคุยไว้แล้ว

แต่ ณ เวลานี้ ถ้าต้องมาร่างหลักสูตรในการให้แนวทางการทำเบื้องต้น ผมจะเพิ่มหัวข้อใหม่ดังนี้

  1. แนะนำ podcast และ ภาพรวมกระบวนการในการผลิต podcast
  2. podcast production
    • การทำ production ด้านเสียง
    • การทำ production ด้าน video
    • การทำ production บนคอมพิวเตอร์ (Skype recording, Screen Capture และ Enhanced Podcast)
  3. web production
    • Site Development
    • RSS and iTunes Submission
  4. ความรู้เบื้องต้นด้านลิขสิทธิ์ และกฏหมายที่เกี่ยวข้อง
  5. บทเรียนและ FAQ

ดูซิว่า จะมีโอกาสได้ไปพูดที่ไหนอีกไหมนี่

ความเห็น (7)

โลกใบใหม่

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนสิงหาคม

ดูหนัง ฟังเพลง นั่งรถเที่ยว เป็นกิจกรรมที่เราทำกันแทบจะทุกคน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง หรือไม่อย่างนั้น ก็ทำทั้ง ๓ อย่างเลยแหละ ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ทั้ง ๓ กิจกรรมนี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์โลกเพิ่งจะทำกันเป็นกิจวัตร เมื่อศตวรรษที่แล้วนี้เอง

มนุษย์เราคิดค้นวิธีที่จะขับเคลื่อนรถได้นานแล้วล่ะ แต่ก็ต้องรอจนคุณ Henry Ford ผลิตเจ้า Model T ในปี ๑๙๒๗ ในราคาที่ย่อมเยาได้ก่อน การใช้รถยนต์ถึงได้แพร่หลายขึ้น จนทำให้ก่อเกิดอุตสาหกรรมยานยนต์ กลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ระดับโลก และอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น ขนส่งมวลชน ไปรษณีย์ แข่งรถยนต์ ฯลฯ

เรื่องการฟังเพลงนั้น ก็เพิ่งจะต้นศตวรรษที่แล้วเช่นกัน ที่มีการบันทึกเสียงเก็บไว้ได้ กลายเป็นเรื่องตื่นตาตื่นใจ สามารถรับฟังเสียงเพลงที่เราต้องการฟัง เมื่อใดก็ได้ โดยผ่านสื่ออย่างแผ่นเสียง เทป ซีดี ดีวีดี กลายเป็นอุตสาหกรรมเพลงที่มีผลประโยชน์มหาศาล

เรื่องหนังนั้นก็เช่นกัน แม้ว่ามนุษย์เราจะคิดค้นวิธีบันทึกภาพได้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ ๑๙ แต่ก็ต้องใช้เวลาจนถึงต้นศตวรรษที่ ๒๐ ถึงจะมีอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกิดขึ้นได้ จากนั้นถึงมีภาพยนตร์ที่มีเสียง (The Jazz Singer ปี ๑๙๒๗) และกว่าจะมีสี ก็น่าจะอยู่ในช่วงทศวรรษ ๑๙๕๐ แล้ว แล้วก็มาถึงอุตสากรรมโทรทัศน์

แต่ทั้งหมดนี้ ต้องมีปัจจัยอื่นๆเอื้อหนุน ถึงจะประสบความสำเร็จได้

มีรถ ก็ต้องมีถนนรองรับ และมีสถานีบริการน้ำมัน

บันทึกเพลงได้ ก็ต้องมีเครื่องเล่นเทปวางขาย และที่สำคัญต้องมีเพลงให้ฟัง

บันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ ก็ต้องมีโรงฉาย และต้องมีหนังให้ดู

ทำไมผมถึงเขียนถึงเรื่องนี้นะหรือครับ ก็เพราะผมอยากจะปูเรื่องให้เห็นว่า กิจวัตรหลายๆอย่างที่เราทำกันนี้ เป็นเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้น เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วนี่เอง และก็ใช้เวลานานพอสมควรกว่าเราจะปรับตัว สามารถนำ technology breakthrough มาประยุกต์ใช้ และก็ต้องรอจนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเกิดขึ้น จึงจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมาได้ เจ้าตัวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวอย่างที่ยกมา ก็ไม่ใช่อื่นไกลที่ไหน มันก็คือไฟฟ้านั่นเอง

หลายๆคนก็น่าจะรู้สึกเหมือนๆกันว่า ตอนนี้ พวกเรากำลังจะข้ามเข้าสู่รอยต่อการเปลี่ยนแปลงนี้อีกครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อมีการเปลี่ยนศตวรรษที่ผ่านมานี่แหละ และเจ้าตัวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ว่า ก็คืออินเตอร์เน็ทนี่เอง

จากประมาณปี ๑๙๙๕ ที่มีคนสามารถประยุกต์การใช้งานคอมพิวเตอร์แบบกราฟฟิค ให้นำมาใช้กับอินเตอร์เน็ทที่มีอยู่แล้ว เราก็ใช้เวลากว่าสิบปี เราถึงเริ่มเห็นการใช้งานอินเตอร์เน็ทในรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาให้อยู่ในระดับ ที่คนทั่วๆไปเริ่มจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้เอง

จากช่วงแรกๆ คนที่สามารถเขียนเว็บเป็นของตัวเอง ต้องเป็นคนที่ออกจะแนว Geek เล็กน้อย เพราะต้องมีความรู้ในเรื่องการเขียน HTML อยู่บ้าง จึงจะพอทำได้ ก็กลายเป็นว่า มีการคิดค้นซอฟท์แวร์ให้ใครก็ได้ สามารถเปิด Blog เป็นของตัวเองได้ เปิดช่องให้คนรุ่นห้าสิบปี หรือหกสิบปีขึ้นไป ก็สามารถมีเว็บเพจ เปิด Blog เป็นของตัวเองได้แล้ว

องค์กรต่างๆก็เริ่มจากใช้อินเตอร์ในการสื่อสาร (อีเมล์) เบื้องต้น ก็ขยายเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ ติดต่อลูกค้า และกลายเป็นช่องทางขายใหม่ในที่สุด

ในเมืองไทยเราเอง สมัยที่อินเตอร์เน็ทความเร็วสูงออกมาใหม่ หลายๆคนก็ยังตั้งข้อกังขาว่า จะมีคนยอมจ่ายเงินเพื่อเอาความเร็วขนาดนี้ไปทำอะไร ซึ่งพอมาถึงทุกวันนี้ ประเด็นที่ตั้งไว้ ก็ตกไป เพราะเมื่อระบบ infrastructure พื้นฐานเกิดขึ้น คนเก่งๆหลายๆคนก็ช่วยกันปล่อยของดีออกมาเต็มอินเตอร์เน็ทไปหมด ไม่ว่าจะเป็น YouTube, BitTorrent, Internet TV, Podcastingและอื่นๆอีกมาก จนตอนนี้กลับมาบ่นกันแทนว่า อินเตอร์เน็ทช้าเหลือเกิน

มีหนังสือ (แนะนำหนังสืออีกแล้ว อย่าเพิ่งเบื่อกันไปก่อนนะครับ) ที่กล่าวถึงปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องเป็นราว และขายดีกันไปทั้งโลกคือ The World is Flat ของ Thomas Friedman ซึ่งพูดถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนีั้กับสังคมโดยรวม และโดยเฉพาะที่อเมริกา เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ The World is Flat ออกมานานหลายปีแล้ว (ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘) จากนั้นก็มีหนังสือหลายๆเล่มที่ต่อยอดปรากฏดังกล่าว โดยนำไปขยายความในบริบทของตัวเอง

เล่มหนึ่งที่ผมมักจะยกมาใช้เสมอๆ คือ The Long Tail โดย Chris Anderson ที่พูดถึงผลกระทบเมื่ออินเตอร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ช่องทางการจำหน่ายขยายใหญ่ขึ้นมาก ทำให้ขนาดของ Demand ที่โดนจำกัดโดย Supply แบบเดิมๆเปลี่ยนไป มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก และเปิดช่องให้กับ Supply เดิมที่หาผู้ซื้อไม่เจอ ให้มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดใหม่ได้ ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดคือ เมื่อคุณไปเดินซื้อหนังสือภาษาอังกฤษจาก AsiaBook และ Kinokuniya แล้ว ยังไม่เจอเล่มที่อยากได้ คุณสามารถสั่งซื้อจาก Amazon.com ได้เลย ทางเลือกของเราไม่ได้โดนจำกัดจากช่องทางจัดจำหน่ายแบบเดิมๆอีกต่อไป

ล่าสุด คุณ Chris Anderson ก็มีผลงานใหม่ออกมาชื่อว่า Free โดยขยายความในส่วนของตลาดใหม่นี้ว่า ในโลกอินเตอร์เน็ทที่หลายๆอย่างเป็นของฟรี ผู้ผลิตจะอยู่กันได้อย่างไร คุณ Chris แกไม่ได้เขียนวิเคราะห์อย่างเดียวนะครับ แกทำหนังสือขาย พร้อมกับแจกฟรีด้วย ทั้งในรูปแบบของ Google Book และ Audiobook แม้ว่าในงานชิ้นหลังนี้ จะมีเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์หลายๆแห่งในด้านลบบ้าง ในแง่เนื้อหา และการไม่ให้เครดิตเนื้องานที่แกไปนำบางส่้วนมาจาก Wikipedia แต่แนวคิดของคุณ Chris เป็นเรื่องน่าสนใจนะครับ สำหรับคนที่ชอบแนวคิดใหม่ๆ

และก็มีหนังสืออีกหนึ่งเล่ม ที่พูดขยายความของผลกระทบที่ The World is Flat กล่าวไว้ โดยขยายความในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ต้องต่อสู้ในตลาดการแข่งขันใหม่ว่า ควรจะมีคุณลักษณะใดบ้าง โดยหนังสือเล่มนี้ ท้าวความจากแนวคิดเรื่องสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวาว่า จากเดิมในโลกยุกเดิมๆ เราจะเห็นคนที่เก่งในการใช้งานสมองซีกซ้าย(เหตุผล) ซึ่งมักจะเป็นอาชีพทางด้านแพทย์ วิศวกร ทนายความ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จโดยเฉลี่ยสูงกว่าสายงานอื่น แต่ในโลกใบใหม่ ด้วยเงื่อนไขการแข่งขันที่เปลี่ยนไป คนที่พัฒนาการใช้งานสมองซีกขวา(ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้สึก) มากๆ น่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่า พร้อมกับเสนอคุณลักษณะ ๖ ประการที่ควรจะมีทั้งในองค์กรและส่วนตัว เพื่อที่จะเป็นการติดอาวุธในโลกยุคใหม่ หนังสื่อเล่มนี้ชื่อว่า A Whole New Mind โดย Daniel Pink ครับ ผมไม่ได้ซื้อหนังสือ แต่ซื้อเป็น Audiobook ฟังจาก iPod เนื้อหาสนุก น่าติดตาม

คุณสมบัติทั้งหกนี้ คือ Design, Story, Symphony, Empathy, Play และ Meaning ถ้าขยายความทั้งหกข้อ คงจะยาวมาก เหมือนเดิมครับ แนะนำให้ไปหาอ่าน

ที่เล่ามาทั้งสามเล่มนี้ เพราะผมได้ไปฟังความเห็นของคุณ Jason Calacanis ซึ่งเป็นคนที่อยู่แวดวงเทคโนโลยี และสร้างฐานะให้กับตัวเองมาแล้วจากการที่ขายเว็บของตัวเองได้ แกพูดไว้ในรายการ This Week in Tech (เป็นรายการพอดคาสท์ของ http://www.twit.tv) ในฐานะแขกรับเชิญ เมื่อมีการคุยกันถึงผลตกกระทบในภาวะเศรษฐกิจที่แย่มากๆในสหรัฐอเมริกา คนในแวดวงเทคโนโลยีควรจะทำอย่างไร เพราะมีการลดคนทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งแม้แต่บริษัทที่อยู่ในฐานะดีอย่างไมโครซอฟท์ หรือกูเกิล ยังมีมาตรการลดคนให้เห็นเหมือนกัน คุณ Jason กลับบอกว่า ในแง่องค์กรแล้ว ต้องบอกว่า ตอนนี้ เป็นโอกาสที่ดี ที่สามารถเลือกคนเก่งๆที่โดน Layoff จากที่อื่น มาไว้ในบริษัทของตัวเองได้ โอกาสอย่างนี้มีไม่มากนัก หลายๆคนที่โดนปลดออกมานั้น ไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาไม่เก่ง แต่เป็นเพราะกิจการที่พวกเขาอยู่ไม่สามารถปรับตัว หรือไม่ได้เตรียมตัวรับวิกฤต ทำให้ต้องปลดคนเก่งๆหลายๆคนออกไป อำนาจต่อรองจากผู้จ้างก็ได้เปรียบ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสดีที่จะตัดคนที่เป็นส่วนเกินออกไป อย่างไม่น่าเกลียด

แต่ที่ผมชอบมากคือ ตอนที่แกบอกว่า ในแง่ของปัจเจกบุคคลแล้ว ถ้าคุณอยู่ในข่ายที่โดนปลด หรือยังโชคดี ยังมีงาน แต่ไม่มีเนื้องานมากนัก ขณะนี้ก็เป็นโอกาสดี ที่จะเรียนรู้ Skill ใหม่ๆ เพราะจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในช่วง ๒๕๔๐ (คศ ๑๙๙๗) และช่วง ๒๕๔๔ (คศ ๒๐๐๑ ยุคดอทคอมแตกในสหรัฐฯ) มีบริการดีๆที่เกิดขึ้นในช่วงเหล่านี้ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับช่วงอื่น ทั้งนี้เป็นเพราะหลายๆคนตกงาน เลยใช้ช่วงเวลาที่เป็นวิกฤตินี้คิดค้นบริการหรือสินค้าดีๆขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเว็บดังๆในแง่ New Media อย่าง Digg.com ซึ่งเกิดในช่วงที่คุณ Kevin Rose (ผู้ก่อตั้งเว็บดังกล่าว) ตกงาน เมื่อสถานี Tech TV ปิดตัวลง หรือเว็บที่ทำหน้าที่เป็น Bookmark ทางอินเตอร์เน็ืท อย่าง Delicious.com เว็บที่ทำหน้าที่ค้นหาข้อมูลจาก Blog อย่างเดียว ก็เป็นผลพวงจากวิกฤติทั้งสิ้น บางคนแม้จะไม่ได้ตกงาน แต่ก็ใช้เวลาว่างที่มีในการสร้างโอกาสให้กับตัวเองขึ้นมา

เมื่อตอนที่ ฟัง A Whole New Mind แล้ว ผมกลับไปนึกถึงความเห็นของคุณ Jason ขึ้นมาทันที เพราะคุณลักษณะทั้งหกที่ควรมีนี้ มันเป็นการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานะการณ์ที่แกกล่าวไว้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเราเอง

ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะอยากให้หลายๆคนลองหาโอกาสให้กับตัวเองในช่วงวิกฤตินี้ดู เชื่อเหลือเกิน ทุกๆท่านจะต้องมีแนวคิดดีอยู่เยอะ น่าจะหาทางให้ตัวเองได้ไม่ยาก เพราะโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ เป็นโลกคนละใบกับที่คนรุ่นพ่อแม่เราอยู่แล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาส หวังว่า ทุกท่านจะสามารถหาทางของตัวเอง ผมคงได้เพียงแต่เล่าในสิ่งที่ผมได้ไปอ่านมา เผื่อเป็นแนวคิดที่หลายๆคนอาจจะมองข้ามไป พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ

ความเห็น (2)

ประสบการณ์การสอน

บันทึกเก็บไว้ เพราะมานึกๆดู ผมเองก็มีโอกาสได้เล่นอะไรสนุกๆอยู่บ้างเหมือนกัน หมายถึงการสอนหนังสือน่ะครับ บางครั้งก็เป็นการไปพูด ตามที่ได้รับเชิญมา

ครั้งแรกๆที่ได้รับเชิญให้ไปพูด น่าจะเป็นสมัยเรียนหนังสือมหาวิทยาลัย โดยที่ทางโรงเรียนเก่าเชิญให้กลับไปเล่าประสบการณ์การเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในโครงการ AFS เป็นการไปเล่าเรื่องการเตรียมตัวทั้งการสอบ การเดินทาง และประสบการณ์ที่ได้เจอ ถ้าจำไม่ผิด ผมน่าจะได้รับเชิญอยู่สองสามปี จากนั้นทางโรงเรียนคงเชิญคนที่ใหม่กว่ามาแทน

พอจบจากมหาวิทยาลัย ด้วยความที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษดี ทำให้ผมแม่นในการอ่านคู่มือของผลิตภัณท์ที่บริษัทนำมาจำหน่ายได้ดีกว่าเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน ประกอบกับเป็นสินค้ารุ่นใหม่ ไม่มีรุ่นพี่ในที่ทำงานรู้มากไปกว่าเราเท่าไรนัก ทำให้ผมมีข้อมูลในเรื่องสินค้ามากกว่าคนอื่น และเมื่อมีปัญหา ก็สามารถสอบถามกับผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมันได้ ทำให้ผมต้องทำหน้าที่ในถ่ายทอดความรู้ของสินค้าไปโดยปริยาย จนกระทั่งเมื่อลาออกไปศึกษาต่อ ก็ถ่ายทอดสิ่งที่เรารู้ไว้ โดยเขียนคู่มือเป็นภาษาไทยทิ้งไว้ ประสบการณ์ในการสอนช่วงนี้ ไม่ยากมากนัก ทำงานไปด้วย สอนไปด้วย จากที่เราเป็น  field engineer อยู่เแล้ว เรื่องแค่นี้สบายมาก

ต่อมาเมื่อต้องไปทำงานในต่างประเทศ ผมต้องทำหน้าที่ support ให้กับหลายประเทศ และเมื่อมีสินค้ารุ่นใหม่ๆมา ผมก็มีหน้าที่ไปฝึกอบรมที่สำนักงานใหญ่ เพื่อกลับมาถ่ายทอดให้กับวิศวกร และช่างเทคนิคในประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ เรื่องภาษาไม่ใช่ปัญหา เอกสารก็ไม่ต้องเตรียม สำนักงานใหญ่ทำให้หมด ที่เป็นปัญหาคือ ความเชี่ยวชาญในทางเทคนิค ในด้านลึกๆของสินค้าเหล่านี้ ทั้งนี้เพราะ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น 1st-level  support จากประเทศต่างๆเหล่านี้ มักจะเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ที่เขาต้องการรู้คือเรื่องใหม่ๆ และการแก้ปัญหายากๆมากกว่า งานนี้ Hard Skill ในแง่ Product Knowledge ก็ว่ายากแล้ว ยังต้องมี Soft Skill ในเชิงการเตรียมรับการลองของไว้ด้วย ผมเริ่มเรียนรู้ว่า การใช้ไม้นวมมีข้อดีอย่างไร

ระหว่างนั้น ผมก็มีโอกาสรับงานสอนภายนอก ในหัวข้อเรื่องความรู้พื้นฐานทางโทรคมนาคม ซึ่งก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงมากนัก โดยรวมๆแล้ว เป็นเรื่องทางเทคนิค เป็นการหารายได้พิเศษที่สนุกดี แต่เหนื่อยจัง เพราะต้องเตรียมสไลด์และข้อมูลเยอะมาก

ต่อมาเมื่อกลับมาอยู่เมืองไทย ผมย้ายสายงานจากวิศวกรรม มาเป็นการพัฒนาผลิตภัณท์ ซึ่งออกมาเป็นงานเชิง commercial  มากขึ้น ผมต้องรับหน้าที่ในการถ่ายทอดสิ่งที่เราคิดและทำขึ้นมา ให้ทางเซลส์เข้าใจ เพื่อที่จะได้นำไปถ่ายทอดให้ลูกค้า อีกทีหนึ่ง งานนี้ ผมเรียนรู้่ถึงความสำคัญในวิธีการเล่าเรื่อง การลำดับเรื่องในการเล่า หลายๆครั้ง เมื่อเป็นเรื่องใหม่ เราก็ต้องออกไปอธิบายให้ลูกค้าฟังเอง เพราะทางเซลส์ยังไม่แม่นในตัวสินค้าพอ ผมเริ่มเห็นความสำคัญของการลำดับเรื่องให้คนอยากฟังต่อไป ตั้งแต่สไลด์แรกๆ พอๆกับการเล่าเรื่องด้วยภาพ ทำอย่างไรให้คนเข้าใจและคล้อยตามในเวลาอันสั้น และที่สำคัญ การเขียนสไลด์อย่างไร ให้คนที่ไม่ได้ฟังเราพูด ก็ยังพอจะเข้าใจได้ ทั้งนี้เพราะผมพบว่า สไลด์และเอกสารที่เราจัดเตรียมให้เซลส์และฝึกอบรมให้เป็นอย่างดี จะเป็นสิ่งเดียวที่ลูกค้าได้รับ เพราะเมื่อเราเทรนเสร็จ เซลส์ก็จะทำการแฟกซ์(ในยุคนั้น)เอกสารให้ลูกค้า แล้วก็บอกให้ลูกค้าไปอ่านเอง

จากนั้นผมก็ว่างเว้นเรื่องฝึกอบรมไปหลายปี เพราะหน้าที่การงานเปลี่ยนไป ต้องไปเป็นคนติดตามงานให้ผู้ใหญ่ ต้องไปเป็นหัวหน้าทีมขาย และต่อมาก็ลาออกไปทำงานกับเพื่อนในบริษัทเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เชิงภาพรวมมากกว่าที่จะลงรายละเอียด

แต่อยู่ๆที่ทำงานเดิม ก็มาติดต่อให้ช่วยกลับมาเป็นมวยแทนหน่อย เพราะต้องการคนมาถ่ายทอดประสบการณ์การประกอบธุรกิจในโลกเทคโนโลยีให้กับกลุ่มนักศึกษาฝึกงาน ที่ทางบริษัทคัดขึ้นมา เพื่อรับเข้าทำงานในอนาคต

บอกตามตรง ผมนึกไม่ออกว่า ผมจะไปเล่าอะไร ผมไม่ได้ไปยืนหน้าห้อง พูดต่อหน้าคนมาสักพักแล้ว แต่ก็รับปากไปให้ เพราะทางคนจัดงาน ไม่มีตัวเลือกแล้ว อยากให้มาช่วยจริงๆ จนถึงคืนก่อนที่จะไปสอน ผมก็ยังนึกไม่ออก เปิด PowerPoint ขึ้นมา ก็ลองเขียนเป็น Bullet ร่างหัวข้อของการทำธุรกิจขึ้นมา ตามที่ได้ร่ำเรียนมาใน MBA แต่ทำไปได้ ๑ แผ่น ผมก็รู้สึกว่า มันไม่น่าจะใช่ แล้วอยู่ๆ ผมก็นึกออก

วันนั้น ผมเข้าห้องเรียน พบน้องๆนักศึกษาปี ๓ และปี ๔ หลังจากที่ผมทำความรู้จักเบื้องต้น ซักถามพื้นฐานกันแล้ว ผมก็ชวนน้องเหล่านี้ให้มาช่วยกันสร้างเรื่องขึ้นมา

“วันนี้ เราจะมาขายของกัน” หลายๆคนทำหน้างงๆ (“เอ เรามาฟังนี่หว่า แล้วพี่คนนี้จะทำอะไรเนี่ย”)

“เอ้า เร็ว ลองคิดดูสิว่า เราอยากขายอะไร แล้วดูว่า ไอัที่เราคิดมันจะเป็นไปได้ไหม เอ้า เสนอมา เอาอะไรดี”

“ขายเสื้อค่ะ”

“กูรอดแล้ว” ในใจผมคิด มีคนเล่นด้วยแล้ว

จากนั้น ผมก็ใช้วิธี จดทุกอย่างบน spreadsheet บนหน้าจอ และให้ทุกๆคนพูดขึ้นมา ไล่มาตั้งแต่ขายอะไร ขายให้ใคร ราคาเท่าไร ขนาดตลาดใหญ่แค่ไหน เราจะวางตัวเป็นของถูกหรือของแพง ค่อยๆยิงคำถาม เพื่อให้ทุกคนคิด และจดสิ่งที่เราตกลงกันไว้ บนหน้าจอใหญ่

ในเมื่อโจทย์เป็นสิ่งที่ทุกคนตั้ง การแก้โจทย์ก็เป็นเรื่องสนุก เพราะทุกคนก็ต้องมานั่ง defend สิ่งที่ตัวเองคิด

“เสื้อที่เราจะขาย ราคาเท่าไร” “๒๐๐ บาทครับ/ค่ะ” หลายๆคนช่วยกันตอบ

“เราจะโฆษณาที่ไหน” “ติดป้ายทางด่วน”

“เสื้อ ๒๐๐ บาท เธอต้องขายกี่ตัวถึงจะคุ้่มค่าโฆษณาจ๊ะ แล้วคนที่ขับรถบนทางด่วน เป็นกลุ่มเป้าหมายของเธอใช่ไหมเนี่ย หรือเธอควรจะขายคนที่ยังนั่งรถเมล์อยู่” ทุกคนฮาลั่น เมื่อนึกได้

พอมาถึงต้นทุนการผลิด กระแสเงินสด หลายๆคนเริ่มรู้สึกสนุกมากขึ้น พอๆกับเครียดขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงการลงตาราง Profit/Loss หลายๆคนเริ่มสั่นหัว

“หนูว่า เราขายถูกไป” “ผมว่า ต้นทุนเราสูงไป” “หนูว่า เราต้องเปลี่ยนวิธีการประชาสัมพันธ์” ฯลฯ

เมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรมในวันนั้น หลายๆคนมาขอเซฟไฟล์กลับไป พร้อมๆกับเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ตลอด ๒ ชั่วโมงครึ่ง ผมไม่ได้พักเบรกและก็ไม่มีใครเดินออกก่อนเวลา

เหตุการณ์นี้ ผ่านมา ๓ ปีแล้ว ผมยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้อย่างแม่นยำ น้องๆหลายคนมายกมือไหว้ขอบคุณ มองผมด้วยสายตาที่ผมรู้สึกได้ว่า เขาอยากขอบคุณผม มากกว่าทีี่เขาแสดงออกอีก แต่ในทางกลับกัน คงไม่มีใครรู้หรอกว่า วันนั้น เป้นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกว่า ผมถ่ายทอดได้

ผมอยากขอบคุณน้องๆในห้องในวันนั้น มากกว่าที่พวกเขามาขอบคุณผมอีก

จากนั้น ผมก็ว่างเว้นเรื่องการฝึกอบรมไปนาน จนเมื่อต้นปีนี้เอง ก็มีทางโตโยต้ามาติดต่อให้ผมช่วยมาสอนเรื่องการทำพอดคาสท์ แค่พูดว่า พอดคาสท์ ผมก็ตอบตกลงในใจแล้ว โดยไม่ต้องถามด้วยซ้ำว่า เมื่อไร

แต่เมื่อมองย้อนกลับไป การสอนพอดคาสท์ในวันนั้น เป็นความสนุกของผมมากกว่าที่จะเป็นความสนุกของทุกคนโดยรวม ผมใช้เวลาในการเล่าเรื่องมากเกินไป โดยไม่ได้เตรียมและเผื่อเวลาในส่วนของการปฏิบัติให้ผู้เข้าร่วม ทั้งหมดนี้ ผมมารู้สึกเมื่อมองย้อนกลับไป ถ้ามีโอกาส อยากลับไปแก้ตัวจัง แม้จะรู้สึกได้ว่า หลายๆคนคงสนุกที่ได้ยินเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เชื่อว่าหลายๆคนอยากได้ลองทำมากกว่านี้

ล่าสุด ผมได้รับการติดต่อให้ไปถ่ายทอดประสบการณ์และแนะแนวการทำ presentation ให้กับนักศึกษาปีสี่ นับว่าเป็นหัวข้อที่ใหม่และท้าทายมาก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สนุก เป็นเรื่องที่ผมชอบ พอจะนึกวิธีเล่าได้หลายรูปแบบ มีหนังสือหลายๆเล่มที่ผมอยากจะยกมาเป็นตัวอย่าง การใช้กราฟ ภาพ การลำดับเรื่องฯลฯ

โดยสุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์คือการทำให้น้องๆเหล่านี้สามารถนำไปปรับปรุงวิธีการเล่าเรื่องของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการไปนำเสนองานวิจัย การเล่าเรื่องของตัวเองในการสัมภาษณ์งาน จนถึงการทำงาน

ขณะที่เขียนบทความนี้ ผมยังทำสไลด์ไม่เสร็จเลยครับ เอาใจช่วยด้วยนะ

ความเห็น (6)

ไม่รู้ตัว

เขียนให้นิตยสาร Go Training ฉบับเดือนกรกฏาคม ๒๕๕๒

ครั้งหนึ่ง บนหน้ารับสมัครสมาชิกของนิตยสาร The Economist ลงอัตราค่าสมาชิกนิตยสาร ดังนี้

  1. สมาชิกแบบอ่านแบบ online อย่างเดียว ปีละ ๕๙ เหรียญ
  2. สมาชิกแบบรับเป็นนิตยสารอย่างเดียว ปีละ ๑๒๕ เหรียญ
  3. สมาชิกที่รับทั้งนิตยสารและอ่านแบบ online ปีละ ๑๒๕ เหรียญ

อ่านดูเผินๆ เราก็รู้ว่า ไม่มีใครเลือกแบบรับนิตยสารอย่างเดียวแน่ๆ เพราะราคามันเท่ากับแบบที่ให้ทั้งนิตยสารและแบบ online นั่นสินะ ดูๆแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า คนออกแบบอัตรานี้ ออกแบบได้สิ้นคิดมาก แน่นอน คงมีบ้างที่อยากจะรับแบบ online อย่างเดียว ซึ่งอันนี้ ก็แล้วแต่ใครอยากได้รูปแบบไหนและมีเงินเท่าไร แต่ไม่มีใครเลือกแบบที่ ๒ แน่ๆ

แต่ทราบไหมครับว่า มีคนที่เขานำใบสมัครอันนี้ ไปทดลองอะไรบางอย่างเล่นๆ โดยแบ่งไปทดลองกับคน ๒ กลุ่ม กลุ่มแรก ใช้ใบสมัครแบบเดียวกับข้างต้น และกลุ่มที่สอง เขาตัดตัวเลือกที่ ๒ ทิ้งไป (ที่เลือกรับเป็นนิตยสารอย่างเดียว) เหลือไว้แต่ตัวเลือกที่ ๑ และตัวเลือกที่ ๓

น่าสนใจครับ ผลปรากฏว่า จากเดิมที ในแบบแรก (มีสามตัวเลือก) คนที่รับทั้งแบบ online และรับเป็นนิตยสารมีถึง ๘๔ % แต่ในกลุ่มตัวอย่างที่สอง (มีเพียงสองตัวเลือก) ปรากฏว่า มีคนรับทั้งแบบ online และรับเป็นนิตยสาร เหลือเพียง ๓๒%

เห็นอะไรบางอย่างไหมครับ การใส่ตัวเลือกแบบนิตยสารอย่างเดียวเข้าไปเนี่ย เป็นการใส่เพื่อเป็นตัวหลอกเท่านั้นเอง เพราะเขารู้ว่า เมื่อใส่เข้าไปแล้ว จะส่วนผลักให้มีคนเลือกแบบที่มีราคาสูงกว่าได้มากขึ้น และเป็นการพิสูจน์ว่า มนุษย์เราจะโดนชักจูงได้ง่ายขึ้น เมื่อมีการตัดสินใจในเชิงสัมพััทธ์(relative) ทั้งๆที่ทั้งสองตัวเลือก มีราคาเท่ากัน ถ้าถามตรงๆ โดยไม่มีตัวเลือกใดๆ เรามักจะตัดสินใจไม่ได้ง่ายๆ แต่เมื่อมีตัวเลือกมาช่วย เราจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเยอะ และจากผลการทดลองดังกล่าว เจ้าของนิตยสารจะมีรายได้มากขึ้นกว่า ๒ เท่าทีเดียว เพราะจำนวนคนที่เลือกเพิ่มขึ้นจาก ๓๒ % เป็นถึง ๘๔ % เพียงเมื่อใส่ตัวเลือกหลอกมากขึ้น

คนๆเดียวกันนี้เอง ลองทดลองใหม่ เพื่อทดสอบสมมติฐานที่สรุปได้จากการทดลองข้างต้น โดยคัดเลือกรูปคนหน้าตาดีสองคนมาเป็นแบบ คนหนึ่งหล่อในแนว George Clooney และอีกคนหนึ่งหล่อในแนว Brad Pitt ว่าง่ายๆว่า หล่อกันคนละแบบ สาวๆแต่ละคนก็คงจะชอบไม่เหมือนกัน  กินกันไม่ลง แต่จะมาทำการวัดความนิยมดูว่า คนส่วนใหญ่จะว่าใครหล่อกว่าใคร โดยคนออกแบบการทดลองนี้ อยากจะทดลองดูว่า เป็นไปได้ไหมที่เราจะสามารถกำหนดผลสำรวจให้ออกมาเป็นอย่างที่เราต้องการได้ คนที่ออกแบบการทดลองนี้ แกเก่งครับ แกออกแบบการทดลองออกมาเป็น ๒ กลุ่ม

แบบแรก แกนำคนที่หล่อแบบ George Clooney มาแปลงโฉมเล็กน้อย (โดยใช้โปรแกรมในแนว Photoshop มาช่วย) โดยแกล้งทำให้หน้าตาดูผิดปกตินิดหน่อย ตาโตข้างหนึ่งบ้าง หรือแกล้งทำมุมปากเบี้ยวๆ ดังนั้น ในแบบแรกนี้ จะมีสามตัวเลือกให้นำมาเลือกกัน คือ George Clooney แบบหล่อ, George Clooney แบบอัปลักษณ์ และ Brad Pitt แบบเดิมๆ แล้วก็ให้กลุ่มตัวอย่างเลือกดูว่า ใครหน้าตาดีที่สุด

ส่วนกลุ่มที่สอง แกก็นำหน้าหล่อแบบ Brad นี่แหละมาแปลงแทน ให้ดูอัปลักษณ์ในแนวเดียวกับที่เขาทำกับหน้าของ George Clooney ในแบบแรก ดังนั้น ในกลุ่มที่สองนี้ ก็จะมีตัวเลือก ๓ แบบ คือ Brad Pitt แบบหล่อ, Brad Pitt แบบอัปลักษณ์ และ George Clooney แบบเดิมๆ แล้วก็เช่นเดิม ให้กลุ่มตัวอย่างเลือกว่า ใครหน้าตาดีที่สุด

ผลการทดลองก็ออกมาได้เฮฮาตามคาด ในกลุ่มแรกที่มีรูป George Clooney ทั้งสองแบบ คนส่วนใหญ่จะเลือก George Clooney แบบหล่อ โดยคนเลือก Brad Pitt มีจำนวนน้อยมาก และในกลุ่มทีสอง คนส่วนใหญ่ก็จะเลือก Brad Pitt แบบหล่อ เช่นกัน โดยมีคนเลือก George Clooney น้อยมากเช่นกัน

ทั้ง George Clooney และ Brad Pitt เป็นคนหน้าตาดีทั้งคู่ ถ้าให้สาวๆเลือก คงตัดสินใจยาก แต่เมื่อมีตัวหลอกมาเป็นตัวเปรียบเทียบ สัญชาติญาณมนุษย์ก็จะเลือกตัวเปรียบเทียบที่ดีกว่า โดยตัดอีกตัวเลือกหนึ่งซึ่งไม่ได้รับการเปรียบเทียบ ออกไป เพราะตัดใจลำบาก สู้เลือกตัวเลือกที่มีตัวเปรียบเทียบไม่ได้

น่าคิดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นทั้งผลการทดลอง วิธิการสังเกตุ และการออกแบบการทดลอง ทำกันง่ายๆ แต่ต้องคิดนานๆหน่อย คุณคนที่ทำการทดลองที่ว่านี้เนี่ย ชื่อว่าคุณ Dan Ariely แกเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ Duke University และเป็น Visiting Professor ที่ Sloan School of Management ที่ MIT ด้วย กลุ่มทดลองที่แกไปลองๆสุ่มทำเนี่ย ก็เป็นนักเรียน MBA ของทั้งสองสถาบัน

Dan เป็นคนช่างคิดและช่างสังเกตุมากๆ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะวัยเด็ก แกเคยประสบอุบัติเหตุ ทำให้ผิวไหม้ไปเกือบทั้งตัว ต้องอยู่โรงพยาบาลนานมาก และเข้าๆ ออกๆอยู่เสมอ เลยมีเวลาว่างมาก ก็เลยตั้งข้อสังเกตุต่างๆนานา และติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ ถ้าลองไปดูใน TED Talk ของปีนี้ (๒๕๕๒) ซึ่ง Dan ได้รับเชิญให้ไปพูดด้วย ก็จะเห็นเลยว่า ริ้วรอยหรือแผลเป็นที่เกิดจากอุบัติเหตุดังกล่าว ยังมีให้เห็นอยู่ทั้งที่หน้าและแขน

คุณ Dan แกไม่ได้แค่สังเกตุครับ แกเขียนหนังสือบันทึกข้อสังเกตุดังกล่าว โดยทำการทดลองกับกลุ่มนักเรียนของแกเองหลายๆที่ บางครั้งก็เป็นการร่วมมือกันกับอาจารย์ท่านอื่นๆ จากสถาบันการศึกษาอื่น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน แล้วแกก็นำการทดลองต่างๆ มาสรุปเป็นเรื่องๆไป บทละหนึ่งหัวข้อใหญ่ โดยมีการทดลองประกอบ และคลายปมในตอนท้ายว่า แต่ละการทดลอง เราสามารถสรุปพฤติกรรมมนุษย์ได้อย่างไรบ้าง หนังสือเล่มดังกล่าวชื่อว่า Predictably Irrational  เป็นหนังสือที่ดังมากในปี ๒๕๕๑ ก็ดังจนทำให้แกได้รับเชิญให้ไปพูดที่ TED Talk นั่นแหละครับ

มีอีกหลายๆการทดลองที่อ่านแล้วอึ้งๆ เช่น แกลองไปวางโค้กกระป๋องตามตู้เย็นในหอพักในมหาวิทยาลัย โดยตู้เย็นดังกล่าวเป็นตู้เย็นสาธารณะ ใช้งานร่วมกันทั้งหอ แล้ว Dan ก็ลองไปเปิดตู้เย็นเป็นระยะๆ เพื่อดูว่า มีคนแอบกินไปแล้วหรือยัง แล้วเมื่อไร ถึงจะมีคนแอบกินจนหมด แล้วมันก็หมดน่ะนะครับ ตามคาด ถ้าการทดลองนี้ เป็นการวัดว่า หอไหนหมดก่อน มีปัจจัยอะไร ทำให้หมด ก็ดูจะง่ายไป แกทำการทดลองซ้ำอีกครั้ง เพื่อเปรียบเทียบผล แต่คราวนี้ แกใส่ธนบัตรแทนครับ แล้วดูซิว่า เมื่อไร เงินจะหมด จะไปทีละใบ (โจรมีคุณธรรม) หรือ ไปทั้งหมด แกไม่ได้ใส่เยอะหรอกครับ ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นธนบัตร ๑ เหรียญ จำนวน ๕ ใบเท่านั้นเอง

ผลเป็นอย่างไรหรือครับ คราวนี้ เงินไม่หายครับ เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่หาย แกไม่ได้อธิบายตรงๆซะทีเดียว แต่เปรียบเทียบเหมือนเวลาเรานำของจากที่ทำงานกลับบ้านนี่แหละ ถ้านำเงินบริษัทกลับบ้านนี่ เป็นขโมยแน่ๆ แต่ถ้าเป็นการนำปากกา ดินสอ กระดาษล่ะ ทำไมหลายๆคนทำกัน โดยไม่ได้รู้สึกว่า ขโมย ช่างสังเกตุและเปรียบเทียบจริงๆ

อีกการทดลองหนึ่ง ซึ่งน่าทึ่งมาก  Dan ให้นักเรียนแต่ละคนประมูลราคาสินค้าหลายๆชิ้น โดยคนที่ประมูลได้ ก็จะต้องซื้อของไปจริงๆ ทั้งนี้ สินค้าที่ว่า ก็ไม่ได้มีราคาค่างวดมากนัก ดูๆแล้ว ก็ไม่น่าจะมีอะไรมากนัก ถ้า Dan ไม่ตั้งข้อแม้ว่า ก่อนจะเริ่มประมูล ให้ทุกคนนำบัตรประจำตัวของแต่ละคนออกมา แล้วดูเลข ๒ หลักสุดท้าย แล้วก็เก็บไป จากนั้น ก็ให้เริ่มประมูลสินค้าทีละชิ้น เมื่อสิ้นสุดการประมูลทุกชิ้น  Dan ก็ลองนำผลทั้งหมดมาประมวลดู พบว่า คนที่มีเลขประจำตัวลงท้ายด้วยเลขสูงๆ เช่น ๙๓ มักจะประมูลที่ราคาสูงกว่าคนที่มีเลขประจำตัวลงท้ายต่ำๆ เช่น ๑๗ ทั้งๆที่เป็นการประมูลสินค้าชิ้นเดียวกัน และเลขประจำตัวดังกล่าวก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประมูลเลย

ดังนั้น Dan จึงให้ความเห็นว่า มนุษย์เรามักจะโดนสภาพแวดล้อมชักจูงโดยไม่รู้ตัวจริงๆ อย่างเช่น เมื่อเราดูเลขประจำตัวแล้ว เราก็จำค่านั้นไว้ในใจ และนำมันมาเป็นเกณฑ์ตัดสินโดยไม่รู้ตัว

รายละเอียดอาจจะมีตกหล่นบ้าง แต่เนื้อหาหลักๆที่ผมจับได้จากในหนังสือ ผมเชื่อว่า ยังอยู่ครบ ยังมีการทดลองสนุกๆ และบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจอีกหลายอย่างที่เชื่อได้ว่า หลายๆคนน่าจะนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ อยากแนะนำให้ไปหาอ่านดูครับ โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมชอบวิธีการทดลองของเขามาก มันพื้นๆ ง่ายๆ แต่มันตีความได้เยอะมากจริงๆ ส่วนใหญ่แล้ว Dan พยายามจะอธิบายว่า ทำไมวิชาที่เป้นพื้นฐานทางสังคมอย่างเศรษฐศาสตร์ ถึงไม่สามารถนำมาประยุกต์เพื่ออธิบายเหตุการณ์หลายๆอย่างได้ตรง ทั้งนี้เป้นเพราะมนุษย์มักจะตัดสินใจเหมือนไร้เหตุผล ในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ก็เพราะเราได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวโดย”ไม่รู้ตัว”นั่นเอง

ความเห็น (3)

ลูกไม่สบาย

จู่ๆเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๙ พฤษภาคม ประมาณ ๕ โมงเย็น ผมได้รับโทรศัพท์จากน้องหมู ซึ่งทำงานที่เดียวกับภรรยาผม บอกมาเสียงละล่ำละลัก

พี่หงษ์ พี่หงษ์ พี่นกให้โทรมาบอกว่า น้องไทไม่สบาย ต้องไปโรงพยาบาลด่วน ตอนนี้ รอรถอยู่ที่บ้าน ให้ไปเจอที่โรงพยาบาลเลย

เธอให้ข้อมูลได้แค่นี้จริงๆ เพราะตอนนั้น ภรรยาผมก็ออกไปแล้ว ผมพยายามโทรไป ก็ไม่รับสาย (คาดว่า ติดอยู่อีกสายหนึ่งอยู่) แน่นอนว่า ผมไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ นอกจากจะรีบออกจากที่ทำงาน เพื่อไปที่โรงพยาบาลทันที ขณะที่ขับรถระหว่างทาง ก็ได้ข้อมูลเพิ่มจากภรรยาผมว่า ไท(ลูกคนโต)อยู่ๆก็เกิดอาการชัก ขณะที่เล่นอยู่กับน้องบนบ้าน ทั้งๆที่ไท (มีอายุ ๗ ปีครึ่ง) ไม่เคยมีประวัติ เรื่องการชักมาก่อน และสุขภาพก็แข็งแรงดี ไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยแต่ประการใด

กว่าผมจะไปถึงโรงพยาบาล ก็ใช้เวลากว่า ๑ ชั่วโมง ตามธรรมชาิติการจราจรในกรุงเทพช่วงเย็นเลิกงาน วันศุกร์ แต่ภรรยาผม และเจ้าหน้าที่ของทางคอนโดที่สนิทสนมกับที่บ้านผม ก็ไปถึงนานแล้ว โชคดีที่บ้านและโรงพยาบาลอยู่ใกล้กัน และลูกทั้งสองคนก็คลอดที่นี่ ทำให้ทางโรงพยาบาล มีประวัติทั้งหมด

Tai before MRI

Tai before MRI

เมื่อไปถึง ก็ได้เจอหมอ ซึ่งอธิบายว่า ลูกผมมีอาการชักในขั้นรุนแรง และนานเกินครึ่งชั่วโมง ซึ่งถือว่า นานผิดปกติ แม้ว่า จะมีอาการตอบสนองต่อยาแล้ว แต่หมอก็ไม่วางใจ อยากจะแนะนำให้ทำ MRI ถ้าทางบ้านพอจะให้ทำได้ (หมายถึงว่า พอจะจ่ายได้นั่นเอง) แน่นอน ตอนนั้น เราก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก และการหาสาเหตุไม่ได้ ก็ดูจะเป็นการมีระเบิดเวลาที่บ้านดีๆนี่เอง ผมกับภรรยาจึงตัดสินใจให้หมอทำการตรวจสอบผ่าน MRI โดยมีกำหนดการที่ ๓ ทุ่ม

คืนนั้น ด้วยฤทธิ์ยาของการบรรเทาอาการ และยานอนหลับ (เพื่อเข้าทำ MRI) ทำให้เราไม่ได้เห็นลูกในสภาพที่กลับมาคุยได้เหมือนเดิม แม้่ว่า เด็กจะตื่นขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีอาการสะลึมสะลืออย่างชัดเจน เราทั้งสองคนใจไม่ค่อยดีนัก แม้จะรู้สึกว่า สถานะการณ์ดีกว่า เมื่อตอนห้าโมงเย็น (ขณะที่ชัก) แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจอะไรได้เลย

ไทและทันโชคดีมากๆ ที่ครอบครัวน้องสาวผมอยู่ในคอนโดเดียวกัน หวอ (ซึ่งเป็นทั้งน้องเขยและเพื่อนผม)ก็เลยมารับลูกคนเล็กกลับไปอยู่ที่บ้าน ซึ่งน้องทัน (ลูกคนเล็ก อายุ ๖ ขวบ)ดูจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับอาการพี่ชาย ก็ตามอาหวอกลับไปโดยดี ไม่มากก็น้อย ผมไม่ต้องห่วงลูกคนนี้แล้ว ในคืนนี้ แต่ที่ดูจะใจเสียไปไม่น้อยกว่าภรรยาผม คือน้องสาวคนกลาง เพราะน้องไทเป็นหลานรักของเธอ ผมรู้สึกผิดที่โทรไปแจ้งเธอ เพราะเธอติดภาระกิจอยู่ต่างจังหวัด และมาทราบในภายหลังว่า เธอเป็นกังวลมากจนทำอะไรไม่ได้ไปเลย

ประมาณ สี่ทุ่ม สิบห้านาที น้องไทก็ออกจากห้อง MRI ทั้งหมอเวรรอบดึก และหมอเด็กยังไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้มากนัก ซึ่งผมพอจะเข้าใจได้ ทั้งสองท่านไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้านทางประสาทและไม่ได้ดู MRI โดยตรง แม้จะดูรู้เรื่องมากกว่าผมและภรรยา แต่ตามประสาหมอ ก็คงไม่อยากให้ความหวังผิดๆ พอๆกับอาจจะให้ข้อมูลผิดๆด้วย ถึงตอนนั้น ไทผ่านมือหมอมา ๓ คนแล้ว คือ หมอเวร ICU เมื่อแรกเข้ามาตอนห้าโมงเย็น หมอเด็กที่หมอเวรตามมา และหมอเวรรอบดึก ซึ่งหมอเวรรอบดึกเอง ก็พูดเองว่า ท่านไม่อยากให้ความเห็นมากนัก เพราะไม่ได้เห็นอาการเมื่อแรกเข้า ท่านอยากจะให้หมอที่เห็นอาการแรกเข้า มาลองดูเอง เพื่อเปรียบเทียบอาการด้วย และในตอนนั้น ไทก็ไม่ได้อยู่ในสภาพวิกฤติแล้ว

คืนนั้น เรากลับไปนอนบ้าน โดยน้องไทต้องอยู่ที่ห้อง ICU ต่อไป

ประมาณ หกโมงเช้า ภรรยาผมได้รับโทรศัพท์จากพยาบาลที่ประจำ ICU ว่ามีคนอยากคุยด้วย ปรากฏว่า เป็นน้องไทนั่นเอง เจื้อยแจ้วมาในสาย ทำให้คุณแม่คลายความกังวลไปไม่น้อย และเมื่อเราไปถึงโรงพยาบาล ทุกอย่างดูจะกลับมาปกติ ได้ความจากพยาบาลว่า เด็กตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีสอง มีอาการปกติดี และมีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส ก่อนจะหลับต่อไปจนถึงเช้า

ไท เมื่อตื่นมาตอนเช้าวันที่ ๖ มิถุนายน

ไท เมื่อตื่นมาตอนเช้าวันที่ ๖ มิถุนายน

แต่คำถามที่คาใจทั้งผมและภรรยา คือเกิดอะไรขึ้น

หลายๆคำถามเริ่มได้รับคำตอบ เมื่อหมอทั้งหมดมาตรวจวอร์ด เราได้เจอทั้งหมอเวรที่รับน้องไท เมื่อวันก่อน หมอประจำวอร์ด และหมอผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทเด็ก (ซึ่งเป็นหมอท่านที่สี่แล้ว)

หมอทางด้านประสาทสอบถามประวัติโดยละเอียด รวมทั้งผลการเรียนและความประพฤติ และเราก็เล่าเรื่อง การหัวเราะของน้องไทให้ฟัง

ตั้งแต่เด็กๆ น้องไทจะมีอาการหัวเราะโดยไม่มีสาเหตุ อยู่เป็นระยะๆ หัวเราะโดยไม่ได้คุยกับใคร หัวเราะไม่นาน ไม่เกิน ๒๐ วินาที เป็นอยู่ประมาณอาทิตย์ละครั้ง เมื่อโตขึ้น เราก็ถามเจ้าตัวว่า หัวเราะเรื่องอะไร ไทก็บอกว่า ไม่ทราบเหมือนกัน ไม่มีเหตุผล แม้่ว่าจะไม่ได้บ่อยขึ้น เมื่อโตขึ้น (ดูออกจะลดลงนิดๆ) แต่ก็ยังมีให้เห็นเป็นระยะๆ

เราเล่าเรื่องนี้ให้หมอฟัง เพราะนี่เป็นสิ่งผิดปกติของน้องไทที่เราเจอตั้งแต่เด็กมากๆ พี่เลี้ยง ครู ญาติพี่น้อง ก็เคยเห็นมาบ้าง เพียงแต่เข้าใจว่า เป็นเด็กอารมณ์๋ดี นึกเรื่องขำๆในใจ ก็หัวเราะได้ แต่นอกจากนี้ เมื่อระยะไม่เกิน สองอาทิตย์ก่อนเกิดเหตุ เราก็เคยเจอว่า ไทมีอาการเหม่อลอย และฉี่ราดโดยไม่รู้ตัว (แต่อันนี้ ผมเองก็ยอมรับว่า ผมเองก็ฉี่รดที่นอน จนเกือบๆ ๑๐ ขวบเหมือนกัน ก็เลยอดคิดไม่ได้ อาจจะเป็นเหมือนพ่อสมัยเด็กๆก็ได้)

หมอรับฟังข้อมูลทั้งหมด ก็ให้ไทตรวจ EEG เพื่อจับคลื่นสมอง ในเช้านั้น (ซึ่งไม่พบความผิดปกติใดๆ) และลงความเห็นในชั้นต้นว่า เป็นโรคลมชัก (Epilepsy) แต่ยังไม่สามารถวินิจฉัยจาก MRI ได้ เพราะมีความเห็นไม่ตรงกันกับแพทย์ท่านอื่น จึงขอนำผล MRI ที่ได้ ไปปรึกษาหมอผู้เชี่ยวชาญ MRI โดยเฉพาะอีกครั้ง (ซึ่งกำลังจะเป็นหมอคนที่ห้าของน้องไท) โดยนัดให้เรามาฟังผลอีกครั้งในวันพฤหัสบดีที่ ๔ มิถุนายน

เราพาลูกกลับบ้านในวันอาทิตย์ที่ ๓๑ พฤษภาคม โดยน้องไทกลับมาเป็นปกติ ทั้งที่คุณพ่อ (ผมเอง)หัวใจเกือบวาย ตอนจ่ายค่ารักษา

ผมโทรไปแจ้งครูที่โรงเรียน และพาลูกไปโรงเรียนด้วยตัวเอง เพื่อชี้แจงอาการของลูก ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือและความสนใจอย่างดีจากครู

แล้วก็ถึงวันฟังผล

หลังจากที่หมอตรวจสอบพฤติกรรมไทในเบื้องตน รวมทั้งสังเกตุลักษณะทางกายภาพแล้ว ก็ให้พยาบาลนำน้องไทออกไปเล่นภายนอก

ผลของ MRI และอาการหัวเราะของน้องไท ทำให้หมอเชื่อว่า ไทมีเนื้องอกในสมอง โดยมีคำศัพท์เฉพาะที่เรียกว่า
Hypothalamic Hamartoma (HH) ซึ่งไม่ได้เป็นเนื้อร้าย แต่มีผลเรื่องการไปกระตุ้นระบบประสาท ทำให้เกิดอาการหัวเราะดังกล่าว หรือการชักได้ แต่ทั้งนี้ ขนาดของเนื้องอก มีขนาดเล็กมาก หมอเองยังไม่แนะนำให้ทำการผ่าตัดใดๆทั้งสิ้น โดยแนะนำใ่ห้ทานยาเพื่อควบคุมการชักก่อน และอาจจะให้ทำ MRI อีกครั้งในสองปีข้างหน้า เพื่อดูขนาดของเนื้องอกที่ว่านี้ ทั้งนี้ เราเองสามารถนำผล MRI ไปลองหาความเห็นที่สองได้

แม้จะเป็นข่าวร้าย แต่ก็นับว่า เป็นเรื่องดีไม่น้อย ที่เราทราบเหตุของปัญหา ทุกอย่างชัดเจนขึ้น แม้จะไม่มีทางออกที่ชัดเจนมากนัก แต่ผมก็นึกขอบคุณหมออย่างมาก ที่ไม่ได้บุ่มบ่ามวินิจฉัยในสองสามวันแรก และต้องขอบคุณหมอเด็กในวันที่รับลูกเข้า ICU ที่แนะนำให้่ทำ MRI เพราะหมอมองว่า เด็กชักนานจนผิดปกติ ไม่เช่นนั้น เราอาจจะไม่ได้รู้สาเหตุเร็วขนาดนี้

หลังจากนั้น ผมก็ลอง search อ่านดูข้อมูลของเจ้าอาการ HH ที่ว่า ต้องยอมรับว่า อาการที่บทความหลายๆแห่งเขียนไว้ ค่อนข้างตรงกับอาการของไท โดยเฉพาะเรื่องอาการหัวเราะ แม้ว่าไทจะมีน้อย และไม่นานเท่ากับหลายคน

ผมเขียนบันทึกนี้ แม้ว่า มันจะเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ แต่ก็อยากเก็บไว้เป็นบันทึกให้กับตัวเองและลูก และอยากจะให้เป็นที่อธิบายให้กับเพื่อนๆหลายๆคนที่เป็นห่วง เมื่อทราบ แต่เกรงใจไม่กล้าถามมาก หวังว่า บันทึกนี้จะเป็นตัวอธิบายได้ว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง แม้จะยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนนัก

ชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันไป

ความเห็น (26)

ช่างคุย ชวนทำพอดคาสท์

เปิดอบรมสำหรับผู้สนใจอยากทำพอดคาสท์ครับ โดยทางเราร่วมกับทางนิตยสาร Go Training เนื่องในโอกาสครบรอบ ๓ ปีของช่างคุย

ผมใส่หัวข้อที่น่าจะสนใจกันมา เพื่ออยากฟังว่า ตรงอย่างที่ฟังกันหรือไม่ ช่วยให้ความเห็นด้วยครับ

1) แนะนำ Podcasts และการผลิตพอดคาสท์ (ภาสกร หงษ์หยก)

  • What’s podcasts
  • iTunes และ iTunes U
  • แนะนำ Podcasts ที่น่าสนใจในไทย และในโลก
  • ขั้นตอนการทำ Podcasts เบื้องต้น

2) แนะนำการบันทึกเสียง (โดย วีระวัฒน์ วีระประเสริฐศักดิ์ (Phz) www.passionsound.com และ วิทย์ สุขศิลป์ชัย (Wit) www.polypink.com)

  • เสียง และไฟล์เสียงเบื้องต้น
  • อุปกรณ์ (Hardware) ที่จำเป็น
  • รู้จัก ไมโครโฟน และ มิกเซอร์
  • ขั้นตอนการผลิต และซอฟท์แวร์

3) เรื่องของเว็บไซด์ Web Design, Running a Website and Hosting Services in Thailand(โดย อรรณพ สุวัฒนพิเศษ (Ford Antitrust) www.thaithinkpad.com และ www.thaihi5.com และ นิรันดร์ ไชยเดช (9aum) www.ScriptDD.com และ www.songburi.com)

  • Web และ Blogs สำหรับ Podcasts
  • Content Management System (Drupal / Joomla / WordPress)
  • บริการเว็บ Hosting ในไทยและต่างประเทศ
  • เว็บบอร์ด
  • ของฟรีบนอินเตอร์เน็ทสำหรับการผลิต Podcasts

4) การผลิต Video(ม.ร.ว.. เฉลิมชาตรี ยุคล (Adam) http://www.FukDuk.tv)

  • Video Formats
  • Platform and Softwares
  • Video Cameras
  • Video Productions (Editing, etc.)

5) Laws, Creative Commons and Digital Copyrights(อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล (อาร์ท) http://bact.blogspot.com และ http://www.cc.in.th และ สฤณี อาชวานันทกุล http://www.fringer.org)

  • Laws
  • Creative Common and “Fair Use”
  • Digital Copyrights and DRM

6) Tips and Tricks in Producing Podcasts (ทีมช่าง)

  • สรุปและแลกเปลี่ยนประสบการณ์

เราจะมีงานกันในอาทิตย์ที่ ๒๓ เดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ ๓ ปีของช่างคุยด้วย
มีใครสนใจไหมครับ

เริ่ม ๙ โมงเช้า
ที่ The Style by Toyota กลางสยามสแควร์ครับ (http://www.thestyle.in.th)

แผนที่สำหรับ The Style by Toyota

แผนที่สำหรับ The Style by Toyota

เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้าเป็นไปได้ กรุณานำเศษอาหารที่เหลือกินเหลือใช้มาเลี้ยงวิทยากร ระหว่างเบรกด้วยครับ

สำหรับผู้ที่สนใจ ช่วยลงเมล์มายืนยันด้วยนะครับ Passakorn@changkhui.com

ความเห็น (2)

The Long Tail ในไทย

ปูเรื่องมาสองตอนแล้ว ทั้งแนะนำพอดคาสท์ และแนะนำเรื่องราวของ The Long Tail ทีนี้ เราจะลองนำทั้งสองเรื่อง มาอธิบายสิ่งที่เราได้เห็นในเมืองไทยกันบ้าง

หลายๆคนอาจจะไม่ทราบว่า บ้านเราเองมีคนทำรายการพอดคาสท์อยู่พอสมควรเหมือนกันนะครับ เว็บไซด์พอดคาสท์แรกๆของเมืองไทยน่าจะเป็นการพูดคุยเรื่องราวของ Apple โดยสองหนุ่ม  คุณวีร์ วีรพร และคุณรวิทัต ภู่หลำ โดยใช้ชื่อรายการว่า Dual Geek (http://www.dualgeek.com) ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๙ แม้ว่าทั้งสองท่านจะไม่ค่อยได้ทำรายการออกมาบ่อยๆเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ตัวเว็บก็ยังอยู่ และเป็นที่รู้จักในแวดวงคนฟังพอดคาสท์บ้านเรา จากนั้นมาก็มีอีกหลายเว็บรวมทั้งช่างคุย (สิงหาคม ๔๙) DuoCore (http://www.duocore.tv ธันวาคม ๔๙) และพอมาถึงปี ๕๐ หลายๆเว็บก็หันมาทำพอดคาสท์กันน่าตื่นเต้น และก็ค่อยๆทะยอยหายไปทีละเว็บเหมือนกัน จนมาถึงการเปิดตัวของ FukDuk (http://www.FukDuk.TV) ในปลายปี ๕๐ ที่ทำให้กระแสอินเตอร์เน็ททีวีกลับมาตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง และตั้งแต่นั้นมาทั้ง DuoCore และ FukDuk ก็จะกลายเป็นตัวอย่างการทำอินเตอร์เน็ททีวีและพอดคาสท์ของเมืองไทย ที่หลายๆคนจับตามอง พอๆกับที่ทั้งสองเว็บเองก็หาทางมองกลับไปด้วยว่า เมื่อไรจะมีคนมาช่วยสปอนเซอร์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที ผมเองได้รู้จักกับทั้งสองเว็บนี้ เมื่อทางคุณออย (DuoCore)โทรมาชวนไปร่วมงานที่ TK Park เพื่อรวมตัวคนทำรายการในแนว New Media ในบ้านเรา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๕๑ ทำให้รู้ว่า ทุกคนก็อยู่อย่างดิ้นรนเหมือนกัน

ผมเองมีข้อสังเกตุหลายๆอย่างจากที่ได้เห็นความเคลื่อนไหวในการทำรายการบนอินเตอร์เน็ทดังนี้

  1. รายการส่วนใหญ่ไม่ว่าทั้งไทยหรือเทศ จะอยู่ในแนวเทคโนโลยี ไอที อันนี้จะว่าไป ก็ไม่น่าแปลกใจ ทั้งนี้เป็นเพราะผู้คนในวงการนี้ รับรู้เทคโนโลยีก่อนใคร ถ้าพอจะประยุกต์เป็น ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนักที่จะมาทำรายการของตัวเอง โดยผู้คนในวงการอื่นต้องมองกันตาปริบๆ ทั้งๆที่อยากทำใจจะขาด แต่ทำไม่เป็น โดยคิดว่า เป็นเรื่องทำยากและไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ไม่จริงทั้งหมด น่าเสียดายมาก เพราะที่จริงแล้ว เนื้อหา (content)ในเมืองไทย ยังมีเรื่องให้ถ่ายทอดอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร วรรณกรรม ภาพวาด ภาพถ่าย สารคดีเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ
  2. ในแง่ Supply แล้ว ผู้ผลิตรายการอินเตอร์เน็ททีวีในบ้านเราส่วนใหญ่ จะอยู่ในวัยสิบปลายๆจนถึงสามสิบต้นๆ ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะคนรุ่นนี้เติบโตมากับเทคโนโลยี มีความเป็น Digital Native เต็มตัว (เกิดมากับการใช้เทคโนโลยี) ต่างกับคนรุ่นสามสิบห้าขึ้นไป ที่มาเห็นเว็บไซด์ก็เมื่อจบปริญญาตรีแล้ว เลยวัยที่อยากเรียนรู้ hard skill แล้ว กลายเป็น Digital Immigrant เมื่อแม้แต่เขียนเว็บไซด์ยังไม่ค่อยจะเป็น การทำรายการวิทยุหรือวิดีโอบนอินเตอร์เน็ทก็เลยดูจะต้องใช้เวลาไม่น้อย หลายๆคนก็เข้าสู่ตำแหน่ง หรือหน้าที่การงานที่ไม่สามารถให้เวลาในการเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตไปแล้ว ก็เลยกลายเป็นว่า มีเรื่องเล่าเต็มหัว แต่ไม่สามารถหาเวทีถ่ายทอดได้ อันนี้ แม้ว่า Blog จะกลายเป็นแหล่งปลดปล่อยของคนกลุ่มนี้ แต่ก็น่าสนใจว่า ถ้ามีโอกาส เราน่าจะได้เห็น content ดีๆอีกมาก รูปถ่ายรูปเดียวยังสามารถทดแทนถ้อยคำบรรยายได้ไม่รู้กี่หน้า ถ้าได้มาบันทึกเป็นเสียงหรือวิดีโอเอาไว้ คงน่าสนุกไม่ใช่น้อย
  3. ในแง่ Demand คนที่มีอำนาจตัดสินใจในการใช้สื่อจริงๆ ยังดูเหมือนว่ายังไม่เข้าใจการใช้สื่อแนวใหม่นี้สักเท่าไร ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารการผลิตเอง ทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์และนิตยสาร หรือผู้บริหารในฝั่งที่ต้องใช้สื่อในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของตัวเอง ทั้งๆที่จะว่าไปแล้ว สื่อแนวใหม่ (New Media)เป็นช่องทางที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถติดต่อกันได้ตรง (direct) ทันที (real-time) และตรวจสอบได้ (measurable) จากเดิมที่แต่ละธุรกิจจะต้องติดต่อลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการทำ B2B (Business-to-Business) หรือ B2C (Business-to-Consumer) โดยผ่านทางสื่อมวลชน (ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์) Direct Mail โทรศัพท์ (Call Center) เว็บไซด์ และล่าสุด ก็คือเรื่องการใช้ Digital Media นี่แหละครับ ซึ่งเป็นของใหม่ คนตัดสินใจยังเรียนรู้อยู่ แต่คนใช้งานนำหน้าไปนานแล้ว

ในหนังสือเรื่อง The Long Tail มีการกล่าวถึงแนวคิดของ Filter ไว้อย่างน่าสนใจ Filter ในที่นี้หมายถึงอะไรก็ได้ที่ทำหน้าที่คัดกรองข้อมูลก่อนจะส่งไปถึงปลายทาง บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ทำหน้าที่เป็น Filter ในการคัดเลือกข่าวที่จะลงในแต่ละวัน หนังสือแต่ละเล่มก็จะใช้ Filter ต่างๆกันออกไป ดีเจรายการวิทยุก็ทำหน้าที่ Filter ในการเลือกเพลงที่เปิด โดยคาดว่าจะเป็นที่ถูกใจคนฟัง ผู้บริหารผังรายการโทรทัศน์ก็ทำหน้าที่ Filter ในการคัดเลือกรายการที่จะนำลงแต่ละช่วงเวลาของแต่ละวัน

เงื่อนไขหนึ่งที่คนรับชมสื่อนิยมใช้ คือค่าความนิยม หรือความฮิต อันนี้เป็นกันโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวทั้งนั้น เวลาเราจะต้องเลือกซื้อสินค้าใดๆที่เราไม่รู้จักมาก่อน เราก็จะใช้ค่าความนิยมนี่แหละเป็นตัวช่วย โทรศัพท์มือถือมีให้เลือกหลายยี่ห้อ ไม่รู้จะเลือกอะไร ก็ต้องขอดูชาวบ้านเขาก่อนแล้วว่า เขาเลือกอะไรกัน เข้าไปร้านหนังสือ นึกไม่ออกว่าจะซืออะไร อ๊ะ นั่นเป็นสิบอันดับหนังสือขายดีนี่ มีอะไรบ้างเอ่ย สิบอันดับหนังทำเงินประจำสัปดาห์ สิบอันดับเพลงยอดนิยม รถยนต์ที่มียอดขายสูงสุด เหล่านี้เป็นค่าความนิยมทั้งนั้น

ไม่มากก็น้อย ความเป็นที่นิยม เป็นตัววัดที่ดีอันหนึ่งนะครับ ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝั่งผู้ผลิต (เลือกได้ว่าจะผลิตอะไร) และทั้งผู้บริโภค(ดูว่าชาวบ้านเขาทำอะไรกันอยู่) แต่เมื่อมาเจอการใช้งานอินเตอร์เน็ทที่มีปรากฏการณ์แบบ The Long Tail เข้าไปนี่ วัดกันไม่ถูกเลย เพราะอะไรน่ะหรือครับ ก็เพราะตัววัดทั้งหลายที่เรานิยมใช้กันนี่น่ะ เขาวัดกันที่หัว (Head)ทั้งนั้นนี่ครับ เพราะเป็นหาง (Tail) นี่ไม่มีใครวัดกันไว้ สิบอันดับหนังทำเงิน เรามีให้อ่าน แต่อันดับที่สิบเอ็ดจนถึงหนึ่งร้อย เราจะเริ่มไม่มีข้อมูลแล้ว ทั้งที่ที่ Demand ยังมีอยู่นะครับ

การเข้ามาของอินเตอร์เน็ททำให้วัฒนธรรมความฮิต(“Hits” Culture”)เปลี่ยนไป นอกจากสื่อเดิมจะโดนจำกัดเรื่องของสถานที่แล้ว ยังมีเรื่องของเวลาด้วย ตัวอย่างมีมากมายครับ หนังสือพิมพ์อายุเพียง ๑ วัน และจำกัดจำนวนหน้าที่จะพิมพ์ รายการโทรทัศน์มีช่วงเวลาออกอากาศที่แน่นอนและจำกัดเวลา ร้านหนังสือมีหนังสือให้วางในเนื้อที่เท่าที่ร้านมีให้ เมื่อมีหนังสือใหม่มา ก็แสดงว่าต้องมีบางเล่มออกไป นิตยสารมากมายที่เราอยากจะอ่านคอลัมน์ที่เราเคยอ่านเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว ที่มีการพูดถึงหนัง หรืออัลบัมที่เราชอบ แต่เราเพิ่งได้ดู ได้ฟัง หรือ เพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มที่มีคนวิจารณ์ เมื่อนานมาแล้ว

เมื่ออินเตอร์เน็ทเข้ามา หลายอย่างที่เรามองข้ามไปแล้ว ลืมไปแล้ว สามารถกลับมาใหม่ได้ เพลง”หมีแพนดา”ออกมาขายอยู่เป็นปี แต่ไม่ฮิต มีจำกัดในวงแคบๆ เมื่อผู้ทำหน้าที่เป็นฟิลเตอร์เลือกที่จะคัดออก (ดีเจวิทยุไม่เปิด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ร้านขายซีดีเลือกที่จะไม่นำมาขายต่อ เพราะไม่เป็นที่รู้จัก) ถ้าเป็นในอดีต วงดนตรีวงนี้ก็คงหมดอนาคตไปแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป เพลงนี้กลับมาเป็นที่นิยม เพราะอินเตอร์เน็ท กลับมาเป็นที่นิยมได้ ทั้งที่ออกมาแล้วหลายปี วงดนตรีกลับมารวมตัวกันใหม่ โอกาสที่เหมือนจะหายไปแล้ว กลับมาอีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ ตัวอย่างที่คล้ายๆกัน คือ เพลงผีกาก้า ซึ่งเห็นกันชัดเจนว่า เป็นการเผยแพร่ผ่านทางอินเตอร์เน็ทล้วนๆ รู้จักกันทั้งประเทศ โดยไม่ต้องพึงสื่อเดิมๆ (Traditional Media)

แต่อย่างไรก็ดี การกลับมาได้ของปรากฏการณ์ในตัวอย่าง ไม่ได้เป็นเพราะอินเตอร์เน็ทอย่างเดียวนะครับ อย่างน้อยๆ ในหนังสือ The Long Tail ก็ยกปัจจัยไว้สามข้อ ซึ่งคล้ายๆกับที่เคยเขียนไว้ เมื่อฉบับที่แล้ว คือ

  1. Make It. การผลิตเนื้อหา (content) ง่ายขึ้น ซอฟท์แวร์ในการทำเพลงหรือวิดีโอง่ายขึ้น มี Blog ช่วยในการเขียนมากขึ้น อุปกรณ์การผลิตราคาถูกลง
  2. Get It Out There. ช่องทางการขาย หรือการกระจายสินค้ามีมากขึ้น มีร้าน online อย่าง Amazon.com ToHome.com (ของคนไทยเราเอง) eBay, iTunes
  3. Help Me Find It. อันนี้สิที่ผมว่า มีผลสูงหรือมากที่สุด จากเดิมแทนที่เราจะต้องเปิดสื่อต่างๆในการหาข้อมูล เราสามารถใช้ Google เพื่อหาได้แทบทุกเรื่องในโลก เข้าเว็บไซด์เฉพาะทางเพื่อหาข้อมูลในเชิงลึก (หลังจากที่ลองหาข้อมูลเบื้องต้นแล้วจาก Pantip.com เป็นต้น)

ถ้ากลับมามองแนวคิดเรื่อง Filter แล้ว ยิ่งน่าสนใจ เพราะมันตรงกับข้อสังเกตุข้อที่สาม สมัยก่อน ตอนที่ผมยังเป็นวัยรุ่น เวลาจะหาหนังดู หรือซื้อเทปเพลงฟัง ผมมักจะอ่านบทวิจารณ์ของนิตยสารต่างๆในเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็น  Starpic หนังและวิดีโอ (ซึ่งกลายมาเป็น Film View)ในเวลาต่อมา เอนเตอร์เทน Quiet Storm Music Express แต่ปัจจุบันนี้ นิตยสารเหล่านี้บางเล่มก็ยังอยู่ แต่ทางเลือกของผู้บริโภคมีมากเหลือเกิน ตามเว็บไซด์ต่างๆ บทบาทของนักวิจารณ์ในปัจจุบันลดลงไปมาก เพราะเจอนักเขียนสมัครเล่นหลายๆคนในอินเตอร์เน็ืททำหน้าที่เป็น Filter ให้แทนแล้ว มิหนำซ้ำ ยังมีเว็บไซด์เฉพาะทาง ที่เจาะลงในความสนใจเป็นเรื่องๆได้ลึกกว่าที่ผมสามารถหาอ่านได้ในอดีต คุณลักษณะและอิทธิพลของ Filter นี่น่าสนใจ น่าจะเขียนได้อีกหนึ่งตอน รวมทั้งคำถามหลายๆข้อที่หนังสือตั้งไว้ เช่น เมื่อมีอินเตอร์เน็ทแล้ว เห็นปรากฏการณ์ The Long Tail แล้ว มันมีผลต่อสินค้าและบริการแค่ไหน ราคาสินค้าที่อยู่แถวหางๆ (ปลาย Tail)จะตั้งราคาได้สูงขึ้น หรือลดลง

ยิ่งเขียน ยิ่งสนุก แม้ว่า จะยังไม่สรุปเข้าหาหัวข้อที่ตั้งไว้สักที ต่อกันฉบับหน้าก็แล้วกันนะครับ

ความเห็น (1)

เรื่องที่เก่ากว่า